Tuesday, 14 July 2026
COMPETITION

'ชัชชาติ' เผยข่าวดี!! สถานการณ์ PM2.5 ปีนี้ดีขึ้นชัดเจน ชี้มาตรการคุมรถ-พื้นที่สีเขียว-WFH เริ่มเห็นผล จับมือ 'อุตสาหกรรม' สกัดฝุ่นจากโรงงาน เดินหน้าคืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนกรุง

กทม. เผยสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปีนี้แนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง จำนวนวันเกินมาตรฐานลดลง 40% ค่าเฉลี่ยฝุ่นลดลง 12% เพราะความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดรอบข้าง

(6 ม.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงข่าว “การยกระดับมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” เดินหน้าแก้ปัญหา PM2.5 ทั้งระบบ ครอบคลุมยานพาหนะ โรงงาน และการคุ้มครองสุขภาพประชาชน ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยว่าภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปีนี้ พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งในด้านจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและค่าเฉลี่ย      ความเข้มข้นของฝุ่น โดยเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน      ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ

ตัวเลขสะท้อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
จากการติดตามและประมวลผลข้อมูลคุณภาพอากาศ พบว่า จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 40 ขณะที่ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM2.5 ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและการบริหารจัดการสถานการณ์ฝุ่นของกรุงเทพมหานครในภาพรวม

ความร่วมมือข้ามจังหวัด ลดฝุ่นจากต้นทาง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น คือความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออก ในการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร โดยข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) พบว่า จำนวนจุดเผาในพื้นที่ดังกล่าวลดลงร้อยละ 28 ความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหลายจังหวัดช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจากพื้นที่ต้นลมที่ส่งผลต่อกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นรูปธรรม

คุมรถเข้ม ลดฝุ่นจากการจราจร
กรุงเทพมหานครได้ยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมรถควันดำ โดยปรับค่ามาตรฐานควันดำจากเดิมไม่เกินร้อยละ 30 เหลือไม่เกินร้อยละ 20 ส่งผลให้การตรวจจับมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถจับกุมรถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 3.5 เท่า

นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “รถคันนี้ #ลดฝุ่น” ซึ่งปัจจุบันมีรถเข้าร่วมโครงการแล้ว 186,095 คัน สามารถช่วยลดการปล่อยมลพิษจากภาคการจราจรได้ประมาณร้อยละ 9.3

WFH ช่วยลดรถ ลดฝุ่น
มาตรการ Work From Home ที่กรุงเทพมหานครประกาศใช้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม มีส่วนช่วยลดปริมาณการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเห็นผล โดยพบว่าสามารถลดปริมาณการจราจรเฉลี่ยได้ร้อยละ 8.5 ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 47.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เหลือ 19.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 5 ธันวาคม หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 58

เพิ่มพื้นที่สีเขียว เสริมการป้องกันฝุ่น
ในส่วนของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ภายใต้นโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้น ปัจจุบันกรุงเทพมหานครปลูกต้นไม้ไปแล้วรวม 2,326,667 ต้น เป็นไม้ยืนต้น 1,377,340 ต้น โดยในจำนวนนี้มี 932,452 ต้น ที่ปลูกเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ     ฝั่งตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงสีเขียวช่วยลดฝุ่นที่พัดมาจากจังหวัดต้นลม นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มสวน 15 นาทีแล้วรวมทั้งสิ้น 441 แห่ง

เดินหน้ามาตรการต่อเนื่อง
กรุงเทพมหานครยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในเมือง การทำงานร่วมกับจังหวัดรอบข้าง และการส่งเสริมความร่วมมือจากประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยย้ำว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นสะท้อนว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องทำทั้งระบบ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ผสานพลังกระทรวงอุตสาหกรรม คุมเข้มปล่องระบายมลพิษ
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคโรงงาน โดยปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพมหานครให้เข้มงวดขึ้น และกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) พร้อมรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล

ด้านนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่าได้มีการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายอากาศสะอาด โดยเฉพาะการออกประกาศเกณฑ์มาตรฐานค่าสารเจือปนในอากาศจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพฯ พ.ศ. 2568 ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น "เรากำหนดให้โรงงานในพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศจากปล่องแบบอัตโนมัติ (CEMS) และรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ควบคู่กับการควบคุมการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นในช่วงเทศกาลสำคัญยั่งยืน" ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

ปฏิวัติวงการขนส่ง!! จีนทดสอบ "Lanying R6000" โดรนใบพัดปรับมุมได้ขนาด 6 ตัน บรรทุกหนัก 2 ตัน บินได้ไกล 4,000 กม. รองรับการขนส่ง - การกู้ภัยในภูมิประเทศซับซ้อน

จีนผงาด! ทดสอบบินเที่ยวแรก “Lanying R6000” โดรนใบพัดปรับมุมได้ขนาด 6 ตัน ปฏิวัติวงการขนส่งและการกู้ภัย

(ซินหัว) เต๋อหยาง, 29 ธันวาคม 2568 — จีนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการบินระดับโลกอีกครั้ง เมื่อบริษัท ยูไนเต็ด แอร์คราฟต์ (United Aircraft) ประสบความสำเร็จในการทดสอบบินเที่ยวแรกของ “หลานอิ่ง อาร์6000” (Lanying R6000) อากาศยานไร้คนขับ (UAV) แบบใบพัดปรับมุมได้ (Tilt-rotor) ขนาดมหึมาถึง 6 ตัน ณ เมืองเต๋อหยาง มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา

 นวัตกรรม Tilt-rotor: ลูกผสมที่ลงตัวระหว่างเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบิน

ความพิเศษของ Lanying R6000 คือเทคโนโลยี ใบพัดปรับมุมได้ (Tilt-rotor) ซึ่งช่วยให้เครื่องบินสามารถ บินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง (VTOL) ได้เหมือนเฮลิคอปเตอร์โดยไม่ต้องใช้รันเวย์ แต่เมื่อลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว ใบพัดจะสามารถปรับทำมุมเพื่อทำหน้าที่เป็นใบพัดผลักดันแบบเครื่องบินทั่วไป ทำให้สามารถบินได้ด้วยความเร็วสูงและไปได้ไกลกว่าโดรนปกติทั่วไปหลายเท่า

 เปิดสเปกสุดล้ำ: บรรทุกหนัก บินไว ไปได้ไกล

จากการเปิดเผยของ ยูไนเต็ด แอร์คราฟต์ สมรรถนะของหลานอิ่ง อาร์6000 นั้นอยู่ในระดับที่น่าทึ่งและตอบโจทย์การใช้งานเชิงอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง:

* น้ำหนักตัวเครื่อง: 6 ตัน
* กำลังบรรทุกสูงสุด: 2,000 กิโลกรัม (2 ตัน)
* ความเร็วสูงสุด: 550 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
* พิสัยการบิน: ไกลถึง 4,000 กิโลเมตร
* เพดานบินสูงสุด: 7,620 เมตร (25,000 ฟุต)

 พลิกโฉมภารกิจกู้ภัยและโลจิสติกส์ในพื้นที่ซับซ้อน

ด้วยขีดความสามารถที่ยืดหยุ่น Lanying R6000 จะกลายเป็นหัวใจสำคัญในหลากหลายภารกิจ โดยเฉพาะในสภาพภูมิประเทศที่เข้าถึงยาก เช่น:

1. การกู้ภัยฉุกเฉิน: เข้าถึงพื้นที่ภัยพิบัติที่รันเวย์ถูกทำลายเพื่อส่งเสบียงหรือเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ
2. โลจิสติกส์ขั้นสูง: ขนส่งสินค้าระหว่างเมืองหรือระหว่างแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล (Offshore) ได้อย่างรวดเร็ว
3. ปฏิบัติการพิเศษและการสำรวจ: ด้วยเพดานบินที่สูงและระยะทางที่ไกล ทำให้เหมาะกับการสำรวจทรัพยากรหรือภารกิจทางเทคนิคในพื้นที่ห่างไกล

 ก้าวสำคัญของ "เศรษฐกิจระดับต่ำ" (Low-Altitude Economy)

การทดสอบที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของบริษัทผู้พัฒนา แต่ยังสะท้อนถึงความก้าวหน้าของจีนในการครองความเป็นผู้นำด้าน "เศรษฐกิจระดับต่ำ" ซึ่งเป็นการนำอากาศยานไร้คนขับมาใช้ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ Lanying R6000 คือคำตอบของโลกยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว ประสิทธิภาพ และความสามารถในการเอาชนะข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์

การขึ้นสู่ท้องฟ้าของ "หลานอิ่ง อาร์6000" ในครั้งนี้ จึงเป็นดั่งสัญญาณเตือนว่า อนาคตของการบินไร้คนขับขนาดใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเต็มตัว

ของขวัญที่จับต้องได้!! ถอดรหัส "ทางด่วนฟรี" ช่วงเทศกาล ทำไม กทพ. ควรถูกยกเป็นหน่วยงานรัฐตัวอย่าง กางตัวเลขรายได้ยอมเฉือนเนื้อ 87 ล้าน แลกความคุ้มค่าเศรษฐกิจ + ความสะดวกประชาชน

ทางด่วนฟรีไม่ใช่ “แจก” แต่คือ “รัฐบริการ”
ทำไม กทพ. ควรถูกยกเป็นหน่วยงานรัฐตัวอย่าง

ทุกเทศกาลใหญ่ของไทย—ปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันหยุดยาว—สิ่งที่คนส่วนใหญ่ “ต้องเจอเหมือนกัน” คือรถแน่น ค่าเดินทางพุ่ง และความเครียดบนถนนที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ในภาพรวมของหน่วยงานรัฐที่คนมักบ่นว่า “ช้า” หรือ “ไกลตัว” การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่หน่วยงานที่ทำสิ่งง่าย ๆ แต่ทรงพลังมาก: ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษช่วงเทศกาล เพื่อให้ประชาชนได้ “ประหยัดจริง” และ “เดินทางคล่องขึ้นจริง”
ปีใหม่นี้ กทพ.ประกาศยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 7 วันเต็ม (30 ธ.ค. 2568 – 5 ม.ค. 2569) บนเครือข่ายทางพิเศษในกำกับ กทพ. ซึ่งเป็นของขวัญที่จับต้องได้ทันที—ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องรอผลระยะยาว แค่ขึ้นทางด่วนแล้ว “ไม่โดนตัดเงิน” ความรู้สึกของคนก็เปลี่ยนแล้ว

1) จุดเริ่มต้นที่ไม่ใช่กระแส: ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีใหม่ 2553
เอกสารทางราชการสะท้อนว่า แนวทาง “ยกเว้นค่าผ่านทางช่วงเทศกาล” ไม่ได้เกิดเพราะกระแส แต่เป็นมาตรการแก้ปัญหาจราจรที่ทำต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา–ชลบุรี) ที่มีการดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา
ช่วงเริ่มต้นดังกล่าวอยู่ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายโสภณ ซารัมย์ ทำให้เห็นว่านี่คือแนวทางที่ “ส่งไม้ต่อ” กันได้ ไม่ผูกกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

