Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

พลิกโฉมการสร้างสรรค์! Gemini เปิดตัว "Lyria 3" เสกเพลงระดับมืออาชีพจบใน 30 วินาที

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม วงการดนตรีคือสมรภูมิถัดไปที่กำลังถูกยกระดับ ล่าสุด Gemini ได้ตอกย้ำความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้วยการผสานขุมพลังจากโมเดล "Lyria 3" ซึ่งเปลี่ยนวิธีการสร้างสรรค์เสียงเพลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถเนรมิตแทร็กดนตรีคุณภาพสูงความยาว 30 วินาทีได้ในพริบตา

ความน่าสนใจของ Lyria 3 ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่คือ "มิติของการสร้างสรรค์" ที่เปิดกว้างและไร้ขีดจำกัด มาเจาะลึกกันว่าโมเดลตัวนี้มีทีเด็ดอะไรที่ทำให้คนในวงการเทคโนโลยีและครีเอเตอร์ต้องจับตามอง

1. ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยระบบ Multimodal (รับคำสั่งได้มากกว่าแค่ตัวอักษร)
จุดเด่นที่ทำให้ Lyria 3 แตกต่างจาก AI สร้างเสียงดนตรีทั่วไป คือความสามารถในการประมวลผลแบบพหุวิถี (Multimodal) ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การพิมพ์ข้อความ (Text-to-Music) อีกต่อไป
•    Image-to-Music: คุณสามารถอัปโหลดภาพถ่ายทิวทัศน์ยามเย็น หรือภาพงานศิลปะแนว Abstract แล้วให้ AI ตีความอารมณ์ของภาพออกมาเป็นท่วงทำนอง
•    Video-to-Music: สามารถสร้างซาวด์แทร็กที่สอดคล้องกับบรรยากาศในคลิปวิดีโอของคุณได้โดยตรง ถือเป็นเครื่องมือทรงพลังสำหรับนักตัดต่อและคอนเทนต์ครีเอเตอร์

2. คุณภาพระดับสตูดิโอ พร้อมเสียงร้องเสมือนจริง
การสร้างบีตดนตรีอาจเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่ Lyria 3 มาพร้อมกับ การจัดทำดนตรีระดับมืออาชีพ (Professional-grade arrangements) ที่ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องดนตรีชิ้นต่างๆ ไปจนถึงการเขียนเนื้อร้องอัตโนมัติ
•    Realistic Vocal: สิ่งที่ท้าทายที่สุดของ AI สายดนตรีคือ "เสียงร้องของมนุษย์" แต่โมเดลนี้สามารถสร้างเสียงร้องที่มีความเป็นธรรมชาติสูง มีการเอื้อน การหายใจ และใส่อารมณ์ลงไปในน้ำเสียงได้อย่างสมจริง
•    Multiple Languages: รองรับการสร้างเสียงร้องในหลากหลายภาษา เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสร้างผลงานที่เข้าถึงคนได้ในระดับสากล

เรือใบยุคหน้าใครคุม? ‘รูนีย์’ ย้ำ ‘เป๊ป’ ยกมาตรฐานลีก พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย หวังให้ผู้จัดการดีที่สุดอยู่ในลีก ไปเมื่อไหร่สะเทือนทั้งพรีเมียร์ลีก

(22 ก.พ. 69) เวย์น รูนีย์ ตำนานกองหน้าชาวอังกฤษ แสดงความเห็นว่าเขายังอยากเห็น เป๊ป กวาร์ดิโอลา รับหน้าที่ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อไป หลังจากที่เป๊ปคุมทีมมาตั้งแต่ปี 2016 และพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 6 สมัย

ในสัมภาษณ์ล่าสุด รูนีย์กล่าวว่า "นักเตะบางคนอาจอยากให้เขาย้าย บางคนก็อยากให้เขาอยู่ต่อ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในทีมหรือไม่ และนั่นเป็นเรื่องเดียวกันกับผู้จัดการทีมทุกคน" พร้อมเสริมว่า "ผมหวังว่าเขาจะยังอยู่ต่อ เพราะเขายอดเยี่ยมมากสำหรับพรีเมียร์ลีก และคุณต้องการจะเห็นผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดอยู่ในพรีเมียร์ลีก"

