Tuesday, 14 July 2026
COMPETITION

OR เตรียมพร้อม!! รองรับความต้องการใช้น้ำมัน ช่วงสงกรานต์ทั่วประเทศ บริการครบครันผ่อนชำระ 0% กระจายน้ำมันครบทั่วถึงต่อเนื่อง

OR เตรียมความพร้อมคลังและสถานีบริการทั่วประเทศ 

รองรับความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนช่วงสงกรานต์

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐในการดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์  เตรียมความพร้อมระบบบริหารจัดการน้ำมันอย่างเต็มความสามารถเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำมัน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหา การสำรองน้ำมันในคลังน้ำมัน และการขนส่งไปยังสถานีบริการ 

PTT Station ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และเพียงพอ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยสถานีบริการ PTT Station ได้เตรียมความพร้อมด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลาย บริการที่ครบครัน เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาล 

ก่อนออกเดินทาง ขอเชิญชวนประชาชนตรวจเช็กสภาพรถ โดยการเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการพร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และโปรโมชั่นผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา และสามารถวางแผนการเดินทางและค้นหาสถานีบริการ PTT Station บนเส้นทางที่เดินทางได้ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+  

OR พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงเวลา เพื่อเติมเต็มความสุขของประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์  โดย PTT Station และร้านค้าต่าง ๆ ในเครือ OR พร้อมเป็นจุดแวะพักเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางสำหรับทั้งคนและรถเพื่อให้ให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการขับรถและเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

ปตท. รับประกันน้ำมัน!! กลุ่ม ปตท. พร้อมรองรับน้ำมันช่วงสงกรานต์ จัดแผนเพิ่มผลิตน้ำมันดีเซลสู่ตลาด ประสานขนส่งครบวงจรตลอด 24 ชม. เปิดบริการตรวจเช็กรถฟรี ปลอดภัยเดินทาง

กลุ่ม ปตท. มั่นใจมีน้ำมัน รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตการณ์พลังงาน กลุ่ม ปตท. ดำเนินการปรับแผนการจัดหา การผลิต และ

การกระจายน้ำมันอย่างเต็มความสามารถ ด้วยศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ มาทดแทนจากแหล่งตะวันออกกลางที่มีสัดส่วนหลักของการผลิตภายในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำมันดิบจากสหรัฐอเมริกา บราซิล ไนจีเรีย แองโกลา ลิเบีย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย เป็นต้น แม้ในสภาวะที่ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยสูงขึ้น และมีความผันผวนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังคงเดินหน้าลงทุนในแหล่งน้ำมันและแหล่งก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน

กลุ่ม ปตท. เตรียมการรองรับความต้องการใช้น้ำมันช่วงเทศกาลสงกรานต์ไม่ให้เกิดความขาดแคลน โดยโรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ซึ่งมีกำลังการผลิตกว่า 60% ของประเทศ ปรับแผนการผลิตโดยเพิ่มปริมาณน้ำมันดีเซลเข้าสู่ตลาด และขอให้มั่นใจว่าจะยังคงผลิตน้ำมันสำเร็จรูปมาให้ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการกระจายน้ำมันสู่ผู้บริโภค บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ประสานความร่วมมือกับภาครัฐในการขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังคลังภูมิภาคทุกช่องทาง ทั้งทางท่อ รถบรรทุก รถไฟ และเรือ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด และยืนยันความพร้อมของสถานีบริการ PTT Station บนถนนสายหลักและสายรองที่มีปริมาณผู้ใช้รถยนต์จำนวนมาก โดยใช้ข้อมูลวิเคราะห์และประเมินความต้องการรายสถานี รวมถึงกำหนดปริมาณพร้อมจ่ายของสถานีบริการ และยังจัดสรรน้ำมันให้กับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน

