Monday, 26 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

ทรัมป์ยืนยัน!! สหรัฐฯ-อิหร่าน-โอมาน ใกล้บรรลุข้อตกลง ประกาศข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข้อตกลงชั่วคราว 60 วัน รองรับเรือเดินเรือ ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดและเจรจาขยายต่อ

Axios เผย สหรัฐฯ-อิหร่าน-โอมาน ใกล้ปิดดีลฮอร์มุซ เตรียมประกาศพรุ่งนี้

สหรัฐฯ อิหร่าน และโอมาน ใกล้บรรลุข้อตกลงชั่วคราวเพื่อเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวระดับภูมิภาค 2 ราย และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 1 ราย

ข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าวจะมีอายุ 60 วัน และสามารถขยายเวลาได้ในภายหลัง โดยกำหนดให้เรือที่เดินทางเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียใช้เส้นทางฝั่งน่านน้ำอิหร่าน ส่วนเรือที่เดินทางออกจะใช้เส้นทางฝั่งน่านน้ำโอมาน ภายใต้การประสานงานร่วมกันระหว่างอิหร่านและโอมาน

ในช่วง 60 วันแรก จะไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ จากเรือที่ใช้เส้นทางดังกล่าว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องเดินเรือตรงกลางให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนเปิดให้เป็นเส้นทางเดินเรือสองทิศทางภายใต้ข้อตกลงถาวร ซึ่งอิหร่านและโอมานจะต้องเจรจารายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป

รายงานระบุว่า นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งได้อนุมัติแล้วในวันนี้

ด้านสหรัฐฯ มีรายงานว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หารือโดยตรงกับนายอารักชีและนายบัดร์ อัล-บูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ขณะที่กาตาร์ ปากีสถาน และซาอุดีอาระเบีย ต่างมีบทบาทในการเป็นคนกลางผลักดันการเจรจาครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม แม้การเจรจาจะมีความคืบหน้า แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ และยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้จนกว่าจะมีการลงนามและเปิดเผยรายละเอียดจากทุกฝ่าย

ก่อนหน้านี้ Reuters รายงานมาตลอดว่า การเจรจาเรื่องช่องแคบฮอร์มุซเป็นการหารือระหว่างอิหร่านกับโอมาน ขณะที่รัฐบาลอิหร่านก็ยืนยันหลายครั้งว่า ไม่มีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ และปฏิเสธคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากัน

แต่รายงานล่าสุดของ Axios ซึ่งมีความใกล้ชิดสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐ กลับระบุว่าสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเจรจา และอ้างว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของทรัมป์ มีบทบาทในการประสานงานโดยตรงกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ผ่านการไกล่เกลี่ยของโอมาน กาตาร์ ปากีสถาน และซาอุดีอาระเบีย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1365625532392470/?rdid=xjB2L8nLG3PRP8kT#

‘วราวุธ’ สั่งตรวจ 2 โรงงานพนัสนิคม!! โรงงานพนัสนิคมถูกสั่งแก้ด่วน หลังพบระบบบำบัดน้ำเสียไม่เรียบร้อย เสี่ยงไหลออกนอกพื้นที่ ลั่นจัดการโรงงานฝ่าฝืนกฎหมาย

“วราวุธ” สั่งตรวจโรงงานพนัสนิคม 2 แห่ง ลอบปล่อยน้ำเสีย - บ่อน้ำกรดรุนแรงเสี่ยงแพร่กระจาย ขีดเส้นตายแก้ปัญหา ยัน เข้มใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่ สส.พรรคประชาชนระบุถึงข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เดือดร้อนจากการลักลอบทิ้งสารเคมีและการปล่อยน้ำเสียว่า สำหรับกรณีสวนอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งที่มีโรงงานประกอบกิจการรวม 9 แห่ง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ทั้งปัญหาฝุ่นละออง เสียงดัง และกลิ่นจากสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้นั้น ตนได้มีการสั่งการให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี บูรณาการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยผลการตรวจสอบพบว่า พื้นที่ของสวนอุตสาหกรรมดังกล่าว ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ขออนุญาตเป็นนิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคม และไม่ได้ขออนุญาตเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และไม่พบว่าสถานที่ดังกล่าวได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินเพื่อประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน เป็นพื้นที่เอกชนที่จัดสรรที่ดินให้ผู้ประกอบการมาซื้อหรือเช่าเพื่อทำเป็นโกดังสินค้าหรือโรงงาน โดยปัจจุบันมีโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จำนวนทั้งสิ้น 9 ราย ซึ่งมี 4 ราย เป็นโรงงานที่ก่อให้เกิดน้ำเสีย แต่มีเพียงรายเดียว คือ บริษัท แกรนด์ ควอตซ์ เทค จำกัด ซึ่งประกอบกิจการทำเครื่องตบแต่งภายในอาคาร ตั้งอยู่ เลขที่ 98606 ม.5 ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ที่มีระบบบำบัดน้ำเสียตามเงื่อนไขการอนุญาตฯ แต่ระบบบำบัดน้ำเสียมีสภาพไม่เรียบร้อย และมีแนวโน้มที่อาจจะทำให้น้ำเสียไหลออกนอกบริเวณโรงงานโดยไม่ผ่านระบบบำบัดน้ำเสีย ประกอบกับบริเวณด้านหลังโรงงานมีการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมซึ่งมีสภาพไม่เรียบร้อยเช่นกัน และพบการกองเก็บวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากกระบวนการผลิตไว้กลางแจ้งในปริมาณมาก โดยไม่มีการส่งไปบำบัดหรือกำจัด