รูนีย์ยังชี้ว่า เป๊ปได้สร้างมาตรฐานระดับสูงในวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และหากเป๊ปเลือกอำลาทีมเรือใบสีฟ้า สโมสรควรดึงตัว แวงซองต์ กอมปานี กุนซือของบาเยิร์น มิวนิก เพื่อสานงานต่อ เนื่องจากกอมปานีมีความคุ้นเคยกับสโมสรและได้เรียนรู้จากเป๊ปมาก่อน

"เป๊ปน่าจะเป็นคนเลือกผู้จัดการทีมคนต่อไป หากเขาย้ายทีม เขาจะเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเลือกกุนซือใหม่" รูนีย์ทิ้งท้าย

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความสำคัญของเป๊ปในพรีเมียร์ลีกและความคาดหวังในการรักษามาตรฐานของสโมสรชั้นนำอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในยุคต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10145314

พันธุกรรมชี้ผลน้ำหนัก งานวิจัยเผยยีนมีผลต่างกันตามช่วงวัย ติดตาม BMI ตามเวลาเผยอิทธิพลยีนต่ออัตราโต เชื่อมโยงโรคหัวใจเบาหวาน พ่อแม่ควรเฝ้าระวังการเจริญเติบโต

(20 ก.พ. 69) มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียเผยผลศึกษาจากข้อมูล "เด็กยุค 90" ของมหาวิทยาลัยบริสตอล สหราชอาณาจักร เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของพันธุกรรมต่อน้ำหนักเด็กอายุ 1-18 ปี จำนวน 6,291 คน การศึกษานี้จำลองรูปแบบส่งผลพันธุกรรมต่อค่าดัชนีมวลกายตามวัย เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานในอนาคต
.
หวังเกิง นักวิจัยหลักเผยผ่านวารสารเนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ ว่า "การวิเคราะห์การเจริญเติบโตของเด็กตามเวลา แทนการดูเพียงช่วงอายุเดียว ช่วยให้เห็นผลของยีนต่ออัตราการเติบโต" ความแปรผันทางพันธุกรรมสามารถทำให้เด็กน้ำหนักเพิ่มต่างกันได้ ซึ่งพ่อแม่มักกังวลเมื่อลูกน้ำหนักขึ้นเร็วหรือพัฒนาการไม่เหมือนเพื่อน
.
นักวิจัยระบุว่ายีนบางกลุ่มมีอิทธิพลแตกต่างกันในแต่ละวัย โดยค่าดัชนีมวลกายช่วงวัยทารกและวัยรุ่นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง และโรคหัวใจในผู้ใหญ่ ขณะที่ความแตกต่างน้ำหนักเด็กเล็กไม่จำเป็นต้องสะท้อนความเสี่ยงโรคอ้วนตลอดชีวิต
.
นิโคล วอร์ริงตัน นักวิจัยอาวุโสชี้ว่า "พันธุกรรมมีส่วนประมาณหนึ่งในสี่ในการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักเด็ก" และย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันโรคอ้วนและการติดตามเจริญเติบโตที่เหมาะสมในแต่ละวัย
.
งานวิจัยนี้ช่วยให้เข้าใจพันธุกรรมและการเจริญเติบโตของเด็กยุคใหม่มากขึ้น พร้อมสนับสนุนมาตรการเฝ้าระวังสุขภาพเด็กเพื่อลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคต
.
ที่มา : Xinhua

“นุ่ง/ห่มสไบ ใส่ยีนส์” มาได้ไง: จากเพลงไวรัล สู่สตรีทแฟชั่นแบบไทยๆ ที่คนทั้งเมืองแต่งตาม

เดินแถวเมืองเก่า–จุดถ่ายรูปยอดฮิตช่วงนี้ คุณจะเห็นภาพเดิมซ้ำๆ แบบตั้งใจ: สไบพาดไหล่ แต่ท่อนล่างเป็นยีนส์—แล้วมือถือยกขึ้นถ่ายคอนเทนต์ทันที เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดจากดีไซเนอร์ในรันเวย์ แต่มาจาก “โซเชียล + เพลง + ชาเลนจ์” ที่ปลุกให้คนอยากแต่งตามกันเป็นวงกว้าง

