Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ผลงานเข้าตา!! บาเยิร์นล็อกอนาคต “ไมคอน คาร์โดโซ” ดาวรุ่งวัย 17 โตในไทย ต่อสัญญายาวลุ้นขึ้นชุดใหญ่ เน้นเก็บประสบการณ์ลีกเจ้าเดิม

บาเยิร์นต่อสัญญา “ไมคอน คาร์โดโซ” ดาวรุ่งวัย 17 โตในไทย ล็อกอนาคตลุ้นปั้นขึ้นทีมชุดใหญ่

สโมสรบาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่บุนเดสลีกา ประกาศต่อสัญญาระยะยาวกับ 'ไมคอน คาร์โดโซ' แนวรุกดาวรุ่งวัย 17 ปีผู้เติบโตในไทย แม้ไม่เปิดเผยรายละเอียดสัญญา แต่คาดว่าครอบคลุมถึงปี 2027 ขึ้นไป

เว็บไซต์สโมสรระบุว่า 'ไมคอน' ทำผลงานโดดเด่นกับทีม U-19 ฤดูกาล 2025/26 ก่อนถูกเลื่อนขึ้นทีม U-23 ต้นปี 2026 ความก้าวหน้าทั้งเทคนิคและความเข้าใจเกมทำให้เขามีโอกาสเปิดตัวในเกมอุ่นเครื่องทีมชุดใหญ่กับเรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก โดยบาเยิร์นมั่นใจในศักยภาพของเขาอย่างสูง

เจ้าตัวจะเก็บประสบการณ์กับทีมสำรอง FC Bayern Amateure ในลีก Regionalliga คู่กับทีม U-23 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญสำหรับการฝึกฝน ก่อนก้าวสู่ทีมชุดใหญ่เต็มตัวตามเป้าหมาย ก่อนหน้านี้ 'ไมคอน' เกิดที่บราซิลแต่เติบโตในราชบุรี ไทย เข้าร่วม STB Sports Thai Bavaria Academy และก้าวสู่ Global Academy ที่ Bayern Campus พร้อมรับเลือกเข้าโครงการ U-19 World Squad ที่แสดงพัฒนาการต่อเนื่อง

'ไมคอน' ได้กล่าวผ่านทางสโมสรว่า "นี่เป็นก้าวสำคัญในเส้นทางลูกหนังของผม และผมพร้อมจะทำงานหนักเพื่อโอกาสในทีมชุดใหญ่" ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของดาวรุ่งรายนี้ในอนาคต

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1633550/

5 มีนาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันนักข่าว’ หรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันสถาปนาสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ยกย่องข่าวดีเด่น ภาพข่าวเด่น จุดประกายประโยชน์สังคม

วันนักข่าว หรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ในประเทศไทยตรงกับวันที่ 5 มีนาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันสถาปนาสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย (ปัจจุบันคือสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2498

‘วันนักข่าว’ หรือ ‘วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ’ ตรงกับวันที่ 5 มีนาคมของทุกปี ก่อตั้งโดย สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2498 และนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย สมัยนั้นคือ นายโชติ มณีน้อย เป็นนักข่าวรุ่นบุกเบิก ก่อตั้งลงนามร่วมกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รวม 16 ฉบับ

‘วันนักข่าว’ ทำให้สมาชิก และผู้ที่อยู่ในวงการแวดวงข่าวสาร หนังสือพิมพ์ และสื่อทุกช่องทาง ได้ตระหนักถึงความสำคัญของข่าวสาร มีการมอบรางวัลนักข่าวดีเด่น ภาพข่าวดีเด่น และข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ ที่จุดประกายต่อยอดเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ได้ถือเอาวันที่ 5 มีนาคม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 เป็นวันหยุดงานประจำปี โดยวันที่ 4 มีนาคมจะเป็นวันนัดร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อให้วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดนัดเฉลิมฉลองสังสรรค์ จัดที่ ณ ที่ทำการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย อาคาร 8 ถนนราชดำเนิน

รายชื่อ 16 หนังสือพิมพ์ที่ร่วมลงนามก่อตั้งวันนักข่าว ประกอบด้วย 1. หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์, 2. หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์, 3. หนังสือพิมพ์ข่าวสยาม, 4. หนังสือพิมพ์ซินเสียง, 5. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, 6. หนังสือพิมพ์ตงฮั้ว, 7. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, 8. หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย, 9. หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย, 10. หนังสือพิมพ์หลักเมือง, 11. หนังสือพิมพ์ศิรินคร, 12. หนังสือพิมพ์สยามนิกร, 13. หนังสือพิมพ์สยามรัฐ, 14. หนังสือพิมพ์สากล, 15. หนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ และ16. หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

