Saturday, 17 October 2026
COMPETITION

MOSHI รุกตลาดไลฟ์สไตล์!! คว้าลิขสิทธิ์ "Kuromi" จาก Sanrio เสริมคอลเลกชันแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ มุ่งกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult ดันยอดขายไตรมาสแรกโตต่อเนื่อง

“MOSHI” เสริมแกร่งยอดขายไตรมาส 1/69 คว้าลิขสิทธิ์ ‘Kuromi’
ลงคอลเลกชันใหม่ ดึงเสน่ห์ความน่ารักปนเท่ มัดใจกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult
พร้อมปูพรมสินค้าใหม่หลากเซกเมนต์ ดันยอดขายโตต่อเนื่อง

‘บมจ. โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น’ หรือ MOSHI ผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของประเทศไทย เดินเกมรุกสร้างความคึกคักให้ตลาดค้าปลีกในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุด คว้าลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ยอดฮิตระดับโลกอย่าง “Kuromi” (คุโรมิ) จาก Sanrio เสริมทัพสินค้ากลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ดึงเสน่ห์ความน่ารักปนเท่ มัดใจกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult พร้อมปูพรมสินค้าใหม่หลากเซกเมนต์ มั่นใจกระตุ้นยอดขายในไตรมาสแรกเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

นางสาวบุณยวีร์ บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI เปิดเผยว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของการเติบโตในธุรกิจค้าปลีกคือการสร้างความเคลื่อนไหวให้ร้าน (Store Dynamism) อยู่เสมอ บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์การออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง (Continuous Product Refresh) เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งหวังให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกค้นพบสิ่งใหม่ (Sense of Discovery) ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในร้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความตื่นเต้นแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สร้างเหตุผลให้ลูกค้าอยากกลับมาเยี่ยมชมร้านซ้ำ (Reason to Return) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เน้นไลฟ์สไตล์และความน่ารัก (Lifestyle & Trend-driven Products) ที่ผู้บริโภคต้องการความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา

ล่าสุด MOSHI ได้เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ ด้วยการคว้าลิขสิทธิ์ “Kuromi” (คุโรมิ) คาแรกเตอร์ยอดนิยมระดับโลกจาก Sanrio ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น ประกอบกับการเลือก Kuromi ในครั้งนี้ มาจากเสียงเรียกร้องของฐานลูกค้าที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันถือเป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์ที่มีมิติชัดเจน สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน (Young Adult) ที่มีกำลังซื้อ ทำให้คอลเลกชัน Kuromi เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มไลน์สินค้าของ MOSHI ให้มีความเป็นแฟชั่นและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

สำหรับคอลเลกชัน Kuromi ได้รับการออกแบบให้มีความหลากหลายและครอบคลุมทุกหมวดหมู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน (Life-centric Design) ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของใช้ในบ้าน (Home), สินค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) และเครื่องเขียน (Stationery) โดยมีไอเทมไฮไลต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ Kuromi ได้อย่างชัดเจน อาทิ หมอนไดคัท, ผ้าห่ม, กิ๊บติดผม, เสื้อผ้า, หมวก และอุปกรณ์จัดเก็บของต่างๆ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่ครบครันที่สุด เพื่อให้แฟนคลับสามารถเลือกใช้สินค้าที่ชื่นชอบได้ในทุกโมเมนต์ของวัน ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ MOSHI กล่าวเพิ่มว่า บริษัทฯ ได้ใช้คอลเลกชัน Kuromi เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก (Traffic Driver) สำคัญในการดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน และเพื่อเพิ่มยอดการซื้อต่อครั้ง (Basket Size) จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มักซื้อสินค้าอื่นควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้เสริมทัพด้วยสินค้าลิขสิทธิ์อื่นๆ เช่น Hangyodon จาก Sanrio, Choonsik และ Niniz จาก Kakao Friends รวมถึงการปั้นสินค้าที่เป็นเอกสิทธิ์ของ MOSHI (Intellectual Property) อย่าง “Aqua Dream” เพื่อสร้างความแตกต่างและขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย (Multi-segment) นำไปสู่การเกิด Traffic ที่ต่อเนื่องและการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase) ส่งผลให้ภาพรวมยอดขายในไตรมาสที่ 1/2569 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในด้านการบริหารจัดการและช่องทางการจำหน่าย บริษัทฯ ได้ใช้ความได้เปรียบทางด้านต้นทุนจากขนาดธุรกิจ (Economy of Scale) จากเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ มาช่วยในการควบคุมต้นทุนเพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าใน “ราคาที่จับต้องได้” ผ่านกลยุทธ์การตลาด ที่เน้นการสื่อสารผ่าน KOL ทุกระดับ ที่มีความชื่นชอบในแบรนด์จริง ซึ่งจะช่วยสร้าง Awareness และภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ในวงกว้าง โดยผู้ที่สนใจสามารถเลือกช้อปคอลเลกชัน Kuromi และสินค้าใหม่ๆ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ร้าน Moshi Moshi ทุกสาขาทั่วประเทศและแพลตฟอร์ม Online Shopee หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage Moshi 

Moshi: https://www.facebook.com/moshimoshi.jp  

มาสด้าลุยรถไฟฟ้า!! เปิดประสบการณ์ MAZDA6e ตลอดเม.ย.-พ.ค. โปรโมชันเด็ดดอกเบี้ย 1.78% แข็งแกร่งด้วยแบตเตอรี่ LFP 77.9 kWh ชาร์จเร็ว 15 นาทีขับไกล 654 กม.

มาสด้าจัดกิจกรรม MAZDA6e ONENESS EXPERIENCE

ชวนลูกค้าสัมผัสประสบการณ์รถไฟฟ้ามาสด้าแบบจุใจตลอดเดือนเมษายนและพฤษภาคม

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, วันที่ 22 เมษายน 2569 – มาสด้าตอบรับเสียงเรียกร้องจากลูกค้า

ภายหลังสร้างปรากฏการณ์กระแสตอบรับอย่างท่วมท้นกับรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ THE ALL-ELECTRIC

MAZDA6e ในงานมอเตอร์ โชว์ ที่ผ่านมา ด้วยการจัดกิจกรรม “MAZDA6e ONENESS EXPERIENCE

สัมผัสประสบการณ์ที่ใช่ พร้อมสร้างความมั่นใจในเอกลักษณ์แบบมาสด้า”

ที่โชว์รูมมาสด้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำตลอดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2569

เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด

และได้ทดลองสมรรถนะการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้า

ที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานจากลูกค้าทั่วโลก

โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้านทั่วประเทศได้แล้วตั้งแต่วันนี้

หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e เป็นยนตรกรรมรถไฟฟ้า 5 ประตูในรูปแบบ “NeoFastback”

ที่มาพร้อมกับความสง่างามและความอเนกประสงค์ การันตีความสง่างาม

ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก ประจำปี 2026 หรือ “2026 World Car

Design of the Year” มอบสมรรถนะการขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ

และคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของรถยนต์มาสด้าไว้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกมิติ

มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ขับขี่ได้ระยะทางไกล 654 กม.