นายวราวุธ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าภายในบริเวณอาคารโรงงานมีกลิ่นเหม็นจากกระบวนการผสมวัตถุดิบ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี จึงได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน โดยให้จัดทำมาตรการป้องกันน้ำเสียจากระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อป้องกันมิให้น้ำเสียไหลออกนอกบริเวณโรงงาน และให้นำเศษวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากกระบวนการผลิตไปกำจัดหรือบำบัดให้ถูกต้องตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2566 และให้จัดทำมาตรการควบคุมและป้องกันกลิ่นที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน ทั้ง 3 ข้อให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ส่วนประเด็นเรื่องฝุ่นละออง และเสียงดังจากการประกอบกิจการของโรงงานดังกล่าว สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี อยู่ระหว่างดำเนินการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าตรวจ วัด วิเคราะห์คุณภาพอากาศและระดับเสียงรบกวนต่อไป

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีบ่อน้ำกรดรุนแรงข้างบริษัทอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่าพบน้ำในบ่อเก็บกักมีสภาพเป็นกรดรุนแรง และอาจมีความเสี่ยงแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก พบว่าเป็นพื้นที่ของบริษัท อุตสาหกรรมสีเขียว น้ำใส จำกัด ประกอบกิจการทำอิฐบล็อก อิฐตัวหนอน จากวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบโรงงานเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 พบว่าการประกอบกิจการก่อให้เกิดน้ำเสียจากกระบวนการผลิต โดยใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเคมี (Chemical treatment) สภาพระบบบำบัดใช้งานได้ตามปกติไม่พบการระบายน้ำทิ้งออกนอกบริเวณโรงงาน แต่ภายในบริเวณโรงงานมีบ่อดินขนาดใหญ่ไว้สำหรับรองรับน้ำฝนหรือน้ำผิวดินที่เกิดขึ้นภายในบริเวณโรงงาน สำนักงานจึงได้เก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อดังกล่าว พบว่าคุณลักษณะน้ำในบ่อดินมีคุณลักษณะไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560

นายวราวุธ ระบุว่า ได้มีคำสั่งมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานจำนวน 2 ข้อ ได้แก่ 1.ให้ฟื้นฟูคุณภาพน้ำในบ่อดินที่อยู่ภายในบริเวณโรงงานให้มีคุณลักษณะเป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 และ2.ให้กำหนดมาตรการในการป้องกันและควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อดินที่อยู่ภายในบริเวณโรงงาน ให้มีคุณลักษณะเป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 โดยให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ต่อมา วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 บริษัทฯ ขอยื่นขยายระยะเวลาปรับปรุงแก้ไขโรงงานออกไปถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียในบ่อดินและก่อสร้างแนวคอนกรีตเพื่อป้องกันสิ่งปนเปื้อนไหลลงบ่อดิน ซึ่งสำนักงานฯ จะได้ตรวจติดตามผลการปฏิบัติตามคำสั่งต่อไป

“กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งตรวจสอบทุกข้อร้องเรียนของประชาชน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ประกอบการที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมกำชับให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดและกรมโรงงานอุตสาหกรรมติดตามการปฏิบัติตามคำสั่งทางกฎหมายอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเร่งรัดการตรวจวัดคุณภาพน้ำ อากาศ ฝุ่น และเสียง เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนยากต่อการแก้ไขและเยียวยา”นายวราวุธ ระบุ

ทั้งนี้ หากพี่น้องประขาชนประสบปัญหาต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับกระทรวงอุตสาหกรรม สามารถแจ้งได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ที่สายด่วน 1564

อาลัย ‘ประภาศ คงเอียด’ จากข้าราชการคลังสู่กรรมการ ป.ป.ช. อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ ข้าราชการคลังผู้ผ่านตำแหน่งสำคัญหลายกรม ถึงแก่อนิจกรรมวัย 64 ปี

อาลัย “ประภาศ คงเอียด” กรรมการ ป.ป.ช. ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 64 ปี "ประภาศ คงเอียด" กรรมการ ป.ป.ช. และอดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 64

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กส่านักงานป ป.ป.โพสต์ต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อ นายประกาศ คงเอียด กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ถึงแก่อนิจกรรมในวัย 64 ปี

สำหรับประวัติของ นายประภาศ มีภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดตรัง สาเร็จการศึกษาระดับปริญญาญาตรีนิติศาสตรบัณฑิล (เกียรติ์นิยมอันดันดันดับ 2) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเนติบัญฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเห่งเนติบัณฑิตยสภา รวมถึงถึงส่าเร็จการศึกษา International Tax Program and Master of Laws (ITP/LLM) จาก Harvard Law School ประเทศสหรัฐอเมริกา

ด้านประวัติการทำงางาน นายประกาศเคยรับราชการในตำแหน่งส่าคัญระดับสูงของกระทระทรวงการดลังมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง, รองปลัดกระทรวงการคลัง, ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการมโยบายรัฐวิสาหกิจ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง และอธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นต้น ก่อนที่จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 30 มกราคม 25668