ที่มา : https://www.thaipbs.or.th/news/content/337717

จีนส่งสัญญาณถึงโลก!! โฆษกจีนเรียกร้องสภาพแวดล้อมเปิดกว้าง เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม เน้นพึ่งพาตนเองและเสริมเทคโนโลยีหลัก ชี้ “หุ่นยนต์เหมือนมนุษย์” ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดน

โหลวฉินเจี่ยน โฆษกประจำการประชุมครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนชุดที่ 14 แถลงในวันพุธที่ 4 มี.ค. ว่าจีนเรียกร้องให้สร้างสภาพแวดล้อมระดับโลกที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมกัน

โหลวเน้นย้ำว่าการพึ่งพาตนเองในด้านเทคโนโลยีถือเป็นหัวใจสำคัญของนวัตกรรมจีน พร้อมระบุว่า "นวัตกรรมนี้ไม่อาจดำเนินไปได้หากปราศจากระบบนิเวศระดับโลกที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และเอื้อประโยชน์ร่วมกัน"

ในคำตอบเกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โหลวกล่าวว่า การทำให้หุ่นยนต์มีความสามารถรู้สึก นึกคิด ตัดสินใจ และกระทำอย่างมนุษย์ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั่วโลก พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาด้านจริยธรรมและสังคมจากความก้าวหน้านี้จำเป็นต้องร่วมมือกัน

จีนตั้งเป้าสร้างนวัตกรรมต้นแบบและผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแกนหลักในหลายสาขา ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเทคโนโลยีและควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : Xinhua

มาดามแป้งปลื้ม!! ทีมสาวยู-20 เฉือนชนะ โมร็อกโก 5-4 คว้าชัย 2 นัดติดในรายการพิเศษ เตรียมพร้อมสู้ศึกคัดบอลโลก 2569 พบรัสเซีย 6 มี.ค.นี้ เวลา 19.00

(4 มี.ค. 69) มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความชื่นชมทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ที่ร่วมแข่งรายการ BEE GIRLS TROPHY 2026 ที่ประเทศตุรกี หลังโต๊ะ 2 เฉือนชนะโมร็อกโก 5-4 เก็บชัยชนะเกมที่สองติดต่อกันได้สำเร็จ

มาดามแป้งกล่าวผ่านโพสต์ในแพลตฟอร์ม X ว่า "เก่งมากลูกๆ ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย U20 อีกหนึ่งชุดความหวัง เก็บชัยชนะ 2 นัดติดในฟุตบอลรายการ Bee Girls Trophy 2026 (ชนะ จอร์แดน 1-0, โมร็อกโก 5-4) เหลืออีกนัดต้องเต็มที่-เตรียมก่อนศึกคัดบอลโลกที่ไทย เม.ย.นี้ ฝากเด็กๆ ชุดนี้ด้วยนะคะ"

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันนัดถัดไป ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย U20 จะพบกับรัสเซียในวันที่ 6 มีนาคมนี้ เวลา 19.00 น. เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนศึกคัดเลือกบอลโลก ขณะที่ผลงานช่วงนี้แสดงถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของทีมสู่เวทีระดับโลก

การแข่งขันฟุตบอลหญิงรุ่นยู-20 ในรายการ BEE GIRLS TROPHY 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญของการพัฒนาฟุตบอลหญิงไทยสู่ระดับนานาชาติ การชนะอย่างต่อเนื่องในรายการนี้สร้างความเชื่อมั่นว่าทีมมีความแข็งแกร่งในการเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10158521

ความเห็น ‘รศ.ดร.อักษรศรี’ต่อท่าทีจีนต่อสงครามอิหร่าน

3. การปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลต่อจีนอย่างไร

ปิดฮอร์มุซกระทบใคร? คำตอบของจีนคือ “คุมความเสี่ยง” แล้วดันตัวเองเป็นคนกลาง

ในเชิงสถิติ จีนพึ่งพาพลังงานที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในระดับสูง (ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) จึงดูเหมือนว่า “เสี่ยง” หากช่องแคบถูกปิดจริง แต่ถ้ามองเชิงยุทธศาสตร์ จีนกับอิหร่านมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและยาวนานในฐานะ “เพื่อนเก่า” ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ถ้าอิหร่านปิดช่องแคบ อาจไม่ได้ปิดแบบเหมารวมกับทุกฝ่าย แต่อาจ “คุมการผ่าน” ต่อบางชาติเป็นพิเศษ

นั่นหมายความว่า จีนอาจใช้ช่องทางการทูตไปเจรจากับอิหร่าน เพื่อให้ เรือสัญชาติจีนยังสามารถผ่านได้ในระดับหนึ่ง (หรืออย่างน้อยลดการสะดุดของการขนส่ง) ถ้าเป็นเช่นนั้น ผลกระทบต่อจีนก็อาจ “ไม่หนัก” เท่าที่หลายคนกังวลจากตัวเลขอย่างเดียว

