Tuesday, 14 July 2026
COMPETITION

WHAUP ทุ่มงบลุยธุรกิจน้ำ-ไฟ ปั้นระบบน้ำไฟอัจฉริยะรองรับอนาคต ปิดดีล Data Center ไตรมาส 2 นี้ ลงทุน 2.9 พันล้านบาทปี 69 เสริม Net Zero ปี 2050 มุ่งยั่งยืน

WHAUP กางแผนปี 69 ทุ่ม 2.9 พันล้านบาท

ปั้นระบบนิเวศน้ำ–ไฟฟ้าอัจฉริยะ รับอุตสาหกรรมอนาคต

จ่อปิดดีลโปรเจกต์ Data Center เพิ่มในไตรมาส 2

 

กรุงเทพฯ – บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ทุ่มงบลงทุนกว่า 2.9 พันล้านบาท เร่งเครื่อง 2 ธุรกิจหลัก “น้ำ-พลังงานไฟฟ้า” ส่งสัญญาณไตรมาส 2 นี้ เตรียมปิดดีลกลุ่ม Data Center พร้อมชูนวัตกรรมแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานไฟฟ้า ศึกษาโรงไฟฟ้า SMR มุ่งสร้างความมั่นคงพลังงานสะอาดแห่งอนาคต  ผลักดันองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์  พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ในปี 2569  WHAUP ประกาศเดินหน้าตอกย้ำแผนกลยุทธ์หลักในการขยายความเป็นผู้นำในด้านสาธารณูปโภคและพลังงานแบบครบวงจร ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับประสิทธิภาพองค์กรผ่านการเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม พร้อมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve ให้กับองค์กร พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สร้างระบบนิเวศน้ำ–พลังงานอัจฉริยะ รองรับการเติบโตอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

บริษัทเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคแบบครบวงจรทั้งน้ำและพลังงานไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาและให้บริการน้ำดิบและน้ำอุตสาหกรรม ระบบบำบัดน้ำ การพัฒนาน้ำมูลค่าเพิ่ม เช่น Premium Clarified Water และ Demineralized Water รวมถึงโซลูชัน Water Reclamation และ Smart Water Platform เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ควบคู่กับการขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนผ่านโครงการ Solar Private PPA และ Direct PPA  พร้อมพัฒนาโซลูชันนวัตกรรม เช่น Peer-to-Peer Energy Trading Platform ระบบซื้อขาย REC และการศึกษาการพัฒนา SMR เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ

อัดงบลงทุน 2.9 พันล้านบาท เร่งเครื่อง 2 ธุรกิจหลัก สู่ New S-Curve

บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนปี 2569 ที่ 2,900 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจพลังงานไฟฟ้า 57 % และระบบสาธารณูปโภคน้ำ 43 %  โดยตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ผ่าน 2 ธุรกิจหลัก ดังนี้

1.ธุรกิจสาธารณูปโภค (น้ำ) : ในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวม 170  ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน แบ่งเป็นประเทศไทย 129 ล้านลูกบาศก์เมตร และเวียดนาม 41 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม Smart Water เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เร่งขยายระบบสาธารณูปโภคและพัฒนาแหล่งน้ำสำรอง     เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่ม Data Center ที่มีการใช้น้ำสูงกว่าธุรกิจทั่วไป    12-16 เท่า โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เซ็นสัญญาซื้อขายและบริหารจัดการน้ำกับลูกค้าเพิ่มกว่า            28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และเตรียมปิดดีลสัญญาน้ำใหม่เพิ่มเติมอีก 17-29 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในไตรมาส 2/2569 นี้ นอกจากนี้บริษัทฯ กำลังอยู่ในระหว่างการขยายกำลังการผลิตน้ำอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียรวมกว่า 25 ล้านลูกบาศ์เมตร ในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2.1, WHA ESIE3.1 และ WHA ESIE5 เพื่อรองรับความต้องการจากลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center

ด้านเวียดนาม บริษัทฯ ยังคงขยายพื้นที่การให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในนิคมของ WHA Group โดยเฉพาะในจังหวัดเหงะอานและทัญฮว้า  ขณะเดียวกันโครงการที่บริษัทฯ ร่วมลงทุน โดยเฉพาะโครงการโรงผลิตน้ำประปา Duong River ซึ่งจำหน่ายน้ำให้กับชุมชนในกรุงฮานอย ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 นอกจากนี้บริษัทฯ ปรับกลยุทธ์สู่ “Water Positive” มุ่งบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าคืนน้ำสู่ธรรมชาติในปริมาณมากกว่าที่ใช้ ผ่านการพัฒนาแหล่งน้ำทางเลือก การกักเก็บน้ำฝน การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ การส่งเสริมการใช้น้ำรีไซเคิล และลดการสูญเสียน้ำในระบบ รวมถึงพัฒนาโซลูชัน Water Reclamation และแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ ตอบโจทย์ด้าน ESG และ Decarbonization