จุดเริ่มของกระแสถูกอธิบายว่ามาจากคอนเทนต์โปรโมตเพลง Bangkok City ของกระแต อาร์สยาม (KT KRATAE) ที่ใช้ลุคสไบแมตช์ยีนส์เป็นภาพจำ แล้วขยายต่อด้วยการชวนทำคอนเทนต์ในรูปแบบแคมเปญ/ชาเลนจ์ จนผู้คนแต่งตามและถ่ายคลิปตามสถานที่ต่างๆ

ประเด็นสำคัญคือ มันไม่ใช่ “เพลงดังแล้วคนบังเอิญแต่งตาม” แต่เป็นการออกแบบให้เกิด UGC (คอนเทนต์จากผู้ใช้) ผ่านชาเลนจ์—ยิ่งคนเล่น ยิ่งเห็นลุคนี้มากขึ้น ยิ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ “ไปถ่ายรูปเมืองเก่า”

ทำไม “สไบ + ยีนส์” ถึงไวรัลเร็ว
•    ภาพมันขัดกันแต่ลงตัว: สไบคือไทย-พิธีการ-ความละเมียด ส่วนยีนส์คือสากล-สตรีท-คล่องตัว พอจับคู่กันแล้ว “สะดุดตา” ทันทีในเฟรมมือถือ.
•    แต่งตามง่าย ต้นทุนต่ำ: ยีนส์แทบทุกคนมีอยู่แล้ว สไบเป็นผ้าชิ้นเดียว เปลี่ยนลุคได้ไว เหมาะกับวัฒนธรรม “แต่งแล้วถ่ายเลย”.
•    ชาเลนจ์ทำให้คนมีเหตุผลจะเล่น: เมื่อมีการชวนร่วมสนุกแบบเป็นระบบ (กติกา/แฮชแท็ก/แรงจูงใจ) มันเร่งการกระจายเร็วกว่าเทรนด์แฟชั่นธรรมดา.
•    โซเชียลชอบคอนเทนต์ “ก่อน–หลัง/พิกัดถ่ายรูป”: ลุคนี้ทำงานกับคลิปสั้นมาก เพราะเห็นแล้วรู้ทันทีว่า “นี่คือธีม” และคนดูอยากทำตาม.

Soft Power เวอร์ชันที่เกิดจาก “คนอยากเล่น” ไม่ใช่ “คนถูกสั่งให้โชว์”
สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสนี้ทำให้คำว่า “Soft Power” กลายเป็นของจับต้องได้ในชีวิตจริง—ไม่ต้องเริ่มจากนโยบายใหญ่โต แต่เริ่มจาก “ความสนุกที่คนอยากมีส่วนร่วม” แล้วค่อยไหลไปหาการท่องเที่ยว ร้านเช่าชุด ร้านผ้า ร้านทำผม-แต่งหน้า ช่างภาพ และโลเคชันถ่ายรูป.
พูดแบบ TST: ไทยไม่ได้ขาดวัฒนธรรม ไทยขาด “วิธีทำให้คนอยากหยิบมันมาใช้ในชีวิตประจำวัน” และกรณีนี้เป็นตัวอย่างว่าพอทำถูกสูตร—วัฒนธรรมจะไม่ถูกเก็บไว้บนหิ้งเอง มันเดินลงถนนได้

23 กุมภาพันธ์ 2436 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนา "โรงเรียนวัดบวรนิเวศ" รร.ต้นแบบแห่ง ‘หลักสูตร-วิธีการสอน’ ที่เผยแพร่ไปทั่วไทย วางรากฐานการศึกษาพระปริยัติฯ สู่เครือข่ายมหามกุฏราชวิทยาลัย

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2436 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนา "โรงเรียนวัดบวรนิเวศ" เปิดทางการศึกษาพระปริยัติธรรมในสายธรรมยุติกนิกายที่มีระบบชัดเจนและเป็นเครือข่ายหลักในการเชื่อมต่อกับมหามกุฏราชวิทยาลัย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนี้เพื่อยกระดับการศึกษาในระบบสำหรับพระภิกษุสามเณร โดยมุ่งเน้นพัฒนาหลักสูตรและขยายรูปแบบจากการเรียนการสอนแบบกระจัดกระจายมาสู่การเรียนในสถาบันที่เป็นเครือข่ายรองรับ