อีกด้านหนึ่ง จีนเองก็ไม่ได้พึ่งน้ำมันแบบ “ไม่มีทางเลือก” เหมือนในอดีต เพราะจีนพยายาม กระจายความเสี่ยง (diversify) และเร่งพลังงานทางเลือกมากขึ้น เช่น พลังงานสะอาดและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อการใช้น้ำมันและก๊าซในระยะยาว แม้จะไม่ได้ทำให้ “ไม่กระทบเลย” แต่ทำให้จีนมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม “ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด” ของจีนคือ ตะวันออกกลางสงบและหยุดสู้รบเร็ว เพราะภูมิภาคนี้มีความสำคัญต่อผลประโยชน์จีนทั้งด้านเศรษฐกิจและพลังงานสูงมาก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจีนมีแรงจูงใจที่จะ ขยับบทบาทเป็นคนกลาง เพื่อพาไปสู่ทางลงของทุกฝ่าย

จีนยังพยายามสร้างภาพบทบาท “ผู้พิทักษ์สันติภาพ” ในเวทีโลกอยู่แล้ว ผ่านแนวคิดด้านความมั่นคงอย่าง Global Security Initiative (GSI) และในสงครามนี้ สหรัฐฯ ไม่สามารถเป็นคนกลางได้ เพราะเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ขณะที่จีนมีความได้เปรียบกว่าในฐานะประเทศที่อิหร่าน “รับฟัง” และในเวลาเดียวกัน สหรัฐฯ ก็อาจไม่ต้องการให้สงครามยืดเยื้อ

ความเห็น ‘รศ.ดร.อักษรศรี’ต่อท่าทีจีนต่อสงครามอิหร่าน

2. จีนจะลงมาเป็นผู้เล่นในความขัดแย้งตะวันออกกลางหรือไม่

 

ซัพพอร์ต ≠ ร่วมรบ

จีนหนุนอธิปไตยอิหร่าน แต่เลือกช่วยด้วยการทูตและระบบ มากกว่ากระโดดลงสนามรบ

ประเด็นเรื่องรัฐมนตรีต่างประเทศจีนโทรศัพท์ไปหาฝ่ายอิหร่าน แล้วบอกว่าจีน “ซัพพอร์ต” อิหร่านนั้น ต้องแยกให้ออกว่า การสนับสนุนทางการทูต ไม่ได้เท่ากับการส่งกองทัพไปร่วมรบ

จีนโทรหาอิหร่านและบอกว่า “ซัพพอร์ต” ไม่ได้แปลว่าจะส่งกองทัพไปร่วมรบ
จีนหนุนในกรอบ “อธิปไตย-บูรณภาพดินแดน” แต่จะช่วยแบบอยู่เบื้องหลังมากกว่า
เพราะจีนไม่คุ้มที่จะกระโดดลงไปเป็น “คู่ขัดแย้ง” ในสงครามนี้โดยตรง
ความสัมพันธ์จีน–อิหร่านแน่นอยู่แล้ว ทั้งความร่วมมือยาวนาน และบทบาทร่วมใน SCO/BRICS
การซัพพอร์ตจึงมาได้หลายรูปแบบ: การทูต ช่องทางประสาน สนับสนุนเชิงระบบ มากกว่าการยิงจริง
จีนมีแนวโน้มเล่นบท “คนกลาง” เพื่อพาไปสู่ทางลง มากกว่าปล่อยให้ศึกยืดเยื้อ
และถ้าทรัมป์เองไม่อยากลากสงครามยาว จีนก็อาจกลายเป็นบันไดให้ทุกฝ่ายลงได้
สรุปจีนช่วยได้ แต่ช่วยแบบหลังฉาก ไม่ใช่ส่งทหารไปสู้รบ

ความเห็น ‘รศ.ดร.อักษรศรี’ต่อท่าทีจีนต่อสงครามอิหร่าน

1.ท่าทีของจีน ต่อคู่ขัดแย้งในตะวันออกกลาง

จีนไม่อยากเป็นผู้เล่นในสงคราม แต่อยากเป็นผู้คุมโต๊ะเจรจา
เศรษฐกิจคืออาวุธ การทูตคือเกราะ

ปรับท่าทีของจีนต่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หากติดตามท่าทีของจีนมาโดยตลอดจะเห็นภาพค่อนข้างชัดว่า จีนพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองในภูมิภาคนี้โดยตรง และเลือกเดินเกมแบบ “รักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย” มากกว่าเลือกข้าง

จีนจึงพยายามคงความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้ง อิหร่าน ควบคู่ไปกับประเทศใน กลุ่มอ่าวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบียและประเทศสมาชิก GCC รวมถึงจีนก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับ อิสราเอล ไปพร้อมกันด้วย

แกนหลักของยุทธศาสตร์จีนในตะวันออกกลางคือ การทูตเชิงเศรษฐกิจเป็นตัวนำ เน้นผลประโยชน์ด้านพลังงาน การค้า การลงทุน และความร่วมมือโครงสร้างพื้นฐาน โดยหลีกเลี่ยงการผูกตัวเองเข้ากับอุดมการณ์ทางศาสนาหรือการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ จีนยังมีความระมัดระวังเป็นพิเศษในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงและการเมืองของประเทศมุสลิม ในภูมิภาค เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหวและกระทบต่อความสัมพันธ์กับหลายประเทศพร้อมกัน

สรุปคือ จีนจะพยายาม “ไม่ลงไปเป็นคู่ขัดแย้ง” แต่จะคงบทบาทแบบ คุยได้กับทุกฝ่าย และใช้เครื่องมือหลักคือเศรษฐกิจและการทูต เพื่อรักษาผลประโยชน์และพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตัวเองในตะวันออกกลาง.

SCBX แต่งตั้งผู้บริหาร “สารัชต์ รัตนาภรณ์” นั่งซีอีโอ 1 พ.ค. 69 เดินหน้าดิจิทัลแข่งขันเดือด เน้นต่อเนื่องยุทธศาสตร์ ย้ำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์กว่า 30 ปี

(4 มี.ค. 69) กลุ่มเอสซีบีเอกซ์แจ้งความคืบหน้าการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยแต่งตั้ง 'คุณสารัชต์ รัตนาภรณ์' เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ และจะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้การดำเนินงานต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์

'คุณสารัชต์' มีประสบการณ์ในธุรกิจการเงินกว่า 30 ปี ครอบคลุมตลาดเงิน ตลาดทุน และงานบริหารลูกค้าหลากหลายกลุ่ม เขายังเป็นผู้ถือบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง CardX ตั้งแต่ปี 2565 จากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ก่อนหน้านี้เขาดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหลายสายงานของธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงมีประสบการณ์ในสถาบันการเงินระดับโลก

'คุณอาทิตย์ นันทวิทยา' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCBX กล่าวว่า "คุณสารัชต์คือผู้บริหารที่มีความเหมาะสมในบทบาทผู้นำของธนาคารไทยพาณิชย์เป็นอย่างสูง ผ่านประสบการณ์ครบทุกมิติ และพร้อมขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว"

ด้านการศึกษาของ 'คุณสารัชต์' คือการสำเร็จ MBA จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ และปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ จาก Boston University ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ยังมีแผนสืบทอดตำแหน่งใน CardX และอยู่ระหว่างการนำเสนอต่อไปเพื่อความชัดเจนในการบริหาร.

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/finance/1223689?anf=

สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล อิหร่าน ความขัดแย้งยืดเยื้อบานปลาย ทรัมป์สั่งโจมตีกว่า 1,250 จุด ค่าใช้จ่ายพุ่งกว่า 33 พันล้านดอลลาร์ ทำลายอาวุธนิวเคลียร์เป็นเป้าหมาย

ค่าใช้จ่ายในการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับกับอิหร่าน

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่านเข้าสู่ระยะใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีทางอากาศโดยมุ่งเป้าไปยังอิหร่าน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางทหารอย่างเปิดเผย ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าปฏิบัติการดังกล่าวอาจกินเวลาสี่ถึงห้าสัปดาห์

มาดูกันว่า วอชิงตันจะสามารถรักษาภาวะสงครามครั้งใหม่ในตะวันออกกลางได้หรือไม่ และสุดท้ายแล้วใครต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าใด การคาดการณ์ราคาต้นทุนรวมของสงครามครั้งนี้เป็นเรื่องยากมาก ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าอาจอยู่ที่จำนวนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยังเหลืออยู่ในคลังเก็บของแต่ละฝ่าย

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันในวิดีโอความยาวแปดนาทีที่โพสต์บน Truth Social ว่าสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมในสิ่งที่เขาเรียกว่า "ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่" ภายในอิหร่าน ซึ่งต่อมากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า ปฏิบัติการนี้มีชื่อว่าปฏิบัติการ Epic Fury (ความพิโรธที่ยิ่งใหญ่) โดยประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า เป้าหมายคือ "เพื่อให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์" เขากล่าวเสริมว่า “เราจะทำลายขีปนาวุธของพวกเขาและทำลายอุตสาหกรรมขีปนาวุธของพวกเขาให้ราบเป็นหน้ากอง ซึ่งมันจะถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง”

กองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่าได้โจมตีเป้าหมายมากกว่า 1,250 แห่งในอิหร่านนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการเมื่อวันเสาร์ ในแถลงการณ์แยกต่างหาก กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) กล่าวว่าได้โจมตีและทำลายเรือรบอิหร่าน 11 ลำ รายงานระบุว่า ปฏิบัติการดังประกอบด้วยกับการโจมตีทางอากาศ ขีปนาวุธร่อนที่ยิงจากเรือ และการโจมตีที่สอดประสานในการทำลายล้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ รวมถึงบุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านการป้องกันประเทศของอิหร่าน

การโจมตีครั้งนี้ ทำให้ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านซึ่งอยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี 1989 ถูกสังหารด้วย เมื่อที่พำนักของเขาในกรุงเตหะรานถูกโจมตีและได้รับความเสียหายอย่างหนักในการโจมตีระลอกแรกของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ปรานาธิบดีทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะทำสงครามต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น แต่ได้บอกเป็นนัยว่า สงครามอาจยืดเยื้อไปหลายสัปดาห์ วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม สภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 555 คน ใน 130 จุดทั่วอิหร่าน

นับตั้งแต่ปี 2023 สหรัฐอเมริกาได้ใช้จ่ายเงินในอิสราเอลและตะวันออกกลางไปแล้วเท่าไร? จากรายงานต้นทุนสงคราม ปี 2025 ของมหาวิทยาลัยบราวน์ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2023 สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอลเป็นจำนวนเงินประมาณ 21.7 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันยังได้ให้เงินสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนอิสราเอลในการรบกับ เยเมน อิหร่าน และตะวันออกกลางโดยรวมเป็นจำนวน 9.65 พันล้านดอลลาร์ถึง 12.07 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้ยอดรวมค่าใช้จ่ายของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้อยู่ที่ระหว่าง 31.35 พันล้านดอลลาร์ ถึง 33.77 พันล้านดอลลาร์ และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ระบบอาวุธใดบ้างที่ถูกนำมาใช้ในสงครามอิหร่าน? ตามรายงานของ CENTCOM ปฏิบัติการ Epic Fury เกี่ยวข้องกับระบบอาวุธมากกว่า 20 ระบบ ครอบคลุมทั้งทางอากาศ ทางทะเล ทางบก และระบบป้องกันขีปนาวุธ CENTCOM ระบุว่า มีการโจมตีเป้าหมายมากกว่า 1,000 แห่งในอิหร่าน โดยใช้ระบบต่าง ๆ มากกว่า 20 ระบบ ทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก รวมถึงระบบป้องกันขีปนาวุธด้วย “เป้าหมายของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในขณะนี้คือการลดทอนหรือทำลายศักยภาพในการโจมตีของอิหร่านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านก่อความเสียหายต่อไป เราต้องการหยุดการโจมตีเหล่านี้ หรืออย่างน้อยก็ลดทอนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” เควิน โดเนแกน อดีตผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ CENTCOM กล่าวกับอัลจาซีรา

ระบบอาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วนได้แก่:
กำลังทางอากาศ: ปฏิบัติการครั้งนี้พึ่งพาการสนับสนุนทางอากาศจากสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก ซึ่งรวมถึง:
เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 ถูกใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์และทางทหารที่สำคัญ เครื่องบินรบสเตลธ์ขั้นสูง F-35 Lightning II และ F-22 Raptor เครื่องบินขับไล่ F-15 ถูกใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยสูญเสียไป 3 ลำในเหตุการณ์เหนือคูเวตเมื่อวันที่ 1 มีนาคม เครื่องบินรบ F-16 Fighting Falcon, F/A-18 Super Hornet และ A-10 Attacker ใช้ปฏิบัติการในภารกิจโจมตีและสนับสนุน EA-18G Growler: ใช้สำหรับการโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์และต่อต้านระบบป้องกันภัยทางอากาศของศัตรู และอากาศยานเตือนภัยและควบคุมล่วงหน้าทางอากาศ (AWACS): ทำหน้าที่บัญชาการ ควบคุม และบริหารจัดการพื้นที่การรบ และเครื่องบินขนส่งสินค้าและเครื่องบินเติมน้ำมัน: เครื่องบิน C-17 Globemaster, C-130 Hercules และเครื่องบินเติมน้ำมันทางอากาศต่าง ๆ สำหรับสนับสนุนระบบโลจิสติกส์