 2.ธุรกิจไฟฟ้า: ในปี 2569 บริษัทฯ เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสีเขียวจากภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งพัฒนาโครงการ Solar ทั้งในรูปแบบ Private PPA, Feed-in-Tariff และ Direct PPA ควบคู่กับการพัฒนาโซลูชันพลังงานหมุนเวียนสำหรับลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงและต้องการเสถียรภาพด้านพลังงาน

ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะสมที่ลงนามแล้วเป็น 1,124 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นพลังงานหมุนเวียน 596 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 53% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด    โดยตั้งเป้าการเซ็นสัญญาโครงการ Private PPA ภายในประเทศเพิ่มอีก 60 เมกะวัตต์ และในประเทศเวียดนามเพิ่ม 29 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับการเตรียมขยายพอร์ตพลังงานสะอาดเพื่อรองรับความต้องการโครงการ Direct PPA ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการสูงกว่า 2,000 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งศึกษาการลงทุนเพื่อขยายสู่ตลาดใหม่ อาทิ ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างฐานการเติบโตในภูมิภาคในระยะยาว

ในด้านการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดในอนาคต บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายไฟฟ้า Peer-to-Peer Energy Trading ควบคู่กับระบบซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  รวมถึงอยู่ระหว่างการร่วมศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมงในอนาคต

 “WHAUP ยังคงเดินหน้าต่อยอดการเติบโตควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าให้กับสังคม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรภายใต้พันธกิจของ WHA Group ที่ว่า ”WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND” มุ่งสู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2050 โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ 2 ลง 42% ภายในปี 2030 ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยตั้งเป้าลดปริมาณการดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ให้ได้ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2030” นายอัครินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มีเดีย แพลนเนอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด

 

โอกาสทองของไทย อย่าตกขบวน แม้ไทยเคยเป็นเพียงตลาดของทีมขาย แต่การมาของ Cloud Region และ Data Center อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่การสร้างงานเทคมูลค่าสูงในประเทศ ไทยพร้อมหรือยังที่จะสร้างคนรองรับ

"บิ๊กเทค" รายใหญ่ เช่น Microsoft, Amazon Web Services และ Google Cloud

ประกาศเปิด Data Center หรือ Cloud Region ในประเทศไทย ช่วงปี 2024-2026 ทำให้ตลาดเทคโนโลยีไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คนสายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่เคยถูกจำกัดให้ทำงานด้านขาย เริ่มมีโอกาสทำงานด้านเทคนิคและพัฒนาระบบจริงในประเทศมากขึ้น

"นี่คือโอกาสทองที่มาพร้อมกับความท้าทาย" กล่าวโดยผู้เชี่ยวชาญที่เคยเผชิญประสบการณ์ตรงของวิศวกรเทคโนโลยีในไทย พร้อมเน้นว่าการมี Cloud Region ในไทยไม่ใช่แค่สำนักงานขาย แต่หมายถึงต้องมีทีมเทคนิคดูแล Data Center 24 ชั่วโมง รวมทั้งงานด้านสถาปัตยกรรมความปลอดภัยข้อมูลและการอพยพระบบ ที่ต้องการความชำนาญภาษาท้องถิ่นและความเข้าใจกฎหมาย PDPA

ภาครัฐไทยส่งสัญญาณสนับสนุนด้วยมาตรการยกเว้นภาษีนิติบุคคลและการลงทุนพลังงานสีเขียวเพื่อดึงดูดธุรกิจ Data Center ช่วยสร้างระบบนิเวศน์เทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง และโครงการสนับสนุนการฝึกอบรมบุคลากรพร้อมหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัญหาขาดแคลนทักษะทางด้านเทคนิคและภาษาอังกฤษในไทยยังเป็นอุปสรรคใหญ่ โดยเฉพาะการเข้าใจเอกสารและการสื่อสารในระดับสากล ที่จำเป็นสำหรับการสร้างทีมเทคโนโลยีระดับโลกในประเทศ

