Tuesday, 14 July 2026
COMPETITION

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้!! ราคาปุ๋ยยูเรียสูงสุดในรอบ 43 เดือน สงครามอิหร่านผลักดันราคาปุ๋ย ไทยพึ่งนำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 55% กระทบข้าวนาปีลดลง 21% พร้อมค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งจากสงครามอิหร่าน กดดันการปลูกข้าวนาปี คาดฉุดผลผลิตลดกว่า 21%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ ราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งสูงสุดรอบ 43 เดือนแตะ 750 ดอลลาร์ฯต่อตันในมี.ค. 2569 จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงปุ๋ยขาดแคลนและราคาสูงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักทั่วโลกต้องหยุดชะงัก ทั้งนี้กว่า 1 ใน 3 ผลิตในตะวันออกกลาง และยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียอันดับ 1 ของโลกกว่า 26%

ไทยต้องนำเข้าปุ๋ยยูเรียแพงตามตลาดโลกและเสี่ยงขาดแคลน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งปุ๋ยยูเรียเป็นปุ๋ยหลักภาคเกษตรไทยในการเพิ่มผลผลิตพืชไร่ โดยมีการนำเข้ากว่า 50% จากปุ๋ยเคมีทั้งหมด และเป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลักกว่า 55%

คาดว่าจะกระทบการปลูกข้าวนาปีในพ.ค.-ก.ค. 2569 เนื่องจากตรงกับช่วงเริ่มปลูกข้าวนาปีที่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมาก ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ยแพง จะฉุดผลผลิตให้ลดลง 21% ขณะที่ราคาข้าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2% ทำให้โดยรวมแล้วรายได้เกษตรกรอาจลดลง 19%

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1301891555373807&id=100066589243207&rdid=WEDr0ruFWRYAbunw#

“ดีพร้อม” ลุยขนมขบเคี้ยว ชู ‘‘ครีเอทีฟ สแน็ค’’ ดันอุตสาหกรรมไทยโต ผสานแปลงร่างวัตถุดิบเกษตร ทุบตลาดขนมสุขภาพ โชว์ ‘‘กล้วยหอมทองป๊อป’’ ครองใจตลาดเอเชีย มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสตลาดต่างประเทศ

ดีพร้อม ชู ‘ครีเอทีฟ สแน็ค’ ดันอุตฯ ขนมขบเคี้ยวไทยโตตามเทรนด์บริโภค หนุนแปลงร่างวัตถุดิบเกษตรรับดีมานด์ขนมเพื่อสุขภาพ พร้อมโชว์ ‘คริสปี้ พรีม กล้วยหอมทองป๊อบ’ แบรนด์ขนมไทยครองใจตลาดเอเชีย

กรุงเทพฯ 20 เมษายน 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “DIPROM Creative Snack” พลิกโฉมขนมขบเคี้ยวไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมแข่งขันท่ามกลางตลาดขนมขบเคี้ยวโลกที่มีมูลค่ากว่า 22.98 ล้านล้านบาท พร้อมหนุนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและวัตถุดิบท้องถิ่นสู่โอกาสใหม่

ในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวให้สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีศักยภาพ ภายใต้กระแสและเทรนด์ต่าง ๆ ที่น่าจับตาพร้อมโชว์ตัวอย่างความสำเร็จ “กล้วยหอมทองป๊อบ” ขนมที่สร้างสรรค์จากผลผลิตเกษตรไทยที่สามารถเจาะตลาดเอเชียได้สำเร็จ สะท้อนศักยภาพของขนมขบเคี้ยวไทยท่ามกลางการแข่งขันในตลาดโลก

​นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดขนมขบเคี้ยวทั่วโลก มีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Fortunebusinessinsights ระบุว่าในปี 2569 มีการคาดการณ์มูลค่าการเติบโตกว่า 22.98 ล้านล้านบาท ส่วนในประเทศไทย ข้อมูลจาก K research ก็ระบุว่ามีแนวโน้มเติบโตเช่นเดียวกัน โดยในปี 2568 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 49,550 ล้านบาท และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยที่ร้อยละ 1–3 ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวมีการแข่งขันสูงจากการมีตัวเลือกที่หลากหลายในท้องตลาด

​ “เมื่ออุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวเติบโตต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการจึงต้องมองหาแหล่งวัตถุดิบและแนวทางการพัฒนาสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้มากขึ้น ซึ่งภายใต้บริบทการแข่งขันดังกล่าว ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก อาทิ มันฝรั่งและข้าวโพด ขณะที่ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ทั้งรสชาติ คุณภาพ และคุณประโยชน์ แต่ยังขาดกระบวนการต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น แข็งแกร่งเพียงพอต่อการแข่งขันในตลาดโลก ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก ความแปลกใหม่ และสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ขนมขบเคี้ยวต้องตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการไปพร้อมกัน จากแนวโน้มและความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นสอดรับกับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบท้องถิ่นได้อย่างหลากหลาย ดังนั้น ช่องว่างระหว่าง ‘ศักยภาพของวัตถุดิบชุมชน’ และ ‘ความต้องการของตลาดยุคใหม่’ จึงกลายเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ตั้งแต่การแปรรูปวัตถุดิบให้มีเนื้อสัมผัส รสชาติ และกลิ่นที่ดี มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น น่าสนใจ และสามารถบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ที่สามารถสร้างการจดจำในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

​นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า จากโอกาสดังกล่าว ดีพร้อมจึงพัฒนา “โครงการ DIPROM Creative Snack” ขึ้นเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงวัตถุดิบชุมชนสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวไทยรูปแบบใหม่ โดยผสานความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการตลาด เพื่อเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs อย่างรอบด้าน โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด แต่ยังต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการเติบโตให้กับผู้ประกอบการและชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดทางสู่การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และผลักดันขนมขบเคี้ยวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง (Value-Based Market)

​โดยโครงการ DIPROM Creative Snack มีกลไกการบ่มเพาะความรู้แก่ผู้ประกอบการอย่างเข้มข้นผ่าน 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1. การฝึกอบรมปรับพื้นฐานการสร้างแบรนด์เชิงสร้างสรรค์ โดยเจาะลึกกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สื่อสารความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนโดนใจตลาดโลก 2. การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการพัฒนาความสร้างสรรค์ของขนมขบเคี้ยวผ่านการวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อทำความเข้าใจรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภค สามารถออกแบบขนมขบเคี้ยวต้นแบบที่มีความโดดเด่นตอบโจทย์ทั้งรสชาติและมาตรฐานสากล 3. การฝึกอบรมด้านการทำแผนงานและการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยถอดอัตลักษณ์แบรนด์สู่การวางกลยุทธ์ Content Marketing การเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ และการวางแผนสื่อโฆษณาออนไลน์เพื่อกระตุ้นยอดขาย 4. การศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะช่วยเปิดมุมมองด้านนวัตกรรมอาหารและยกระดับศักยภาพการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการ และ 5. การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก โดยจัดส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ ณ สถานประกอบการเพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา

​ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการนำร่องมาในปี 2568 สามารถพัฒนาองค์ความรู้และช่วยให้ผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 อีกทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 67.8 ล้านบาท และในปี 2569 นี้ ดีพร้อมได้ดำเนินโครงการต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายการยกระดับผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ได้ไม่ต่ำกว่า 17.6 ล้านบาท โดยแต่ละธุรกิจสามารถวัดผลลัพธ์ได้ทั้งในเชิงการสร้างมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เกิดการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนเกิดการรับรู้ผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์และมีตลาดใหม่เพื่อขยายธุรกิจ

​“นอกจากนี้ ‘ดีพร้อม’ ยังมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวไทยให้สอดรับกับเทรนด์ ‘ขนมเพื่อสุขภาพ’ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการใช้วัตถุดิบเกษตรท้องถิ่น ผสานการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ควบคู่กับการสร้างเรื่องราวแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อยกระดับจุดขายและเชื่อมโยงภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างมีศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงความอร่อย แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มสินค้า ‘Better for You Snack’ ได้รับความนิยมสูง เช่น ขนมจากพืช (Plant-based) สูตรน้ำตาลต่ำ โปรตีนและไฟเบอร์สูง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผลไม้ ถั่ว และเมล็ดพืช ที่สามารถต่อยอดเป็นโปรตีนบาร์ สแน็คบาร์ และขนมเพื่อสุขภาพ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความแตกต่างให้ขนมขบเคี้ยวไทยในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยงจากภาวะล้นตลาดและราคาผันผวน พร้อมยกระดับสินค้าไทย สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

​ด้าน นายธนัญชย์ ธนทวี ประธานบริษัท วาริชธ์ฟู้ดส์ จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจากโครงการ DIPROM Creative Snack กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทองใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยขนาดใหญ่ พบว่า เกษตรกรต้องเผชิญปัญหากล้วยตกเกรดที่มีตำหนิผิวไม่สวย ทำให้ไม่สามารถส่งออก หรือวางขายในห้างสรรพสินค้าได้ กล้วยเหล่านี้จึงถูกตีค่าเป็นเพียงขยะเกษตร หรือขายเป็นอาหารสัตว์ในราคากิโลกรัมละ 1-2 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตหลายเท่าตัว

​“เรามองเห็นโอกาสที่จะสร้างความแตกต่าง ซึ่งในตลาดโลก กล้วยฉาบ หรือ Banana Chips ส่วนใหญ่ทำจากกล้วยดิบและถูกครองตลาดโดยประเทศฟิลิปปินส์ที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาก แต่กล้วยหอมทองไทยมีจุดเด่น คือ เมื่อสุกจัดจะมีรสหวานและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ เราจึงพัฒนานวัตกรรม ‘กล้วยหอมทองป๊อป’ (Banana Pop) โดยใช้เทคโนโลยีการทอดสุญญากาศ นำกล้วยสุกมาแปรรูปให้กรอบฟูเหมือนป๊อปคอร์นโดยไม่ใส่แป้งหรือน้ำตาลเพิ่ม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความกรอบฟู เคี้ยวสนุก และได้รสชาติหวานจากธรรมชาติ 100% ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายสุขภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดเอเชียอย่างมาก”