ที่มา : https://www.kaohoon.com/news/851613

สวนนงนุชพัทยา จัดโปรวันแม่ 12 ส.ค. นี้แม่เข้าฟรี เชิญชวนลูกพาแม่ใช้เวลาดี ๆ กว่า 60 สวนสวยและโชว์ฟรีหลากหลาย เดือนสิงหาคมเกิดฟรีเฉลิมฉลองวันแม่

ปีหนึ่งมีครั้งเดียว! 12 สิงหาคม แม่เข้าฟรี สวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญวันแม่แห่งชาติ แทนคำว่ารัก ชวนลูกพาแม่เที่ยว

สวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญสุดพิเศษให้กับคุณแม่ทั่วประเทศ ในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้นโยบายของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ที่ต้องการส่งเสริมให้วันแม่เป็นวันแห่งความสุขของทุกครอบครัว เชิญชวนลูก ๆ พาคุณแม่มาใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม สร้างความทรงจำอันอบอุ่นในวันสำคัญของครอบครัว พร้อมมอบสิทธิ์ให้คุณแม่เข้าชมสวนนงนุชพัทยาฟรี พร้อมชมการแสดงฟรี

สำหรับการรับสิทธิ์ คุณแม่เข้าฟรี (สงวนสิทธิ์ครอบครัวละ 1 คน) เพียงแสดงหลักฐานความเป็นแม่และลูก โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีนามสกุลเดียวกัน ทั้งนี้ เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่สวนนงนุชพัทยากำหนด โดยสิทธิ์ดังกล่าวใช้ได้เฉพาะวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2569 วันเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสสวนสวยกว่า 60 สวน ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิบสวนที่สวยที่สุดในโลก พร้อมตื่นตาตื่นใจกับหุบเขาไดโนเสาร์ที่รวบรวมหุ่นไดโนเสาร์ขนาดเท่าของจริงกว่า 1,700 ตัว และเมืองอียิปต์ แลนด์มาร์กยอดนิยมที่ไม่ควรพลาด

พิเศษตลอดเดือนสิงหาคม ผู้ที่เกิดในเดือนสิงหาคมสามารถเข้าชมสวนนงนุชพัทยาฟรี ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งวันแม่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของครอบครัวตลอดเดือนสิงหาคม

นักท่องเที่ยวสามารถรับชม “นงนุชโชว์” และการแสดงน้องช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา ซึ่งเปิดการแสดงวันละ 4 รอบ

สวนนงนุชพัทยาขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความทรงจำอันแสนอบอุ่นในวันแม่แห่งชาติ พร้อมต้อนรับทุกครอบครัวให้มาร่วมใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน โดยเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. สอบถามรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

ลมกรดไทยทะลุ 10 วิ!! ‘บิว ภูริพล’ สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง วิ่ง 100 เมตร 9.99 วินาที แซงนักวิ่งญี่ปุ่นขึ้น Asia Lead ผงาดเบอร์ 1 เอเชียปี 2026 อันดับ 44 โลก

หลังจากที่ “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทย วิ่ง 100 เมตร ทำเวลา 9.99 วินาที ในรายการกรีฑาฤดูร้อน ที่ เมสต์สกี สตาดิโอน โอรา สาธารณรัฐเช็ก เมื่อ 1 ส.ค.69 ที่ผ่านมา

จากสถิติครั้งนี้ทำให้ “บิว” ภูริพล บุญสอน พุ่งขึ้นอันดับ 1 ผู้นำแห่งเอเชีย Asia Lead 2026 วิ่ง 100 เมตรชาย ซึ่งปีนี้ยังไม่มีนักวิ่งเอเชียคนไหนวิ่งต่ำกว่า 10 วินาที ได้เลย ดีที่สุดก่อนหน้านี้คือ ยูกิ โกอิเกะ จากญี่ปุ่น ที่ทำได้ 10.06 วินาที ลม +1.4 เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ส่วนนักวิ่งชายทั่วโลกที่ วิ่ง 100 เมตร ต่ำกว่า 10 วินาที ในปีนี้ มีทั้งหมด 48 คน โดย “บิว” ภูริพล รั้งอยู่ในอันดับที่ 44 ของโลก

สำหรับการทำ 9.99 วินาที ของ “บิว” ภูริพล หนนี้ นับเป็นการวิ่ง 100 เมตร ต่ำกว่า 10 วินาที เป็นครั้งที่ 2 ของเจ้าตัว ต่อจากกีฬาซีเกมส์ 2025 ที่ไทย ทำสถิติ 9.94 วินาที ในรอบคัดเลือก เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.68 รวมทั้งเป็นการวิ่งต่ำ 10 วินาที ครั้งแรกที่ต่างประเทศ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10347404

ชาวปาเลสไตน์ ในเขตเวสต์แบงก์

เด็กๆ ชาวปาเลสไตน์ ในเขตเวสต์แบงก์
กำลังมองดูการทำลายล้างโรงเรียนในถิ่นที่อยู่ของพวกเขา
จากฝ่ายอิสราเอล โดยไม่สามารถตอบโต้อะไรได้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1365158475772509/?rdid=7PLke4oYYJPkPE6Q#

มหกรรม SDX 2026 ชู Universal Design Social Development Expo 2026 21-23 ส.ค. ที่เมืองทองธานี เน้นคนพิการแสดงนวัตกรรม ร่วมสร้างสังคมทุกวัยไปด้วยกัน