"โอกาสจะเกิดขึ้นจริงเมื่อเราพัฒนาทักษะทั้งเทคนิคและภาษาอังกฤษควบคู่กัน" พร้อมแนะให้นักศึกษาและบุคลากรที่สนใจ เริ่มเรียนรู้และทำงานกับคลาวด์จริง รวมทั้งสร้างพอร์ตโฟลิโอ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับตลาดแรงงานเทคโนโลยีแห่งอนาคตในประเทศไทย

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=OdHnxGOdNm0

ช้อปออนไลน์ยังทำพิษ!! ETDA เผย Gen Y-X โดนหลอกเยอะสุด ยอดร้องเรียนปี 68 เพิ่ม 10% พุ่งทะลุ 3.9 หมื่นเรื่อง เล็งงัดกฎหมาย DPS คุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมจัดระเบียบแอปรถรับจ้างคิดราคาไม่เป็นธรรม

ETDA เผยปี 68 ร้องเรียนออนไลน์ทะลุ 3.9 หมื่นเรื่อง โต 10.62% ซื้อขายออนไลน์นำโด่ง Gen Y-X เหยื่อหลักแซงสูงวัย งัดกฎหมาย DPS อุดรูรั่วแพลตฟอร์ม สกัดสแกมเมอร์ 

เมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า จากสถิติรับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ของ ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ หรือ 1212 ETDA รอบปี 2568 (เดือน ม.ค.-ธ.ค.) พบ ปัญหาเรื่องร้องเรียนออนไลน์ ทั้งหมด 39,112 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 3,754 เรื่อง (ปี 2567 มี 35,358 เรื่อง) เพิ่มขึ้นกว่า 10.62% และลดลงจากปี 2566 ที่พบสูงถึง 45,181 เรื่อง แม้ตัวเลขในแต่ละปีจะมีการปรับลดหรือเพิ่มแตกต่างกัน แต่ปัญหาการซื้อขายออนไลน์ยังคงเป็นปัญหาที่มีการร้องเรียนสูงสุด ครองแชมป์ 3 ปีซ้อน สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีแนวโน้มพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การไม่ได้รับสินค้า สินค้าไม่ตรงตาม ได้รับสินค้าไม่ตรงตามข้อตกลง ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายและร้องเรียนในประเด็นนี้เป็นจำนวนมาก

โดยปี 2568 ปัญหาร้องเรียนที่พบมากสุด 5 อันดับแรก คือ ปัญหาซื้อขายออนไลน์ พบ 14,238 เรื่อง หรือราว 36.40% ของปัญหาทั้งหมด รองลงมาคือ ปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย 12,793 เรื่อง 32.71%, ปัญหาอื่นๆ หรือสอบถามข้อสงสัย 3,506 เรื่อง 8.96%, ปัญหาด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2,407 เรื่อง 6.15% และ ปัญหาด้านการประกอบธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม 2,203 เรื่อง 5.63% เป็นต้น

เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกระหว่างปี 2567-2568 จากการให้บริการรับเรื่องปัญหาการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พบว่า มีเรื่องร้องเรียนเพิ่มขึ้นทั้งหมด 2,827 เรื่อง โดยปัญหาจากบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พบมากสุด ได้แก่ 1.การประกอบธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์ม เช่น การกำหนดเงื่อนไขทางการค้า ค่าธรรมเนียม นโยบาย ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบธุรกิจมากกว่าผู้ใช้บริการ หรือปิดบัญชีผู้ใช้งานโดยไม่แจ้งเหตุผล การไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย 2.ปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม การสร้างบัญชีปลอม และการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล และ 3.ปัญหาการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งกรณีเรียกเก็บค่าบริการไม่เป็นธรรม ราคาที่แสดงไม่ตรงกับยอดที่จ่ายจริง การยกเลิกรถโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข

เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ร้องเรียนตามช่วงวัยในช่วงปี 2566-2568 พบว่า กลุ่มวัยทำงานเป็นกลุ่มที่ถูกหลอก ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยกลุ่ม Gen Y (อายุ 29-44 ปี) มีสัดส่วนถูกหลอกสูงสุด 41.91% รองลงมาคือ Gen X (อายุ 45-60 ปี) 29.94% รวมกันคิดเป็น 71.85% ของจำนวนผู้ร้องเรียนทั้งหมด ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ (Baby Boomer) มีสัดส่วน 10.64% Gen Z (16-28 ปี) คิดเป็น 17.28% และ Gen Alpha (12-15 ปี) คิดเป็น 0.23% โดยพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ กลุ่มวัยทำงานตกเป็นเหยื่อถูกหลอกมากที่สุด คือ 1.พฤติกรรมชอปออนไลน์ ทำธุรกรรมออนไลน์เป็นประจำ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้มีจุดเสี่ยง และโอกาสเกิดปัญหาจากการซื้อขายออนไลน์มากกว่ากลุ่มอื่น 2.มักเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว แชร์ภาพ ไลฟ์สไตล์ กิจกรรมของตนเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้อมูลถูกเก็บ นำไปใช้ต่อ หรือถูกแอบอ้างได้ง่าย เพิ่มความเสี่ยงทั้งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและการหลอกลวง 3.มั่นใจในเทคโนโลยีสูงจนชะล่าใจ แม้ทักษะดิจิทัลดี แต่ความคุ้นชินและความมั่นใจทำให้ไม่ตรวจสอบให้รอบ เช่น เงื่อนไขความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของบัญชี หรือความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล จึงตกเป็นเป้าหมายของภัยออนไลน์มากกว่ากลุ่มอื่นๆ และมีแนวโน้มครองแชมป์ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569

ทั้งนี้ ปัญหาภัยออนไลน์ กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ เนียนขึ้น เร็วขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเสียหายได้ทันที โดยรูปแบบการหลอกที่ต้องจับตาและเฝ้าระวังในปีนี้ คือ 1) หลอกให้จ่ายเงินก่อนรู้ความจริง และทำให้การขอคืนเงินเป็นเรื่องยาก เช่น พัสดุแบบ COD ที่ไม่ได้สั่งแต่เก็บเงินปลายทาง พอจ่ายกลับได้ของไม่ตรงปก, การหลอกให้ โอนเงินเข้าเว็บพนัน หรือ ลงทุน หรือ การโอนจองสินค้า-ที่พักล่วงหน้า ที่มักเร่งให้จ่าย ก่อนตรวจสอบ และเมื่อเกิดปัญหาติดต่อไม่ได้ ถอนเงินไม่ได้ และขอคืนยาก ทำให้ความเสียหายเกิดเร็วและติดตามยาก 2) สร้างความน่าเชื่อถือปลอม ด้วยคอนเทนต์ ตัวตน หรือ รีวิวที่ดูเหมือนจริง เช่น ภาพ วิดีโอ รีวิวปลอม รวมถึงการแอบอ้างคนดัง อินฟลูเอนเซอร์ แบรนด์ โรงแรมที่พัก เพื่อทำให้ผู้บริโภคเชื่อใจเร็วขึ้น และดูเหมือนของจริงมาก จนผู้ใช้แยกแยะยาก โดยเฉพาะเมื่อเสนอราคาถูกผิดปกติ มีคำยืนยันหรือรีวิวจำนวนมาก 3) ความไม่เป็นธรรมของบริการบนแพลตฟอร์มที่กระทบผู้บริโภคโดยตรง ที่เป็นปัญหาเชิงระบบบริการ เช่น การเรียกรถผ่านแอปที่ราคาไม่ตรงตามแจ้ง ไม่เป็นธรรม ผู้ใช้จ่ายสูงกว่าที่แสดงและเกิดความสับสนในการตรวจสอบค่าใช้จ่าย เป็นต้น

"จากสถานการณ์ปัญหาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ETDA ภายใต้การดำเนินงานของ ศูนย์ 1212 ETDA สามารถแก้ไขเรื่องร้องเรียนได้แล้วเสร็จถึง 99.78% สะท้อนประสิทธิภาพในการประสานงานและติดตามผลอย่างใกล้ชิด โดยปี 2569 ETDA ไม่เพียงเร่งขับเคลื่อนสร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์ให้คนไทยครอบคลุมทุกภูมิภาครู้เท่าทันอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมุ่งยกระดับกลไกร่วมกำกับ ดูแลเชิงระบบภายใต้กฎหมาย DPS (Digital Platform Services) ด้วยแนวทาง Risk-based Approach ให้แพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นหน้าด่าน จัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ทั้งในมิติมาตรฐานสินค้าและบริการ ผ่านประกาศ Online Marketplace ที่กำหนดให้มีระบบ Notice & Take Down คัดกรองสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