​สำหรับการเข้าร่วมโครงการกับดีพร้อมถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ” โดยช่วยเติมเต็มในมิติที่จำเป็นต่อการเติบโตเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและสื่อสารกับตลาดสากลได้ชัดเจน การวางโครงสร้างราคาให้เหมาะสมกับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ไปจนถึงการวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์และ Content Marketing ที่ช่วยขยายการเข้าถึงผู้บริโภค สิ่งที่ได้จากดีพร้อมไม่ใช่แค่ความรู้ แต่เป็นการต่อยอดธุรกิจให้ขายได้จริง ทำให้สินค้าของเราสามารถเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่อย่าง 7-Eleven กว่า 2,000 สาขา และต่อยอดสู่ตลาดส่งออกในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้ ซึ่งมีการเติบโตของยอดขายมากถึง 500 % โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีการใช้กล้วยจากเกษตรกรกว่า 12 ตันต่อเดือน และกล้วยดิบอีกกว่า 20 ตันต่อเดือน สำหรับการผลิตและต่อยอดผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีส่วนช่วยลดปัญหากล้วยตกเกรด และพยุงราคาผลผลิตในช่วงที่มีกล้วยมีปริมาณล้นตลาดได้

​นายธนัญชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตวาริชธ์ฟู้ดส์เตรียมขยายผลความสำเร็จไปสู่แหล่งปลูกกล้วยในพื้นที่อื่น ๆ เช่น เพชรบุรี ชุมพร และนครราชสีมา โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชุมชนสามารถแปรรูปเบื้องต้นเป็น ‘แป้งกล้วย’ เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มสุขภาพอย่าง ‘โปรตีนพัฟฟ์’ (Protein Puff) ที่ช่วยดูแลระบบลำไส้ และมีแผนการบุกตลาดจีนและฮ่องกงภายในปีนี้ นอกจากนี้ ยังเตรียมนำระบบ AI เข้ามาควบคุมมาตรฐานการผลิตในระดับชุมชน เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกับสินค้าส่งออกซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำได้อย่างยั่งยืนและเปลี่ยนภาคเกษตรไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก

'เอกนิติ' ร่วมหารือเศรษฐกิจ รมว.คลังจีนที่วอชิงตัน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติโลก เน้นร่วมมือ EV, AI, และเศรษฐกิจเขียว จีนเน้นลงทุนเทคโนโลยีในอาเซียน

รองนายกฯ ‘เอกนิติ’ ร่วมหารือ รมว. คลังจีน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติเศรษฐกิจโลก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับนายหลาน ฝัว อัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสในการร่วมมืออุตสหกรรมอนาคตที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, Robotic และเศรษฐกิจสีเขียว

นอกจากนั้น จีนยังได้ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการลงทุนของจีนในประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยจะยังคงเน้นไปทีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขึ้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1279055374414078&id=100069288816651&rdid=c6PfEBjmjY5Nsnft#

‘เอกนิติ’ กระชับร่วมมือเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น หารือในวอชิงตัน เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี แลกเปลี่ยนประสบการณ์ยกระดับผลิตภาพ พัฒนายานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว

"เอกนิติ"กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ไทย-ญี่ปุ่น

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ Ms. Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการยกระดับผลิตภาพและการปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมถึงการมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ และยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว โดยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสอง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1279057937747155&id=100069288816651&rdid=t7Xw45zMiGQlDjGA#

ตลาดน้ำมันผันผวน!! ราคาน้ำมันแกว่งตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์ ราคาขายปลีกดีเซลไทยต่ำกว่าอาเซียน ติดลบ 61,705 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซล วันละประมาณ 185.76 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
ประจำวันที่ 17 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แม้จะมีความเคลื่อนไหวทางการทูตหลายด้าน ทั้งการที่สหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมเข้าสู่การหารือรอบสองผ่านช่องทางปากีสถาน และการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศข้อตกลงหยุดยิง 10 วันระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กลับขยายขอบเขตการปิดล้อมทางทะเลต่อเรืออิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินหากการเจรจาไม่คืบหน้า สัญญาณที่ขัดแย้งกันนี้ส่งผลให้ตลาดพลังงานผันผวน โดยราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเมื่อวาน (16 เม.ย. 69) จากความกังวลด้านอุปทาน ก่อนจะย่อตัวลงในช่วงเช้าวันนี้ (17 เม.ย. 69) ตามกระแสข่าวการหยุดยิงและความหวังจากการเจรจารอบใหม่ ทั้งนี้ WTI เคลื่อนไหวในกรอบ 92.90 – 93.68 USD/บาร์เรล Brent อยู่ที่ 97.94 – 98.67 USD/บาร์เรล และ Dubai ทรงตัวที่ 105.51 USD/บาร์เรล อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงที่ข้อตกลงสันติภาพอาจไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 24 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 22 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 15 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.71 ล้านลิตร และจำหน่าย 54.47 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 42.90 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 35.90 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 42.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 42.08 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์  สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.65 - 86.98 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 42.90 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์            อยู่ที่ 49.89 – 117.65 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 ติดลบ 61,705 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 185.76 ล้านบาท