นอกจากนั้น เพื่อให้การเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีความปลอดภัย OR จึงเปิดให้ประชาชนตรวจเช็กสภาพรถก่อนออกเดินทาง โดยสามารถเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการ พร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ พร้อมดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐและยึดมั่นในหลักการทำงาน "มั่นคง โปร่งใส เพื่อประเทศไทย" โดยเป็นผู้นำในการเปิดเผยข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและมั่นใจในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ

‘MT.POLA’ ฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ ถึงไทยสำเร็จหลังฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง ขนน้ำมันดิบ 6 แสนบาร์เรล เข้าบางจาก เสริมความมั่นคงพลังงา

เรือบรรทุกน้ำมัน “MT.POLA” ฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ ถึงไทยสำเร็จ ขนน้ำมันดิบ 6 แสนบาร์เรลเข้าโรงกลั่นบางจาก

วันที่ 8 เมษายน 2569 มีรายงานความสำเร็จด้านโลจิสติกส์พลังงานของประเทศไทย เมื่อเรือบรรทุกน้ำมัน “MT.POLA” ของบริษัทบางจาก สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก ได้อย่างปลอดภัย และเข้าถึงประเทศไทยเป็นลำแรก ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

เรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันดิบรวมประมาณ 600,000 บาร์เรล เพื่อนำเข้าสู่ระบบกลั่นของโรงกลั่นบางจาก โดยถือเป็นภารกิจสำคัญในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในช่วงที่เส้นทางขนส่งมีความเสี่ยงสูง

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการประสานงานระหว่างรัฐบาลไทยกับประเทศในภูมิภาค ได้แก่ อิหร่าน และโอมาน เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงวันที่ 23–24 มีนาคม 2569 ทำให้เรือสินค้าไทยสามารถผ่านพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

สำหรับเรือ “MT.POLA” เป็นเรือสัญชาติไลบีเรีย มีความยาว 274.5 เมตร กินน้ำลึก 13.90 เมตร และมีระวางขับน้ำกว่า 182,538 ตัน

เมื่อถึงน่านน้ำไทย เรือได้เข้าจอดที่ทุ่นผูกเรือน้ำมันกลางทะเลของบางจาก (BMBMI) บริเวณอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ก่อนดำเนินการสูบถ่ายน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการด้านพลังงานของไทย ภายใต้สถานการณ์วิกฤตโลก และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบนำเข้าและสำรองพลังงานของประเทศในระยะต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100064534396330/posts/1358961292931671/?rdid=zbg6xOeXQyRN4vCP#

หอการค้าชี้ธุรกิจเพชรบุรี ประชุมใหญ่สามัญปี 2568 เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจ เน้นนวัตกรรมเงินทุนและความเสี่ยง เตรียมพร้อมรับมือโลกธุรกิจใหม่

หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 พร้อมบรรยายพิเศษโดย “จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” ชี้ทิศทางธุรกิจในยุคความไม่แน่นอน

หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 ณ The Grand Century Hall The PBRU Heritage อาคารปฏิบัติการโรงแรมและท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เพื่อรายงานผลการดำเนินงานของหอการค้า พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจและแนวโน้มธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในจังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การนำของ คุณธวัช สิทธิยานุรักษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี โดยมี คุณศรวณีย์ พรมเสน พิธีกรด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน และการวางแผนการเงิน เป็นผู้ดำเนินรายการ

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “The New Business Game : นวัตกรรม เงินทุน โอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจในยุคความไม่แน่นอน” โดย จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นักธุรกิจและนักกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมและการเงินการลงทุน

ในการบรรยายครั้งนี้ คุณจิตรเทพได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับ ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงใหม่ของภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจ การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรับมือ

พร้อมกันนี้ยังได้สะท้อนแนวคิดว่า “ธุรกิจในยุคใหม่ไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมได้อีกต่อไป” ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจทั้งความเสี่ยง โอกาส และโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อวางกลยุทธ์ธุรกิจให้สามารถเติบโตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน

การบรรยายดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และสมาชิกหอการค้าจำนวนมาก เนื่องจากเนื้อหามุ่งเน้น การมองอนาคตของธุรกิจไทยในเวทีโลก พร้อมการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับภาคธุรกิจในภูมิภาค

