Tuesday, 14 July 2026
COMPETITION

พลังงานไทยไม่สะดุด!! น้ำมันโลกผันผวนหนัก พุ่งกว่า 6% หลังตะวันออกกลางระอุ กระทรวงพลังงานเผยไทยสำรองใช้ได้ 114 วัน ไทยเผยสต๊อกยังมั่นคง

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 21 เมษายน 2569

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะสิ้นสุดลง หลังจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เข้ายึดเรือสินค้าของอิหร่านในอ่าวโอมานฐานฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม ทำให้อิหร่านประณามพร้อมขู่ตอบโต้และประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซ LNG ทั่วโลกหยุดชะงัก ขณะเดียวกัน การเจรจาสันติภาพรอบที่สองที่ปากีสถานยังคงมีความไม่แน่นอน แม้สหรัฐฯ จะแสดงความมั่นใจและเตรียมส่งรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เข้าร่วม รวมถึงอิหร่านระบุว่ากำลังพิจารณาเข้าร่วมเจรจาด้วยท่าทีเชิงบวก แต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านหากปฏิเสธข้อตกลง ความผันผวนนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเมื่อวันจันทร์ (20 เม.ย.) ปิดพุ่งสูงขึ้นกว่า 6% ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยในการซื้อขายช่วงเช้าฝั่งเอเชียในวันอังคาร (21 เม.ย.) จากความหวังที่การเจรจาอาจเดินหน้าต่อได้ โดยภาพรวมราคาปิดตลาด (20 เม.ย. 69) สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดพุ่ง 5.76 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 89.61 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบ Brent ปรับเพิ่ม 5.10 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 95.48 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Dubai ปรับลดลง 3.70 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 98.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาทิศทางการเจรจาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ก่อนกำหนด อาจนำไปสู่วิกฤตด้านอุปทานพลังงานที่รุนแรงยิ่งขึ้น

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 21 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 114 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 26 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 40 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 23 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 19 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.10 ล้านลิตร และจำหน่าย 51.65 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกกลุ่มดีเซลลดลง 1.20 บาทต่อลิตร ราคาน้ำมันดีเซล B7 ต่อลิตรจึงปรับลดลงเป็น 41.70 บาท น้ำมันดีเซล B20 เป็น 34.70 บาท ส่วนราคากลุ่มน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอลยังคงเดิม โดยราคาแก๊สโซฮอล E20 ต่อลิตรอยู่ 35.45 บาท แก๊สโซฮอล 95 ที่ 42.45 บาท และแก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.66 - 87.06 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 41.70 บาทต่อลิตร ขณะที่ อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.25 – 117.76 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 21 เมษายน 2569 ติดลบ 62,086.03 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 101.11 ล้านบาท

EEC ยกระดับอาหาร งานสีสันตะวันออกปี 69 จัดใหญ่ พัทยากลาง 1-4 พ.ค. ร้านค้าท้องถิ่น 120 กว่าร้าน แฟชั่นอาหารผสานศิลป์และเสียงเพลง

“สีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15: EEC The Food Runway”

ยกระดับเทศกาลอาหารสู่รันเวย์แห่งความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นท่องเที่ยวภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเตรียมกลับมาคึกคักอีกครั้ง กับการจัดงาน “สีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15: EEC The Food Runway” ระหว่างวันที่ 1 – 4 พฤษภาคม 2569 ณ ถนนเลียบชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี โดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ต่อยอดความสำเร็จ สู่ประสบการณ์รูปแบบใหม่

การจัดงานในปีนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานในปีที่ผ่านมา พร้อมนำเสนอแนวคิดใหม่ภายใต้ธีม “From Local Cuisine to Modern Culinary Fashion” “จากอาหารท้องถิ่น สู่อาหารแฟชั่นสุดทันสมัย” สะท้อนการนำ “ของดีท้องถิ่น” จากจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรามาต่อยอดสู่ประสบการณ์สร้างสรรค์ ที่ผสานอาหาร ศิลปะ แฟชั่น และความบันเทิงเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในยุคใหม่

ไฮไลต์กิจกรรมภายในงาน : 

ร้านอาหารและสินค้าท้องถิ่นกว่า 120 ร้านค้า จาก 3 จังหวัดภาคตะวันออก

การประกวด EEC Food Runway Contest (งานประกวด 2 พ.ค. 69)
เวทีสร้างสรรค์ที่นำอาหารขึ้นชื่อของแต่ละพื้นที่
มาถ่ายทอดเป็นชุดแฟชั่นบนรันเวย์ที่สามารถสวมใส่ได้จริง

มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังตลอด 4 วัน

1 พฤษภาคม 2569: YOURMOOD

2 พฤษภาคม 2569: HERS

3 พฤษภาคม 2569: ก้านตอง ทุ่งเงิน

4 พฤษภาคม 2569: ปลานิลเต็มบ้าน

บรรยากาศงานริมชายหาดพัทยากลาง ในรูปแบบ Night Festival

แล้วคุณ…จะเริ่มชิมร้านไหนก่อนดี?