ปตท. ยืนยันความมั่นคง บริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน แบกรับต้นทุนเพิ่มในวิกฤต ป้องกันขาดแคลนน้ำมันประเทศ เดินหน้าจัดหาพลังงานต่อเนื่อง

ปตท. ยืนยัน “ป้องกันไม่ขาดน้ำมัน” แบกรับต้นทุนจัดหา ต้นทุนการเงิน บริหารความเสี่ยง รักษาความมั่นคงพลังงาน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือขนส่งพลังงานของโลก ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ปตท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งบริหารจัดการความมั่นคงพลังงานเชิงรุก ปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบนอกพื้นที่ความขัดแย้ง แม้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงเร่งกระจายน้ำมันออกสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ และรักษาความมั่นคงทางพลังงานเพื่อคนไทย

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักด้านพลังงานอย่างช่องแคบฮอร์มุซ  ปตท. ยกระดับมาตรการบริหารจัดการน้ำมันดิบ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจทำให้การขนส่งหยุดชะงัก โดยมีน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้จัดหาล่วงหน้าและบรรทุกอยู่บนเรือ Serifos ปริมาณ  2 ล้านบาร์เรล ซึ่งติดค้างบริเวณท่าเรือชาร์จาห์ (Sharjah Ports) ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงาน ปตท. ตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นทดแทนทันที โดยใช้ศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องจัดซื้อในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ ภายหลังการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวสามารถออกเดินทางได้ หลังล่าช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 เดือน และคาดว่าจะถึงประเทศไทยในวันที่ 21 เมษายน 2569

ทั้งนี้การตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบในช่วงวิกฤต เป็นช่วงที่ตลาดโลกตึงตัวและมีความต้องการเพิ่มขึ้น 

ทำให้น้ำมันดิบมีราคาสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงจำเป็นต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้น เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในภายหลัง โดยประเมินมูลค่าผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนนี้เป็นการประกันความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ 

 นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท. จนถึงปัจจุบันต้องรับภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประกอบด้วย

•  หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท

•  เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท

•  เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท

รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึงกว่า 7,000 ล้านบาท ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการ “ลดความเสี่ยงของประเทศ” เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน 

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ยืนยันว่าจะเดินหน้าบริหารจัดการทางทั้งด้านพลังงานและการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงานของประเทศ และเสถียรภาพขององค์กร  และพร้อมยืนหยัดในการจัดหาพลังงานเพื่อเป็นพลังให้กับการขับเคลื่อนประเทศผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

KTC ชูเทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพ งานวิ่ง Gyeongju Marathon ดึงนักท่องเที่ยวกว่าหมื่นร่วมงาน นิยมท่องเที่ยวเชิงเวลเนสมากขึ้น KTO จัดงานวิ่งต่อเนื่องที่เกาะเชจู

KTC และ KTO ชูเทรนด์ท่องเที่ยวสายสุขภาพ
หลังความสำเร็จของงานวิ่ง Gyeongju Marathon รับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ร่วมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization: KTO) สำนักงานประเทศไทย ตอกย้ำกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังความสำเร็จของงาน “Gyeongju Cherry Blossom Marathon 2026” ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี

งานวิ่งระดับนานาชาติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของการเดินทางตามความชื่นชอบเฉพาะด้าน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางที่ใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ซึ่งมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

นางสาวคิม เซฮี ผู้อำนวยการ KTO ประเทศไทย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังเลือกเดินทางท่องเที่ยวอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางที่เน้นเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมทั้งมองหาการผสานแนวคิดด้านเวลเนสเข้าไว้ในทุกการเดินทาง ซึ่งเมืองคยองจูสามารถตอบโจทย์ได้อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ สอดคล้องกับนโยบายของเกาหลีใต้ที่มุ่งส่งเสริมเมืองท่องเที่ยวภูมิภาคในปี 2026

นางสาวอรินชยา เลิศวัชรชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ KTO ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า งานดังกล่าวประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คนจากประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในฐานะงานระดับนานาชาติอย่างชัดเจน จากแรงส่งดังกล่าว KTO มีแผนจัดกิจกรรมวิ่งครั้งต่อไปที่เกาะเชจูในเดือนตุลาคมนี้ โดยใช้จุดเด่นของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และต่อยอดตลาดการท่องเที่ยวเชิงกีฬาให้เติบโตยิ่งขึ้น

นางสาววริษฐา พัฒนราชตา หัวหน้าฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวว่า ประเทศเกาหลีใต้ยังคงติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางต่างประเทศที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดในหมู่สมาชิกบัตร KTC โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคสายแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีแนวโน้มใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น

ข้อมูลจาก KTC ระบุว่า ยอดใช้จ่ายในหมวดสุขภาพและความงามในประเทศเกาหลีใต้เติบโตขึ้น 41% ขณะที่หมวดกีฬาเติบโตขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้างที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของสมาชิก KTC ในทุกช่วงของทริป พร้อมตอกย้ำบทบาทของ KTC ในฐานะพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์ ที่สนับสนุนการเดินทางระหว่างประเทศอย่างราบรื่นและครบวงจร