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงมีบทบาทสำคัญในการวางระบบการศึกษาของโรงเรียน และผลักดันให้เกิดแนวทางเรียนการสอนที่เป็นระบบและต่อเนื่อง โดยวัดบวรนิเวศวิหารที่เป็นศูนย์กลางของธรรมยุตมาก่อนจึงเหมาะเป็นฐานทดลอง

การสถาปนาโรงเรียนนี้เป็นสัญลักษณ์การเปลี่ยนผ่านของการศึกษาพระพุทธศาสนาที่จากเดิมที่เน้นเรียนตามวัดและครู มาเป็นเครือข่ายสถาบันภายใต้ระบบที่เชื่อมโยงและขยายตัวได้ เมื่อเวลาผ่านไปส่งผลให้มหามกุฏราชวิทยาลัยพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยในยุคใหม่

"โรงเรียนวัดบวรนิเวศ" ไม่ใช่แค่จุดตั้งต้นทางการศึกษา แต่ยังถือต่อพระราชปณิธานการศึกษาของรัชกาลที่ 4 ที่รัชกาลที่ 5 สืบสานจนกลายเป็นรากฐานการศึกษาพระพุทธศาสนาแบบทันสมัยในประเทศไทย

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A8?

22 กุมภาพันธ์ 2529 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ทรงเปิด “เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล” จ.เชียงใหม่ สนับสนุนเกษตร บรรเทาน้ำหลาก และผลิตไฟฟ้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในเชียงใหม่ที่สำคัญ

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529 ถือเป็นวันสำคัญของภาคเหนือและการบริหารน้ำเมื่ิอ 'รัชกาลที่ 9' เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด "เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" ที่จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนอเนกประสงค์แห่งนี้ถูกยกเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดการน้ำและพลังงานในพื้นที่

"เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" ตั้งอยู่บนลำน้ำแม่งัด ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ มีลักษณะเป็นเขื่อนดินสูงประมาณ 59 เมตร และยาว 1,950 เมตร ซึ่งมีความจุอ่างเก็บน้ำราว 265 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง บรรเทาน้ำหลาก และผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ด้วยกำลังผลิตรวม 9 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของ กฟผ.

โครงการเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2520 ก่อนที่เขื่อนจะแล้วเสร็จในปี 2527 และโรงไฟฟ้าจะเสร็จในปี 2528 ต่อมารัชกาลที่ 9 พระราชทานนาม "เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2529 และเสด็จพระราชดำเนินเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2529

นอกจากบทบาทการจัดการน้ำแล้ว เขื่อนยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงาม ตั้งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติศรีลานนา มีวิวทิวทัศน์ของภูเขาและอ่างเก็บน้ำ ทำให้พื้นที่นี้เป็นจุดพักผ่อนหลีกหนีความวุ่นวายของเมือง "เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" จึงเปรียบเสมือนมรดกที่ยังคงยืนยงมาตลอดหลายทศวรรษ

"เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และสะท้อนถึงความตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนืออย่างยั่งยืน

ที่มา : https://nakhonratchasima.mnre.go.th/th/news/detail/80718

 

คดีเหมืองทองอัครา “ปิดแฟ้ม” แล้ว—บทเรียนที่คนไทยควรจำ ไม่ใช่ชื่อคน

คดีพิพาทเหมืองทองอัคราที่ลากยาวหลายปี “จบ” ในความหมายทางกฎหมายได้ เพราะบริษัท Kingsgate Consolidated Limited ถอนข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจแบบไม่มีเงื่อนไข และมีคำสั่งให้ยุติกระบวนการ ส่งผลสำคัญที่สุดคือไทยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่เคยถูกเรียกร้องไว้