พบกันที่ สีสันตะวันออก EEC The Food Runway พัทยากลาง 1 – 4 พฤษภาคม 2569

กับประสบการณ์ที่ “กินได้ ดูได้ และรู้สึกได้” บนรันเวย์แห่งรสชาติ

เปิดรับสมัครการประกวด EEC Food Runway Contest และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง  Facebook: สีสันตะวันออก

ค้นพบครั้งใหญ่!! ‘เอนี’ เจอแหล่งก๊าซใหม่นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย สำรองสูงกว่า 5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ค้นพบก๊าซใหญ่ใกล้แหล่งเดิม เร่งพัฒนาผลิตปี 2571 ดันกำลังผลิตขึ้นแตะ 2 พันล้านต่อวัน

เอนี (Eni) กลุ่มบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอิตาลี แถลงวันนี้ (20 เม.ย.) ว่า บริษัทได้ค้นพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ในแปลงสำรวจกานัล (Ganal) นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย โดยเบื้องต้นคาดว่า แหล่งดังกล่าวมีปริมาณสำรองก๊าซสูงถึง 5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และมีคอนเดนเสทอีกราว 300 ล้านบาร์เรล

แถลงการณ์ระบุว่า แหล่งก๊าซแห่งใหม่นี้พบที่หลุมสำรวจเกลีกา-1 (Geliga-1) ซึ่งขุดเจาะลึกลงไปราว 5,100 เมตร ในบริเวณที่มีระดับน้ำทะเลลึกประมาณ 2,000 เมตร โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ติดกับแหล่งก๊าซกูลา (Gula) ที่ค้นพบไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมีปริมาณก๊าซสำรองประเมินไว้ที่ 2 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

ขณะนี้ เอนีกำลังประเมินแนวทางเร่งรัดการพัฒนาโครงการ เนื่องจากพื้นที่ขุดเจาะอยู่ใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานเดิมและโครงการที่อยู่ในแผนงาน ซึ่งจะช่วยให้โครงข่ายเกื้อกูลกัน ทั้งยังร่นระยะเวลาในการส่งก๊าซออกจำหน่ายเชิงพาณิชย์ และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อช่วยเร่งรัดการพัฒนาโครงการนี้แล้ว โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถเริ่มผลิตได้ภายในปี 2571

บาห์ลิลระบุเพิ่มเติมว่า การค้นพบครั้งนี้อาจช่วยดันกำลังการผลิตก๊าซในอินโดนีเซียของเอนีให้เพิ่มขึ้นแตะ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตมาตรฐานต่อวันภายในปี 2571 จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิตราว 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตมาตรฐานต่อวัน

ที่มา :  สำนักข่าวอินโฟเควสท์

เกาหลีปั้นทริปฮีลใจ เทรนด์ Wellness Travel โตขึ้น พ็อตก็อตช่วยรีเซ็ตอารมณ์ได้จริง ปูซาน–คยองจูจุดหมายฮีลใจใหม่ ‘วิ่ง–เที่ยว’ ผสมสุขภาพและประสบการณ์

“พ็อตก็อต” ไม่ได้มีดีแค่ถ่ายรูป

เทรนด์ “เที่ยวฮีลใจ” ดันเกาหลีขึ้นลิสต์ปลายทางยอดนิยม

หลายคนอาจมองว่าการไปชม Cherry Blossom หรือ “พ็อตก็อต” (Beot-kkot) คือ “ทริปถ่ายรูป” แต่ในมุมของพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ การเดินทางลักษณะนี้กำลังสะท้อนเทรนด์ที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “Wellness Travel” หรือการท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ

งานวิจัยด้านจิตวิทยาระบุว่า สีโทนพาสเทลอย่างสีชมพูของพ็อตก็อต สามารถช่วยลดความเครียดและกระตุ้นความรู้สึกผ่อนคลายได้จริง ทำให้การเดินทางไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่เป็น “การรีเซ็ตอารมณ์” ในรูปแบบที่จับต้องได้ แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยที่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของประสบการณ์” มากขึ้น โดยเฉพาะทริปที่ผสานทั้งการท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และการใช้เวลาอยู่กับตัวเอง จาก “ดูดอกไม้” สู่ “ดูแลใจ”

หนึ่งในปลายทางที่สะท้อนเทรนด์นี้ได้ชัดคือ เมืองปูซานและคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงจุดชมพ็อตก็อตยอดนิยม แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ผสานทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และจังหวะชีวิตที่ช้าลง

ปูซาน: เมืองที่เติมพลังผ่านสีและจังหวะชีวิต

Gamcheon Culture Village (หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน) หมู่บ้านสีพาสเทลที่ตัดกับพ็อตก็อต ช่วยสร้างความรู้สึกสดใสและกระปรี้กระเปร่า เหมาะสำหรับการ “รีเซ็ตอารมณ์” อย่างรวดเร็ว

Maekdo Ecological Park (อุทยานเชิงนิเวศแมคโด) อุโมงค์ซากุระที่เงียบสงบ เหมาะกับการเดินช้า ๆ ปล่อยใจให้พักจากความเร่งรีบของชีวิตเมือง