KTC และ KTO จะเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ผสานไลฟ์สไตล์ เวลเนส และสิทธิพิเศษเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร ตลอดจนบริการด้านสุขภาพและความงาม เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของนักเดินทางยุคใหม่ที่แสวงหาการเดินทางที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่
https://ktc.promo/KTO-2026
หรือติดต่อ KTC PHONE ที่หมายเลข 02 123 5000 และติดตามโปรโมชั่นอื่น ๆ ของ KTC ได้ที่
https://www.ktc.co.th

ผู้ที่สนใจสมัครบัตรเครดิต KTC สามารถคลิกที่
https://ktc.today/apply-card
หรือเยี่ยมชมสาขา “KTC TOUCH” ทั่วประเทศ

หมายเหตุ: โปรดใช้บัตรเครดิตอย่างรับผิดชอบ และชำระคืนเต็มจำนวนภายในกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี

'มือเศรษฐกิจจุลภาค' เตือน!! ไทยสู้เงินเฟ้อด้วยวิธีเดิมไม่รอด ของแพงไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แนะ!! ยกเครื่องเกษตร-อุตสาหกรรม-บริการ ปฏิรูปผลิตภาพด่วน ก่อนค่าครองชีพบีบคนทั้งประเทศ

ประเทศไทยต้องจัดการเงินเฟ้อด้วยผลิตภาพ

หลายคนที่อยู่ในไทยจะรู้สึกว่าของแพงขึ้นมาก ยิ่งเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง สินค้าและบริการเราจะแพงขึ้นไปอีก ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองมักมอบปัญหาการจัดการของแพงให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยการจัดการนโยบายการเงิน และปริมาณเงิน ซึ่งธปท ไม่สามารถจัดการได้ฝ่ายเดียว รัฐบาลต้องปรับนโยบายเศรษฐกิจใหม่จาก Demand driven เป็น Supply side 

กล่าวคือ รัฐบาลหลายยุคกระตุ้นการบริโภคและเติมเงินในกระเป๋า แต่ไม่ยั่งยืนและสร้างเงินเฟ้ออ่อนๆ แม้จะมีการอุดหนุนค่าครองชีพหลายจุดแต่ก็ส่งผลเสียจนของในไทยแพงขึ้นและนักท่องเที่ยวเริ่มบ่นจนไม่อยากมากแล้ว โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น

ทางออกที่รัฐต้องเร่งแก้คือ การจัดการผลิตภาพ(Productivity) ทั้งภาคการผลิต และบริการโดยเฉพาะภาคเกษตร

จีนเป็นตัวอย่างที่สำคัญ หลายปีมานี้รายได้คนจีนสูงขึ้น พนักงานจบใหม่มีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 6,000-8,000 RMB บางเมืองสูงกว่านี้ เทียบกับไทยที่เริ่มที่ 15,000-20,000มานานมาก ที่จีนเงินเดือนแพงขึ้นแต่ของถูกลง หรือไม่เพิ่มราคา ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมาก ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างเข้มแข็ง แถมยังมีการจัดการ Demand ที่เก็งกำไรเช่นภาคอสังหา

ยกตัวอย่าง ค่า taxi ที่จีนถูกกว่าไทยมาก เพราะรถยนต์ถูกกว่า ค่าพลังงานถูกกว่า(EV) และมีการแข่งขันเยอะมาก อยู่ในเมืองรอรถไม่เกิน 3 นาที แปลว่ามีรถเยอะมาก

ภาคเกษตร จีนเพิ่มผลิตภาพ ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ใช้คนน้อย ผลิตได้มาก และเน้น organic มากขึ้น การเลี้ยงไก่ที่เคยเอาความรู้จากไทยถูกต่อยอดด้วยคอนโดหมู ที่แก้ปัญหาโรคติดต่อและใช้คนน้อย 

ภาคอุตสาหกรรม Focus เรื่อง Productivity &Efficiency มาก ทำให้สินค้าราคาถูกจีน ขายไปทั่วโลก ภาคการผลิตยังให้ความสำคัญทั้ง Infrastructure& Ecosystem ทำให้เกิดการผลิตที่ประหยัด Economic of scale และการเอื้อในการใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน Economic of scope ทำให้สินค้าจีนไม่ต้องขึ้นราคาแต่กำไรมากขึ้น 

ไทยเราจำเป็นต้องปรับโครงสร้างดังกล่าว ทั้งกระทรวงเศรษฐกิจ และ BOI เพื่อช่วยประชาชนให้คลายความทุกข์จากของแพง

ต๊ะ พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

อดีตเลขานุการ รมว พาณิชย์

อดีตที่ปรึกษา รมช พาณิชย์

อดีตคณะทำงาน รมว พลังงาน

 

ท่องเที่ยวไทยปรับกลยุทธ์ สู้วิกฤตสงคราม สร้างพื้นที่ปลอดภัย โฟกัสตลาดตะวันออก กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รายได้ปี 69 พุ่ง 4.46 แสนล้านบาท งาน FHT 2026 ร่วมอุตสาหกรรมครบวงจร