โดรนและระบบโจมตีระยะไกล ระบบไร้คนขับและปืนใหญ่จรวดก็เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการนี้ด้วย: โดรน LUCAS: ปฏิบัติการนี้ถือเป็นการใช้งานในการรบครั้งแรกของโดรน "ระบบโจมตีทางอากาศไร้คนขับราคาประหยัด" แบบบินทางเดียว ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากแบบแผนของอิหร่าน และโดรน MQ-9 Reaper สำหรับปฏิบัติภารกิจด้านการเฝ้าระวังและการโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ ระบบจรวดหลายลำกล้องเคลื่อนที่เร็ว M-142 (HIMARS) ขีปนาวุธนำวิถีโทมาฮอว์ก ซึ่งยิงจากเรือรบและเรือดำน้ำ

ระบบป้องกันขีปนาวุธ: ระบบขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออตและระบบ THAAD (Terminal High Altitude Area Defense): ใช้สำหรับสกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน

กำลังทางทะเล ประกอบด้วย หมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี 2 หมู่ (1)USS Gerald R Ford และ (2)USS Abraham Lincoln และเครื่องบินปราบเรือดำน้ำแบบ P-8 โพไซดอน ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและสอดแนมทางทะเล

สงครามกับอิหร่านอาจทำให้สหรัฐฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากแค่ไหน? การคาดการณ์ต้นทุนทั้งหมดของปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่นั้นเป็นเรื่องยาก ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าสงครามครั้งใหม่นี้อาจทำให้สหรัฐฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปเท่าใด “กระทรวงกลาโหมยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลนั้น ดังนั้นจึงทำได้เพียงคาดเดา… แต่มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และสามารถคาดเดาถึงต้นทุนของอาวุธยุทโธปกรณ์แต่ละชนิดได้ ทำให้สามารถคาดเดาถึงต้นทุนของการปฏิบัติการ การปฏิบัติการทางเรือได้” ดร.คริสโตเฟอร์ พรีเบิล นักวิจัยอาวุโส นักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงจาก สถาบัน Hudson (สถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะ (think tank) ของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งในปี 1961 มีสำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.) บอกกับสำนักข่าวอัลจาซีรา

รายงานจากสำนักข่าวอนาโดลูประเมินว่า สหรัฐฯ อาจใช้จ่ายเงินไปประมาณ 779 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ Epic Fury การเตรียมการทางทหารก่อนการโจมตี ซึ่งรวมถึงการเคลื่อนย้ายเครื่องบิน การส่งเรือรบมากกว่าสิบลำ และการระดมกำลังในภูมิภาค คาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีก 630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อมูลของศูนย์เพื่อความมั่นคงแห่งอเมริกาใหม่ (Center for New American Security) ระบุว่า การปฏิบัติการของกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี เช่น เรือ USS Gerald R Ford มีค่าใช้จ่ายประมาณ 6.5 ล้านดอลลาร์ต่อวัน

แต่ ดร.พรีเบิลชี้ว่า สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าอาจไม่ใช่ความยั่งยืนทางการเงิน แต่เป็นจำนวนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยังเหลืออยู่ในคลังเก็บ “ในแง่ของต้นทุนแล้ว สหรัฐฯ มีงบประมาณด้านกลาโหมหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ และมีการขอเพิ่มเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้สัญญาไว้” ดร.พรีเบิลกล่าว “ดังนั้น เงินหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาล คำถามคือเกี่ยวกับจำนวนอาวุธที่มีอยู่ในคลังแสงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น ขีปนาวุธแพทริออต หรือ SM-6 ซึ่งเป็นขีปนาวุธมาตรฐานที่ใช้สกัดกั้นขีปนาวุธข้ามทวีป” ดร.พรีเบิลเตือนว่า อัตราการสกัดกั้นที่สูงเช่นนี้ไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป เขากล่าวว่า “เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะคาดเดาว่า อัตราการปฏิบัติงานในขณะนี้ ในแง่ของจำนวนการสกัดกั้นนั้น ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ อย่างแน่นอน และอาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้นานเกินกว่าสองสามสัปดาห์”

ดร.พรีเบิลยังตั้งข้อสังเกตว่า ความกังวลที่คล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นในช่วงความขัดแย้ง 12 วันกับอิหร่านในเดือนมิถุนายน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าทั้งกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น แม้ว่าอาจมีการเติมสต็อกขีปนาวุธบางส่วนแล้ว แต่ขีปนาวุธสกัดกั้นก็ถูกจัดสรรไว้สำหรับสมรภูมิอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน “ขีปนาวุธสกัดกั้นเหล่านี้บางส่วนมีจุดประสงค์ที่จะส่งไปยังยูเครนเพื่อรับมือกับการโจมตีของรัสเซีย บางส่วนถูกนำไปใช้ในเอเชีย ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พวกมันจะมีความสำคัญในกรณีฉุกเฉินที่เกิดขึ้นที่นั่น” เขากล่าว “ดังนั้น การถอนอาวุธเหล่านั้นออกจากพื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล” และการผลิตชิ้นส่วนทดแทนไม่ได้สามารถทำได้ขึ้นทันที “ขีปนาวุธแพทริออตหรือ SM-6 เป็นอุปกรณ์ที่ซับซ้อนมาก” ดร.พรีเบิลกล่าวเสริม “พวกเขาไม่สามารถผลิตออกมาเป็นร้อยหรือพันชิ้นต่อวัน เพราะนั่นไม่ใช่จังหวะในการผลิตแบบปกติ”