การประชุมใหญ่ครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ช่วย เชื่อมโยงภาคธุรกิจในจังหวัดเพชรบุรีกับองค์ความรู้และแนวคิดทางเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ

“สวนนงนุช” จัดสงกรานต์ เปิดงาน "มหาสงกรานต์ดอกไม้บาน" วันที่ 11-15 เม.ย. 69 มีขบวนแห่สวยงาม นักท่องเที่ยวร่วมทำบุญสรงน้ำพระ ชมโชว์ช้างแสนรู้ตลอดงานทุกวัน

สวนนงนุชพัทยาพร้อมจัดใหญ่ “มหาสงกรานต์ดอกไม้บาน” เชิญชวนนักท่องเที่ยวทำบุญสรงน้ำพระ กราบไหว้ขอพร เสริมสิริมงคล ต้อนรับปีใหม่ไทย ท่ามกลางสวนระดับโลก

วันนี้ (8 เมษายน 2569) สวนนงนุชพัทยา นำโดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ประกาศความพร้อมในการจัดงาน “เทศกาลมหาสงกรานต์ดอกไม้บานที่สวนนงนุชพัทยา” ต้อนรับปีใหม่ไทย ในช่วงระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทย พร้อมทำบุญกราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ภายในงานได้จัดกิจกรรม สรงน้ำพระเก้าวัด พร้อมกราบไหว้พระต่างๆภายในสวนฯ อาทิ พระสังกัจจายน์, พระพิฆเนศ, เจ้าแม่กวนอิม, พระพรหม  และพระพุทธรูปองค์แทนพระพุทธศาสนาจากนานาชาติ สร้างแล้วเสร็จแล้ว 6 องค์ (จากทั้งหมด 11 องค์) และพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้ตั้งจิตอธิษฐานขอพร ในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ไทย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษหลากหลายตลอดช่วงเทศกาล อาทิ พิธีเปิดเทศกาลมหาสงกรานต์(ในวันที่13 เมษายน 2569)  ชมขบวนแห่รถบุปผชาติอันสวยงาม เล่นน้ำกับน้องช้างอย่างใกล้ชิด ชมการแสดงดนตรี และการแสดงชุดพิเศษจากนักแสดงของสวนนงนุชพัทยา พร้อมโชว์ช้างแสนรู้ในรูปแบบที่ยิ่งใหญ่และตระการตาทุกวันตลอดช่วงจัดงาน

สวนนงนุชพัทยาเชิญชวนมาร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยด้วยบรรยากาศแห่งความสุข ให้จิตใจเบิกบาน ผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติและสวนสวยที่ติด 1 ใน10 สวนสวยที่สุดในโลก เพื่อเติมพลังใจโดยสามารถเที่ยวชมได้แบบ ยกครอบครัว ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและรอยยิ้ม   สวนนงนุชฯเปิดให้บริการ ทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.nongnoochpattaya.com

กกพ. เคาะค่าเอฟที งวด พ.ค.-ส.ค. 69 ที่ 16.23 สตางค์ ดึง Claw back ตรึงค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาท

กกพ. เคาะค่าเอฟทีรอบ พ.ค. - ส.ค. 69 ที่ 16.23 สตางค์/หน่วย 

     ใช้กลไก Claw back ลดค่าไฟเหลือเฉลี่ย 3.95 บาท/หน่วย บรรเทาผลกระทบประชาชน ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 13/2569 (ครั้งที่ 1,003) วันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟที เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

    ทั้งนี้ ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยในการพิจารณาครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

     ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า การกำหนดค่าเอฟที ในครั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564 ข้อ 34 ที่กำหนดให้ กกพ. สามารถนำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (เงิน Claw back) มาลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติ และสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไป

     “กกพ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงและการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้กลไกตามกฎหมาย เช่น การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) และการนำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

     สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2569 มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนทั้งสิ้น 340 ความเห็น โดยพบว่า ร้อยละ 49 เห็นด้วยกับกรณีค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กลไก Claw back มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า

     ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในส่วนของข้อเสนอเพิ่มเติมที่อยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ต้องเรียนว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ซึ่งการตรึงค่าไฟ ทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท เพราะฉะนั้น หากจะตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน”

    ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท และกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 17.5 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน

     “การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าจึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว โดย กกพ. ยังคงยึดหลักการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว 

     นอกจากนี้ กกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป

     สำนักงาน กกพ. ขอเน้นย้ำว่า ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภททำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการลดอุณหภูมิ รวมถึงตู้เย็นที่ต้องทำงานถี่ขึ้นเพื่อรักษาความเย็นภายในเมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้า ในแต่ละเดือนปรับสูงขึ้นตามโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate)

     สำนักงาน กกพ. จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวทาง “5 ป.” ได้แก่ ปลด ปิด ปรับ เปลี่ยน และปลูก โดยเฉพาะการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในระดับที่เหมาะสม และการดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้ในระยะยาว

“เซ็นทารา” จับมือ OR รุกตลาด Budget Hotel ตั้งเป้าเปิด 6 แห่งทั่วไทยในเฟสแรก ใช้ทำเล PTT Station ครอบคลุมทั่วประเทศ ภายใต้การลงทุน 700 ล้านบาท

"เซ็นทารา จับมือ OR รุกตลาด Budget Hotel 
เปิดเกมใหม่ธุรกิจโรงแรมไทย ขยายพอร์ตสู่ทุกเซกเมนต์
ร่วมลงทุนพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด ตั้งเป้าเปิดตัวโรงแรม 6 แห่ง ในทำเลศักยภาพทั่วไทยในเฟสแรก "

กรุงเทพฯ – 1 เมษายน 2569 – โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ผนึกกำลัง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ร่วมลงนามสัญญาร่วมลงทุนสำหรับการลงทุนพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) เพื่อขยายธุรกิจสู่เซกเมนต์ใหม่ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมความต้องการของนักเดินทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น

ภายใต้การร่วมลงทุนในครั้งนี้ เซ็นทารา และ OR จะร่วมกันพัฒนาเครือข่ายโรงแรมราคาประหยัด ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพของสถานีบริการ PTT Station ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อมอบทางเลือกด้านที่พักที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ โดยเป็นการผสานความเชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจโรงแรมของเซ็นทาราเข้ากับเครือข่ายสถานีบริการและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ของ OR ที่มีอยู่ทั่วประเทศ

โดยในเฟสแรกของโครงการฯ เซ็นทารา และ OR ตั้งเป้าเปิดตัวโรงแรม 6 แห่ง ในทำเลสำคัญทั่วไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ, กาญจนบุรี, อยุธยา, ภูเก็ต, ชลบุรี และสงขลา โดยคาดว่าจะทยอยเปิดให้บริการระหว่างปี พ.ศ. 2570–2571 เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางบนเส้นทางหลักและเส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาค

โรงแรมแต่ละแห่งจะมีจำนวนห้องพักประมาณ 69-80 ห้อง โดยมีอัตราค่าห้องพักเริ่มต้นที่ประมาณ 800-900 บาทต่อคืน ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ จะมีห้องพักประมาณ 120 ห้อง และมีอัตราค่าห้องพักอยู่ที่ประมาณ 1,200-1,300 บาทต่อคืน ด้วยคอนเซปต์ห้องพักที่สะอาด ปลอดภัย และสะดวกสบาย ในราคาที่เข้าถึงได้ โดย รองรับกลุ่มลูกค้าหลักอย่างนักท่องเที่ยวภายในประเทศ ผู้เดินทางด้วยรถยนต์ และนักธุรกิจที่ต้องการที่พักระหว่างการเดินทาง