เที่ยวไทยฝ่าคลื่นความขัดแย้ง ชูจุดขายพื้นที่ปลอดภัย-คุ้มค่า-ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ด้านอินฟอร์มาฯ ร่วมพันธมิตรภาครัฐและเอกชนจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 เพื่อเป็นศูนย์รวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในงานเดียว

ภาคท่องเที่ยวเดินหน้าสู้วิกฤตสงคราม ปรับโฟกัสจับนักท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก หลังนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันตกเดินทางมายาก ชูจุดขายพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย คุ้มค่า และ รุกท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก-อยู่นาน ด้านอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ร่วมมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ภายใต้แนวคิดศูนย์รวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในงานเดียว

นางสาวสุภาภรณ์ อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) กล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม และร้านอาหารในสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่านขณะนี้ว่า การสู้รบที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปในทุกธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งต่างต้องหาทางรับมือและปรับตัว แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเป็จภาพสะท้อนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยยะและน่าจับตา ซึ่งจากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวสะสมล่าสุด ตั้งแต่ 1 มกราคม – 29 มีนาคม 2569 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสมกว่า 9.17 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 446,765 ล้านบาท

แม้วันนี้นักท่องเที่ยวฝั่งยุโรปจะเดินทางมาได้ลำบากขึ้น แต่ในมุมของผู้ประกอบการก็ต้องรักษาไว้เพราะกำลังซื้อสูง ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้นภาครัฐและผู้ประกอบการควรปรับกลยุทธ์ โดยหันมาโฟกัสกลุ่มนักเดินทางระยะใกล้และโซนตะวันออกอย่าง จีน มาเลเซีย รัสเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ ฯลฯ มากขึ้น นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อ เดินทางมาเที่ยวได้สะดวก และมองการท่องเที่ยวไทยว่ามีความคุ้มค่า (Value for Money) โดยภาครัฐควรต้องมีเร่งออกมาตรการกระตุ้น ปรับแผนการสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ๆ ทั้งการอำนวยความสะดวก ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) ผสานเทรนด์สร้างจุดขายในด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหาร และเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งมีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก จากปัจจัยเบื้องต้นทำให้มีแนวโน้มการพักระยะยาว (Long Term Residency) มากขึ้น ส่วนด้านผู้ประกอบการโรงแรมนั้น ล่าสุดสมาคมโรงแรมไทยเผยว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาห้องพักในช่วงนี้ แม้ภาระต้นทุนจะสูงขึ้นและจะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า เช่น การพัก 3 คืน จ่าย 2 คืน หรือ แถมบริการสปาและอาหาร เพื่อจูงใจ ดึงดูด สร้างความรู้สึกคุ้มค่า เพื่อให้ลูกค้าเข้าพักนานขึ้น

สถานการณ์วันนี้นับเป็นอีกบททดสอบที่ภาคการท่องเที่ยวต้องเผชิญ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ต้องมีข้อยุติ ดังนั้นผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการจึงต้องเตรียมพร้อม ปรับตัว และพัฒนาศักยภาพตนเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาหลังเหตุการณ์คลี่คลาย เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวโลกและไม่ใช่การมาเพียงครั้งเดียว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังต้องการกลับมาเที่ยวไทย เพื่อค้นหาประสบการณ์

ที่ให้คุณค่าสูงขึ้น (High-quality experiences) และ มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น (Personalization) ผู้ประกอบการจึงต้องยกระดับบริการ สร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ด้วย

ดังนั้นการจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 จึงยังคงความสำคัญในฐานะศูนย์รวมและจุดเชื่อมโยงทุกภาคส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม อาหาร เครื่องดื่ม ร้านอาหาร ค้าปลีก สปา และการบริการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในการจัดงาน "All Sectors, One Destination" โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพันธมิตรสำคัญทั้งภาครัฐสมาคม องค์กรธุรกิจเอกชน บริษัทชั้นนำไทย-นานาชาติ รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะมาร่วมจัดแสดงงาน

การประชุมและสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การแข่งขันเพื่อพัฒนาทักษะ และ การสาธิตและเวิร์กช็อปต่างๆ ฯลฯ ซึ่งในการจัดงานครั้งที่ผ่านมา (2025) การจัดงานสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อและผู้ประกอบการไทยและนานาชาติให้เข่าร่วมงานได้มากถึง 30,909 คน จาก 68 ประเทศและภูมิภาค  โดยการจัดงานในปีนี้มีกำหนดจัดงานฯ ขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และจัดขึ้นพร้อม 2 งานยักษ์ของเอเชีย Hotel & Shop Plus Thailand และ HOTELEX Thailand พร้อมพาวิลเลียนนานาชาติที่เข้าร่วมเบื้องต้น 8 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน อิตาลี ไต้หวัน อินเดีย แอฟริกาใต้ มาเลเซีย การเข้าร่วมงานฯ จึงนับเป็นโอกาสทองของผุ้ประกอบการไทยที่จะได้จับคู่ธุรกิจ รับแรงบันดาลใจ รวมถึงนำสิ่งที่จัดแสดงในงานไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม วัตถุดิบ และสินค้า และโซลูชั่นจากบริษัทชั้นนำระดับโลกไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569
ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand

HHR ปั้นเทรนด์พักผ่อนใหม่ เปิดแคมเปญ Multi-City Workation ตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัล รองรับที่พัก 5 เมืองหลัก บริการครบวงจรแบบ 5 ดาว

HHR พลิกโฉมการพักผ่อนแบบ Long Stay สำหรับการอยู่อาศัย

เปิดตัวแคมเปญ “Multi-City Workation” นิยามใหม่ของการใช้ชีวิต

HHR เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการที่พักอาศัยและการท่องเที่ยว ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Multi-City Workation” พลิกโฉมการใช้ชีวิตแบบ Long Stay ให้ก้าวสู่มิติใหม่ของความยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ ตอบโจทย์คนทำงานยุคดิจิทัลที่ต้องการผสานการทำงานและการพักผ่อนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยให้ไม่จำกัดอยู่เพียงสถานที่เดียว แต่สามารถเคลื่อนย้ายไลฟ์สไตล์ได้อย่างอิสระในหลากหลายเมืองสำคัญทั่วประเทศไทย

นางสาวปีณิตา ศิลปสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ แมเนจเมนท์ จำกัด หรือ HHR กลุ่มธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์กลุ่มงาน Living Service ในเครือบริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต (Flexibility)” มากกว่าการอยู่อาศัยในสถานที่เดิมระยะยาว ส่งผลให้รูปแบบการอยู่อาศัยแบบ Multi-City Living หรือการเช่าที่พักหลายแห่งในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลจากหลายสำนักวิจัยที่ระบุว่า จำนวนกลุ่ม Digital Nomad หรือกลุ่มคนทำงานแบบไม่ยึดติดสถานที่ ซึ่งทั่วโลกมีมากกว่า 35 ล้านคน และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 10-15% ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักจากปัจจัยด้านค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่รองรับการทำงานจากระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ HHR พร้อมนำศักยภาพด้านการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยของ HHR มีจุดแข็งจากการมีพอร์ตโครงการที่ครอบคลุม 5 เมืองหลักในประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ, ชลบุรี, ระยอง และภูเก็ต มีจำนวนที่พักอาศัยที่อยู่ในพอร์ตมากกว่า 2,000 ยูนิต ครอบคลุม 14 โครงการ ซึ่งล้วนเป็นศูนย์กลางทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทำให้สามารถรองรับรูปแบบการอยู่อาศัยแบบ Multi-City ได้อย่างแท้จริง โดยลูกค้าสามารถเลือกเข้าพัก และเปลี่ยนโลเคชันได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรฐานการบริการเดียวกันในทุกโครงการ พร้อมกันนี้ได้ยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยผ่านบริการแบบครบวงจร (End-to-End Service) ภายใต้แนวคิด ‘One Contact, Multiple Cities’ ที่ลูกค้าสามารถจัดการทุกเรื่องได้ผ่านผู้ดูแลเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นบริการทำความสะอาดมาตรฐานเดียวกับโรงแรมระดับ 5 ดาว การจองรถรับ-ส่ง (Transfer Service) การจัดโปรแกรมท่องเที่ยว หรือการจองกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในแต่ละเมือง รวมถึงส่วนกลางที่ถูกจัดเตรียมอย่างดีไม่ว่าจะเป็นโซน Co-Working Space, Executive Workspace และ Business Lounge ทั้งหมดนี้จะช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตในทุกมิติ ด้วย Ecosystem ด้านบริการที่ครบถ้วนนี้ ทำให้ HHR ไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการที่พัก แต่ยังทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ช่วยออกแบบประสบการณ์การใช้ชีวิต’ (Lifestyle Enabler) ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการทำงาน การพักผ่อน และการเดินทางได้อย่างไร้รอยต่อ

“แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียง ‘ที่พัก’ แต่ต้องการ ‘รูปแบบการใช้ชีวิต’ ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ (Mobility Lifestyle) พร้อมทั้งผสมผสานการทำงานและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ HHR เดินหน้าพัฒนาบริการด้าน Hospitality ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคยุคใหม่ในการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้พักอาศัยมากขึ้น จึงเปิดแคมเปญ “Multi-City Workation” ซึ่งเป็นแนวคิดการพักผ่อนแบบ “Stay Seamlessly” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้า พร้อมเลือกเข้าพักในหลากหลายเมืองได้อย่างต่อเนื่อง สะดวกสบายครบครันในที่เดียว โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการที่พักในแต่ละจุดหมาย” นางสาวปีณิตา กล่าว

“Multi-City Workation” นิยามใหม่ที่ผสานการอยู่อาศัยและการเดินทางเข้าด้วยกัน

Multi-City Workation คือ “Hospitality Solution” รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่ “โปรแกรมการท่องเที่ยว” ธรรมดา แต่คือ Lifestyle Solution สำหรับคนยุคใหม่ ที่ HHR ได้ออกแบบผสานการอยู่อาศัยและการเดินทางเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ อำนวยความสะดวกลูกค้าด้วยจุดเด่น ดังนี้  