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เชิญชวนประชาชน เข้าร่วมงาน Social Development Expo 2026 (SDX 2026) มหกรรมด้านการพัฒนาสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ภายใต้แนวคิด “Co-Creating a Better Society : ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัย ไปด้วยกัน” ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

ไฮไลต์สำคัญของงานปีนี้ คือ การเปิดพื้นที่ด้านคนพิการครั้งแรกในรูปแบบมหกรรมระดับประเทศ ภายใต้ความร่วมมือของสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อร่วมออกแบบสังคมแห่งอนาคตที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมเชิงประสบการณ์ที่เชื่อมโยงการพัฒนาทุนมนุษย์ สิทธิ และสวัสดิการอย่างครอบคลุม

โดยในพื้นที่จะนำเสนอ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ บทบาทขององค์การคนพิการในการยกระดับคุณภาพชีวิต นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงของคนพิการ และทิศทางการพัฒนางานด้านคนพิการของประเทศไทย โดยออกแบบพื้นที่ทั้งหมดตามหลัก Universal Design เพื่อรองรับการเข้าถึงของคนพิการทุกประเภทอย่างเท่าเทียม

ภายในงาน SDX 2026 จะประกอบด้วยเวทีปาฐกถาพิเศษ เวทีเสวนานโยบาย การประชุมวิชาการ การแสดงผลงานของภาคีเครือข่าย นิทรรศการเชิงประสบการณ์ (Interactive Exhibition) พื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Co-Creation Space) และ Service Clinic ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสิทธิ สวัสดิการ และบริการของภาครัฐได้อย่างใกล้ชิด

พื้นที่จัดแสดงแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่ 1. Co-Protect : Social Protection นำเสนอระบบการคุ้มครองและสร้างหลักประกันทางสังคม โซนที่ 2. Co-Develop : People & Opportunities มุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสของคนไทยทุกช่วงวัย และ โซนที่ 3. Co-Create : Innovation & Partnership นำเสนอนวัตกรรม เทคโนโลยี และรูปแบบความร่วมมือใหม่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาสังคม

จากสภาถึงกระทรวงคมนาคม!! ‘เจือ ราชสีห์’ เผยผลักดันตั้งแต่ผู้ว่าฯ ถึงรัฐบาล จนสะพานสงขลา–สิงหนคร เข้าสู่งบประมาณ ได้บรรจุงบปี 2569 เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ หลังรอคอยมานานหลายปี

‘เจือ ราชสีห์” ยืนหยัดเคียงข้างชาวสงขลา 5 ปี ผลักดันโครงการสะพานเชื่อมสงขลา–สิงหนคร จนได้บรรจุในงบปี 2569

นายเจือ ราชสีห์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง เทศบาลนครสงขลา กับ อำเภอสิงหนคร ว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้ยืนหยัดติดตามและผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง แม้.จะอยู่ในหรือพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม

โดยได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่การ ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทั้ง 3 ท่าน ได้แก่

1. นายเจษฎา จิตรัตน์

2. นายสมนึก พรหมเขียว

3. นายโชตินรินทร์ เกิดสม

พร้อมกันนั้น ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้พยายามผลักดันเรื่องนี้ในระดับรัฐบาล ทั้งการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร การยื่นกระทู้ถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึงการ ยื่นหนังสือตรงถึงพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งท่านก็ได้ลงพื้นที่ตรวจจุดก่อสร้างสะพานด้วยตนเอง

แม้ภายหลังพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. นายเจือ ราชสีห์ยังคงติดตามโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง โดยได้ยื่นหนังสือและประสานงานกับ กระทรวงคมนาคม และ กรมทางหลวงชนบท มาโดยตลอด

ล่าสุด ความพยายามดังกล่าวได้เห็นผล เมื่อโครงการศึกษาความเหมาะสมการก่อสร้างสะพานดังกล่าว ได้รับการบรรจุในงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 9 ล้านบาท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

นายเจือกล่าวทิ้งท้ายว่า

> “ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่ ผมก็จะยืนหยัดอยู่เคียงข้างพี่น้องชาวสงขลาเสมอ เพื่อให้โครงการสำคัญนี้เกิดขึ้นได้จริง และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองฝั่งทะเลสาบ”

https://www.facebook.com/share/v/1CKyoAydoq/?mibextid=CTbP7E

Paddle Board พลิกเกมท่องเที่ยว!! เปิดเส้นทางน้ำสร้างประสบการณ์ใหม่ เปลี่ยนสถานที่เดิมให้มีคุณค่า เชื่อมชุมชน ธรรมชาติ และวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยกิจกรรมเพื่อสุขภาพ

“Paddle Board” เปิดมุมใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย
เปลี่ยนแม่น้ำ คลอง และอ่างเก็บน้ำ สู่เส้นทางประสบการณ์ที่ถนนพาไปไม่ถึง