การร่วมลงทุนในครั้งนี้มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 700 ล้านบาท โดยเซ็นทาราถือหุ้นในสัดส่วน 51% และ OR ถือหุ้น 49% ซึ่งโครงการนี้จะผนวกความเชี่ยวชาญในธุรกิจการให้บริการของเซ็นทาราเข้ากับจุดแข็งของ OR Ecosystem ที่มีเครือข่ายสถานีบริการ PTT Station กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ที่มอบบริการด้านพลังงาน, สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า, ร้านอาหาร, ร้านค้าปลีก และพื้นที่พักผ่อน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและครบวงจรให้แก่แขกผู้เข้าพัก

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวฯ ยังเปิดโอกาสในการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากระบบสมาชิกของทั้งสององค์กร ได้แก่ CentaraThe1, The 1 และ blueplus+ ของ OR ซึ่งมีฐานสมาชิกรวมกันกว่า 40 ล้านคน เพื่อร่วมกันพัฒนาและนำเสนอสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าต่อไปในอนาคต


ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา 
และ หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR

“การร่วมลงทุนในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเซ็นทาราในการเปิดเกมสู่ตลาดโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ซึ่งสะท้อนเป้าหมายในการเติบโตธุรกิจและขยายพอร์ตโฟลิโอของเราให้ครอบคลุมทุกตลาดเซกเมนต์ โดยเป็นการผสานความชำนาญด้านการบริการของเซ็นทาราเข้ากับเครือข่ายทำเลศักยภาพของ OR ที่จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาแนวคิดโรงแรมรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสะดวก ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือ พร้อมประสบการณ์เข้าพักที่สะอาด ปลอดภัย และสะดวกสบายในทุกการเดินทาง” ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและ           รีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าว

การเดินหน้าธุรกิจสู่ตลาดโรงแรมราคาประหยัดในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนวิสัยทัศน์ของเซ็นทาราในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นการมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ๆ โดยแบรนด์ใหม่สำหรับตลาดโรงแรมราคาประหยัดนี้ จะเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิมของเซ็นทาราให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์มากยิ่งขึ้น ตั้งแต่รีสอร์ทหรูระดับลักชัวรี โรงแรมเหนือระดับ ไปจนถึงโรงแรมไลฟ์สไตล์และรีสอร์ทสำหรับครอบครัว

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการผสานจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของ OR และเซ็นทารา ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจร่วมกันพัฒนาโครงการโรงแรมในรูปแบบ Budget Hotel เพื่อรองรับพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน” หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR กล่าว “OR มองว่าการเดินทางในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การไปถึงจุดหมาย แต่เป็นประสบการณ์ระหว่างทางที่มีความหมายมากขึ้น ซึ่งธุรกิจ Budget Hotel จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของ OR และเสริมความแข็งแกร่งของ Physical Platform ให้สามารถตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร”

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OR ได้ที่ https://www.pttor.com/

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/th

Luxury ยุคใหม่!! ไม่ได้วัดที่แพงแค่ไหน แต่วัดที่ต่อยอดได้เท่าไหร่ ซื้อแพงอย่างฉลาด เมื่อของหรูวันนี้อาจเป็นสินทรัพย์วันหน้า

เมื่อของแพงไม่ได้วัดที่ราคา แต่คือคุณค่าในระยะยาว

บางครั้งการตัดสินใจซื้อของราคาแพงไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าคุ้มไหม แต่เริ่มจากคำถามว่าสิ่งนี้กำลังสะท้อนตัวตนของเราออกไปแบบไหน เคทีซีได้รวบรวมข้อมูลที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้ ได้แก่ ทฤษฎีการบริโภคเพื่อแสดงสถานะ (Conspicuous Consumption) ของธอร์สไตน์ เวเบลน (Thorstein Veblen) และงานวิจัยจาก Harvard Business School ซึ่งชี้ว่า การใช้จ่ายไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับการแสดงสถานะทางสังคม (Status Signaling) และการให้รางวัลทางอารมณ์แก่ตัวเอง (Emotional Reward) อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะของแพงในวันนี้ ไม่ได้ถูกวัดแค่จากราคา แต่กำลังถูกตั้งคำถามใหม่ว่า สามารถสร้างมูลค่าอะไรกลับมาได้บ้าง