คยองจู: ความสงบที่ทำให้เราอยู่กับตัวเองมากขึ้น

Daereungwon Tomb Complex (คอมเพล็กซ์สุสานโบราณแทรึงวอน) พื้นที่สีเขียวเรียบง่ายตัดกับพ็อตก็อต สะท้อนความงามของกาลเวลาและการใช้ชีวิตอย่างไม่เร่งรีบ

Bulguksa Temple (วัดพุลกุกซา) สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ให้ความรู้สึกสงบและมั่นคง เหมาะกับการพักใจ

Bomunho Lake (ทะเลสาบโพมุนโฮ) เส้นทางรอบทะเลสาบที่โอบล้อมด้วยพ็อตก็อต ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและลดความตึงเครียดได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“วิ่ง–เที่ยว–ฮีลใจ” เทรนด์ใหม่ของนักเดินทาง

ในช่วงเดียวกัน เมืองคยองจูยังเป็นเจ้าภาพงาน “Gyeongju Cherry Blossom Marathon” ที่ดึงดูดนักวิ่งจากทั่วโลก สะท้อนเทรนด์ “Active + Wellness Travel” ที่ผู้คนต้องการทั้งสุขภาพและประสบการณ์ในทริปเดียว การเดินทางจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพักผ่อน แต่กลายเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงทั้งร่างกาย จิตใจ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน สำหรับสายวิ่งในเดือนตุลาคมนี้เตรียมวางแผนสัมผัสสีสันของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีกับงานวิ่งนานาชาติที่ เกาะเจจู สาธารณรัฐเกาหลี

เมื่อการท่องเที่ยวคือการลงทุนกับความรู้สึก

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ “จุดหมายปลายทาง” ไม่ได้แข่งขันกันแค่ความสวยงาม แต่แข่งขันกันที่ “ความรู้สึก” ที่นักท่องเที่ยวได้รับกลับไป ผู้บริโภคยุคใหม่จึงยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่ช่วยให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการได้พักผ่อนอย่างแท้จริง การได้อยู่กับธรรมชาติ หรือการได้ใช้เวลากับตัวเองอย่างมีคุณภาพ

เคทีซีมองว่าเทรนด์ดังกล่าวจะยังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการเดินทางในรูปแบบที่ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มค่าและความหมายของประสบการณ์ เพื่อให้ทุกการเดินทางไม่ใช่แค่ “ไปให้ถึง” แต่เป็น “การได้กลับมารู้สึกดีอีกครั้ง”

รัฐบาลชง 4 แนวทางรับมือพลาสติก เร่งเจรจานำเข้าแนฟทาหลายแหล่ง หนุนลงทุนผลิตและรีไซเคิลพลาสติก เตือนราคาสินค้าพุ่งเท่าตัว ย้ำลดกักตุนควบคุมตลาดพลาสติก

ชงรัฐบาลเดินหน้า 4 แนวทาง รับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก ‘ระยะสั้น-ยาว’ ก่อนราคาสินค้าพุ่งเป็นเท่าตัว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผย สถานการณ์นำเข้า “แนฟทา” สำหรับใช้ “ผลิตเม็ดพลาสติก” ของไทยยังไม่แน่นอนสูง หลังปะทะตะวันออกกลางยังไม่ยุติ ชี้หากขาดแคลนกระทบราคาสินค้าพุ่งอีกเป็นเท่าตัว แนะรัฐเร่งเจรจาขอนำเข้าแนฟทาจาก “ซาอุฯ โอมาน อินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย” ทดแทน แก้ระยะสั้น ส่วนระยะยาว จับมือ BOI หนุนบริษัทต่างชาติมาลงทุนตั้งบริษัทผลิตพลาสติก - รีไซเคิลด้วยเทคโนโลยีใหม่คือทางออก

รศ. ดร.ปกรณ์ โอภาประกาสิต สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การนำเข้าแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกที่ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากการที่สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะยุติการสู้รบ รวมถึงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากกว่า 50% ของจำนวนทั้งหมด ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขเรื่องนี้ทั้งในระยะสั้น/ระยะเร่งด่วน และระยะยาวไปพร้อมกัน

รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับในระยะสั้น-ระยะเร่งด่วน ทางรัฐบาลต้องเร่งเจรจาเพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ให้มากขึ้น ทั้งจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ยังสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันดิบได้ เช่น ซาอุดีอาระเบียฝั่งตะวันตก และโอมาน ซึ่งสามารถใช้เส้นทางขนส่งฝั่งทะเลแดงแทนช่องแคบฮอร์มุซได้ รวมถึงประเทศอินเดีย หรือรัสเซียที่มีกำลังการผลิตสูง หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็ตาม ทว่า ทุกฝ่ายจำเป็นต้องเข้าใจด้วยว่าแม้จะจัดหาวัตถุดิบมาใช้ในการผลิตได้ แต่ราคาจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะน้ำมันดิบที่นำเข้าจากแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสูงขึ้นอยู่แล้ว ทั้งจากค่าพลังงานขนส่งจากระยะทางที่ไกลขึ้น ค่าประกันเรือที่สูงขึ้น ประกอบกับปัจจุบันทั่วโลกต้องการน้ำมันดิบและอาจจะต้องแย่งกัน