2) ขยายผลแบบมีเหตุผล: เพิ่มกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์) ตั้งแต่ปีใหม่ 2562
อีกหมุดสำคัญคือการขยายการยกเว้นค่าผ่านทางไปยังทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์) ซึ่งมีที่มาจากข้อสั่งการ/ดำริของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการประชุมหัวหน้าหน่วยงานสังกัดคมนาคม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ให้เริ่มยกเว้นตั้งแต่ปีใหม่ 2562 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับบูรพาวิถี เพราะเป็นสายทางต่อเนื่องกัน ช่วยระบายรถ ลดคอขวด และลดเวลาหน้าด่าน
ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในกรอบรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในช่วงนั้นคือ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ภาพรวมจึงชัดว่า “ต่างรัฐบาลก็ทำต่อ” เมื่อเห็นว่าเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและระบบจราจรจริง

3) ชมแบบมีหลักฐาน: ทำเพื่อประชาชน แต่กล้าบอกตัวเลขต้นทุน–ผลตอบแทน
คำว่า “ดี” ในภาครัฐ ถ้าวัดไม่ได้ก็เถียงกันไม่จบ แต่จุดแข็งของกทพ. คือการสื่อสารเชิงข้อมูล—ระบุทั้งช่วงเวลา เส้นทาง และประเมินทั้ง “รายได้ที่งดจัดเก็บ” เทียบกับ “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ที่ประชาชนได้รับ
ตัวอย่างกรณีปีใหม่ 2569 มีการประเมินปริมาณรถใช้ทางพิเศษราว 2,378,341 คัน รายได้ที่ไม่จัดเก็บประมาณ 87,214,841 บาท ขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเมินเป็นตัวเงินได้ราว 136,668,014 บาท (รวมทั้งประหยัดค่าใช้รถและประหยัดเวลาเดินทาง)
นี่คือมาตรฐานที่อยากให้หน่วยงานรัฐอื่นทำตาม: ไม่ใช่แค่ประกาศนโยบาย แต่ยอมให้สังคมตรวจสอบบนฐานข้อมูล

4) ไม่ได้ช่วยแค่ “กระเป๋าเงิน” แต่ช่วย “ระบบจราจร–ความปลอดภัย–มลพิษ”
การยกเว้นค่าผ่านทางไม่ได้หมายถึงแค่ “ลดค่าใช้จ่าย” แต่ช่วยย้ายปัญหาออกจากหน้าด่าน ลดการชะลอ ลดการสะสมรถ และลดความเสี่ยงบนถนน ขณะเดียวกันยังช่วยลดมลพิษบริเวณหน้าด่าน และทำให้การบริหารจราจรช่วงเดินทางหนาแน่นเป็นระบบมากขึ้น
พูดง่าย ๆ: ทางด่วนฟรีไม่ได้แปลว่า “รัฐเสียรายได้แล้วจบ” แต่คือการลดคอขวด ลดความเครียด และทำให้การเดินทางไหลลื่นขึ้นจริง

5) ไม่ใช่แค่ปีใหม่: ทำจริงทุกเทศกาล
นโยบายยกเว้นค่าผ่านทางไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ปีใหม่ แต่ถูกนำไปใช้ในช่วงเทศกาลอื่น ๆ เช่นสงกรานต์ในหลายปีที่ผ่านมา ความสม่ำเสมอแบบนี้ทำให้ประชาชน “คาดหวังได้” และวางแผนการเดินทางได้

6) โบนัสที่สะท้อนหัวใจบริการ: ฟรีทางด่วน + คืนเงิน Easy Pass
ปีใหม่ 2569 ไม่ได้มีแค่ “ฟรี 7 วัน” แต่ยังมีมาตรการสนับสนุนผู้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่นการคืนค่าผ่านทาง (บางเงื่อนไข) เพื่อส่งเสริมการใช้ Easy Pass และลดเวลาหน้าด่าน
ที่สำคัญ กทพ.ประกาศช่วงเวลาชัดเจน และครอบคลุมเครือข่ายทางพิเศษหลักในกำกับ เช่น เฉลิมมหานคร, ศรีรัช, อุดรรัถยา รวมถึงบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์) ทำให้คนเดินทางวางแผนเส้นทางได้จริง ไม่ต้องเดา

ถ้ารัฐจะเป็น “มืออาชีพ” หน้าตาควรเป็นแบบนี้
กทพ. ทำให้เห็นว่า หน่วยงานรัฐที่ดีไม่จำเป็นต้องเสียงดัง แต่ต้อง “ทำจริง–ทำต่อเนื่อง–วัดผลได้–สื่อสารชัด” ทางด่วนฟรีจึงไม่ใช่การ “แจก” แบบไร้หลักคิด แต่เป็น “รัฐบริการ” ที่เลือกทำในวันที่ประชาชนต้องการมากที่สุด และทำให้ชีวิตคนง่ายขึ้นจริง
ยิ่งไปกว่านั้น รายงานข่าวด้านเศรษฐกิจยังสะท้อนว่า กทพ.สามารถเดินเกมบริการสาธารณะควบคู่กับการบริหารองค์กรได้ โดยปี 2567 มีรายได้รวมราว 19,177 ล้านบาท (รายได้ค่าผ่านทางราว 13,465 ล้านบาท และรายได้อื่นราว 5,712 ล้านบาท) เป็นสัญญาณว่าการ “ให้” กับประชาชนในวันสำคัญ ไม่ได้แปลว่าองค์กรจะเดินต่อไม่ได้ หากบริหารอย่างมีวินัยและเพิ่มประสิทธิภาพ
ถ้าจะหา “หน่วยงานรัฐตัวอย่าง” ที่ประชาชนสัมผัสได้—กทพ. ควรถูกยกชื่อขึ้นมาแบบไม่ต้องลังเล

หมายเหตุ/ที่มา
• เอกสารสรุปมติคณะรัฐมนตรี/แนวทางการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษช่วงเทศกาล (กระทรวงคมนาคม/สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)
• ประกาศและข่าวประชาสัมพันธ์ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เกี่ยวกับการยกเว้นค่าผ่านทางช่วงปีใหม่/สงกรานต์
• รายชื่อคณะรัฐมนตรีและผู้ดำรงตำแหน่ง (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)
• รายงานข่าวด้านเศรษฐกิจ/รัฐวิสาหกิจเกี่ยวกับผลการดำเนินงาน กทพ.