จากของใช้สู่สินทรัพย์ที่เลือกได้

พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่สะท้อนการเปลี่ยนแนวคิดจาก “ซื้อแล้วจบ” สู่ “ซื้อแล้วต่อยอดได้” ข้อมูลจาก McKinsey & Company (2026) ระบุว่า ตลาดสินค้าแฟชั่นและสินค้าหรูมือสองมีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่าตลาดหลัก ขณะที่ Boston Consulting Group (2025) ชี้ว่า สินค้าบางประเภทเริ่มถูกมองในฐานะสินทรัพย์มากกว่าสินค้าใช้สอย ทำให้การใช้จ่ายกับสินค้าราคาแพงกำลังกลายเป็นการลงทุนในรูปแบบหนึ่ง

ถ้าต้องซื้อแพงควรได้ผลตอบแทนมากกว่าแค่รู้สึกดี

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือนาฬิกาแบรนด์หรูอย่าง โรเล็กซ์ หรือปาเต็ก ฟิลิปส์ ที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลาแต่ยังสามารถเพิ่มมูลค่าในตลาดมือสองได้ รวมถึงกระเป๋าบางรุ่น ของสะสม หรือสินค้าที่มีจำนวนจำกัด ก็ยังสามารถขายต่อได้ในราคาที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าราคาซื้อได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าของแพงบางประเภทไม่ได้จบที่การใช้งาน แต่มีมูลค่าในตลาดรองรับอยู่

Luxury ใหม่ ไม่ใช่แค่แพง แต่ต้องฉลาด

ความหรูหราในปัจจุบันจึงไม่ได้หมายถึงการจ่ายในจำนวนเงินที่มากแต่หมายถึงการเลือกใช้จ่ายให้เป็น เพราะในโลกที่เงินไหลออกง่ายกว่าที่เคย ของแพงที่ไม่สร้างคุณค่าเพิ่มกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ การใช้จ่ายในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความพึงพอใจระยะสั้นแต่คือการออกแบบอนาคตทางการเงินของตัวเองในระยะยาว

เคทีซีแนะนำว่า ก่อนตัดสินใจซื้อของราคาแพง ควรถามตัวเองให้ชัดเพียง 3 เรื่องว่าของที่จะซื้อ สะท้อนตัวตนเราหรือแค่ตามกระแส มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มหรือแค่หมดไป และอยู่ในแผนการเงินของเราหรือแค่เป็นอารมณ์ชั่วคราว เพราะสุดท้ายแล้วของแพงที่คุ้มค่าที่สุด คือของที่ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ในชีวิตเราเพิ่มขึ้นจริง

ออกข่าวในนาม :   สื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บมจ.บัตรกรุงไทย

บางจากฯ ชูดีเซล B20 ตอบโจทย์ขนส่ง ประมง และอุตสาหกรรม เสริมทางเลือกผู้ประกอบการ ลดต้นทุนพลังงาน อีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง สนับสนุนพลังงานในประเทศ ลดพึ่งพานำเข้า

บางจากฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 

อีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง ภาคประมง และอุตสาหกรรม

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า บริษัทฯ ได้เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 เพื่อเป็น

อีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง ภาคประมงและอุตสาหกรรม รองรับการใช้งานที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพและการบริหารต้นทุนพลังงานให้เหมาะสมกับลักษณะงาน

น้ำมันดีเซล B20 เป็นเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลในสัดส่วนร้อยละ 20 ผลิตจากวัตถุดิบทางการ เกษตรภายในประเทศคือน้ำมันปาล์ม ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ทำให้ได้เชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ อาทิ รถบรรทุก รถโดยสาร และเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรม และเป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานจากแหล่งในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของไทย 

สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาพลังงานที่คำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม 

บริษัทฯ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์พลังงานที่หลากหลายและเหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานในแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

Bangchak Offers B20 Diesel

A Practical Energy Option for Transport, Fisheries, and Industrial Operators

Bangchak Corporation Public Company Limited offers B20 diesel as an alternative fuel option for operators in the transport, fisheries, and industrial sectors, supporting applications that require both performance and cost-efficient energy management aligned with operational needs.