นักท่องเที่ยวหลายคนอาจเคยเดินทางไปยังอยุธยา กาญจนบุรี สมุทรสงคราม หรือชุมชนริมน้ำใกล้กรุงเทพฯ มาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่คำถามสำคัญของการท่องเที่ยวในวันนี้ คือ เราจะสร้างเหตุผลอะไรให้ผู้คนกลับมายังสถานที่เดิมและทำให้การเดินทางครั้งต่อไปไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมในรูปแบบเดิม
หนึ่งในคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่อยู่ที่การเพิ่ม “มิติใหม่” ให้กับทรัพยากรและสถานที่ที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วPaddle Board หรือ Stand Up Paddle Board (SUP) คือกิจกรรมที่เปลี่ยนพื้นที่น้ำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เคลื่อนไหวร่างกาย ใช้เวลากับธรรมชาติ และสัมผัสสถานที่ผ่านประสบการณ์ที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวรูปแบบเดิมกิจกรรมทางน้ำจึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบเพิ่มเติมของทริป แต่สามารถกลายเป็นเหตุผลใหม่ของการเดินทาง และเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มคุณค่าให้แก่การท่องเที่ยวไทย

จาก Surf Therapy สู่โอกาสของ Blue Exercise
โครงการ Surf Therapy - From Wave to Wellness ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการนำพื้นที่น้ำมาต่อยอดให้เป็นมากกว่าสถานที่พักผ่อน แต่เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ การทดลองประสบการณ์ใหม่ และการสร้างความทรงจำจากการมีส่วนร่วมกับธรรมชาติแนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ Blue Exercise หรือกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ไม่ว่าจะเป็น Surfing, Paddle Board หรือ Wake Board ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการเดินทาง การออกกำลังกาย และประสบการณ์เข้าด้วยกัน
สำหรับ Paddle Board ความน่าสนใจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทะเล เพราะแม่น้ำ ลำคลอง และแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศไทย สามารถพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ วิถีชุมชน ธรรมชาติ อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ตลอดทั้งปี

ประเทศไทยมีทั้งทรัพยากรและโอกาสในการพัฒนา Paddle Board Tourism
ศักยภาพของประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีแหล่งน้ำที่หลากหลายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่พร้อมรองรับนักเดินทาง
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์ว่าแต่ละพื้นที่มีธรรมชาติที่สวยงาม แต่คือการนำทรัพยากรเหล่านั้นมาออกแบบเป็นกิจกรรมที่มีเส้นทางชัดเจน มีมาตรฐานความปลอดภัย และเชื่อมโยงกับประสบการณ์อื่น ๆ ในพื้นที่ นี่คือการเปลี่ยน “ทรัพยากรที่มีอยู่” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์ที่สร้างมูลค่า” โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ SUP Thailand Trips กับการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวบนผิวน้ำ หนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทในการนำ Paddle Board มาเชื่อมโยงเปิดประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวผ่านสายน้ำรูปแบบใหม่ภายในประเทศไทย คือ SUP Thailand Trips ที่เริ่มต้นจากความชอบในการพายของเพื่อนสองคน

คุณเมย์ - รัชกิจ อัศวชินเทพกุล และคุณกอล์ฟ - วัชรพงศ์ กลึงโพธิ์

จากการออกไปพายเพื่อพักผ่อน สำรวจเส้นทางใหม่ และชวนเพื่อน ๆ มาร่วมเดินทาง ค่อย ๆ เติบโตเป็น Community ของคนรัก Paddle Board และพัฒนาเป็นการจัดทริปที่พาผู้คนออกไปสัมผัสเส้นทางน้ำในหลากหลายพื้นที่SUP Thailand Trips เริ่มเผยแพร่เรื่องราวและกิจกรรมการพายมาตั้งแต่ช่วงปี 2563 ผ่านเส้นทางต่าง ๆ เช่น ตลาดโบราณบางพลี บางกะเจ้า และต่อยอดสู่เส้นทางอื่นทั่วประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แนวทางของ SUP Thailand Trips ไม่ได้จำกัดการพายอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่ใช้ Paddle Board เป็นเครื่องมือในการเดินทาง ตั้งแต่ลำคลอง ชุมชนริมน้ำ แม่น้ำสายประวัติศาสตร์ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ไปจนถึงทะเล ไม่ว่าจะเป็นการพายรอบเกาะเมืองอยุธยาผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี การพายในแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี หรือเส้นทางธรรมชาติอย่างเขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี ทุกเส้นทางสะท้อนให้เห็นว่า “ผิวน้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับกิจกรรม
แต่สามารถเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับเรื่องราวของแต่ละพื้นที่ได้

“ตอนแรกเราเริ่มจากความชื่นชอบกิจกรรมเดียวกัน คือ ชอบพาย Paddle Board เหมือนกัน เลยชักชวนกันออกไปลองพายเส้นทางใหม่ ๆ ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงโควิด เลยมองเห็นว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างตอบโจทย์ในสถานการณ์ขณะนั้น เนื่องจากเป็นกิจกรรมในที่โล่ง อากาศโปร่ง มีการเว้นระยะระหว่างกัน จึงชักชวนกันเปิดทริปพายขึ้นมา ชวนคนมาพายด้วย และได้รับความสนใจ มีผู้คนชื่นชอบอยากมาสัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีแม่น้ำ คลอง และแหล่งน้ำที่มีเรื่องราวอยู่เป็นจำนวนมาก หลายสถานที่เป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวรู้จักอยู่แล้ว แต่เมื่อเราเปลี่ยนจากการเดินทางบนถนน มาเป็นการพายบนผิวน้ำ สถานที่เดิมที่เคยมา จะให้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปเราได้เห็นทั้งธรรมชาติ วิถีชุมชน และมุมมองจากทางน้ำที่อาจไม่เคยมองเห็นจากบนฝั่ง”