พร้อมขยายแนวทางสู่ Social Commerce รวมถึงแพลตฟอร์ม Ride Sharing มุ่งให้แพลตฟอร์มตรวจสอบสถานะรถและผู้ขับให้ถูกต้องก่อนให้บริการ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร ควบคู่กับการศึกษาโครงสร้างค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม e-Commerce เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการแข่งขันที่เป็นธรรม พร้อมขับเคลื่อนแคมเปญ DPS Trust Every Click ปีที่ 2 เปิดพื้นที่ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับ แพลตฟอร์ม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมออกแบบกลไกกำกับดูแลไปพร้อมกัน สู่การสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่โปร่งใส ปลอดภัย และเติบโตอย่างยั่งยืน" ดร.ชัยชนะ กล่าว

ที่มา : https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9690000018912?fbclid=IwdGRjcAQLZy1leHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZAo2NjI4NTY4Mzc5AAEeCH1uW-QNVXEf64FRCOsiG8dOV1yXi68zaJaPvIz873Od_T4BCHocpoRyWek_aem_BXxHAKoD_njxnvVC4cMwUw

‘ดร.วรรณวิภางค์’ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้ เป็นหมุดหมายดี “กขค. - สคบ. - ETDA” ดันออกประกาศปลดล็อกผูกขาดบริษัทขนส่งใน “ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล”

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การผลักดัน (ร่าง) ประกาศแนวทางพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (E-Commerce) ที่ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยจะมีผลบังคับใช้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ถือเป็นหมุดหมายที่ดีสำหรับวงการอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดความชัดเจนในพฤติกรรมหรือการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะที่มีขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายใหม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ต้องออกไปจากตลาดเพราะถูกขัดขวางการแข่งขันตามกลไกตลาดที่ไม่เป็นธรรม

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่ากรอบการกำกับควบคุมธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลตามประกาศฯ มีความสมเหตุสมผล เช่น การห้ามแพลตฟอร์มออกแบบระบบที่บังคับให้ผู้ขายหรือผู้ซื้อใช้ผู้ให้บริการขนส่งรายเดียว หรือการตรวจสอบการตั้งราคาต่ำผิดปกติเพื่อกีดกันคู่แข่งรายเล็ก รวมถึงบทลงโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิดนั้น ก็นับเป็นตัวเลขที่สูงมากพอที่จะกำกับไม่ให้ธุรกิจมีการกระทำความผิดได้ แต่ก็ต้องระวังว่าอาจมีกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจไม่เข้าใจกฎระเบียบอย่างครบถ้วนแล้วกระทำผิดจนถูกปรับในอัตราที่สูงจนต้องออกจากตลาดไป ซึ่งคิดว่าในทางปฏิบัติ กขค. มีการพิจารณาถึงระดับความรุนแรงของการกระทำความผิด และพิจารณาโทษปรับให้ได้สัดส่วน ภายใต้กรอบที่ตั้งไว้คือไม่เกิน 10% ของรายได้รายปีในปีนั้นอยู่แล้ว

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะการที่แพลตฟอร์มต้องเปิดทางให้มีการแข่งขันด้านบริการโลจิสติกส์อย่างอิสระ ผู้ขายในแพลตฟอร์มดิจิทัลก็จะมีสิทธิเลือกผู้ให้บริการขนส่งที่จะเหมาะสมที่สุด ให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดผู้ให้บริการขนส่ง ซึ่งจะเกิดความยืดหยุ่น ประหยัด และเกิดประโยชน์กับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค

บีโอไอรุกส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ “ชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot)” ไฟเขียว 5 บริษัทใหญ่ ลงทุนผลิตป้อนบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง Tesla Bot เงินลงทุนเฟสแรกรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ 5 บริษัทชั้นนำจากประเทศจีน ได้แก่ บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission  บริษัท Beite Technology บริษัท Sanhua Intelligent Drives บริษัท Tuopu Technology และบริษัท Xusheng Group ลงทุนสร้างโรงงานผลิตโครงร่างหุ่นยนต์ และชุดควบคุมข้อต่อ แขน และนิ้วของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) ซึ่งจะมีทั้งชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง ระบบการเคลื่อนไหว และชิ้นส่วนส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีลูกค้าหลักคือหุ่นยนต์ Tesla Bot และจะผลิตป้อนให้ลูกค้ารายอื่นๆ ด้วย เช่น Apple, Samsung, Huawei โดยจะเป็นการผลิตนอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก ทั้ง 5 บริษัท มีมูลค่าเงินลงทุนในเฟสแรกรวมกว่า 10,000 ล้านบาท จะจ้างงานบุคลากรไทยทักษะสูงรวมกว่า 1,000 คน และคาดว่าจะมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศไทยรวมกว่า 45,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีบริษัทชั้นนำรายอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย

บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิต Planetary Roller Screw และ Robot Ball Screw ซึ่งเป็นชิ้นส่วนส่งกำลังความแม่นยำสูงในระบบขับเคลื่อนของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องรองรับแรงบิดสูง ความแม่นยำ และการทำงานต่อเนื่องของหุ่นยนต์ เงินลงทุน 2,120 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

บริษัท Beite Technology ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตชิ้นส่วนส่งกำลัง (Planetary Roller Screw) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เงินลงทุน 1,670 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และเพิ่งยื่นคำขอเพิ่มอีก1 โครงการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อผลิต Robot Ball Screw ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของบีโอไอ

บริษัท Sanhua Intelligent Drives ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตอุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ (Actuator) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์ที่เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่แปลงพลังงานและสัญญาณควบคุมให้เป็นการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ในรูปแบบต่างๆ มีเงินลงทุน 1,800 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี โดยก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อป้อนให้กับ BYD, Volvo และ Tesla เงินลงทุนกว่า 3,200 ล้านบาทด้วย

บริษัท Tuopu Technology ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตอุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ (Actuator) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มีเงินลงทุน 930 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการส่งเสริมโครงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอีก 2 โครงการ มูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท

บริษัท Xusheng Group ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิต Robot Body/Joint/Bone Components ซึ่งเป็นชิ้นส่วนโครงร่างของหุ่นยนต์ ทำหน้าที่รองรับชิ้นส่วนอื่นๆ เช่น แขน ขา และข้อต่อ เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหวและทำงานได้ตามที่ออกแบบ โดยจะใช้วัสดุที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และทนต่อแรงสั่นสะเทือน เหมาะสำหรับหุ่นยนต์ที่ต้องการความแม่นยำ ความปลอดภัย และสมรรถนะสูง เงินลงทุน 2,700 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง

เศรษฐกิจไทย 'ฟื้นแค่บนกระดาษ' GDP โต 2.5% แต่ไส้ในน่าห่วง ท่องเที่ยวแผ่ว-บาทแข็ง ฉุดเศรษฐกิจไทย แนะรัฐเร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ดึงเม็ดเงินลงทุนเพิ่ม

GDP โต 2.5% แต่กระเป๋าไม่โต: เศรษฐกิจฟื้นบนกระดาษ ชีวิตจริงยังติดหล่ม

ไตรมาส 4/2568 เศรษฐกิจไทยโต 2.5% (YoY) และทั้งปี 2568 โต 2.4% ตัวเลขดูดีขึ้นชัด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่โตเพียง 1.2% แต่คำถามที่คนส่วนใหญ่ยังถามคือ "ทำไมชีวิตจริงยังไม่ดีขึ้น"
โตเพราะอะไร: ปลายปีเร่งจากลงทุนและการใช้จ่ายในประเทศ
• การลงทุนรวมพุ่ง 8.1% สูงสุดในรอบหลายปี โดยการลงทุนเอกชนโต 6.5% หนุนจากการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์
• การบริโภคภาคเอกชนยังโต 3.3% โดยมีแรงเร่งจากตลาดยานยนต์ (รวมถึงแรงจูงใจช่วงมาตรการ EV 3.0)
• การใช้จ่ายสินค้าคงทนปลายปีพุ่ง 12.2% สะท้อนการตัดสินใจซื้อที่ถูกเร่งให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น
• ภาพรวมฝั่งกิจกรรมเศรษฐกิจปลายปีดีขึ้นจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ โดยการส่งออกบางหมวด (เช่นอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกษตรบางรายการ) ขยายตัวต่อเนื่อง

แล้วทำไมคนยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น
• การเติบโต "กระจุก" อยู่ในบางอุตสาหกรรมและบางกลุ่มรายได้ ตัวเลขรวมจึงดูดี แต่รายได้ฐานราก/SME ยังตามไม่ทัน
• หนี้ครัวเรือนสูงและต้นทุนการเงินยังเป็นแรงกด ทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งถูกดูดไปกับภาระหนี้และดอกเบี้ย
• เงินบาทแข็งกดความสามารถแข่งขันของส่งออกและท่องเที่ยว ซึ่งกระทบรายได้จำนวนมากในระบบเศรษฐกิจจริง
• สัญญาณภาคท่องเที่ยวช่วงต้นปี 2569 ยังน่าห่วง: นักท่องเที่ยวต่างชาติช่วง 1 ม.ค.-8 ก.พ. ลดลง 10.77% เทียบปีก่อน ส่งผลต่อรายได้ผู้ประกอบการปลายทาง