รองรับการชาร์จด่วน DC Fast Charging ชาร์จไฟจาก 30%-80% เร็วสูงสุดใน 15 นาที**

มาพร้อมกับทางเลือก 2 รุ่น 2 สไตล์

รุ่น Premium มาพร้อมกับภาพลักษณ์สปอร์ต ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน

ด้วยหนังสีดำ สะท้อนความประณีตในทุกจุดสัมผัส วางราคาจำหน่าย 1,169,000 บาท

รุ่น Exclusive ถ่ายทอดความสง่างามและความหรูหราในระดับ Masterpiece

ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุ Nappa Suede สีแทน พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ

เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบอีกขั้น วางราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่จองรถ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e มาสด้ายินดีมอบข้อเสนอมากมาย

ทั้ง ดอกเบี้ยพิเศษ 1.78% 1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 2 ฟรี Home Charger

จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรีทั่วประเทศ 3 ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5

ปี 4 นอกจากนั้นยังมอบฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-

MUS) ประกอบด้วย

รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 5

ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 6

ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 7

ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 8

สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package

ยังสามารถรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไขได้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้*** ทั้งนี้

มาสด้าต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่ให้การตอบรับต่อรถยนต์ไฟฟ้าจากมาสด้าเป็นอย่างดี

และขอเชิญชวนลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e

เข้ามาทดลองขับพร้อมรับข้อเสนอพิเศษที่โชว์รูมมาสด้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตลอดเดือนเมษายน-

พฤษภาคม 2569 ได้ตามวันและสถานที่ดังต่อไปนี้

21-23 เม.ย. 69

มาสด้า กฤษฎา รามอินทรา กม.9

มาสด้า พระนคร

เกษตร–นวมินทร์

21-25 เม.ย. 69

มาสด้า อนุภาษ ภูเก็ต

23-26 เม.ย. 69 

มินิ มอเตอร์โชว์

ศูนย์การค้า โรบินสันไลฟ์สไตล์

สุรินทร์*

24-26 เม.ย. 69

มาสด้า พระราม 7

24-27 เม.ย. 69

- มาสด้า สุขุมวิท 65

28-30 เม.ย. 69

- มาสด้า เคพีออโต้ คลองหลวง

28 เม.ย.69 - 3 พ.ค. 69

- มาสด้า ดุสิต ออโต้ เซลส์ (ตรัง)

30 เม.ย.69 - 4 พ.ค. 69

- บิ๊กเซลส์ มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 11

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล อุบลราชธานี

ชั้น1*

1-3 พ.ค. 69

- มาสด้า 14 ออโตโมทีฟ เทพารักษ์

1-10 พ.ค. 69

- มหกรรมยานยนต์ล้านนา

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เชียงใหม่

เฟสติวัล ชั้น 1 บริเวณลานกิจกรรม

5-7 พ.ค. 69  มาสด้า

- เจพี ประดิษฐ์มนูธรรม**

- มาสด้า เภตรา บางพูน**

5-11 พ.ค. 69

- มินิ มอเตอร์โชว์ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล กระบี่

7-17 พ.ค. 69

- มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2026

ศูนย์การค้า เทอมินอล 21 โคราช

ชั้น G โซน Paris & London Street

8-10 พ.ค. 69 

- ศูนย์การค้า ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต

ชั้น B หน้า Amazon*

มาสด้า แอลบาทรอส ออโต้

รามอินทรา

*มีรถสำหรับจัดแสดงเท่านั้น **มีรถสำหรับทดลองขับเท่านั้น

หมายเหตุ:

*อ้างอิงจากผลการทดสอบมาตรฐาน NEDC

**อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น

สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

1 ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4)

บมจ. แอกซ่าประกันภัย และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

3 ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับงานติดตั้งวงจนที่ 1 (สายไฟ 1 เฟส) พร้อมรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และรับประกันงานติดตั้ง

1 ปี โดยสามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในการติดตั้งได้ 1 ครั้ง และ สิทธิ์การติดตั้งมีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันออกรถ

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

4 สำหรับใช้งานแอปพลิเคชั่น Mazda6e, ระบบสั่งงานด้วยเสียง และ ระบบนำทาง

5 ตามเงื่อนไขโปรแกรมขยายรับประกันคุณภาพรถเป็น 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

6 แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้าตามระยะ นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

7 เงื่อนไขคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูง (High Voltage Battery) เท่านั้น นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

(แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

8 เงื่อนไขบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial: Facebook/YouTube/Instagram/LINE/TikTok

พลังงานโลกเดือด!! ฮอร์มุซตึงเครียด ดันราคาน้ำมันทะยาน ไทยตรึงขายปลีก-กองทุนยังติดลบ น้ำมันพุ่ง ขณะไทยยันสำรองพอใช้ 111 วัน แต่ไทยยังคงราคาหน้าปั๊ม ลดแรงกระแทกค่าครองชีพ

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 23 เมษายน 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศขยายเวลาหยุดยิงออกไปอย่างไม่มีกำหนดเพื่อเปิดทางเจรจา แต่กลับไม่มีตัวแทนเข้าร่วมหารือ   ที่ปากีสถานจากทั้งสองฝ่าย ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้ามาตรการปิดล้อมทางทะเลอย่างเข้มงวด มีการสกัดกั้นและเปลี่ยนเส้นทางเรือแล้วถึง 29 ลำ รวมถึงสกัดกั้นและเบี่ยงเส้นทางเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านในน่านน้ำเอเชีย อีกอย่างน้อย 3 ลำ อิหร่านตอบโต้ด้วยการยึดเรือสินค้า 2 ลำ และโจมตีอีกลำในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบหรือหยุดยิงอย่างสมบูรณ์จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม ภาวะชะงักงันของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ บวกกับรายงานสต็อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่นของสหรัฐฯ ที่ลดลงมากกว่าที่คาด ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย Brent ปรับเพิ่มขึ้น 3.43 ดอลลาร์ ปิดที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล WTI เพิ่มขึ้น 3.29 ดอลลาร์ ปิดที่ 92.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Dubai พุ่งขึ้นถึง 6.13 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 100.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 111 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 22 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 21 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 78.78 ล้านลิตร และจำหน่าย 51.93 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ 0.40 บาท/ลิตร สำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล 91/95, E20 และดีเซล เพื่อตรึงราคาขายปลีกไม่ให้ปรับขึ้น ลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ระหว่างฟื้นตัว โดยราคาน้ำมันขายปลีกยังคงเดิม ได้แก่ ดีเซล B7 อยู่ที่ 41.70 บาท แก๊สโซฮอล 95 ที่ 42.45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท แก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท และดีเซล B20 ที่ 34.70 บาท ต่อลิตร

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.87 - 87.45 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 41.70 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.30 – 118.29 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ติดลบ 62,158.23 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 132.47 ล้านบาท

“เคทีซี” เตือนลิงก์ปลอม เตือนภัยลิงก์ปลอมช่วงคืนภาษี ตั้งเช็กลิสต์ 4 จุดก่อนคลิก ย้ำหน่วยงานรัฐไม่ส่งลิงก์กรอกข้อมูล กระตุ้นทักษะการเงินยุคดิจิทัลป้องกันภัย