อีกทั้งแม้จะสามารถนำน้ำมันดิบเข้ามาได้ แต่หอกลั่น หรือเครื่องจักรที่ใช้ในการกลั่นแนฟทาจากน้ำมันดิบจำเป็นจะต้องมีการปรับแต่งเพิ่มเติม เพื่อรองรับกับการกลั่นน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ที่มีคุณภาพ และอัตราส่วนของสิ่งที่กลั่นออกมาได้ไม่เหมือนเดิม และจะกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของทางบริษัท เพราะหอกลั่น หรือเครื่องจักรในการกลั่นแนฟทาจะถูกปรับแต่งมาให้ใช้สำหรับวัตถุดิบจากพื้นที่หนึ่งๆ เท่านั้น ส่วนหากเครื่องจักรไม่สามารถปรับแต่งได้ก็ต้องหยุดการใช้งานชั่วคราว ซึ่งอันนี้ก็เสียหายหนักเลย

รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการเร่งนำเข้าน้ำมันดิบมาให้ได้แล้ว หลังจากมีการกลั่นเป็นแนฟทา และผ่านกระบวนการจนเป็นเม็ดพลาสติกแล้ว รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญให้ส่วนที่มีความจำเป็นได้นำไปใช้ก่อน เช่น การใช้ทำบรรจุภัณฑ์เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ หรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ เพราะหากเกิดการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ไม่เพียงแต่จะทำให้มีสิ่งเหล่านั้นน้อยลง แต่ราคาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทที่ผลิตเม็ดพลาสติกได้จะต้องหยุดชั่วคราว แต่ก็ต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร หรือค่าอะไรต่างๆ เหมือนเดิม ซึ่งหากหยุดไปชั่วคราวและจะกลับมาดำเนินการผลิตใหม่อีกครั้งรวมแล้วต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นหลักหลายสิบล้านบาท และความเสียหายเหล่านี้จะต้องถูกบวกไปกับราคาขายแน่นอน

“ทันทีที่เม็ดพลาสติกขาดแคลนราคาขายจะพุ่งขึ้นเลยอย่างน้อย 30 – 40% เพราะสต๊อกก็มีไม่เยอะ ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงกลางน้ำคือผู้ที่เอาเม็ดพลาสติกไปขึ้นรูปเป็นถุง หรือขวดต่างๆ ราคาขายก็จะเพิ่มสูงขึ้นบวกไปอีก 60 – 70% และกว่าจะมาถึงผู้บริโภคราคาจะอาจจะขึ้นจากเดิมมาถึงเท่าตัวเลยก็ได้ 100% และถ้ายิ่งมีการกักตุนสินค้าที่มีอยู่แล้ว จะยิ่งเห็นผลทันทีเลยอย่างรวดเร็ว แต่จริงๆ ตอนนี้รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหาส่วนนี้อยู่คือทำให้เม็ดพลาสติก กับผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นสินค้าควบคุมซึ่งก็น่าจะช่วยได้ แต่รัฐก็ต้องไปดูสต๊อกให้ได้ด้วย ไม่ให้เกิดการกักตุนและนำมาขายช่วงที่เกิดการขาดแคลนในราคาที่สูงเพื่อเอากำไร” รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนระยะยาว ทางรัฐบาล และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะต้องเจรจา และออกแบบมาตรการในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในการผลิตพลาสติกวิธีอื่นๆ นอกจากการใช้แนฟทาให้เข้ามาลงทุนในประเทศ เช่น เทคโนโลยีที่ทำให้อีเทน (Ethane) เปลี่ยนเป็นเอทิลีน (Ethylene) สำหรับใช้ผลิตเม็ดพลาสติก PE หรือเทคโนโลยีการผลิตพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ที่ใช้วัตถุดิบที่ได้จากการหมักบ่มน้ำตาล มันสำปะหลัง หรือข้าวโพดในการมาทำเป็นพลาสติก ที่สำคัญคือ ย่อยสลายได้ในสภาวะที่เหมาะสม โดยใช้เวลาประมาณ 6 เดือน - 1 ปี

นอกจากนี้ รัฐบาล และ BOI รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลพลาสติกให้มากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยนอกจากการรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling) ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิลเชิงเคมี (Chemical Recycling) ที่เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วที่ผสมกันหลายชนิดให้กลายไปเป็นสารตั้งต้นใหม่ในการผลิตพลาสติกคุณภาพสูงเทียบเท่ากับของใหม่ได้ หรือการใช้พลาสติกที่ผลิตจากฐานชีวภาพ (Bio-based) เช่น Bio-based PE ที่เป็นการผลิตจากเอทานอล ที่ได้จากการหมักบ่มมันสำปะหลัง หรือน้ำตาล ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แทนการนำมาผสมน้ำมันเป็นแก๊สโซฮอล์ ตลอดจนควรมีการสนับสนุนมาตรการทางภาษีให้พลาสติกรีไซเคิล หรือพลาสติกฐานชีวภาพสามารถขายได้ เพื่อให้เกิดการใช้และรีไซเคิลขยะพลาสติกในไทยที่มีถึง 2.7 ล้านตันต่อปี ซึ่งที่ผ่านมามีการรีไซเคิลได้เพียง 25% เท่านั้น เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลที่เหมาะสมในการดำเนินการ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลจำเป็นจะต้องเอาจริงเอาจังกับการส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักแยกขยะพลาสติกให้ถูกต้องมากขึ้นด้วย ซึ่งตัวอย่างที่ดีมาก คือ ประเทศไต้หวัน หรือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้การนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลเชิงกล เพราะหากเอาพลาสติกที่ต่างชนิดมาปนกันจะทำให้คุณพลาสติกที่รีไซเคิลมาใช้ไม่ได้เลย

“ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ทั้งรัฐและเอกชนจะหันมามอง และสนับสนุนเรื่องรีไซเคิลให้มากขึ้น เพราะจากการสู้รบของสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันแล้ว แม้จะยุติกันได้แต่น่าจะส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันของโลกลดน้อยลง รวมถึงราคาน้ำมันจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอยู่ไปอีกสักพักใหญ่ๆ เนื่องจากกว่าจะใช้เวลาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จนกลับมาผลิตได้เหมือนเดิมต้องใช้เวลาอีกหลายปี ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้เมื่อเทียบกันแล้ว ราคาพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลน่าจะถูกกว่าแน่ๆ” รศ. ดร.ปกรณ์ ระบุ

FM เดินหน้าปั้นอนาคตใหม่!! อัปเกรดองค์กรสู่โซลูชันอาหารคุณภาพสูง เพิ่มพอร์ตไก่มูลค่าสูง-เพ็ทฟู้ด หนุนกำไรโตแกร่ง ดันกำไรทะลุพันล้าน

FM กางโรดแมป JUMP+ รุกขยายตลาดไก่แปรรูปปรุงสุก-อาหารสัตว์เลี้ยง

ปักธงรายได้แตะหมื่นล้าน-กำไรทะลุพันล้านบาท ภายในปี 2571

‘บมจ.ฟู้ดโมเม้นท์’ หรือ FM ประกาศแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+ Plan) ใน 3 ปีข้างหน้า (2569 – 2571) ชู 4 กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนการเติบโต มุ่งเพิ่มสัดส่วนสินค้าไก่แปรรูปปรุงสุก (CAV) ที่มีมูลค่าเพิ่มและมาร์จิ้นสูง ควบคู่การขยายธุรกิจไก่ดิบเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น พร้อมต่อยอดผลิตภัณฑ์พลอยได้สู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) เพื่อสร้าง New S-Curve และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต มุ่งทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันอาหารคุณภาพสูง ปักธงรายได้ปี 2571 ทะลุ 10,068 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,103 ล้านบาท พร้อมชูแผนยกระดับธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยงรอบด้านเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายณัฐพล ดุษฎีโหนด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดโมเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ FM ผู้นำการพัฒนาอาหารแปรรูปปรุงสุกจากเนื้อไก่ (CAV Products) ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตระดับโลก เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้วางโรดแมปการดำเนินงานช่วง 3 ปีข้างหน้า (2569-2571) ภายใต้แผนการเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+ Plan) ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

          1.) สร้างการเติบโตผ่านการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจสินค้าไก่แปรรูปปรุงสุกที่มีมูลค่าเพิ่ม (CAV) และมีอัตรากำไรสูง เพื่อขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม Retail, Food Service และ Quick Service Restaurant  รวมถึงการรักษาและรุกตลาดศักยภาพโดยเฉพาะญี่ปุ่น ตลอดจนผลักดันนวัตกรรมร่วมกับลูกค้าในสหภาพยุโรป และขยายสู่ตลาดใหม่ ได้แก่ แคนาดา ฟิลิปปินส์ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพการทำกำไรในระยะยาว โดยจะช่วยเปลี่ยนบทบาทของบริษัทฯ จากผู้ผลิตวัตถุดิบไปเป็นผู้ให้บริการโซลูชันอาหารคุณภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายอัตรากำไรขั้นต้น

          2.) ขยายธุรกิจไก่ดิบ (Raw Meat) ให้เติบโตสอดคล้องกับความต้องการวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มธุรกิจ CAV และขยายฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่ม Food Service และ Industrial ตลอดจนเพิ่มยอดขายชิ้นส่วนไก่ประเภทต่างๆ ในตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบโดยรวมสร้างการเติบโตใหม่ๆ  

          3.) ขยายธุรกิจใหม่โดยการต่อยอดผลิตภัณฑ์พลอยได้ให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง ล่าสุด บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาแผนการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ภายใต้บริษัท เอฟแอนด์เอฟเพ็ทฟู้ด จำกัด เพื่อเร่งขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้าง New S-Curve โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงอย่างชัดเจนภายในปี 2571

       4.) ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารต้นทุน ผ่านการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้ในสายการผลิต การใช้เทคโนโลยี Barcode เพื่อบริหารสินค้าคงคลัง และการทำ Solar Farm เพิ่มเติมเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล โดยมีแผนการยกระดับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันเพื่อมุ่งสู่การได้รับการรับรองจาก CAC ภายในปี 2571 รวมถึงการพัฒนาระบบป้องกันการใช้ข้อมูลภายในและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายสุเมธ มาสิลีรังสี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กล่าวว่า FM ตั้งเป้าหมายรายได้ที่ 10,068 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 1,103 ล้านบาท ภายในปี 2571 คิดเป็นอัตราการเติบโตต่อปี 12% นับจากปี 2569-2571 ซึ่งการเติบโตดังกล่าวจะมาจากการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง การขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม ซึ่งมาตรการเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มอัตรากำไร และเสริมความสามารถการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคง

ZEEKR ลุยตลาดฟลีท ส่งมอบ ZEEKR 7X ยกระดับเดินทางพรีเมียม ร่วมผลักดันพลังงานสะอาด สร้างประสบการณ์เดินทางองค์กร

ZEEKR เดินเกมรุกธุรกิจฟลีทอย่างต่อเนื่อง ส่งมอบ ZEEKR 7X แก่ลูกค้าองค์กร

สู่มาตรฐานการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าระดับพรีเมียม

(กรุงเทพฯ) 21 เมษายน 2569 – ZEEKR แบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี ส่งมอบ ZEEKR 7X ให้แก่ SIXT Thailand ผู้ให้บริการรถเช่าและรถเช่าพร้อมคนขับชั้นนำของโลก เดินหน้าขยายศักยภาพการให้บริการในรูปแบบฟลีท (Fleet Business) อย่างครบวงจร ยกระดับมาตรฐานการเดินทางให้แก่ภาคธุรกิจ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในประเทศไทย และที่มากกว่าภาพลักษณ์คือความเข้าใจที่ตอบสนองต่อทุกความต้องการของผู้บริโภค ทั้งระดับบุคคลทั่วไปและระดับองค์กรได้อย่างแท้จริง

ZEEKR เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการสนับสนุนภาคธุรกิจและองค์กรที่ต้องการการปรับเปลี่ยนยานพาหนะสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์การบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง ZEEKR ได้เริ่มการบริการฟลีทครั้งแรกด้วยการส่งมอบ ZEEKR X ให้แก่ SIXT Thailand ในปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับการให้บริการเช่ารถระดับพรีเมียม และส่งเสริมภาพลักษณ์ผู้นำในตลาด EV ระดับหรูในไทย ซึ่งจากปัญหาวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้องค์กรภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง เริ่มให้ความสำคัญกับเปลี่ยนผ่านการไปสู่พลังงานสะอาดสำหรับธุรกิจขนส่งขององค์กรมากขึ้น

ZEEKR 7X เป็นเอสยูวีไฟฟ้าที่ได้รับการออกแบบ ด้วยความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ภายใต้แนวคิดที่ผสานสมรรถนะขั้นสูง เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ความสะดวกสบายเหนือระดับ และระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุม เพื่อรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นบริการรับส่งผู้บริหารระดับสูง การให้บริการลูกค้าระดับพรีเมียม หรือการใช้งานในองค์กรที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ควบคู่กับสมรรถนะการขับขี่ชั้นสูงด้วยมาตรฐานความปลอดภัย ZEEKR 7X จึงไม่ได้เป็นเพียงยานยนต์ แต่เป็น “ประสบการณ์การเดินทาง” ที่สะท้อนตัวตนขององค์กรชั้นนำอย่างแท้จริง

การส่งมอบครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นขององค์กรชั้นนำที่มีต่อ ZEEKR ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่า แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์องค์กรยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เทคโนโลยี ประสบการณ์ระดับพรีเมียม และการบริหารจัดการต้นทุนด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ชู Mobility Ecosystem ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ รองรับคู่ค้าแบบฟลีทในอนาคต

นั่นคือการเชื่อมรถ–พลังงาน–ดิจิทัล–บริการ เพื่อขานรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่กำลังก้าวสู่ยุคของการยึดโยงทุกมิติของการเดินทางและไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานจาก “Product-Based” สู่ “Experience-Based” โดย ZEEKR มุ่งพัฒนาโซลูชันที่ไม่ได้จำกัดเพียงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบพลังงานอัจฉริยะ แพลตฟอร์มดิจิทัล การเชื่อมต่อข้อมูล ไปจนถึงบริการหลังการขายและบริการด้านไลฟ์สไตล์ สู่การสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) เพื่อเตรียมรองรับลูกค้ากลุ่ม Fleet และการสร้างพันธมิตรหลากหลายอุตสาหกรรมในอนาคต

ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในยุคที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ ESG และความยั่งยืน การนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในรูปแบบ Fleet ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรในระดับสากล ZEEKR จึงมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไทยสู่อนาคตแห่งการคมนาคมที่สะอาด ชาญฉลาด และยั่งยืน