B20 diesel contains 20% biodiesel, produced from domestically sourced agricultural feedstock, primarily palm oil, through a standardized production process. The fuel is suitable for heavy-duty diesel engines, including trucks, buses, and industrial machinery. Its use supports greater reliance on domestic energy sources, reduces dependence on imports, and helps create added value for Thailand’s agricultural sector, in line with energy development approaches that balance energy security, economic considerations, and environmental responsibility.

‘พลังงาน’ ผนึก DSI ปราบคลังเถื่อน รัฐบาลลุยเต็มกำลัง ควบคู่เร่งส่งน้ำมันช่วยประชาชน เร่งสำรอง-กระจายทั่วประเทศ รับสงกรานต์อย่างมั่นใจ ย้ำรัฐไม่ปล่อยวิกฤตลุกลาม

“พลังงาน” เร่งกระจายน้ำมัน พร้อมรับมือสงกรานต์ จับมือ DSI ทลายคลังเถื่อน ย้ำนายกฯ สั่งลุยแก้ปัญหาวิกฤต

วันนี้ (26 มีนาคม 2569) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยผลการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เมื่อวานนี้ ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ว่า จากปัญหาสถานการณ์การขนส่งน้ำมันที่เกิดขึ้น ขณะนี้มีน้ำมันออกมาเพิ่มขึ้นจากนโยบายลดสัดส่วนการสำรองน้ำมัน​ เพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งน้ำมันให้ครอบคลุมมากขึ้น ควบคู่กับการขยายระยะเวลาขนส่งเพื่อให้กระจายไปทั่วประเทศได้รวดเร็วขึ้น แม้บางสถานีบริการอาจยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ได้เร่งปรับการขนส่งอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังได้กระจายน้ำมันให้กลุ่มผู้ค้าส่ง (Jobber) ไปแล้วกว่า 7 ล้านลิตร เพื่อจัดสรรให้กลุ่มผู้ใช้น้ำมันและช่วยลดความแออัดในสถานีบริการ สำหรับมาตรการรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันเตรียมสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้นและจัดเตรียมคลังน้ำมันเคลื่อนที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงที่มีการเดินทางสูง ทั้งนี้ ข้อมูลเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา มีการผลิตน้ำมันดีเซล (B7) อยู่ที่ 90.7 ล้านลิตร และมีสำรองอีก 43 ล้านลิตร พร้อมกันนี้ กรมธุรกิจพลังงานได้จัดทำระบบแดชบอร์ด (Dashboard) เพื่อติดตามการขนส่งจากโรงกลั่นถึงสถานีบริการ ให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบได้ แต่เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอเวลาในการพัฒนาอีกระยะเพื่อให้ระบบมีความสมบูรณ์และแม่นยำที่สุด

ในด้านการปราบปรามการกระทำผิด กรมธุรกิจพลังงานได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังกักเก็บน้ำมันผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อวานนี้ ได้ลงพื้นที่ ตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยตรวจพบการกักตุนน้ำมันปริมาณรวมประมาณ 31,000 ลิตร ซึ่งเป็นการกักเก็บโดยที่ไม่มีใบอนุญาต ทางกรมธุรกิจพลังงานจะพิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน

"ขอย้ำว่า ท่านนายกรัฐมนตรี และ กรมธุรกิจพลังงาน ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ได้มีการเรียกทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ทั้งในด้านการขนส่งให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ด้านราคา ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน การลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อป้องกันการลักลอบและกักตุน เพื่อให้ทุกมาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด นอกจากนั้น ได้ประสานผู้ค้าน้ำมันเตรียมความพร้อมรับมือกับเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ประชาชนคลายความกังวล มั่นใจว่ามีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ สามารถเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาได้อย่างมีความสุข" นายสราวุธ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top