จากเงินคืน…สู่เงินหาย เคทีซีเตือนภัยลิงก์ปลอมช่วงรับคืนภาษี แนะ 4 เช็กลิสต์

ในจังหวะที่ผู้เสียภาษีจำนวนมากกำลังติดตาม “เงินคืนภาษี” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกระแสเงินสดที่ผู้บริโภคคาดหวังในแต่ละปี กลับพบว่าประเด็นดังกล่าวกำลังถูกใช้เป็น “จุดโจมตี” ใหม่ของมิจฉาชีพในโลกดิจิทัล ผ่านการส่งข้อความ SMS และอีเมลแอบอ้างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อหลอกให้ผู้บริโภคคลิกลิงก์และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน "เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพใหญ่ของ Cyber Risk ที่กำลังเคลื่อนเข้ามาอยู่ในชีวิตทางการเงินประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคมี “แรงจูงใจทางการเงิน” ชัดเจน เช่น การรอรับเงินคืน การรับสิทธิ์ หรือการทำธุรกรรมที่มีกรอบเวลา ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเร่งการตัดสินใจ

เมื่อ “ความคาดหวังทางการเงิน” กลายเป็นช่องโหว่

พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่ต้องการความรวดเร็วและความสะดวก ทำให้การคลิกลิงก์จากข้อความกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับลด “ช่วงเวลาคิด” ที่จำเป็นในการตรวจสอบความถูกต้อง ส่งผลให้ความเสี่ยงจาก Social Engineering เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะข้อความที่ใช้คำว่า “ด่วน”, “ยืนยันสิทธิ์”, หรือ “ข้อมูลไม่ครบ”

ในกรณีขอรับคืนภาษี กรมสรรพากรมีขั้นตอนที่ชัดเจนในการโอนเงินคืนผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน 13 หลัก หรือบัญชีธนาคารที่ลงทะเบียนไว้ ไม่มีนโยบายให้กรอกข้อมูลส่วนตัวผ่านลิงก์จาก SMS หรืออีเมล ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญที่ผู้บริโภคควรตระหนัก

Cyber Risk ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือ “ทักษะการเงิน”

เคทีซีมองว่า ความเสี่ยงจากลิงก์ปลอมไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Financial Literacy ในยุคดิจิทัล ที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องมีทักษะในการประเมินความเสี่ยงก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถป้องกันตนเองได้ในเชิงปฏิบัติ เคทีซีแนะนำ “เช็กลิสต์ 4 จุดก่อนคลิก” ดังนี้

  1. เช็กผู้ส่ง: หากเป็นข้อความจากแหล่งที่ไม่คุ้นเคย หรือใช้ชื่อหน่วยงานแต่ส่งจากช่องทางผิดปกติ ควรตั้งข้อสงสัยทันที
  2. เช็กลิงก์: หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่แนบมากับข้อความ โดยเฉพาะที่อ้างเรื่องเงินคืนภาษีหรือสิทธิ์ทางการเงิน
  3. เช็กข้อมูลที่ถูกขอ: หากมีการขอข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลบัตร หรือรหัสใด ๆ ให้หยุดและตรวจสอบก่อน
  4. เช็กกับช่องทางทางการ: เข้าตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์หน่วยงานโดยตรง หรือใช้ช่องทางติดต่อที่เป็นทางการเท่านั้น

 .

จาก “ป้องกันตัว” สู่ “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน”

ในภาพรวม การเพิ่มขึ้นของภัยไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมทางการเงินสะท้อนว่า “ความปลอดภัย” กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ต่างจากความสะดวกและความรวดเร็ว เคทีซีเน้นย้ำว่า ผู้บริโภคควรจดจำหลักสำคัญว่า หน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินจะไม่ส่งลิงก์เพื่อให้กรอกข้อมูลส่วนตัวผ่าน SMS และไม่ควรติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่เป็นทางการ เนื่องจากลิงก์ปลอมในหลายกรณีอาจนำไปสู่การติดตั้งโปรแกรมที่เปิดช่องให้มิจฉาชีพเข้าควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล

ในยุคที่การเงินและดิจิทัลเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก “การหยุดคิดก่อนคลิก” จึงไม่ใช่เพียงพฤติกรรมด้านความปลอดภัย แต่คือ ทักษะพื้นฐานของการบริหารเงินในโลกยุคใหม่ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ “เงินที่ควรได้คืน” กลายเป็น “ความเสียหายที่ไม่คาดคิด”

ออกข่าวในนาม : ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บมจ. บัตรกรุงไทย

อ.อุ๋ย ตีแสกหน้า ‘สายอวยทุนพลังงาน’ ใช้อำนาจกฎหมายแก้ราคาน้ำมัน เปลี่ยนสูตรคำนวณใหม่ Singapore Minus ลดค่ากลั่นดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร รัฐยันต้นทุนจริงไม่ถึงขั้นขาดทุน

ตีแสกหน้า! นักวิชาการและข้าราชการอวยทุนพลังงาน! ค่าการกลั่นลดได้จริง!

สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนลดค่าการกลั่นน้ำมันไม่ได้ แต่ปัจจุบันทำได้ภายใต้การนำของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2569) เกิดจากการเปลี่ยนแนวทางจากการ "ขอความร่วมมือ" มาเป็นการใช้ "อำนาจทางกฎหมาย" และการรื้อสูตรคำนวณใหม่

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมีดังนี้:

การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.: รัฐมนตรีเลือกใช้อำนาจตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อบังคับควบคุมราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง แทนการรอการเจรจาเพียงอย่างเดียว

การปรับสูตรอ้างอิงใหม่ (Singapore Minus): เดิมทีไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์แบบ 100% แต่รัฐมนตรีมองว่าในสภาวะวิกฤต กลไกนี้ทำให้โรงกลั่นมีกำไรสูงเกินจริง (Windfall Profit) จึงเปลี่ยนมาใช้ระบบ "Singapore Minus" หรือการนำราคาสิงคโปร์มาหักส่วนลดตามต้นทุนจริง เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่ลดลง

การเปิดข้อมูลต้นทุนจริง: มีการเรียกโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งมาชี้แจงต้นทุนที่แท้จริง เพื่อพิสูจน์ว่าค่าการกลั่นที่พุ่งสูงไปถึง 7-14 บาทต่อลิตรนั้นสูงกว่าปกติมาก การลดราคาหน้าโรงกลั่นจึงทำได้โดยที่โรงกลั่นยังไม่ถึงขั้นขาดทุน แต่เป็นการลดกำไรส่วนเกินลง

มาตรการล่าสุด (24 เม.ย. 2569): คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้ ลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร (โดยแบ่งเป็นช่วงเวลา) เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาลดราคาหน้าปั๊มและอีกส่วนช่วยพยุงฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบอยู่

สรุปคือ ที่ผ่านมามักเป็นการเจรจาขอให้โรงกลั่นบริจาคเงินเข้ากองทุนซึ่งทำได้ยากและไม่ยั่งยืน แต่ครั้งนี้เป็นการ ใช้อำนาจกฎหมายสั่งปรับโครงสร้างราคา โดยอ้างอิงจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติของตลาดโลก

อันนี้ต้องขอบคุณภาคประชาชน และรัฐมนตรีขิง และเป็นการตีแสกหน้าพวกนักวิชาการและข้าราชการอวยทุนพลังงานทั้งหลาย ที่พยามออกมาสร้างความชอบธรรมให้กับโครงสร้างราคานํ้ามันที่บิดเบือนและเอาเปรียบคนไทยมาตลอด 

https://www.facebook.com/share/p/1E5capD83F/?mibextid=wwXIfr

Krungsri Finnovate ลุยลงทุน!! ครบรอบ 9 ปี ขับเคลื่อนสตาร์ทอัพไทย ตั้งเป้ารุก Mega Trends AI และ FinTech ขยายการลงทุนผ่านกอง Finno Efra เร่ง Synergy กับธุรกิจกรุงศรีระดับภูมิภาค