พลังงานไทยลุ้นราคาปรับ!! สถานการณ์ตึงเครียด อิหร่าน-สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบพุ่งกระทบตลาดโลก น้ำมันในประเทศสำรอง 110 วัน กองทุนติดลบ 6.2 หมื่นล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
ประจำวันที่ 20 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังกองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงเตือนและเข้ายึด        เรืออิหร่านในอ่าวโอมาน ฐานฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม ทำให้อิหร่านประณามว่าเป็นการปล้นเรือกลางทะเล พร้อมขู่ตอบโต้และประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 13 ลำต้องหันหัวกลับ เหตุการณ์นี้สั่นคลอนข้อตกลงหยุดยิงที่จะสิ้นสุดในวันที่ 21 เมษายน 2569 แม้สหรัฐฯ จะส่งตัวแทนไปเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดในวันนี้ (20 เมษายน 2569) แต่อิหร่านปฏิเสธที่จะเข้าร่วม หากสหรัฐฯ ยังไม่ยกเลิกการปิดล้อม ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานทุกแห่งหากอิหร่านเมินข้อตกลง ความโกลาหลนี้สร้างความกังวลว่าวิกฤตอุปทานพลังงานโลกอาจลุกลามสู่ปัญหาเงินเฟ้อ ทำแนวโน้มราคาพลังงานล่าสุดในวันนี้พุ่งสูงขึ้น     โดยน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นราว 5 - 8% (จากราคาปิดก่อนหน้า 90.38 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) และ WTI พุ่งขึ้นราว 4 - 7% (จากราคาปิดก่อนหน้า 83.85 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจแตะระดับ 105 - 115 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ในช่วงนี้

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 23 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.51 ล้านลิตร และจำหน่าย 52.88 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 42.90 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 35.90 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 42.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 42.08 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 46.95 - 87.18 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 42.90 บาทต่อลิตร ขณะที่ อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.29 – 117.91 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ติดลบ 62,046.64 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 185.76 ล้านบาท

รัฐบาลจ่อกู้ 5 แสนล้าน!! “ปกรณ์” ชี้จำเป็นเร่งด่วน เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน สู้วิกฤตซับซ้อนราคาพลังงานสูง คุมสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญกระทบเกษตร

"ปกรณ์" รับรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้ความจำเป็นเร่งด่วนรับมือวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งจากราคาพลังงานสูง และซุปเปอร์เอลนีโญที่ไทยจะต้องเผชิญ ส่วนเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะกระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายสรุปอีกครั้ง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาดำเนินการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลสามารถทำได้เพื่อรองรับวิกฤต ซึ่งตามมาตรา 172 ระบุว่าการออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนสามารถดำเนินได้เพื่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามขั้นตอนทางกฎหมายระบุว่า เมื่อรัฐบาลดำเนินการออก พ.ร.ก. เสร็จสิ้นแล้ว ตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในโอกาสแรกที่สามารถทำได้ทันที

ในส่วนของเหตุผลทางกฎหมายที่ต้องเลือกใช้ออกเป็น พ.ร.ก. นั้น นายปกรณ์ชี้แจงว่า เป็นเพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อย และมีความตรึงตัว ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน

โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก ทั้งสถานการณ์สงครามและวิกฤตสภาพแวดล้อมอย่างปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องมีงบประมาณสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้

“ในทางปฏิบัติแม้การกู้เงินจริงอาจจะไม่เต็มวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่ตามหลักการบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ตามวงเงินกู้เต็มจำนวนที่ระบุไว้ในกฎหมายก่อน” นายปกรณ์กล่าว ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณสามารถดำเนินการควบคู่กันไปด้วยได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินที่จะรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น

สำหรับการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งจะต้องดำเนินการภายหลังจากที่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีความจำเป็นต้องขยายเพดานขึ้นไปส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้นกระทรวงการคลังจะสรุปเพดานอีกที เพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในปัจจุบันเริ่มมีจำกัด

นอกจากนี้ นายปกรณ์ยังได้ให้ข้อมูลถึงสถานะทางกฎหมายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งในเรื่องข้อเสนอเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท นั้นยังมีการพิจารณาถึงความจำเป็นอยู่ โดยระบุว่าตามวัตถุประสงค์เดิม กองทุนฯ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพ (Stabilization) เพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในระยะชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งตามหลักการควรมีวงเงินหมุนเวียนอยู่เพียง 20,000 - 40,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาเป็นเวลานานจนผิดวัตถุประสงค์เดิม ส่งผลให้เกิดหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาทซึ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม รัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/152525?fbclid=IwY2xjawRSrSlleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFnc2VxSWNESUoxZHg4TEVyc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHv2-1RY_Uu0DYLjepFn6uWrolHTWJ9_qKRPpP4V-Es-jGJWDB3-kS9ek0ME2_aem_hdHsuzmgJvPbxFMFpDG1qg

“บีโอไอ” ลุยเจรจาชิป ‘เอกนิติ’ นำทีมเจรจาสหรัฐฯ เป้าหมายดึงลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ไทย สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านใน 5 ปี เสริมเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

“เอกนิติ - บีโอไอ” เจรจาผู้ผลิตชิปสหรัฐฯ เปิดเกมรุกดึงลงทุนไทย ท่ามกลางโลกผันผวน

รองนายกฯ เอกนิติ - เลขาธิการบีโอไอ ลุยสหรัฐฯ เจรจาความร่วมมือเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบอัตโนมัติ วางรากฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ เสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีในประเทศ เผยสถิติ 5 ปี สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำทีมไทยแลนด์ เยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 13 – 17 เมษายน 2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรและองค์กรเศรษฐกิจชั้นนำ และเจรจาดึงดูดการลงทุนกับบริษัทเป้าหมายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อตอบสนองเทคโนโลยี AI คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโลกทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2569 เร็วกว่าที่สมาคมเซมิคอนดักเตอร์เคยคาดการณ์ไว้ถึง 4 ปี และถือเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ แย่งชิงการลงทุน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ของประเทศ

สหรัฐอเมริกาถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก เป็นผู้กุมหัวใจของเทคโนโลยีและครองส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดชิปโลก การเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการบีโอไอ จึงได้รุกหารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 3 รายสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเชิญชวนให้ขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของชิปต้นน้ำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการไทย

รายแรกคือ บริษัท Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง ประหยัดพลังงาน มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลในยุคปัจจุบัน เนื่องจากความร้อนกลายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดหลักของระบบประมวลผลขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI บริษัท Phononic เลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในประเทศไทย 3 ราย รวมถึงบริษัทสัญชาติไทย ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มีการลงทุนแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับระบบประมวลผลของ NVIDIA อย่างเป็นทางการ ขณะนี้กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำจากสหรัฐฯ มายังไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570 ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตครบวงจรตั้งแต่วัสดุต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของบริษัท อีกทั้งยังมีโอกาสสูงที่บริษัทจะนำกิจกรรมวิจัยและพัฒนาที่สนับสนุนส่วนต้นน้ำมาดำเนินการในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ด้วย

GlobalFoundries ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลก มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิปเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับระบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center โดยบริษัทมองว่าประเทศไทยมีความพร้อมหลายด้าน รวมทั้งการเป็นฐานที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ชิปจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center โดยรองนายกฯ ได้เชิญชวนให้บริษัทพิจารณาลงทุนสร้างโรงงานชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งต่อไปในไทย จากเดิมที่มีอยู่แล้วใน 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสิงคโปร์

Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ (ATE) อันดับ 1 ของโลก รวมทั้งเป็นผู้นำด้านระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ ครองส่วนแบ่งตลาดการทดสอบชิปประมวลผลขั้นสูงกว่าร้อยละ 50 มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, Texas Instruments, ADI, IBM และ Samsung ขณะนี้มีสำนักงานภูมิภาคและศูนย์บริการลูกค้าในประเทศไทย และมีแผนว่าจ้างผู้ผลิตและใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มเติม

ในการหารือครั้งนี้ ผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้สะท้อนมุมมองต่อจุดแข็งของประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งคุณภาพของบุคลากรไทยและซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สั่งสมมานาน อุตสาหกรรมปลายน้ำที่เข้มแข็ง ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด การเมืองที่มีเสถียรภาพในปัจจุบัน ตลอดจนการให้บริการและอำนวยความสะดวกอย่างดีของบีโอไอ นอกจากนี้ นักลงทุนยังแสดงความสนใจและให้ข้อแนะนำในการพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อเป็นช่องทางระดมทุนสำหรับการขยายการลงทุนในอนาคต ซึ่งรองนายกฯ ได้ยืนยันถึงความพร้อมของระบบการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และพร้อมสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำให้ใช้ไทยเป็นฐานการระดมทุนเพื่อขยายกิจการในอนาคต

นอกจากการพบปะรายบริษัทแล้ว คณะยังได้พบหารือกับ “สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI)” ซึ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิป มีสมาชิกกว่า 4,000 บริษัททั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และเป็นผู้จัดงาน SEMICON ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นงานที่รวมตัวผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด ทั้งนี้ บีโอไอได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมถึงการร่วมจัดงาน SEMICON ในประเทศไทยในอนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก

นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าหารือกับหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) โดยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งต่างมีฐานการดำเนินงานในประเทศไทย การหารือครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงนโยบาย ภาคเอกชนสหรัฐฯ ยืนยันตรงกันว่า ไทยมิใช่เป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออกกลับสหรัฐฯ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค สะท้อนความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในห่วงโซ่มูลค่าของบริษัทอเมริกันในเอเชีย โดยรองนายกฯ ได้นำเสนอวาระปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคการลงทุน การพัฒนาระบบศุลกากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนผ่านมาตรการของบีโอไอ

“อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเป็นตัวกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ การเดินทางครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเชื่อมประเทศไทยเข้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและผู้เล่นหลักของโลก เพื่อเปิดทางไปสู่การลงทุน และสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต การดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ประเทศไทย จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานคุณภาพสูงและมีค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรออกแบบชิป วิศวกรกระบวนการผลิต และช่างเทคนิคในโรงงานผลิตชิป การต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมสนับสนุนและบริการที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ เช่น กิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ บริการด้านวิศวกรรมและบริการด้านเครื่องจักร ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทชั้นนำระดับโลก และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับภาพรวมการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564–2568) นักลงทุนจากสหรัฐอเมริกายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 232 โครงการ มูลค่ากว่า 220,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งนี้ เฉพาะปี 2568 มีจำนวน 60 โครงการ มูลค่ารวม 32,774 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญจากบริษัทชั้นนำ เช่น Lumentum, Microchip Technologies และ Fabrinet สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐฯ ต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงของภูมิภาค


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top