พลิกโฉมประเทศไทย!! GISTDA ดัน “Space Data” ขับเคลื่อนชาติ ชู “ข้อมูลอวกาศ” คือเกมเชนเจอร์เปลี่ยนประเทศ เปิดแผนรุกปี 2025 ดึงภาครัฐ-เอกชนใช้ประโยชน์ พร้อมยกระดับการโครงสร้างพื้นฐานอวกาศไทย

GISTDA Unveils Space Technology Revolution to Supercharge Thailand's Growth

Dr. Pakorn Apaphant, head of Thailand's Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (GISTDA), revealed that space-based intelligence and geographic data have become game-changers for the nation's progress across economic, social, environmental, and security fronts. The agency is ramping up its data services to empower smarter decision-making at every level while expanding partnerships across all industries

GISTDA recently hosted its Customer Engagement Event 2025 under the compelling theme "Space Data, Powering Performance." The landmark event brought together government bodies, businesses, and key players to harness cutting-edge space technology and unlock the full potential of satellite data for Thailand's digital transformation.

Dr. Siriluk Prukpitikul, GISTDA's Deputy Executive Director, delivered an inspiring talk titled "Together Toward Better Decisions: Co-Creating Our Future Space-Based Solutions." She mapped out bold strategies for using space intelligence to strengthen evidence-based policymaking through cross-sector teamwork and innovation.

Participants explored three dynamic exhibition zones featuring breakthrough technologies:
1. Geo Data Service Intelligence – showcasing the ambitious Mega Constellation Project and AWAGAD platform for seamless data flow
2. Geo Space Solutions – spotlighting platforms like Carbon Atlas, LAND-X, advanced 3D mapping service, and the Dragonfly
3. Capacity Building Hub – highlighting training programs to build Thailand's space-tech workforce

The event culminated with the prestigious GISTDA Awards 2025, celebrating organizations that have excelled in leveraging space data for sustainable national advancement.
2025 Award Winners:
- Data Excellent Utilization Award (Thaichote): Department of Marine and Coastal Resources
- Data Excellent Utilization Award (THEOS-2): Office of the Narcotics Control Board (ONCB)
- Solution for Sustainability Excellence Award: KASIKORNBANK Public Company Limited
- Human Development Excellence Award: Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT)
- Long-Term Loyalty Award: Royal Irrigation Department

Dr. Pakorn underscored that this initiative showcases GISTDA's position as Thailand's space technology organization, ready to partner with all sectors to drive data-powered decisions and fuel sustainable growth for generations to come

คนบึงกาฬเตรียมเฮ!! ‘มัลลิกา’ ดันสนามบินใหม่ 8 พันล้าน เชื่อมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ลุ้นสร้างปี 72 คาดผู้โดยสารราว 1.5 แสนคนต่อปี ชี้ผลตอบแทนสูงหนุนเศรษฐกิจอีสานเหนือ

‘รมช.คมนาคม’ เร่งเครื่อง ‘สนามบินบึงกาฬ’ หนุนเศรษฐกิจชายแดนเชื่อมโยง ‘เวียดนาม – สปป. ลาว – ไทย – เมียนมา’ ดันชงครม. เคาะ ลุ้นตอกเสาเข็มปี 72  ปักธงเปิดใช้ปี 75  รองรับผู้โดยสารกว่า 1.4 แสนคนต่อปี 

(26 ธ.ค.2568) นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมทางอากาศที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาจังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สังคม และเสริมความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รวมถึงยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด

สำหรับท่าอากาศยานบึงกาฬจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เชื่อมต่อจากทะเลจีนใต้ ผ่านเวียดนาม สปป.ลาว ไทย และเมียนมา ออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พบว่าในด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลการศึกษาพบว่า โครงการมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ หรือ EIRR อยู่ที่12.66 %และมีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน หรือ B/C เท่ากับ 1.07 สะท้อนให้เห็นว่าโครงการมีความเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว

ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน(ทย.)กล่าวว่า โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานบึงกาฬได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้และคัดเลือกตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมตั้งแต่ปี2564 ต่อมาในปี 2566 ได้ดำเนินการออกแบบรายละเอียดอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ พร้อมทั้งปรับปรุงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA )ซึ่งปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนการเสนอรายงาน EIA โดยได้จัดส่งเอกสารชี้แจงผลกระทบฯ ครั้งที่ 3 แล้ว และมีการประชุมพิจารณารายงานเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 หากขั้นตอนดังกล่าวแล้วเสร็จ จะเข้าสู่กระบวนการเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณาอนุมัติและเดินหน้าโครงการในขั้นตอนถัดไป

ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานคาดการณ์ว่า หากโครงการได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2572 และเปิดให้บริการท่าอากาศยานบึงกาฬอย่างเป็นทางการในปี 2575 โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2575 จะมีผู้โดยสารใช้บริการประมาณ 149,172 คนต่อปี มีจำนวนเที่ยวบิน 1,244 เที่ยวบินต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 4 เที่ยวบินต่อวัน ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับระบบคมนาคมทางอากาศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับจังหวัดบึงกาฬในเวทีเศรษฐกิจภูมิภาคและระหว่างประเทศ