"Krungsri Finnovate" ครบรอบ 9 ปี ประกาศทิศทางปี 2569 ภายใต้แนวคิด "Catalyzing Startup Growth for Thailand’s Future" เดินหน้าขยายการลงทุนผ่าน Finno Efra พร้อมเร่ง Synergy กับธุรกิจกรุงศรี

Krungsri Finnovate หน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) ภายใต้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประกาศทิศทางการดำเนินงานปี 2569 ภายใต้แนวคิด "Catalyzing Startup Growth for Thailand’s Future" โดยมุ่งขยายบทบาทการลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ทอัพผ่านความร่วมมือกับหน่วยธุรกิจของกรุงศรีและพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศไทยในระยะยาว
 
ขณะนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างของหลายอุตสาหกรรม ตลอดจนความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ องค์กรจำเป็นต้องปรับตัวเร็วขึ้น เปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ และมองหาความร่วมมือรูปแบบใหม่ ขณะเดียวกัน สตาร์ทอัพกำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยสามารถสร้างนวัตกรรมและโมเดลธุรกิจที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
 
"คุณปาลิดา อธิศพงศ์" Acting Managing Director ของ Krungsri Finnovate กล่าวว่า "Krungsri Finnovate ในฐานะ Corporate Venture Capital ของกรุงศรี มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ ผ่านทั้งเงินลงทุน เครือข่ายธุรกิจ และโอกาสในการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถเติบโตได้เร็วขึ้น และขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคได้"
 
9 ปี แห่งการขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ทอัพและนวัตกรรมของประเทศไทย
ในปี 2569 นี้ ยังถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ Krungsri Finnovate ในโอกาสครบรอบ 9 ปีของการดำเนินงาน ในฐานะ Corporate Venture Capital ของกรุงศรี ที่มุ่งขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ทอัพและนวัตกรรมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Krungsri Finnovate ได้มีบทบาทในการสนับสนุนสตาร์ทอัพทั้งด้านการลงทุน การสร้างโอกาสทางธุรกิจ และการเชื่อมต่อกับองค์กรขนาดใหญ่ ผ่านการทำงานร่วมกับหน่วยธุรกิจของกรุงศรีและพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งสตาร์ทอัพและองค์กรในระบบนิเวศ
 
โอกาสครบรอบ 9 ปีในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการสะท้อนถึงความสำเร็จที่ผ่านมา แต่ยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Krungsri Finnovate ในการก้าวสู่บทบาทที่สำคัญยิ่งขึ้น ในการเป็น "กลไกขับเคลื่อนการเติบโตของสตาร์ทอัพไทยสู่ระดับภูมิภาค" และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศในระยะยาว
 
Catalyzing Startup Growth: 4 แนวทางการเสริมศักยภาพการเติบโตของสตาร์ทอัพ
Krungsri Finnovate กำหนดทิศทางปี 2569 ผ่าน 4 แนวทางการเสริมศักยภาพสำคัญ คือ
 
(1) การลงทุนในเทคโนโลยี Mega Trends ที่กำลังเปลี่ยนโลกธุรกิจ
Krungsri Finnovate มุ่งเสริมการลงทุนในสตาร์ทอัพที่อยู่ใน Mega Trends ของโลกเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจและบริการทางการเงิน ได้แก่
- Artificial Intelligence (AI) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ การวิเคราะห์ข้อมูล และการให้บริการแบบอัตโนมัติ
- Software as a Service (SaaS) ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงระบบซอฟต์แวร์ขั้นสูงได้โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอง
- FinTech และ Digital Infrastructure ที่ช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินดิจิทัล
 
นอกจากนี้ Krungsri Finnovate ยังมีแผนขยายการลงทุนไปยังสตาร์ทอัพในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เพื่อเสริมโอกาสให้พอร์ตการลงทุนสามารถเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น และสร้างโอกาสในการเติบโตในระดับภูมิภาค
 
(2) การเติบโตผ่าน Corporate Synergy กับกรุงศรี
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ Krungsri Finnovate คือการเชื่อมต่อสตาร์ทอัพกับหน่วยธุรกิจของกรุงศรี เพื่อ เสริมการเติบโตผ่าน Corporate Synergy ที่ช่วยให้เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้จริงในภาคธุรกิจ
 
สตาร์ทอัพสามารถเริ่มต้นจากการทดลองใช้เทคโนโลยีผ่าน Proof of Concept (POC) กับหน่วยธุรกิจของธนาคาร ก่อนขยายไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กร แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
(3) ความแข็งแกร่งของผู้ก่อตั้งและระบบนิเวศสตาร์ทอัพ
Krungsri Finnovate ยังเดินหน้า เสริมความแข็งแกร่งของผู้ก่อตั้งและระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Accelerator Programs, Startup Bootcamp, Founder Development Programs รวมถึงความร่วมมือกับ Venture Capital และพันธมิตรในอุตสาหกรรม ซึ่งโครงการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถพัฒนาธุรกิจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการขยายตลาดในระดับภูมิภาค
 
(4) ธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน (Governance & Transparency)
Krungsri Finnovate ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) และความโปร่งใสในทุกมิติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งสตาร์ทอัพ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ
 
ในด้านการลงทุน Krungsri Finnovate มีกระบวนการพิจารณาการลงทุน (Investment Process) ที่เป็นระบบและมีมาตรฐาน โดยครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกสตาร์ทอัพ การทำ Due Diligence อย่างรอบด้าน ไปจนถึงการพิจารณาโดยคณะกรรมการบริษัทหรือคณะกรรมการลงทุน (Investment Committee) เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนเป็นไปอย่างเหมาะสม โปร่งใส และสอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร
 
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดแนวทางการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และการกำกับดูแลการดำเนินงานของพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถติดตามผลลัพธ์และสร้างมูลค่าได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
 
Krungsri Finnovate ยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพ โดยมีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือก การพัฒนาโครงการ ไปจนถึงโอกาสในการทำงานร่วมกับหน่วยธุรกิจของธนาคาร เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจน และลดความไม่แน่นอนในกระบวนการทำงานร่วมกัน
 
แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Krungsri Finnovate ในการเป็น Corporate Venture Capital ที่ไม่เพียงสนับสนุนเงินทุน แต่ยังดำเนินงานด้วยความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และยึดมั่นในมาตรฐานระดับสากล
 
กรุงศรีสนับสนุนโครงสร้างเทคโนโลยี เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพเติบโต
ด้าน "คุณรถพร เอกบุตร" Head of Digital and Innovation Group ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "กรุงศรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านแอปพลิเคชัน โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มดิจิทัลของธนาคาร เพื่อยกระดับประสบการณ์ทางการเงินของลูกค้า"
 
"สตาร์ทอัพจึงเป็นพันธมิตรสำคัญที่ช่วยเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านความร่วมมือกับ Krungsri Finnovate ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อสตาร์ทอัพกับหน่วยธุรกิจของธนาคาร เพื่อให้เกิดการทดลองและนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในองค์กร"
 