สำหรับอิสราเอลมีค่าใช้จ่ายในการสกัดกั้นขีปนาวุธ จรวด และโดรน 3 ระดับ เริ่มด้วย (1) Iron Dome สำหรับระยะใกล้: จรวดและปืนค. มีคชจ. ครั้งละประมาณ 40,000 – 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาคือ (2) David's Sling สำหรับระยะกลาง: ขีปนาวุธนำวิถีและขีปนาวุธทางยุทธวิธี มีคชจ. ครั้งละประมาณ 700,000 – 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐดอลลาร์สหรัฐ และ (3) Arrow อันเป็นด่านสุดท้าย สำหรับสกัดกั้นในระยะไกล: ขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ มีคชจ. ครั้งละประมาณ 1,500,000 – 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ Arrow2 สกัดกั้นในชั้นบรรยากาศ และ ประมาณ 2,000,000 – 4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับ Arrow3 ซึ่งสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้ตั้งแต่นอกชั้นบรรยากาศ

ต้นทุนโดยประมาณสำหรับขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านโดยอิงจากการประเมินของหน่วยงานวิเคราะห์ด้านกลาโหมล่าสุด (ตัวเลขจริงอาจแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับรุ่น ชุดการผลิต ราคาการส่งออก และไม่ว่าต้นทุนจะรวมถึงการวิจัยและพัฒนาหรือเพียงแค่ต้นทุนการผลิตต่อหน่วย):
โดรนโจมตีพื้นฐานของอิหร่านราคาประมาณ20,000–50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯรุ่นที่ซับซ้อนกว่าราคา 50,000–100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป

ขีปนาวุธของอิหร่าน อิหร่านผลิตขีปนาวุธหลายประเภท (ระยะสั้น ขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธข้ามทวีป): ขีปนาวุธนำวิถี/ขีปนาวุธร่อนระยะสั้น ข้อมูลจากการเปิดเผยแหล่งที่มาบ่งชี้ว่าราคาต่อขีปนาวุธหนึ่งลูกอยู่ที่อย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์ ถึงหลายแสนดอลลาร์สำหรับระบบอย่างเช่น Fateh-110 ส่วนระบบขีปนาวุธขนาดใหญ่หรือล้ำสมัยกว่า จากการประเมินระบุว่า ขีปนาวุธบางประเภทของอิหร่านมีราคาตั้งแต่300,000 ดอลลาร์ไปจนถึงประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไปต่อลูกสำหรับขีปนาวุธร่อน
หมายเหตุ ต่างจากโดรน ต้นทุนต่อหน่วยของขีปนาวุธอิหร่านไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างเปิดเผย และขึ้นอยู่กับรุ่น เครื่องยนต์ ระบบนำทาง ฯลฯ

จากบทวิเคราะห์ที่อ้างอิงกันอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับการโจมตีของอิหร่านในอดีต โดรนประมาณ 170 ลำ ราคาลำละประมาณ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขีปนาวุธร่อน 30 ลูก ราคา ลูกละประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ ขีปนาวุธ 120 ลูก ราคาลูกละ ประมาณ 110,000 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายรวมโดย ประมาณของอาวุธยุทโธปกรณ์ของอิหร่านในการโจมตีแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะความไม่สมดุลของต้นทุน โดยฝ่ายป้องกันมักใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นราคาแพง (Patriot, THAAD) ซึ่งมีราคาหลายแสนถึงหลายล้านดอลลาร์ต่อการยิงหนึ่งครั้ง เพื่อสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านที่มีราคาค่อนข้างถูก ทำให้เกิดผลกระทบด้านต้นทุนเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว

'ดร.เจษฎ์' เตือนรัฐบาล!! โฟกัสชายแดนไทย-กัมพูชา ยกเลิก MOU 43-44 จัดระเบียบด่วน เตือนอย่ามองข้ามปัญหาพรมแดน เน้นพึ่งพาตัวเองปกป้องชาติ

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนรัฐบาล มองสงครามอาหรับ อย่าลืม โฟกัส ชายแดนไทย-กัมพูชา ยกเลิก MOU 43-44 จัดระเบียบด่วน