แต่สิ่งที่ควรคุยกันต่อในฐานะสังคม ไม่ใช่ “ใครได้เครดิต” — คือ “คนไทยเรียนรู้อะไร” เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเสี่ยงซ้ำอีก โดยเฉพาะเมื่อเรื่องเล็กในประเทศสามารถลุกลามไปถึงเวทีระหว่างประเทศได้จริง

1) “คดีจบ” ต้องจบด้วยเอกสาร ไม่ใช่จบด้วยคำพูด
บทเรียนแรกคือ เวลาเจอคำว่า “ปิดฉาก” ให้ดู “หลักฐานปลายทาง” 3 อย่างเสมอ: (ก) ถอนคำร้องหรือข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการ (ข) มีคำสั่งยุติกระบวนการจากคณะอนุญาโตฯ และ (ค) สถานะชัดว่า “ไม่มีค่าชดเชย” หรือ “ไม่มีภาระการเงินแฝง” ต่อรัฐ

2) เกมที่ชนะจริงคือ “สู้ให้พร้อม + คุยให้เป็น”
สาระที่สังคมควรเก็บไว้เป็นสูตร คือ “ต้องเตรียมสู้คดีให้พร้อม” และ “เจรจาไปพร้อมกัน” เพื่อพาประเทศไปสู่ผลลัพธ์ที่แน่นอน มากกว่าปล่อยให้ความเสี่ยงลากยาว ทั้งงบประมาณ ชื่อเสียงประเทศ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

3) จำวัน-เดือน-ปีให้แม่น เพราะรัฐทำงานเป็นขั้นตอน
เรื่องใหญ่แบบนี้ไม่ใช่เหตุการณ์วันเดียว แต่คือ “ปิดงานเอกสาร” จนสถานะชัดเจน จึงควรยึดไทม์ไลน์จากเอกสารและข่าวที่มีรายละเอียดขั้นตอน เช่น วันที่คณะอนุญาโตฯ รับทราบการขอยุติ และวันที่คณะรัฐมนตรีรับทราบผลลัพธ์ เพื่อแยก “ข่าวดัง” ออกจาก “งานจบจริง”

4) ความโปร่งใสของข้อมูลคดีระหว่างประเทศ สำคัญกว่าการสรุปเร็ว
คดีระหว่างรัฐ-นักลงทุนมักถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลต่างประเทศหลายแห่ง และบางแห่งอาจจัดหมวดผลคดีต่างกัน (เช่น ระบุว่า “ยุติกระบวนการ” หรือ “ตกลงยุติ”) บทเรียนคือ เวลาอ่านข้อมูลต้องดูหลายแหล่ง แล้วกลับมาเช็คกับคำยืนยันของรัฐและเอกสารทางการ เพื่อไม่ให้สรุปผิดเพราะยึดแหล่งเดียว

เคทีซีเดินเกมรัดกุมรับเศรษฐกิจผันผวน ชูสมดุล ‘เติบโต–คุมความเสี่ยง’  เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนหลักเพื่อความยั่งยืน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคที่ยังหดตัว กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มเป็น 13.6% ลูกหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเป็น 14.8% และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเพิ่มเป็น 4.2% สวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่หดตัว โดยปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเคทีซีมีมูลค่า 302,527 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 3.6% ขณะที่ตัวเลขตลาดโดยรวมติดลบเล็กน้อย 

ด้านผลประกอบการเชิงคุณภาพ เคทีซีมีกำไรสุทธิ 7,782 ล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อนหน้า สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตสินเชื่อรวม 111,585 ล้านบาท ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ขณะที่อัตราหนี้เสีย (NPL Ratio) อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.79% โดยปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ 27,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 5.23% จากการบริหารต้นทุนและคุณภาพสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเป็น 34.8% Credit Cost ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.3% จาก 6.1% ในปี 2567 สะท้อนการควบคุมความเสี่ยงที่รัดกุม พร้อมกันนี้ บริษัทมีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ยังไม่เบิกใช้รวม 20,470 ล้านบาท สูงกว่าภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 15,830 ล้านบาท ทำให้สถานะสภาพคล่องยังแข็งแกร่งและอยู่ในระดับปลอดภัย