-บริการระดับพรีเมียมมาตรฐานระดับโรงแรม 5 ดาว

-Flexible Living ปรับเปลี่ยนแผนการพักอาศัยได้ตามไลฟ์สไตล์

-Stay Seamlessly Across Cities เข้าพักหลายเมืองได้ในแผนเดียวโดยไม่ต้องจัดการใหม่ทุกครั้ง

  วางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้

-One Contact, Multiple Cities จัดการทุกอย่างในแผนเดียว ลดความยุ่งยาก สามารถเลือกจำนวนเดือน และจำนวนเมืองได้เอง

-เปลี่ยนเมืองได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ ขั้นต่ำ 1 เดือน / เมือง

นอกจากนี้ยังรองรับทั้งการทำงานและการพักผ่อนในเวลาเดียวกัน (Work & Lifestyle Integration) โดยลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่มากกว่าการเข้าพักทั่วไป ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ (Privileges) ได้แก่ ห้องพัก Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่, บริการแม่บ้านและดูแลห้องพัก, สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ ได้แก่ Fitness / Co-working Space / Swimming Pool, การดูแลแบบ Hospitality โดยทีม HHR, ความสะดวกในการย้ายเมือง (Seamless Transition) และสามารถเลือกซื้อ Activity หรือ Lifestyle Experience เพิ่มเติมได้ในแต่ละเมือง

ทั้งนี้โปรแกรม “Multi-City Workation” จึงไม่ใช่แค่โปรแกรมท่องเที่ยว แต่คือรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle Solution) สำหรับคนยุคใหม่ที่ HHR พร้อมยกระดับบริการให้เป็น “Premium Service” ผ่านการสร้าง Ecosystem ที่สามารถพัฒนาด้านต่างๆ
ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ และวางแผนการเดินทาง ผ่านเบอร์โทรศัพท์ 02 081 0000

สำหรับ บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด (HAMPTON HOTEL & RESIDENCE : HHR) ดำเนินธุรกิจในการบริหารโครงการในรูปแบบการปล่อยเช่าและงานบริการเทียบเท่าการบริการโรงแรม (Hotel & Residence Management Operator) แบ่งการให้บริการออกเป็น 2 ส่วนประกอบด้วย 1.บริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) ช่วยบริหารจัดการผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก สร้างรายได้หรือผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายของเจ้าของโรงแรมหรือที่พักอาศัย (Owner) และ 2.ร่วมวางแผนตกแต่ง จัดหาบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ผู้เข้าพัก

เพื่อตอกย้ำแผนขยายการรับบริหารโครงการที่อยู่อาศัยและความมุ่งมั่นของ HHR ที่พร้อมยกระดับโปรดักส์ที่อยู่อาศัย ทั้งเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ คอนโดฯให้เป็น “เรสซิเดนซ์” โดยเน้นการบริหารโครงการในรูปแบบการปล่อยเช่าและงานบริการมาตรฐานเทียบเท่าโรงแรมระดับสากล พร้อมมอบที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย (Residences for All Desires) ภายใต้บริการ HHR Service ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ พร้อมมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่า (Lifestyle Enriched with Benefits Beyond the Ordinary) อาทิ Housekeeping, Laundry, Personalized Requirement และ Spa On Call พร้อมด้วย Operations Standard ที่แข็งแกร่ง (SOP, Guest Experience, Guest Loyalty) ควบคู่ไปกับทีมขายและการตลาด (Distribution Team) ทั้งในด้าน Digital Multi-Channel Marketing, B2B Team Corporate & Agent และ Reservations & Revenue Management

 .

สำหรับ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI เป็นผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
ชั้นนำของประเทศ มีประสบการณ์กว่า 15 ปี ปัจจุบัน ดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1.กลุ่มธุรกิจต้นน้ำ – บริการก่อนเข้าอยู่อาศัย (Pre-Living Services) ได้แก่ บริการให้คำปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างโครงการอสังหาฯ บริการงานวิศวกรรมและการให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค

2.กลุ่มกลางน้ำ – บริการการจัดการเพื่อการอยู่อาศัย (Living Services) ได้แก่ บริการบริหารนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า อาคาร และสำนักงาน บริการนิติบุคคลอาคารชุดแบบลักชัวรี่ การบริหารจัดการ Residential Property และ Service Apartment บริการซื้อ-ขาย-ปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ตัวแทนในการซื้อ-ขาย-เช่า และบริการจัดหาผู้ร่วมลงทุน บริการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการบริการ และเทคโนโลยีด้านการอยู่อาศัย และตัวแทนประกันทั้งแบบ Life และ Non-Life

3.กลุ่มปลายน้ำ – บริการหลังการขายที่อยู่อาศัย (Living & Earning Services) ได้แก่ บริการออกแบบและตกแต่งภายใน บริการงานจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ บริการแม่บ้านทำความสะอาดและบริการงานช่าง บริการจัดการอาคาร และจัดจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านและที่อยู่อาศัย แบบ Lifestyle


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top