เดินหน้าลงทุนผ่านกอง Finno Efra Private Equity Trust
Krungsri Finnovate ยังเดินหน้าขยายการลงทุนผ่านกอง Finno Efra Private Equity Trust ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนในสตาร์ทอัพในช่วงการเติบโตตอนต้น (Pre-Series A) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างธุรกิจที่สามารถขยายตัวในระดับภูมิภาคได้
 
สตาร์ทอัพที่ได้รับการพิจารณาการลงทุนผ่านกองดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ผ่านการพัฒนาและคัดเลือกจากโครงการ Finno Efra Accelerator และโปรแกรมพัฒนาสตาร์ทอัพของ Krungsri Finnovate ซึ่งช่วยให้ทีมผู้ก่อตั้งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกับองค์กรธุรกิจ และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการลงทุน
 
ในปี 2569 Krungsri Finnovate มีแผนลงทุนผ่านกองทุนดังกล่าวรวม 5 บริษัท โดยปัจจุบันมี 2 ดีลแรกที่อยู่ระหว่างกระบวนการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมในระยะต่อไป พร้อมเดินหน้าสู่ทศวรรษถัดไปด้วยบทบาทของ "Ecosystem Builder" ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค
 
"Krungsri Finnovate ต้องการเป็นนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยสนับสนุนสตาร์ทอัพ เร่งการเติบโต ให้สามารถขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคได้ เราเชื่อว่าการสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศไทยในอนาคตได้" คุณปาลิดา อธิศพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

ลดจริงหรือหลอกให้ซื้อ? จากคำว่า ‘ลด’ สู่การจ่ายเกินจำเป็น รู้ทันกับดักความคุ้มยุคช้อปออนไลน์ นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชี้ปัจจัย ชวนตั้งคำถามก่อนกด "ซื้อ"

ลดราคา หรือหลอกให้ซื้อ? เมื่อความคุ้มอาจไม่คุ้มอย่างที่คิด

ในวันที่เราคิดว่าประหยัดขึ้นจากการซื้อของลดราคา ความจริงอาจเป็นวันที่เราใช้เงินเก่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะทันทีที่มีคำว่า “ลด” เข้ามาอยู่ในสมการ เราจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า “คุ้มไหม” แทนการถามว่า “จำเป็นไหม” ทั้งที่บางครั้งเราไม่เคยอยากได้ของสิ่งนั้นตั้งแต่แรก เคทีซีมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการใช้เงินที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความต้องการ แต่ขับเคลื่อนด้วยคำว่าเสียดาย

ข้อมูลจาก ShopeePay ระบุว่า ยอดการชำระเงินผ่าน AirPay บน Shopee เพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า ภายใน 1 ชั่วโมงแรกของแคมเปญ 12.12 Birthday Sale เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ

กลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจนี้ คือ “Anchoring Effect” ที่ทำให้สมองยึดราคาเดิมเป็นจุดอ้างอิงในการประเมินความคุ้มค่า เช่น จาก 1,990 บาท เหลือ 590 บาท เราจะรู้สึกว่ามันถูกลงมาก ทั้งที่ในความจริง เราอาจไม่เคยคิดจะซื้อของชิ้นนี้ที่ราคา 1,990 บาทเลยด้วยซ้ำ สอดคล้องกับ แดเนียล คาห์เนแมน นักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้บุกเบิกแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ที่อธิบายว่า การตัดสินใจของมนุษย์มักถูกอิทธิพลจากจุดอ้างอิงตั้งต้น (anchor) ทำให้การประเมินความคุ้มค่าในสถานการณ์จริง อาจเบี่ยงเบนไปจากเหตุผลที่ควรจะเป็น

Anchoring Effect จึงเป็นกลไกหนึ่งที่ส่งผลให้เรายอมซื้อของที่ไม่ใช่ตัวเรา เราอาจไม่ได้ชอบสีนั้น ไม่ได้ตั้งใจจะหาของชิ้นนั้น หรือไม่ได้มีแผนจะใช้มันเลย แต่เมื่อรวมกับส่วนลดที่ทำให้เรารู้สึกคุ้ม การซื้อจึงเกิดได้ง่ายและไวขึ้น จนหลายครั้งเราไม่ทันได้หยุดถามตัวเองว่าจำเป็นกับชีวิตจริงไหม และสุดท้ายของเหล่านั้นก็มักจบอยู่ในมุมห้องมากกว่าถูกใช้งานจริง แต่ถ้ายังอยากให้ส่วนลดเป็นความคุ้มจริงไม่ใช่แค่ความรู้สึก อาจลองถามตัวเอง 3 ข้อก่อนซื้อว่า

  1. “ถ้าไม่ลดราคา ยังซื้อไหม” เพื่อแยกความอยากได้สำหรับใช้งานจริงออกจากความอยากได้เพราะส่วนลด
  2.  “ของนี้จะถูกใช้เมื่อไร” เพราะของที่จำเป็นจริง มักมีช่วงเวลาที่ต้องใช้งานอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่รู้สึกว่ามีไว้ก็ดี
  3.  “ถ้าไม่ซื้อ จะเสียอะไร” เพื่อให้รู้ว่าเรากำลังตัดสินใจจากความจำเป็น หรือจากความรู้สึกเสียดาย

บางครั้งหากลองตัดคำว่า “ลด” ออกจากสมการ คำตอบที่ได้จะบอกเราทันทีว่าเรากำลังจะซื้อด้วยเหตุผลอะไร เพราะส่วนลดไม่เคยทำให้ของชิ้นนั้นจำเป็นขึ้น และของที่ไม่ได้ใช้ ต่อให้ราคาถูกแค่ไหน ก็ยังแพงอยู่ดี

ออกข่าวในนาม :   สื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บมจ.บัตรกรุงไทย

เพิ่มเติม : เจนจิต ลัดพลี             โทรศัพท์ 02 828 5736 

              ภารดี เทศรัตนวงศ์     โทรศัพท์ 02 828 5049

              ชนิกานต์  กำเนิด       โทรศัพท์ 02 828 5402

อีเมล : [email protected]

เริ่มต้นอนาคตที่ไทย!! Chery, OMODA & JAECOO เปิดบทใหม่ในไทย ด้วยโรงงาน NEV และแผนลงทุนระยะยาว หนุนเทคโนโลยีขับเคลื่อนยุคใหม่ เดินหน้าผลิต 8 หมื่นคันต่อปีใน 5 ปี

Chery Group, OMODA & JAECOO Thailand
พิธีเปิดโรงงาน NEV ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
“The Future Starts Here” ก้าวสำคัญของการผลิตในประเทศ เทคโนโลยีการขับเคลื่อนแห่งอนาคต และการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย

ประเทศไทย, 21 เมษายน 2569 — Chery Group ร่วมกับ OMODA & JAECOO ประเทศไทย จัดพิธีเฉลิมฉลองการเปิดโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “The Future Starts Here” ตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์ด้านการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้ และการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนภาครัฐ พันธมิตรทางธุรกิจ สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดโรงงานผลิตในประเทศไทยของ Chery Group ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์ด้านการผลิตในประเทศ (Localization) และวิสัยทัศน์ระยะยาวในการขับเคลื่อนอนาคตของการเดินทางในประเทศไทย

นายเฉิน ชุนชิง (Mr.Chen Chunqing) รองประธานบริหาร CHERY International กล่าวว่า “ในวันนี้ ผมขอยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทในการสร้างมาตรฐานการผลิตระดับโลก การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในระดับโลก”