สำหรับปี 2569 เคทีซีเตรียมเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ “การเติบโตควบคู่การบริหารความเสี่ยง” โดยลงทุนในระบบงานหลักใหม่ (Core System) เพื่อรองรับการขยายตัวในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน และยกระดับประสบการณ์สมาชิก บริษัทตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อรวมเติบโต 1–2% ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 5% พอร์ตสินเชื่อบุคคลเติบโต 2% และคุมระดับ NPL ไม่เกิน 2% นอกจากนี้ บริษัทยังขยายฐานรายได้ผ่านธุรกิจนายหน้าประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรและเทคโนโลยีการขายที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมอย่างยั่งยืนในอนาคต

คดีดิไอคอนคืบ!! อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง ‘แซม-มิน’ 5 ข้อหาหนัก คดีดิไอคอนกรุ๊ป หลัง DSI ชี้บทบาทเกินพรีเซนเตอร์ ประชาชนโดนหลอกลงทุนแชร์ลูกโซ่

(21 ก.พ. 69) อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้อง 2 นักแสดงชื่อดังคือ ‘แซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี’ และ ‘มิน-พีชญา วัฒนามนตรี’ ในคดีความเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ “ดิไอคอน กรุ๊ป” โดยมีข้อกล่าวหา 5 ข้อหาหนักรวมถึงฉ้อโกงประชาชนและทำธุรกิจขายตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งสองจะถูกเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาในเร็วๆ นี้

ก่อนหน้านี้ อัยการคดีพิเศษมีความเห็นไม่สั่งฟ้องเพราะเห็นว่าทั้งคู่เป็นเพียงพรีเซนเตอร์ แต่ ‘พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ’ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีความเห็นแย้งว่า ทั้งคู่มีบทบาทเกินกว่านั้น โดยได้รับค่าตอบแทนสูงและขึ้นเวทีพูดโน้มน้าวชักชวนจนมีผู้หลงเชื่อจำนวนมาก นอกจากนี้ยังน่าจะรับรู้ถึงแผนธุรกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่ตั้งแต่ต้น

“บทบาทจึงไม่ต่างจากผู้บริหารคนอื่น” และส่งผลให้ประชาชนเชื่อมั่นลงทุนในธุรกิจนี้ จากคำชี้แจงของ DSI ทำให้คดีนี้มีความคืบหน้าที่สำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนที่ชี้ชะตาผู้เกี่ยวข้องในวงกว้าง

คดีนี้เป็นหนึ่งในประเด็นร้อนที่สังคมจับตามอง เนื่องจากมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของธุรกิจขายตรงแบบแชร์ลูกโซ่ และสะท้อนความจริงในวงการบันเทิงที่มีบทบาทในธุรกิจประเภทนี้ด้วย

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9874374/

ทรัมป์ลุยหนุนสันติภาพ สนับสนุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา ชี้ต้นทุนสงครามสูงเกินคุ้ม เปิดเกมสันติภาพครั้งแรกในวอชิงตัน

(21 ก.พ. 69) ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ของสหรัฐฯ ประกาศสนับสนุนเงินจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ 'คณะกรรมการสันติภาพ' เพื่อใช้ในการฟื้นฟูและบูรณะฉนวนกาซาในการประชุมเปิดตัวคณะกรรมการสันติภาพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
.
'คณะกรรมการสันติภาพกำลังแสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้อย่างไร โดยเริ่มต้นจากตรงนี้เลย ในห้องนี้ และผมอยากให้คุณทราบว่า สหรัฐอเมริกาจะมอบเงินสนับสนุนจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ให้กับคณะกรรมการสันติภาพ' ทรัมป์กล่าวในที่ประชุม
.
ประธานาธิบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์อาจดูมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนของสงคราม ซึ่งมีมูลค่าประมาณเทียบเท่าการสู้รบเพียงสองสัปดาห์แล้ว ถือว่าน้อยมาก
.
การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนความพยายามของสหรัฐฯ ในการผลักดันสันติภาพและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบปัญหาความขัดแย้งยืดเยื้ออย่างฉนวนกาซา ซึ่งเป็นประเด็นความขัดแย้งที่ซับซ้อนและมีผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม
.
ที่มา :Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top