สำหรับพื้นที่โครงการทั้งหมดแบ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่ไม่ใช่เขตการบิน หรือ landside จำนวน 2,542 ไร่ และพื้นที่เขตการบิน หรือ airside จำนวน 1,858 ไร่ รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นประมาณ 8,196 ล้านบาท และจากผลการศึกษาความเหมาะสม พื้นที่ตั้งโครงการอยู่ในตำบลโป่งเปือย อำเภอโซ่พิสัย และตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ ห่างจากตัวเมืองบึงกาฬและสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 ประมาณ 12 กิโลเมตร และมีระยะห่างจากท่าอากาศยานใกล้เคียง ได้แก่ ท่าอากาศยานอุดรธานี 194 กิโลเมตร ท่าอากาศยานสกลนคร 190 กิโลเมตร และท่าอากาศยานนครพนม 188 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นทำเลที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโครงข่ายการบินในภูมิภาค

ที่มา : https://www.thaipost.net/economy-news/922030/

รู้ทัน...Scammers เปิด 10 คาถาป้องกัน Scammers ก่อนตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์ เผลอลงแอปฯ ปลอมต้องตัดสัญญาณทันที วิธีเอาตัวรอดเบื้องต้นอย่าปล่อยเงินสูญหมดบัญชี

รู้ทัน...Scammers EP#4 ภูมิคุ้มกันการหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์

“วาระแห่งชาติ” ว่าด้วยการปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ต้องไม่มุ่งเน้นเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับบรรดามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์เท่านั้น เพราะจะจัดการได้แต่เพียงปลายน้ำของกระบวนการ Scammers จากสถิติคดีหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ที่นับจากปี พ.ศ. 2565 ซึ่งเกิดขึ้นมากมายมหาศาลเป็นล้าน ๆ คดี ทำให้มีมูลค่าความเสียหายรวมแล้วร่วม 100,000 ล้านบาท

หากเปรียบ Scammers เป็นโรคภัยที่ร้ายแรง การบังคับใช้กฎหมายก็เปรียบได้กับวิธีการรักษาโรคโดยใช้ยา แต่สารพัดมาตรการต่าง ๆ ที่นำมาปราบปรามก็เหมือนกับยา ซึ่งยิ่งแรงมากเท่าไรโรคก็ยิ่งดื้อยามากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการกำจัดวงจรของกระบวนการ Scammers จึงจำเป็นต้องกำจัดทั้งระบบตั้งแต่ ต้นน้ำ คือ การป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ และเข้าใจ ถึงกลโกง สารพัดเลห์เพทุบายของบรรดามิจฉาชีพเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ด้วยการให้วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันการหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์

กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้ให้แนวทาง 10 ข้อในการป้องกันตนเองเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของบรรดามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ ไว้ดังนี้:

1. ไม่กดลิงก์ใด ๆ ที่เเนบมากับ SMS หรือกดลิงก์ติดตั้งแอปพลิเคชันต่างๆ โดยเฉพาะไฟล์ .APK เพราะอาจเป็นการดักรับข้อมูล หรือการฝังมัลแวร์
2. ไม่ติดตั้งโปรแกรม หรือแอปพลิเคชันที่ผู้อื่นส่งมาให้โดยเด็ดขาด แม้จะเป็นโปรแกรม หรือแอปพลิเคชันที่รู้จักก็ตาม เพราะอาจเป็นแอปพลิเคชันปลอม โดยทำการติดตั้งจากแหล่งที่เชื่อถือ และเป็นทางการ เช่น App Store หรือ Play Store
3. โดยปกติ หน่วยงานภาครัฐไม่มีนโยบายที่จะติดต่อประชาชนทางโทรศัพท์หรือ การส่งข้อความสั้น (SMS) หากมีการติดต่อให้ขอรายละเอียดเพื่อติดต่อกลับด้วยตนเอง และตรวจสอบ
4. ระมัดระวังแอปพลิเคชันที่ขออนุญาตเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่น ขอเข้าถึงอัลบั้มรูปภาพ, ไมโครโฟน, ตำแหน่งที่ตั้ง, หมายเลขโทรศัพท์, รายชื่อผู้ติดต่อ เป็นต้น โดยควรอนุญาตให้เข้าถึงเท่าที่จำเป็น
5. หากท่านติดตั้งแอปพลิเคชันในลักษณะดังกล่าวแล้ว ให้รีบเปิดโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode) หรือปิดเครื่องเพื่อตัดสัญญาณไม่ให้สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ หรือทำการถอดซิมออก จากนั้นเข้าไปติดต่อกับศูนย์บริการโทรศัพท์ของท่าน
6. ไม่กรอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงินใด ๆ ลงในลิงก์ หรือแอปพลิเคชันที่เข้ามาในลักษณะดังกล่าวโดยเด็ดขาด
7. หมั่นติดตามข่าวสารจากทางราชการ หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่ส่งต่อกันมาผ่านสื่อสังคมออนไลน์
8. โดยปกติประชาชนสามารถตรวจสอบสิทธิ วิธีการใช้งาน และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้ที่เว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com โดยให้เพิ่มการสังเกตชื่อเว็บไซต์ เพื่อป้องกันการเข้าสู่เว็บไซต์ปลอมของมิจฉาชีพ
9. ไม่ตั้งรหัสการทำธุรกรรมการเงิน หรือรหัส PIN 6 หลัก เหมือนกันทุกธนาคาร
10. แจ้งเตือน ไปยังบุคคลใกล้ตัว หรือบุคคลอื่น เพื่อลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

การหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์)ในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมิจฉาชีพมักจะเจาะกลุ่มผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ โดยใช้คำพูดมั่นใจ ใช้ถ้อยคำทางการ ดูน่าเชื่อถือ หลอกควบคุมให้โอนเงินผ่านโทรศัพท์ โดยกลโกงที่พบได้บ่อย ๆ สุดท้ายแล้วเหยื่อก็ต้องสูญเงินทั้งหมด ด้วย 5 กลโกงที่มิจฉาชีพมักนำมาใช้กับผู้สูงอายุ อันได้แก่ 
1. หลอกให้ดีใจ ว่าได้รับเงินสวัสดิการ มิจฉาชีพจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อขอข้อมูล
2. หลอกให้ลงทุน ชักชวนให้ลงทุนที่ได้ผลกำไรสูง หรือหลอกว่าช่วยลงทุน
3. หลอกให้กลัว อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ หลอกว่า มีความผิด ให้ทำการโอนเงินเพื่อตรวจสอบ
4. หลอกซื้อของออนไลน์ โอนเงินแล้วไม่ส่งของให้ หรือส่งของไม่ตรงปก
5. หลอกให้รัก ตีสนิท หลอกให้ไว้ใจ และหลอกให้โอนเงิน
ซี่งกลโกงเหล่านี้ ลูกหลานต้องหมั่นเฝ้าระวัง ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ญาติผู้ใหญ่คนใกล้ชิดต้องตกเป็นเหยื่อ และปลอดภัยจากมิจฉาชีพ (ยังมีตอนต่อไป)

หากโดนหลอกออนไลน์ สามารถโทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชีได้ที่สายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

'สุชาติ' สั่งคุมเข้ม!! เฝ้าระวังอุบัติภัยสารเคมีช่วงปีใหม่ 2569 หลังปี 2568 พบสถิติพุ่งสูงถึง 50 ครั้ง สถิติชี้โรงงาน-โกดัง-โรงน้ำแข็ง คือกลุ่มเสี่ยงหลักที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

รองนายกฯ ‘สุชาติ’ แจ้งเตือนประชาชน–สถานประกอบการ เฝ้าระวังอุบัติภัยสารเคมีช่วงปีใหม่ 2569

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำชับหน่วยงานในสังกัด ทส. เตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษจัดเตรียมทีมตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ศปก.พล.) พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ สนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานท้องถิ่นในการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม และให้คำแนะนำทางวิชาการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติภัยสารเคมี

นายสุรินทร์ กล่าวว่า จากสถิติการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมีในปี พ.ศ. 2568 (มกราคม–ธันวาคม 2568) พบว่าเกิดเหตุรวม 50 ครั้ง แบ่งเป็นอุบัติภัยประเภทเพลิงไหม้ 36 ครั้ง โดยเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม 22 ครั้ง และโกดังเก็บสินค้าและโกดังรีไซเคิล 14 ครั้ง ประเภทสารเคมีรั่วไหล 8 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นเหตุจากโรงน้ำแข็ง 6 ครั้ง และกรณีน้ำมันรั่วไหลลงทะเล 2 ครั้ง ประเภทอุบัติเหตุจากการขนส่งสารเคมีและวัตถุอันตราย 4 ครั้ง และประเภทอื่นๆ เช่น การระเบิดของพื้นที่ฝังกลบกากอุตสาหกรรมและบ่อบำบัดน้ำเสีย 2 ครั้ง

ทั้งนี้ ช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งมีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน สถานประกอบการจำนวนมากจะหยุดดำเนินการหรือลดกำลังการผลิต ขณะเดียวกันเป็นช่วงฤดูหนาวที่มีสภาพอากาศแห้งและลมแรง ส่งผลให้มีความเสี่ยงเกิดอุบัติภัยเพิ่มขึ้น อาทิ ไฟไหม้โรงงานหรือคลังจัดเก็บสารเคมี ไฟไหม้สถานที่กำจัดขยะมูลฝอย อุบัติเหตุรถบรรทุกสารเคมีและวัตถุอันตรายพลิกคว่ำ รวมถึงการลักลอบระบายน้ำเสียและทิ้งกากของเสียอันตรายในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง

กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 จึงได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและเครื่องมือของศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ศปก.พล.) เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมขอความร่วมมือจากส่วนราชการ เครือข่ายหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย และสถานประกอบการทุกแห่ง ให้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย ระมัดระวังในการขนส่งและจัดเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตรวจสอบระบบเตือนภัยและระบบดับเพลิงให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุ

ทั้งนี้ หากหน่วยงานท้องถิ่นหรือประชาชนพบเหตุฉุกเฉินด้านมลพิษและสารเคมี สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนมลพิษ โทร. 1650 ตลอด 24 ชั่วโมง

พาณิชย์จัดใหญ่!! ผนึกเอกชน 250 ราย อัดโปรแรงข้ามปี ลดราคาสินค้า Mega Sale สูงสุด 80% มอบเป็นของขวัญปีใหม่ยาวถึงสิ้นเดือน ม.ค. 69 คาดช่วยลดค่าครองชีพ กว่า 5,000 ล้านบาท

พาณิชย์ช่วยไทย เปิดกล่องของขวัญใบใหญ่ “New Year Mega Sale 2026” ลดสูงสุด 80% ต่อเนื่องข้ามปีถึง 2569 มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ คาดลดค่าครองชีพ กว่า 5,000 ล้านบาท