— คุณเมย์ รัชกิจ อัศวชินเทพกุล
ผู้ร่วมก่อตั้ง SUP Thailand Trips

สถานที่เดิม แต่เป็นประสบการณ์คนละแบบ
จุดแข็งของ Paddle Board คือการสร้างวิธีการเดินทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ในการสัมผัสสถานที่ที่หลายคนคุ้นเคย จากพื้นที่ที่เคยเป็นเพียงจุดหมายปลายทาง ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่นักเดินทางได้เข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นเมืองเก่าชุมชนริมน้ำ หรือแหล่งธรรมชาติ การเดินทางผ่านสายน้ำช่วยเปิดมุมมองใหม่ และทำให้ผู้มาพายได้เห็นอีกมุมของสถานที่แตกต่างออกไป “เราไม่จำเป็นต้องหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ทุกครั้ง แต่อาจเริ่มจากการกลับไปค้นหาคุณค่าของสถานที่เดิมด้วยวิธีใหม่ บางคนเคยไปจังหวัดเดิมหลายครั้ง แต่เมื่อได้ลองมองจากมุมจากสายน้ำ มันก็สามารถกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำใหม่ได้”

— คุณกอล์ฟ วัชรพงศ์ กลึงโพธิ์
ผู้ร่วมก่อตั้ง SUP Thailand Trips

เติมกิจกรรมให้ทริป และเพิ่มเวลาที่นักท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่
Paddle Board สามารถเปลี่ยนการเดินทางจากการเยี่ยมชมเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวได้ใช้เวลาและมีส่วนร่วมกับพื้นที่มากขึ้นกิจกรรมนี้สามารถพัฒนาได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ One - day Trip สำหรับผู้เริ่มต้น ไปจนถึง Adventure Route หรือโปรแกรมพักค้างคืนสำหรับนักพายที่ต้องการประสบการณ์ที่ลึกขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มระยะเวลาการเดินทาง พายและแวะทำกิจกรรมต่างๆที่มีในชุมชนนั้นๆ เพื่อกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการในพื้นที่ภายใต้โครงการ Surf Therapy - From Wave to Wellness ทาง SUP Thailand Trips ได้ร่วมจัดกิจกรรม SUP Healing & Harmony @ Kanchanaburi เปิดประสบการณ์ Blue Exercise ผ่านการพาย Paddle Board บนแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ระยะทางกว่า 19 กิโลเมตร โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์พายมาก่อน แต่ด้วยการออกแบบเส้นทาง การแนะนำพื้นฐาน และการดูแลด้านความปลอดภัย ทำให้ทุกคนสามารถก้าวข้ามความท้าทาย และสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านสายน้ำได้

“เสน่ห์ของ Paddle Board คือไม่ได้มีแค่การพายจากจุดเริ่มต้นไปถึงปลายทาง แต่ระหว่างทางเราได้เห็นธรรมชาติ สัมผัสเสียงน้ำกระทบบอร์ด สายลม แสงแดดได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมทริป ชาวบ้านริมน้ำ และได้ผ่อนคลายจากเรื่องราวหนักๆในหัว หลายคนเริ่มจากไม่เคยพายมาก่อน แต่เมื่อได้ลองใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ เขาจะพบว่าการเดินทางรูปแบบนี้ให้ประสบการณ์ที่แตกต่างจากเดิม”

(— คุณเมย์ รัชกิจ อัศวชินเทพกุล)

เริ่มต้นได้ไม่ยาก แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Paddle Board มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวคือ เป็นกิจกรรมที่ผู้เริ่มต้นสามารถเข้าถึงได้ โดยสามารถเรียนรู้พื้นฐาน เช่น การทรงตัว การควบคุมบอร์ด และค่อย ๆ พัฒนาไปตามระดับความสามารถ

อย่างไรก็ตาม การสร้างประสบการณ์ที่ดีต้องมาพร้อมกับมาตรฐานด้านความปลอดภัย ตั้งแต่การเลือกเส้นทางให้เหมาะสมกับผู้เข้าร่วมกิจกรรม การตรวจสอบสภาพอากาศ กระแสน้ำ การใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมถึงการมีทีมงานดูแลตลอดกิจกรรม เพราะเป้าหมายไม่ได้เป็นเพียงการพานักท่องเที่ยวออกไปทำกิจกรรม แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกมั่นใจ สนุก และอยากกลับมาเปิดประสบการณ์ใหม่อีกครั้ง“หลายคนอาจคิดว่า Paddle Board เป็นกิจกรรมที่ต้องมีประสบการณ์มาก่อน แต่จริง ๆ แล้วถ้ามีการแนะนำพื้นฐาน เลือกเส้นทางที่เหมาะสม และมีทีมงานดูแล ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ สิ่งสำคัญสำหรับเราคือ อยากให้คนที่มาพายได้สนุกกับประสบการณ์ตรงหน้า พร้อมกับรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจตลอดเส้นทาง”

(— คุณกอล์ฟ วัชรพงศ์ กลึงโพธิ์)

ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจธรรมชาติและเคารพพื้นที่
การเดินทางผ่านกิจกรรม Paddle Board ไม่ได้เป็นเพียงการออกกำลังกายกลางแจ้ง แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดมากขึ้น การอยู่บนผิวน้ำทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้เห็นทั้งความสวยงามของสายน้ำ วิถีชีวิตของผู้คน และความสำคัญของการดูแลพื้นที่เหล่านั้น ในขณะเดียวกัน ผู้จัดกิจกรรมยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบทั้งการรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำ การลดผลกระทบต่อธรรมชาติ และการใช้พื้นที่ร่วมกับชุมชนอย่างเข้าใจ“เวลาที่เราอยู่บน Paddle Board เราได้อยู่ใกล้กับธรรมชาติมากขึ้น ได้เห็นทั้งความสวยงามและสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำจริง ๆ เราอยากให้ทุกทริปไม่ได้เป็นเพียงการออกไปพาย แต่เป็นโอกาสให้คนได้ร่วมดูแลรักษาพื้นที่ เข้าใจธรรมชาติ และเห็นว่าสายน้ำเป็นพื้นที่ที่ทุกคนมีส่วนช่วยกันดูแล”

(— คุณเมย์ รัชกิจ อัศวชินเทพกุล)
.
Paddle Board กับโอกาสใหม่ของการท่องเที่ยวไทย
การพัฒนา Paddle Board ในมิติของ Blue Exercise ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มกิจกรรมทางน้ำเข้าไปในการท่องเที่ยว แต่คือการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดคุณค่าใหม่ ผ่านการออกแบบประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้คนกับสถานที่เมื่อได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม Paddle Board สามารถช่วยสร้างเหตุผลใหม่ในการเดินทาง เพิ่มระยะเวลาการอยู่ในพื้นที่ กระจายรายได้สู่ชุมชน และสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดธรรมชาติและเต็มไปด้วยประสบการณ์มากขึ้นเพราะบางครั้ง การค้นพบสถานที่ใหม่ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเดินทางไปไกลกว่าเดิมเพียงเปลี่ยนจากถนนมาเป็นสายน้ำ เปลี่ยนจากการยืนมองอยู่บนฝั่ง มาเป็นการพายเข้าไปสัมผัสเมืองเดิม ก็สามารถมอบความประทับใจในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้

ผู้สนใจสามารถติดตามเส้นทาง กิจกรรม และทริป Paddle Board ได้ทาง
Facebook: SUP Thailand Trips

5 สิงหาคม 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนทหารสราญรมย์ มรดกการปฏิรูปกองทัพไทย วางรากฐานการทหารสมัยใหม่

วันนี้ในอดีต 5 สิงหาคม พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานกำเนิด ‘โรงเรียนทหารสราญรมย์’ ต่อมาคือ โรงเรียนนายร้อย จปร.

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า กำเนิดขึ้นพร้อม ๆ กับ(กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์) โดยเริ่มจากการจัดตั้งทหารมหาดเล็กเด็กที่เรียกว่า ‘ทหารมหาดเล็กไล่กา’ จำนวน 12 คน ในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้ขยายกำลังขึ้นโดยฝึกข้าหลวงเดิมให้เป็นทหารมหาดเล็กสมทบกับพวกมหาดเล็กไล่การวม 24 คน จึงเรียกทหารในชุดนี้ว่า ‘ทหาร 2 โหล’ และต่อมาได้เพิ่มจำนวนทหารมหาดเล็กเป็น 72 คน แต่งตั้งเป็นกองทหารมหาดเล็กสำหรับรักษาพระองค์อย่างใกล้ชิด

พ.ศ. 2414 โปรดเกล้าฯ ให้ขยายกองทหารมหาดเล็กออกเป็นกองร้อย เรียกว่า ‘กอมปานี’ (Company) ถึง 6 กองร้อย จัดตั้งเป็น ‘กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์’
พ.ศ. 2415 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถานที่สอนวิชาการและระเบียบการขึ้นในกรมทหารมหาดเล็ก รวมทั้งให้มีการสอนวิชาภาษาอังกฤษและภาษาไทยด้วย เรียกสถานศึกษาว่า ‘คะเด็ตทหารมหาดเล็ก’ ส่วนนักเรียนเรียกว่า ‘คะเด็ต’ (Cadet)

พ.ศ. 2423 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมทหารหน้าขึ้น (ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นกรมยุทธนาธิการ) จึงกำเนิด ‘คะเด็ตทหารหน้า’ ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ได้เร่งปรับปรุงกิจการทหารโดยลำดับ เมื่อเจริญกว้างขวางและเป็นแบบแผนขึ้นบ้างแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช จัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาทหารสำหรับทหารบกทั่วไปขึ้น โดยให้ใช้พื้นที่บริเวณหลังพระราชวังสราญรมย์เป็นสถานที่ตั้ง (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกรมแผนที่ทหาร) โดยรวมคะเด็ตทหารมหาดเล็ก คะเด็ตทหารหน้า นักเรียนแผนที่ และส่วนที่เป็นทหารสก๊อตเข้าด้วยกัน ใช้ชื่อรวมว่า ‘คะเด็ตสกูล’ สำหรับนักเรียนเรียกว่า ‘คะเด็ต’ มีนายพันเอกนิคาล วอลเกอร์ (Nical Walger) เป็นผู้บังคับการคนแรก

5 สิงหาคม พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาทรงกระทำพิธีเปิดโรงเรียนคะเด็ตสกูล