4 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เปิดเผย ระหว่างลงพื้นที่ ช่องอานม้า ซึ่ง เป็นช่องทางธรรมชาติบนเทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย–กัมพูชา ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เกี่ยวกับความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมประเมินสถานการณ์ ความเชื่อมโยงถึงปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดนของไทย รวมถึงแนะรัฐบาลให้ทบทวนข้อตกลงทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาเขตแดนอย่างเด็ดขาด

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง สิ่งสำคัญ อันดับแรก คือรัฐบาลต้องแสดงบทบาทผู้นำในการดูแลและอพยพคนไทยในพื้นที่เสี่ยงภัยกลับประเทศอย่างเร่งด่วนที่สุด "พรรครักชาติ" มีจุดยืนสอดคล้องกับหลายพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้ประเทศไทยวางตัวเป็นกลางบนเวทีโลก ไม่ฝักใฝ่การใช้กำลังหรือการก่อความรุนแรงใด ๆ

"รัฐบาล จะต้องดูแลพี่น้องที่อยู่ในพื้นที่ ให้ได้รับความปลอดภัย ถ้าจะต้องพาพวกเขากลับมา ก็พาพวกเขากลับมาโดยด่วน ส่วนการจัดวางสถานะของประเทศไทยเราบนเวทีโลก ในเหตุการณ์นี้ แน่นอนครับ หลาย ๆ พรรคการเมือง หลาย ๆ คนก็ได้พูดแล้วว่า ไม่ฝักใฝ่การสู้รบ ไม่ก่อความรุนแรง ผมคิดว่าพรรครักชาติเราก็เห็นด้วย" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้กล่าวถึงปัญหาความมั่นคง "หน้าด่าน" ของประเทศ โดยระบุว่า สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีความเปราะบาง และยังไม่สงบเรียบร้อยอย่างแท้จริง ซึ่งในสภาวะการณ์เช่นนี้ การเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้กับกองทัพถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเตรียมรับมือกับความสุ่มเสี่ยงและป้องกันการถูกรุกรานอธิปไตย

"ณ หน้าด่านของเราเองนี่ครับ ข้างหลังที่เป็นประเทศกัมพูชา สถานการณ์ระหว่างเรากับกัมพูก็ยังไม่ได้เงียบสงบลง เราต้องหันกลับมาดูตัวเราเองด้วยครับ ในภาวะการณ์นี้ การสร้างศักยภาพ สร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพ มีความจำเป็นมาก เราไม่รู้จะถูกรุกรานเมื่อไหร่ การมีกำลังที่พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดเตรียมเพื่อที่จะทำให้ปัญหามันลุล่วงแล้วเสร็จไป" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังฝากถึงนายกรัฐมนตรี คือการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนและเขตแดน โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องของ MOU 44 ไว้ อยากจะฝากเรื่องของ MOU 43 ด้วย หากรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก การจัดการสถานการณ์ชายแดนและการจัดวางพื้นที่ระหว่างไทยกับกัมพูชา จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การยุติปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถถอยกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมและเป็นของตนเองอย่างชัดเจน

"ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้พูดเรื่องของ MOU 44 ไว้ อยากจะฝากเรื่องของ MOU 43 ด้วยนะครับ ถ้าท่านเลิกไป การจัดการสถานการณ์ของชายแดน จะทำได้ดีขึ้น และการจัดวางพื้นที่ระหว่างเรากับกัมพูชาก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และท้ายที่สุดเราจะจบปัญหาได้ ต่างคนต่างอยู่ในพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่ของตัวเองและพื้นที่ที่เหมาะสม" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

และในช่วงท้าย รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ย้ำเตือนสติสังคมไทยว่า ในขณะที่วิกฤตตะวันออกกลาง อาจมีนานาชาติเข้าไปเกี่ยวข้องและช่วยเหลือ แต่สำหรับกรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ประเทศไทยต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนคนไทยร่วมมือร่วมใจกัน เพราะหากขาดความสามัคคี ประเทศชาติก็ยากที่จะก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ความท้าทายนี้ไปได้

"เราต้องมาดูแล้วล่ะครับ ในภาวการณ์นี้ตะวันออกกลาง ท่านก็ต้องดูแล ท่านก็ต้องช่วยเหลือเขา แต่ของไทยกับกัมพูชานี่ล่ะครับไม่มีใครมาช่วยเหลือท่านหรอก ท่านต้องทำเองนะครับ ช่วยกันครับ แล้วก็ฝากพี่น้องชาวไทยทุกคนด้วยนะครับว่า สถานการณ์นี้ถ้าพวกเราไม่ช่วยกัน เราลุข้ามผ่านไปได้ยาก" รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top