ทางออกที่ต้องทำให้คน "รู้สึก" ได้จริง
• แก้หนี้แบบพุ่งเป้า: ปรับโครงสร้างหนี้/ลดภาระดอกเบี้ยให้กลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมคุมความเสี่ยงไม่ให้หนี้ใหม่พอง
• เร่งลงทุนให้กลายเป็นงานและรายได้ในประเทศ: ดันโครงการลงทุนให้เชื่อมซัพพลายเชนในประเทศ ไม่ใช่แค่ตัวเลขปลายปี
• ลดต้นทุนทำมาหากินของคนส่วนใหญ่: พลังงาน โลจิสติกส์ ค่าครองชีพ และเข้าถึงเครดิตของ SME

จากทาสสายเปย์ สู่ทาสสายวางแผน เมื่อการเลี้ยงสัตว์คือการบริหารค่าใช้จ่ายระยะยาว

สังคมไทยกำลังเห็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญ เมื่อสัตว์เลี้ยงขยับบทบาทจาก “เพื่อน” สู่ “สมาชิกครอบครัว” ท่ามกลางจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 70 ปีในปี 2567 ขณะเดียวกันเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงไทย กลับเติบโตสวนทาง โดยปี 2567 มูลค่าตลาดประเมินราว 74,800 ล้านบาท และขยายตัวเฉลี่ย 17.5% ต่อปี ในช่วงปี 2562–2567 สะท้อนกระแส Humanization ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพสัตว์เลี้ยงอย่างจริงจังยิ่งขึ้น

เมื่อ “เจ้านาย” คือสมาชิกครอบครัว การเลี้ยงสัตว์หนึ่งชีวิตจึงหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวกว่า 10–15 ปี ตั้งแต่อาหารและโภชนาการเฉพาะทาง วัคซีนและการตรวจสุขภาพ ไปจนถึงการดูแลในวัยชรา ข้อมูลตลาดชี้ว่า ค่าใช้จ่ายต่อสัตว์เลี้ยงในกลุ่มที่ได้รับการดูแลใกล้ชิดอยู่ที่กว่า 4 หมื่นบาทต่อปี โดยหมวดสุขภาพมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามเทรนด์การดูแลสุขภาพสัตว์เชิงป้องกัน (Preventive Care) พฤติกรรมผู้บริโภคจึงเริ่มเปลี่ยนจากการใช้จ่ายตามอารมณ์ สู่การตัดสินใจเชิงคุณค่า โดยมีอาหารคุณภาพ บริการสัตวแพทย์ และการดูแลเชิงป้องกัน เป็นตัวขับหลักของการใช้จ่าย

ปักธง 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' หลังบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เคาะโรดแมปชิปขั้นสูง หวังดึงทุน 2.5 ล้านล้านบาท ใน 25 ปี มุ่งผลิต Power-Sensor Jอนสมรภูมิ AI และ EV ท้าชนสิงคโปร์-มาเลเซีย ยกระดับไทยสู่ฮับชิปโลก

บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมชิป มุ่งสู่ "ชิปเมดอินไทยแลนด์"

คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ได้พิจารณาให้ความเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นโรดแมปสำคัญในการยกระดับไทยสู่ผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยหลังการประชุมเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

ร่างยุทธศาสตร์จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
ร่างยุทธศาสตร์เริ่มจัดทำตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยว่าจ้างบริษัท Roland Berger ที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ภายใต้การกำกับของคณะอนุกรรมการที่ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ บีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ

กระบวนการจัดทำประกอบด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงลึก การประชุมหารือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง และได้ผ่านการประชาพิจารณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2568
.
ไทยมีโอกาสแข่งขันได้ในภูมิภาค
จากการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ พบว่าแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพบุคลากร สภาพแวดล้อมธุรกิจ มาตรการสนับสนุน และศักยภาพอุตสาหกรรมปลายน้ำ ไทยยังมีโอกาสพัฒนาต่อยอดและแข่งขันได้

ยุทธศาสตร์กำหนดให้เน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์

เป้าหมายดึงเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท
ร่างยุทธศาสตร์มุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด "ชิปเมดอินไทยแลนด์" โดยตั้งเป้าหมาย:
• ดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาทในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026-2050)
• พัฒนาบุคลากรมากกว่า 230,000 คน
• สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร
ในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น การประกอบและทดสอบชิป (OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันการลงทุนในการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) และสร้างผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion

5 กลไกขับเคลื่อนสำคัญ
เพื่อบรรลุเป้าหมาย ร่างยุทธศาสตร์เสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน:
1. สิทธิประโยชน์ - เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว
2. บุคลากรทักษะสูง - พัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม-การศึกษา
3. เทคโนโลยี - ยกระดับ TMEC และศูนย์วิจัยสถาบันการศึกษา
4. โครงสร้างพื้นฐาน - พัฒนาคลัสเตอร์ ระบบน้ำ-ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และจัดการภัยพิบัติ
5. สภาพแวดล้อมธุรกิจ - อำนวยความสะดวกการอนุญาต เจรจา FTA และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมเน้นย้ำความสำคัญของการกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้ชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพและสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมหลักที่ไทยมีความเข้มแข็ง

การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยมีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนา Local Champion

นอกจากนี้ ต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม

ตลาดโลกคาดถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030
นายนฤตม์กล่าวว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่เติบโตรวดเร็ว คาดว่าจะมีขนาดตลาด 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030 และจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยระยะยาว

ในช่วงปี 2561-พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มี 1,748 โครงการ มูลค่า 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19% ของเงินลงทุนทั้งหมด นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด

ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำหลายรายตั้งฐานการผลิตในไทยแล้ว เช่น Infineon, Analog Devices, Microchip Technology, NXP Semiconductor, Sony, Toshiba, Rohm และ Fiti ในเครือ Foxconn

เป็นสิริมงคลยิ่ง!! ในหลวงพระราชทานชื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพู "วิวัฒน์นคร" สื่อความหมาย "ความเจริญของเมือง" มุ่งสืบสานพระราชปณิธานเพื่อพสกนิกร สะท้อนความรุ่งเรืองของเมืองไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพูฯ “วิวัฒน์นคร”

ตามที่ กระทรวงคมนาคม โดย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี และส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช - เมืองทองธานี เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ที่ทำหน้าที่เป็นขนส่งมวลชนระบบรอง (Feeder) เพื่อเชื่อมต่อและขยายโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี เริ่มเปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และต่อมา รถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช - เมืองทองธานี ได้เปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 นั้น

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพูฯ ว่า “วิวัฒน์นคร” (อ่านว่า วิ-วัด-นะ-คอน) Wiwat Nakhon ซึ่งมีความหมายว่า ความเจริญของเมือง นำมาซึ่งความปีติยินดีและสิริมงคลแก่กระทรวงคมนาคม รฟม. และประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นอย่างยิ่ง โดย กระทรวงคมนาคม และ รฟม. จะมุ่งมั่นพัฒนาการคมนาคมขนส่งทางรางให้มีความสมบูรณ์ อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนด้านการคมนาคมและการบริการขนส่งสาธารณะต่อไป

สำหรับรถไฟฟ้ามหานคร สายวิวัฒน์นคร (MRT สายสีชมพู) มีระยะทางรวม 37.5 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างทางวิ่งยกระดับตลอดสาย มีสถานีให้บริการทั้งสิ้น 32 สถานี เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น. โดยตลอดเส้นทางมีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายหลักอีก 4 สาย ได้แก่ สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง) สถานีหลักสี่ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าชานเมือง สายธานีรัถยา (สายสีแดง) สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว (สายสุขุมวิท) และสถานีมีนบุรี เชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) พร้อมกันนี้ ผู้ใช้รถยนต์สามารถนำรถมาจอดได้ที่อาคารจอดแล้วจรสถานีมีนบุรี เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โดยอาคารจอดแล้วจรเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00 – 02.00 น.

กกร. ห่วงเศรษฐกิจปี 69!! คาดโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือน สกัดเงินเทา - คุมบาทแข็งตามราคาทองคำ หวั่นกระทบขีดความสามารถโลกใหม่

กกร.ห่วง GDP ปี 69 โตต่ำกว่า 2% ในรอบ 30 ปี รั้งท้ายอาเซียน-บาทแข็งฉุดส่งออก แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือนสกัดเงินเทา - คุมบาทแข็งตามราคาทองคำ

(7 ม.ค. 2569) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แถลงสรุปผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า กกร.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง กอปรกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิม ๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

ดร.พจน์ กล่าวว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชัน สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ซึ่ง กกร. ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ  Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ดร.พจน์ กล่าวว่า กกร. เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม  IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆจากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด กกร. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยของ กกร. เพื่อประสานงานและร่วมเตรียมการกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026””ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top