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าลดค่าครองชีพ จับมือผู้ผลิตและห้างโมเดิร์นเทรดกว่า 250 ราย จัดแคมเปญลดราคาสินค้าสูงสุด 80% ทั้งการจำหน่ายภายในงานจัดที่กระทรวงพาณิชย์ระหว่างวันที่ 23–25 ธันวาคม 2568 และขยายต่อเนื่องที่ห้างทั่วประเทศถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ควบคู่การสนับสนุนผู้ประกอบการชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดพื้นที่ออกร้านภายในงานและเตรียมนำสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายในงานธงฟ้าทุกแห่ง พร้อมเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรร่วมกับพันธมิตรทั้งการจำหน่ายและแปรรูป อาทิ หอมแดงศรีสะเกษ และปลากะพงสามน้ำจ.สงขลา ตามคอนเซป “ไทยช่วยไทย ซื้อของไทย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ดำเนินการจัดโครงการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงเทศกาลปีใหม่ ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ร่วมสนับสนุนเกษตรกร และผู้ประกอบการไทย

โดยกิจกรรมการเปิดงาน “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ได้รับเกียรติจาก ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานร่วมกับภาคเอกชนที่มาร่วมกันจัดสินค้าลดราคาในงานกว่า 250 ราย พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่จำหน่ายสินค้า ซึ่งมีการจัดบูธจำหน่ายสินค้าในช่วงวันที่ 23–25 ธันวาคม 2568 และขยายมาตรการลดราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 40 วัน จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

นายวิทยากรระบุว่า การดำเนินโครงการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และห้างโมเดิร์นเทรดเข้าร่วมมากกว่า 180 ราย รวมถึงผู้ให้บริการด้านต่าง ๆ อีกกว่า 70 ราย พร้อมแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ รวมกว่า 250 ราย นำสินค้ามาจำหน่ายและจัดโปรโมชั่นรวมแล้วกว่าหมื่นรายการ ลดราคาสูงสุดมากกว่า 80% เพื่อร่วมกันช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่เปราะบาง โดยได้เชิญชวนผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ เข้าร่วมออกร้านภายในงาน อาทิ ผลิตภัณฑ์เนื้อโคจากจังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงสินค้าจากพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ให้มีรายได้ในสถานการณ์ช่วงปัจจุบันนี้

พร้อมกันนี้ ยังมีการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตโดยตรงมาจำหน่ายในงาน โดยเฉพาะปลากะพงสามน้ำ จากจังหวัดสงขลา ซึ่งนำมาเปิดบูธจำหน่ายเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกร หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา ช่วยให้เกษตรกรสามารถระบายผลผลิตและเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง

อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า โครงการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ตั้งเป้าช่วยลดค่าครองชีพประชาชนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ขณะที่การจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ตลอด 3 วัน คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลปีใหม่อีกด้วย

“ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมส่งความปรารถนาดีในช่วงเทศกาลปีใหม่ และขอเป็นตัวแทนของกรมการค้าภายในขออวยพรทุกท่านในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ โดยขอให้ประชาชนเดินทางโดยสวัสดิภาพ มีความสุขกับครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดปีใหม่และในทุก ๆ วัน” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย

'ตรีนุช' สยบข่าวมั่ว!! ยันแรงงานกัมพูชาไม่ต้องกลับประเทศ 13 ก.พ. 69 ชี้เป็นความเข้าใจผิด ใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ ย้ำ อยู่ทำงานต่อได้ยาวถึงปี 70-72 วอนนายจ้างอย่าตื่นตระหนก

‘ตรีนุช’ แจงไม่มีแรงงานกัมพูชาต้องกลับประเทศ 13 ก.พ. 69 ชี้เป็นความเข้าใจผิด ใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ 
ย้ำอยู่ทำงานต่อได้ยาวถึงปี 70-72 

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยต้องเดินทางกลับประเทศในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากไม่มีการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน นั้น  กระทรวงแรงงานขอชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 มีเพียงคนต่างด้าวสัญชาติลาวและเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้ผ่อนผันให้คนต่างด้าวดังกล่าว สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้อีก 1 ปี ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570   

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า ในส่วนของคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา หากเป็นกลุ่มที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 จะได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มีนาคม 2569 และกลุ่มคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแล้ว (ที่ใบอนุญาตเดิมหมดอายุในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 จะสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570 และสามารถต่ออายุได้อีกครั้งเดียวไม่เกิน 2 ปี ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2572ดังนั้น จึงไม่มีแรงงานสัญชาติกัมพูชากลุ่มใดที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการจัดหางาน  อยู่ระหว่างหามาตรการที่เหมาะสมร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อกำหนดแนวทางสำหรับแรงงานกัมพูชาอย่างรอบคอบรัดกุม เกิดความสมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ ทั้งนี้ ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ ติดตามข่าวสารจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

เจาะลึกภัยเงียบ GenAI!! การ์ทเนอร์เตือน "5 จุดบอดอันตราย" ทั้งปัญหาอธิปไตยข้อมูล – ต้นทุนบำรุงรักษา หากองค์กรไม่รีบแก้ไขภายในปี 2573 อาจล้าหลังและเผชิญภาวะทักษะมนุษย์เสื่อมถอย

การ์ทเนอร์เตือน "จุดบอดอันตราย GenAI" คลื่นใต้น้ำทำลายความสำเร็จองค์กร

อรุณ จันทรเศกการัน รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ เปิดเผยว่า แม้เทคโนโลยี GenAI จะพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมความคาดหวังสูงจากองค์กร แต่ซีไอโอกำลังเผชิญความท้าทายจาก "จุดบอดสำคัญ" ที่มักถูกมองข้าม