Chery Group ยังคงเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ด้วยเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนา 8 แห่ง ฐานการผลิต 19 แห่ง พันธมิตรซัพพลายเออร์ระดับนานาชาติกว่า 300 ราย และเครือข่ายการขายและบริการมากกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Chery กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายแรกที่มียอดส่งออกรวมสะสมทะลุ 6 ล้านคัน และมียอดส่งออกเกิน 100,000 คันต่อเดือนต่อเนื่อง 11 เดือน ขณะที่เดือนมีนาคมมียอดส่งออก 148,777 คัน เติบโต 72% เมื่อเทียบกับปีก่อน

การขยายตัวในระดับสากลยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในยุโรป Chery Group ได้ดำเนินธุรกิจมากกว่า 18 ประเทศ และในตลาดพวงมาลัยขวาทั่วโลก ครอบคลุม 14 ประเทศ พร้อมสัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีการดำเนินธุรกิจผ่าน 3 แบรนด์ ได้แก่OMODA & JAECOO, ตามด้วย CHERY และล่าสุดคือ LEPAS สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพระยะยาวของตลาดไทย ในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ปี 2569 CHERY, OMODA & JAECOO สามารถคว้าอันดับ 1 ด้านยอดจองในกลุ่มแบรนด์ยานยนต์สัญชาติจีน สะท้อนถึงโมเมนตัมทางการตลาดที่แข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อผลิตภัณฑ์และทิศทางของแบรนด์ในประเทศไทย

โรงงาน NEV ในประเทศไทยได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึงกระบวนการเชื่อมตัวถังอะลูมิเนียม และได้เริ่มเข้าสู่ระยะการผลิตแล้ว โดยในแผนระยะ 5 ปี (2569–2573) Chery Group ตั้งเป้ากำลังการผลิตที่ 80,000 คันต่อปี ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์สำหรับการเติบโตในภูมิภาค

นายเซดริก ซุย (Mr. Cedric Cui) ประธาน Chery Group (ประเทศไทย) กล่าวว่า “สิ่งที่เราต้องการสื่อสารในประเทศไทยนั้นชัดเจน คือความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เราไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อผลิตหรือจำหน่ายรถยนต์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในทุกมิติ ตั้งแต่ความพร้อมของอะไหล่ คุณภาพการบริการ การดูแลลูกค้า ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทย”

แผนการดำเนินงานในประเทศไทยจะขับเคลื่อนผ่านพอร์ตโฟลิโอของทั้ง 3 แบรนด์ โดย CHERY จะเน้นกลุ่มครอบครัวผ่านผลิตภัณฑ์ BEV และ PHEV ขณะที่ OMODA และ JAECOO จะสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ที่โดดเด่นในด้านนวัตกรรมครอสโอเวอร์และไลฟ์สไตล์เอาต์ดอร์ ส่วน LEPAS จะนำเสนอแนวคิด “Elegant Mobility Life” เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศการเดินทางที่หลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการผลิต Chery Group ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับบริการหลังการขายภายใต้แนวคิด “Here to Care” โดยตั้งเป้าขยายเครือข่ายบริการเป็น 210 โชว์รูมภายในปีนี้ พร้อมพัฒนาศักยภาพช่างเทคนิคให้ผ่านการรับรอง 100% และตั้งเป้าประสิทธิภาพด้านอะไหล่และบริการในระดับสูง
ภายใต้แนวคิด “Here to Stay” กลุ่มบริษัทยังลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผ่านโครงการพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรม xEV ครอบคลุมทั้งนักเรียนอาชีวศึกษา นักศึกษา บุคลากรในสายงาน และคนรุ่นใหม่ในอนาคต

นอกจากนี้ Chery Group ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ AHRDA เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ โดยมีกำหนดลงนามความร่วมมือด้านทักษะ NEV ในเดือนพฤษภาคม 2569 รวมถึงการลงนามความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคระยอง และวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี เพื่อเสริมสร้างบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของประเทศไทย ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นต่อสังคมไทย รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรกภายใต้แบรนด์ CHERY และ OMODA & JAECOO จะถูกส่งมอบให้แก่สภากาชาดไทย สะท้อนแนวคิดที่ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมควรเติบโตควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้สังคม การเปิดโรงงาน NEV ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งนี้ นับเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของ Chery Group, OMODA & JAECOO ในด้านการผลิตภายในประเทศ นวัตกรรม และความร่วมมือระยะยาวกับประเทศไทย
The Future Starts Here

“ไบรท์ตัน” ลุยลงทุน!! ติดอันดับโรงเรียนชั้นนำ หนึ่งในสองไทยติดระดับโลก ครบ 10 ปี ฉลองแผนใหญ่ ผลักดันคุณภาพครบด้าน

Brighton College Bangkok ได้รับการจัดอันดับ Top 100

โดย Spear's School Index 2026 หนึ่งในสองโรงเรียนในไทยที่ติดอันดับระดับโลก

โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการจัดอันดับใน Spear’s Schools Index 2026 ให้เป็นหนึ่งใน 100 โรงเรียนเอกชนชั้นนำของโลก และเป็นหนึ่งในเพียง 2 โรงเรียนในประเทศไทยที่ได้รับเกียรตินี้

Spear’s Schools Index เป็นการประเมินคุณภาพโรงเรียนเอกชนที่เข้มงวดและได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยพิจารณาจากความโดดเด่นทั้งผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ การดูแลนักเรียน กิจกรรมนอกหลักสูตร และโอกาสที่โรงเรียนมอบให้กับนักเรียน การได้รับการจัดอันดับเทียบชั้นสถาบันที่มีประวัติยาวนานหลายศตวรรษ และในฐานะโรงเรียนที่กำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สอง ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐานของโรงเรียน

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของโรงเรียนไม่ได้วัดเพียงแค่จำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังเติบโตในด้านอัตลักษณ์ วิสัยทัศน์ และชื่อเสียงอย่างต่อเนื่อง

3 ปีแห่งรางวัลและเกียรติยศ ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นจากนักเรียนเป็นสำคัญ ซึ่งความใฝ่รู้ ความมุ่งมั่น และพลังของพวกเขา คือหัวใจของทุกสิ่งที่โรงเรียนยึดถือ รวมถึงคณะครูและบุคลากรผู้เปี่ยมด้วยคุณภาพ ที่ทุ่มเทและใส่ใจในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนทุกคน ขอขอบคุณผู้ปกครองและชาวชุมชนไบรท์ตันที่มอบความไว้วางใจและความร่วมมือ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมให้โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ เป็นอย่างที่เป็นในปัจจุบัน

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ British International School of the Year, Best International School in Thailand และล่าสุด Spear’s Top 100 Schools Worldwide รางวัลเหล่านี้สะท้อนถึงพัฒนาการที่เติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง สู่การเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โรงเรียนขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแห่งความสำเร็จนี้

การพัฒนาปรับปรุงครั้งสำคัญ ฉลองครบรอบ 10 ปี ไบรท์ตัน คอลเลจ

เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ โรงเรียนมีความภาคภูมิใจในการประกาศแผนการลงทุนครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งมา ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล ครอบคลุมทุกมิติของชีวิตและการเรียนรู้ของนักเรียน

การพัฒนาครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของโรงเรียนในการยกระดับมาตรฐานความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม และการศึกษาที่รอบด้าน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมระดับโลกที่ส่งเสริมความใฝ่รู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความมีน้ำใจ

หนึ่งในจุดเด่นของโครงการคือการสร้างลู่วิ่งกรีฑาสีน้ำเงินขนาดมาตรฐานโอลิมปิก ซึ่งจะมอบสภาพแวดล้อมระดับมืออาชีพให้นักเรียนได้ฝึกซ้อม แข่งขัน และพัฒนาความรักในกีฬาตลอดชีวิต พร้อมยกระดับความโดดเด่นด้านกีฬาของโรงเรียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับระดับ Early Years โรงเรียนได้พัฒนาห้อง Sensory Room ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนในช่วงวัยเริ่มต้น โดยเป็นพื้นที่ที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย กระตุ้นพัฒนาการ และส่งเสริมสุขภาวะรวมถึงการควบคุมอารมณ์ ขณะเดียวกันระดับ Prep School จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับปรุงห้องสมุดครั้งใหญ่ให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีชีวิตชีวา เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้อย่างอิสระ อีกทั้งการติดตั้งอุปกรณ์การเล่นใหม่สำหรับระดับ Key Stage 2 จะช่วยเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน ส่งเสริมการเล่นอย่างสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และจินตนาการของนักเรียน

มาตรฐานความเป็นเลิศครบทุกด้านการพัฒนาด้านวิชาการจะได้รับการยกระดับอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องเรียน และห้องคอมพิวเตอร์เฉพาะทาง เพื่อให้นักเรียนพร้อมก้าวสู่โลกแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์

ความยั่งยืนและสุขภาวะของนักเรียนเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนครั้งนี้ โดยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มเติมสะท้อนถึงความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน ขณะเดียวกัน ระบบกรองอากาศแบบ Positive Pressure ที่ทันสมัยจะช่วยยกระดับคุณภาพอากาศทั่วทั้งโรงเรียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ดีต่อสุขภาพ ในระดับ Senior School การสร้างห้อง House ใหม่จะช่วยเสริมสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและความผูกพันในชุมชนโรงเรียน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอัตลักษณ์ของโรงเรียน พร้อมกันนี้ การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกของฝ่าย Drama และ Music รวมถึงอุปกรณ์และทรัพยากรใหม่ จะช่วยยกระดับด้าน Performing Arts เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

การพัฒนาครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาว ที่ไม่เพียงเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา แต่ยังเป็นการลงทุนอย่างมั่นคงเพื่ออนาคต โดยโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ก้าวสู่ทศวรรษที่สองด้วยความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านการศึกษานานาชาติในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย และสร้างสภาพแวดล้อมที่นักเรียนทุกคนสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

ขอเชิญผู้ปกครองเข้าร่วมงาน Open House ครั้งถัดไปของโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ [email protected]

“มาห์เล” โชว์ความแข็งแกร่ง!! ปิดงบปี 2568 ด้วยกำไรที่ดีขึ้น ท่ามกลางตลาดผันผวน ยอดขาย 11,300 ล้านยูโร ลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรสุทธิพุ่ง ขณะที่หนี้สินลดฮวบ เน้นนวัตกรรม EV และปรับโครงสร้างองค์กรต่อเนื่อง

มาห์เลเผยผลการดำเนินงานปี 2568 ปรับตัวดีขึ้น แม้เผชิญความท้าทาย

กลุ่มบริษัทสามารถทำกำไรได้ แม้เผชิญปัจจัยท้าทายและมีรายจ่ายสูงจากการปรับโครงสร้างองค์กร

-ยอดขายลดลงมาอยู่ที่ 11,300 ล้านยูโร จากผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการถอนการลงทุนบางส่วน

-ผลิตภาพ กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว และส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ในขณะที่หนี้สินสุทธิลดลง และสภาพคล่องมั่นคง

-อาร์นด์ ฟรานซ์ ซีอีโอ กล่าวว่า “มาห์เลกำลังมุ่งหน้าสู่การเติบโตอย่างมีกำไร”

-โครงสร้างใหม่ของกลุ่มบริษัทเริ่มสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยการเสริมแกร่งระดับภูมิภาคช่วยเร่งการดำเนินงาน ขณะที่การเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในธุรกิจการจัดการความร้อนเสร็จสมบูรณ์แล้ว

-กลยุทธ์ MAHLE 2030+ ดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ด้วยการมุ่งเน้นนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การจัดการความร้อน และจุดแข็งด้านเครื่องยนต์สันดาปภายใน

-นวัตกรรมได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนสิทธิบัตรและรายงานการประดิษฐ์ราว 860 รายการ และการคงสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาที่ 5.4%

-ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยังคงผันผวนและคาดการณ์ยาก มาห์เลจะเดินหน้าปรับตัวโดยให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขัน

มาห์เล (MAHLE) กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีจากเยอรมนี ปิดงบการเงินปี 2568 ด้วยผลกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น แม้เผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการผลักดันกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยกลุ่มบริษัทมียอดขายรวมอยู่ที่ 11,300 ล้านยูโร ส่วนยอดขายปกติ (organic sales) ซึ่งปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและการนําบริษัทย่อยออกจากงบการเงินรวมแล้ว เติบโต 0.6% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted EBIT) เพิ่มขึ้นเป็น 442 ล้านยูโร และอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted EBIT margin) ปรับตัวขึ้นเป็น 3.9%

มาห์เลมีหนี้สินสุทธิลดลงและส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กลุ่มบริษัทสามารถทำกำไรสุทธิในปีงบการเงิน 2568 ซึ่งเป็นการยืนยันความสำเร็จของการพลิกฟื้นการดำเนินงานที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2566 และเร่งเดินหน้าในปี 2567 แม้สภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยและกลุ่มบริษัทมีประมาณการหนี้สินจากการปรับโครงสร้างเป็นจำนวนมากก็ตาม ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ MAHLE 2030+ ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การจัดการความร้อน และความเป็นผู้นำด้านเครื่องยนต์สันดาปภายใน ยังคงสร้างผลลัพธ์ได้อย่างต่อเนื่อง

การคงสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาที่ระดับ 5.4% รวมทั้งจำนวนสิทธิบัตรและรายงานการประดิษฐ์ที่ประมาณ 860 รายการ สะท้อนให้เห็นว่า มาห์เลยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง “มาห์เลกำลังมุ่งหน้าสู่การเติบโตอย่างมีกำไร” อาร์นด์ ฟรานซ์ (Arnd Franz) ประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอ กล่าวในการแถลงข่าวประจำปี ณ เมืองชตุทท์การ์ท “ความทุ่มเทของเราเห็นผลแล้ว และความสำเร็จนี้สามารถวัดผลได้จริง” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากความผันผวนที่ยังคงมีอยู่ มาห์เลจะเดินหน้าปรับธุรกิจให้สอดรับกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ “Back on Track” โดยให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขัน 

พัฒนาการและความท้าทายของตลาด

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น ตลาดที่ซบเซา และการแข่งขันที่รุนแรงโดยเฉพาะจากจีน ส่งผลให้ปี 2568 เป็นอีกปีที่ท้าทาย มาห์เลจึงได้ปรับโครงสร้างองค์กรให้เกิดความคล่องตัว ปรับพอร์ตธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนรวมฐานการผลิต และปรับลดกำลังการผลิต โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ

ตลาดขาลงและอัตราแลกเปลี่ยนส่งผลกระทบต่อยอดขาย

ยอดขายได้รับผลกระทบจากความต้องการของลูกค้าที่อ่อนแอลง ปริมาณการผลิตรถยนต์ที่ลดลงในยุโรปและอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะตลาดรถบรรทุกในสหรัฐอเมริกาที่ซบเซา และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในยุโรปที่ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี อัตราแลกเปลี่ยนคือปัจจัยใหญ่ที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อยอดขาย

ธุรกิจระบบส่งกำลังและการชาร์จแบตเตอรี่ (Powertrain and Charging) มียอดขาย 3,900 ล้านยูโร เติบโต 1.9% หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว

ธุรกิจระบบความร้อนและของไหล (Thermal and Fluid Systems) มียอดขายในระดับเดียวกับปีก่อนหน้าที่ 6,100 ล้านยูโร หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและการรวมงบการเงินแล้ว

ธุรกิจอะไหล่และบริการ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นธุรกิจระบบขับเคลื่อนและวงจรชีวิตของยานยนต์ (Lifecycle and Mobility) มียอดขาย 1,200 ล้านยูโร เติบโต 1.7% หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว

ภูมิภาค: ตลาดที่เติบโตมีความสำคัญมากขึ้น

หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและการรวมงบการเงินแล้ว ยอดขายในยุโรปและจีนลดลง ในขณะที่ยอดขายในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอินเดียโตเร็วสุด ด้วยอัตราการเติบโตสูงกว่า 20% กำไรจากการดำเนินงานดีขึ้น หนี้สินสุทธิลดลง สภาพคล่องมั่นคง

กำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน มาตรการด้านราคา และการลดค่าใช้จ่ายเชิงโครงสร้าง ซึ่งช่วยชดเชยกำแพงภาษีที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มตามเงินเฟ้อ ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และปริมาณการขายที่ลดลง

ขณะที่ตัวเลข EBIT ได้รับผลกระทบเนื่องจากไม่มีรายได้พิเศษ (One-time gain) เหมือนปีงบการเงินก่อนหน้าซึ่งมีรายได้ 164 ล้านยูโรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วมทุน แบร์-เฮลล่า เทอร์โมคอนโทรล (Behr-Hella Thermocontrol: BHTC) ตลอดจนรายการพิเศษอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างองค์กร

ด้านหนี้สินสุทธิลดลง 136 ล้านยูโร มาอยู่ที่ 1,030 ล้านยูโร แม้กลุ่มบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ มาห์เล แบร์ (MAHLE Behr) ในขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 21.9% ขณะเดียวกัน ฐานทางการเงินของมาห์เลยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีการขยายเงินกู้ร่วม (Syndicated loan) จำนวน 1,200 ล้านยูโร ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2572 “นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าธนาคารต่าง ๆ เชื่อมั่นในกลยุทธ์และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของกลุ่มบริษัท วงเงินกู้นี้ช่วยให้เรามีความยืดหยุ่นทางการเงินและความมั่นคงในการวางแผนงาน” มาร์คุส คาพอน (Markus Kapaun) สมาชิกคณะกรรมการบริหารและซีเอฟโอของมาห์เล กล่าว “ด้วยกลยุทธ์ MAHLE 2030+ เรากำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และจะเดินหน้าตามแนวทางนี้อย่างต่อเนื่อง” รักษาความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นที่นวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและการจัดการความร้อน

มาห์เลลงทุน 607 ล้านยูโรในด้านการวิจัยและพัฒนา ด้วยแรงสนับสนุนจากวิศวกรราว 4,500 คน กลุ่มบริษัทได้ยื่นจดสิทธิบัตร 361 รายการ และรายงานการประดิษฐ์ 497 รายการ ซึ่งประมาณ 70% เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมดังกล่าว ได้แก่ ระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงดันสูงในตัว, โมดูลจัดการความร้อนที่มาพร้อมฮีทปั๊ม และพัดลมหมุนเหวี่ยงแบบไบโอนิกสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ มาห์เลยังขยายโซลูชันการจัดการความร้อนไปยังอุตสาหกรรมอื่น เช่น ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบติดตั้งอยู่กับที่ และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จระดับเมกะวัตต์

คำสั่งซื้อใหม่ยังมีเสถียรภาพ แต่ยอดสั่งซื้อนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ายังต่ำกว่าคาด

คำสั่งซื้อใหม่ในปี 2568 คิดเป็นยอดขายเฉลี่ยต่อปีที่ 1,900 ล้านยูโร โดยส่วนใหญ่มาจากระบบขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง, ระบบจัดการความร้อน, ระบบหล่อเย็น, ระบบนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ใหม่, คอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายใน อย่างไรก็ดี แม้ผลิตภัณฑ์สำหรับเครื่องยนต์สันดาปมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้น แต่นวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ายังได้รับคำสั่งซื้อต่ำกว่าคาดการณ์ เนื่องจากความต้องการรถยนต์ EV ที่อ่อนแอโดยเฉพาะในยุโรป ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรง และนโยบายทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงในสหรัฐฯ เติบโตผ่านการกระจายการลงทุนและการขยายธุรกิจด้านใหม่ ๆ

มาห์เลกำลังกระจายการลงทุนทั้งในด้านเทคโนโลยี ตลาด และรูปแบบการใช้งาน โดยขยายจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไปยังภาคส่วนอื่น เช่น ระบบกักเก็บพลังงานแบบติดตั้งอยู่กับที่ โลจิสติกส์ การเดินเรือ เหมืองแร่ ระบบราง และการป้องกันประเทศ กิจกรรมทางธุรกิจนอกอุตสาหกรรมยานยนต์ถูกปรับโครงสร้างใหม่เป็นหน่วยโซลูชันอุตสาหกรรมและโซลูชันพิเศษ (Industrial and Special Solutions) ภายใต้กลุ่มงานขาย (Group Sales) โดยมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการชาร์จระดับเมกะวัตต์ การระบายความร้อนศูนย์ข้อมูล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง การระบายความร้อนชิป ระบบไฮดรอลิก และเทคโนโลยีด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ การรวมธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันสูง ขณะที่การปรับตัวยังเป็นภารกิจหลัก

มาห์เลเดินหน้าปรับเปลี่ยนเครือข่ายการผลิตทั่วโลกในปี 2568 ด้วยการปิดฐานการผลิต การถอนการลงทุน และการลดกำลังคน โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ ส่งผลให้จำนวนพนักงานทั่วโลกลดลง 3,466 คน มาอยู่ที่ 64,242 คน ทั้งนี้ บริษัทจะเดินหน้าลดต้นทุนด้านการบริหารและการพัฒนาต่อไป ขณะที่คาดว่าแรงกดดันที่มีต่อการรวมธุรกิจในยุโรปจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอาร์นด์ ฟรานซ์ ซีอีโอ กล่าวว่า “การตัดสินใจทางการเมืองในสหภาพยุโรปส่งผลโดยตรงต่อการรวมธุรกิจ” พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดกว้างทางเทคโนโลยีและการผลักดันกฎระเบียบด้าน CO₂ ที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจ เพื่อปกป้องการลงทุน ฐานการผลิต และการจ้างงานในยุโรป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top