14 มกราคม พ.ศ. 2431 ได้ตราข้อบังคับขนานนามโรงเรียนคะเด็ตสกูลเสียใหม่ว่า ‘โรงเรียนทหารสราญรมย์’

6 ตุลาคม พ.ศ. 2440 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองโรงเรียนนายสิบมาสมทบด้วย เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น ‘โรงเรียนสอนวิชาทหารบก’

25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441 ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น ‘โรงเรียนทหารบก’ เปิดโอกาสให้รับบุคคลสามัญที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยได้ต่อมามีผู้สนใจเข้ารับการศึกษาเพิ่มมากขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายนักเรียนนายสิบไปสังกัดกองพลทหารบกตามเดิม และ เมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2446 ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น ‘โรงเรียนนายร้อยทหารบก’ เปิดการสอนใน 2 แผนก คือ โรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม และโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม

5 ปีถัดมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าสถานที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกคับแคบไปแล้วไม่เพียงพอแก่การที่จะผลิตนักเรียนเพิ่มขึ้นทันกับความต้องการของสถานการณ์ในเวลานั้น ซึ่งขาดแคลนนายทหาร จึงโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินติดถนนราชดำเนินนอก เป็นเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่เศษ ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม (ส่วนโรงเรียนนายร้อยชั้นปฐมยังคงอยู่ ณ โรงเรียนทหารสราญรมย์เดิม) เสร็จแล้วพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงกระทำพิธีเปิดโรงเรียนเมื่อ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2452

โรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม และโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยมได้ดำเนินการมาด้วยดี ต่อมาเศรษฐกิจของชาติตกต่ำ กระทรวงกลาโหมจึงให้รวมโรงเรียนนายร้อยทั้งสองนี้เข้าด้วยกันเรียกชื่อว่า ‘โรงเรียนนายร้อยทหารบก’ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมยุทธศึกษาทหารบก

26 มีนาคม พ.ศ. 2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาพระราชทานกระบี่แก่นักเรียนนายร้อยทหารบกที่จบการศึกษาชั้นสูงสุดเป็นครั้งแรก และจากนั้นเป็นต้นมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกระบี่แก่นักเรียนนายร้อยที่จบการศึกษาขั้นสูงสุดทุกปี
พ.ศ. 2477 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนเทคนิคทหารบกขึ้นในกรมยุทธศึกษาทหารบก เพื่อผลิตนายทหารบางเหล่าที่เป็นเหล่าสายเทคนิค

2 ธันวาคม พ.ศ. 2485 - 14 มกราคม พ.ศ. 2487 ได้มีการผลิตนักเรียนนายร้อยหญิงขึ้น 1 รุ่นจำนวน 28 คนและมีรุ่นเดียว

14 เมษายน พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2487 ได้มีการผลิตนักเรียนนายร้อยสำรองขึ้น 3 รุ่น และได้เปิดหลักสูตรอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่ 30 เมษายน พ.ศ. 2499 อีก 6 รุ่น รวม 9 รุ่น

ในห้วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ประเทศไทยได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรไมตรีกับฝ่ายญี่ปุ่น เมื่อ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ในปี พ.ศ. 2486 ฝ่ายพันธมิตรได้ทำการโจมตีทางอากาศต่อที่หมายในกรุงเทพมหานครอย่างหนัก ทางราชการจึงคิดแผนการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ ณ สถานที่แห่งใหม่ในเขต จ.เพชรบูรณ์ ในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2487 นักเรียนนายร้อยทุกหลักสูตรและทุกคน จึงได้ออกเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟสามเสน ไปลงที่สถานีรถไฟตะพานหิน จ.พิจิตร จากนั้นเดินเท้าต่อไปอีก 112 ก.ม. เข้าสู่หมู่บ้านป่าแดง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ เปิดทำการสอนนักเรียนนายร้อยอยู่ไม่นาน พอต้นปี พ.ศ. 2488 ได้เคลื่อนย้ายมาอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งสงครามสงบในเดือน กันยายน พ.ศ. 2488 โรงเรียนนายร้อยจึงได้กลับมาอยู่ ณ สถานที่ตั้งเดิม

พ.ศ. 2489 กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรของโรงเรียนนายร้อย เป็นหลักสูตรการศึกษา 5 ปีตามแบบอย่างโรงเรียนนายร้อยทหารบกของสหรัฐอเมริกา

1 มกราคม พ.ศ. 2491 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามโรงเรียนนายร้อยแทนชื่อเดิมว่า ‘โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า’
ต่อมาโรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้า ณ ถนนราชดำเนินนอกอยู่ในสภาพแออัด ด้วยมีจำนวนนักเรียนนายร้อยเพิ่มขึ้น สถานที่ฝึกศึกษา เล่นกีฬา และสถานที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดสภาพสิ่งแวดล้อมสำหรับการเป็นโรงเรียนนายร้อยหลักของประเทศ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มีสถานที่ตั้งแห่งใหม่ ณ บริเวณเขาชะโงก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โรงเรียนนายร้อยแห่งนี้ได้กระทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2524 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพลเอกหญิงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ขณะดำรงพระยศพันเอก) ได้เสด็จฯ มากระทำพิธี

5 สิงหาคม พ.ศ. 2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก ถือเป็นการเปิดโรงเรียนนายร้อยแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ และได้ดำเนินการสอนมาจนถึงปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top