5 จุดบอดคุกคามความสำเร็จระยะยาว
การ์ทเนอร์ระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความท้าทายเร่งด่วนอย่างคุณค่าทางธุรกิจ ความปลอดภัย และความพร้อมข้อมูล แต่มักมองข้ามผลกระทบระดับรองที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก ได้แก่ Shadow AI หนี้ทางเทคนิค การเสื่อมถอยของทักษะ ความต้องการอธิปไตยข้อมูล และปัญหา Vendor Lock-In ซึ่งล้วนเป็น "คลื่นใต้น้ำ" ที่บ่อนทำลายความสำเร็จในระยะยาว

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 จุดบอดเหล่านี้จะสร้างเส้นแบ่งระหว่างองค์กรที่นำ AI มาใช้ได้อย่างปลอดภัยและมีกลยุทธ์ กับองค์กรที่ติดกับดัก ล้าหลัง หรือถูกรบกวนจากภายใน

1. Shadow AI ระเบิด - พนักงานแอบใช้เครื่องมือต้องห้าม
ผลสำรวจผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 302 ราย (มี.ค.-พ.ค. 2568) เผยว่า 69% ขององค์กรสงสัยหรือมีหลักฐานว่าพนักงานกำลังใช้ GenAI สาธารณะที่ต้องห้าม
การใช้เครื่องมือ AI ที่ไม่ได้รับอนุญาตอาจนำไปสู่การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดเผยข้อมูล และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 มากกว่า 40% ขององค์กรจะเผชิญเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยหรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เชื่อมโยงกับ Shadow AI
แนวทางแก้ไข: ซีไอโอควรกำหนดนโยบายชัดเจนสำหรับการใช้เครื่องมือ AI ทั่วองค์กร ตรวจสอบกิจกรรม Shadow AI เป็นประจำ และบูรณาการการประเมินความเสี่ยง GenAI เข้ากับกระบวนการประเมินและตรวจสอบ SaaS

2. หนี้ทางเทคนิคกัดกร่อนผลตอบแทน
การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 องค์กร 50% จะเผชิญการอัปเกรด AI ที่ล่าช้าและ/หรือต้นทุนการบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากหนี้ทางเทคนิคของ GenAI ที่ไม่ได้รับการจัดการ
แม้องค์กรจะตื่นเต้นกับความเร็วของ GenAI แต่ต้นทุนสูงในการบำรุงรักษา แก้ไข หรือปรับเปลี่ยนสิ่งที่ AI สร้างขึ้น (โค้ด เนื้อหา การออกแบบ) อาจกัดกร่อนผลตอบแทนที่คาดหวัง
แนวทางแก้ไข: จัดทำมาตรฐานชัดเจนสำหรับการตรวจสอบและจัดทำเอกสารสินทรัพย์ที่ AI สร้างขึ้น และติดตามตัวชี้วัดหนี้สินทางเทคนิคในแดชบอร์ดไอที

3. ความต้องการอธิปไตยข้อมูลเพิ่มสูง
การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2571 รัฐบาล 65% ทั่วโลกจะนำข้อกำหนดด้านอธิปไตยทางเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระและป้องกันการแทรกแซงด้านกฎระเบียบจากต่างแดน
ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการแบ่งปันข้อมูลข้ามประเทศสามารถชะลอการปรับใช้ AI ทั่วองค์กร เพิ่ม TCO (Total Cost of Ownership) และส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมาะสม
แนวทางแก้ไข: สร้างอธิปไตยข้อมูลเข้าไปในกลยุทธ์ AI ตั้งแต่เริ่มต้น ให้ทีมกฎหมายเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ และเลือกผู้ให้บริการที่ตอบสนองความต้องการด้านอธิปไตยข้อมูลและ AI

4. ทักษะมนุษย์เสื่อมถอย
การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจกัดกร่อนความเชี่ยวชาญ การตัดสินใจ และความรู้โดยนัยของมนุษย์ที่มีความสำคัญและไม่สามารถถ่ายทอดหรือทดแทนได้ง่าย
การเสื่อมถอยนี้เกิดขึ้นค่อยเป็นค่อยไปและมักไม่มีใครสังเกตเห็น ผู้บริหารอาจไม่รับรู้ถึงความเสี่ยงจนกว่าองค์กรจะมีปัญหาในการทำงานเมื่อไม่ได้ใช้งาน AI หรือเมื่อ AI ล้มเหลวและต้องใช้สัญชาตญาณมนุษย์
แนวทางแก้ไข: ระบุว่าการตัดสินใจและงานที่เกิดจากฝีมือมนุษย์นั้นมีความจำเป็นในด้านใด และออกแบบโซลูชัน AI เพื่อเสริม ไม่ใช่แทนที่ทักษะเหล่านี้

5. ติดกับดัก Vendor Lock-In
องค์กรที่ต้องการใช้ประโยชน์ GenAI ในวงกว้างมักเลือกผู้ให้บริการเพียงรายเดียวเพื่อความรวดเร็วและง่าย แต่การพึ่งพาเชิงลึกนี้ส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวทางเทคนิคและอำนาจในการต่อรองด้านราคา เงื่อนไข หรือระดับการให้บริการในอนาคต

ผู้บริหารจำนวนมากมักประเมินความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูล โมเดล หรือเวิร์กโฟลว์ต่ำไป และยึดติดกับ API ที่ออกแบบเฉพาะจากผู้ให้บริการ

ดังนั้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่น ซีไอโอต้องจัดการทั้งความท้าทายที่มองเห็นได้และความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นในการนำ GenAI มาใช้ พร้อมจัดลำดับความสำคัญเพื่อแก้ไขจุดบอดเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม มิฉะนั้น องค์กรอาจตกเป็นเหยื่อของ "คลื่นใต้น้ำ" ที่บ่อนทำลายความสำเร็จในระยะยาวได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top