Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

สวนนงนุช จัดงานใหญ่!! 5–7 มิ.ย.นี้ พบมหกรรมพืชนานาชาติที่พัทยา กว่า 150 ร้านค้าร่วมแสดงสายพันธุ์พืชแปลกใหม่ โอกาสพิเศษจดทะเบียนสายพันธุ์พืชครั้งแรก เสวนาและกิจกรรมสำหรับนักสะสมไม้ประดับ

พลาดไม่ได้! ปีที่ 2 ยิ่งใหญ่กว่าเดิม สวนนงนุช พัทยา จับมือ Growth Together จัดงาน “NongNooch Plant Expo International 2026”

เตรียมพบกับมหกรรมพืชนานาชาติที่คนรักต้นไม้รอคอยแห่งปี เมื่อ สวนนงนุชพัทยา ร่วมกับ Growth Together จัดงาน “NongNooch Plant Expo International 2026” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 อย่างยิ่งใหญ่ การประชาสัมพันธ์ในครั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ที่ต้องการซื้อพันธุ์ไม้ในงานว่างแผนการเดินทางเพื่อการเข้าร่วมงาน ระหว่างวันที่ 5–7 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคาร Traditional Hall สวนนงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี

การจัดงานครั้งนี้นำโดย กัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เพื่อสร้างเวทีระดับนานาชาติให้กับเกษตรกรไทย นักปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์พืช ได้แสดงศักยภาพผลงานสู่สายตาผู้ประกอบการ นักสะสม และผู้หลงใหลในไม้ประดับจากทั่วประเทศและต่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสพิเศษในการ จดทะเบียนสายพันธุ์พืชใหม่ภายในงาน

ภายในงานรวบรวมสายพันธุ์พืชมากกว่า 25 กลุ่มสายพันธุ์หลัก ครอบคลุมทั้งไม้สะสมหายาก ไม้ประดับยอดนิยม และสายพันธุ์พัฒนาล่าสุดที่เตรียมเปิดตัวครั้งแรก แต่ละกลุ่มประกอบด้วยชนิดพืชจำนวนมาก ทั้งสำหรับจัดแสดงและจำหน่าย โดยมีร้านค้าและผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 150 ร้าน จากทั่วประเทศ สร้างสีสันและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับวงการพืชไทยอย่างคึกคัก
ไฮไลต์สำคัญของงาน ได้แก่
• การเปิดตัวสายพันธุ์ใหม่ครั้งแรก
• การพบปะพูดคุยกับนักพัฒนาพันธุ์พืชตัวจริง
• เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เชิงลึก
• กิจกรรมพิเศษสำหรับนักสะสมและผู้รักไม้ประดับ

“NongNooch Plant Expo International 2026” ถือเป็นหนึ่งในงานแสดงสายพันธุ์พืชที่มีความหลากหลายมากที่สุด และเป็นงานไม้ประดับคุณภาพระดับนานาชาติที่ จัดเพียงปีละครั้งเท่านั้นผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ตามวันและเวลาดังกล่าว แล้วมาสัมผัสโลกแห่งพรรณไม้ที่ครบ จบ และยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีด้วยตัวคุณเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nongnoochpattaya.com

อิหร่านเปิดฉากยุคใหม่!! ‘โมจตาบา คาเมเนอี’ ขึ้นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน หลังสภาฯ ลงมติเอกฉันท์ IRGC ประกาศพร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง

(9 มี.ค. 69) สภาผู้เชี่ยวชาญอิหร่านประกาศเลือก "อยาตอลเลาะห์ เซย์เยด โมจตาบา ฮอสเซนี คาเมเนอี" เป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของประเทศ ด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ในวันที่ 8 มี.ค. กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) แสดงความภักดีและพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งทันทีหลังประกาศนี้

โมจตาบา คาเมเนอี เป็นบุตรชายของ 'อาลี คาเมเนอี' อดีตผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิตจากการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่เตหะรานเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้าการประกาศอย่างเป็นทางการ อิสราเอลและสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ข่มขู่อิหร่าน โดยอิสราเอลระบุว่า "เป้าหมายที่จะถูกกำจัด" คือผู้นำสูงสุดคนใหม่ ขณะที่ 'โดนัลด์ ทรัมป์' อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่าหากมุ่งหน้าสานต่อนโยบายเดิม สหรัฐฯ อาจทำสงครามภายใน 5 ปี

เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดในภูมิภาคระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งปะทุขึ้นหลังการโจมตีที่ทำให้อดีตผู้นำเสียชีวิต และการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธ ด้านภูมิภาคยังคงจับตาผลกระทบในอนาคตในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความปลอดภัยในตะวันออกกลาง

ที่มา : Xinhua

ใจฟูทั้งโซเชียล!! “ลิซ่า ลลิษา” เช็กอินสวนสัตว์ญี่ปุ่น ส่งกำลังใจ “พันซ์คุง” ลิงหิมะตัวจิ๋วสุดไวรัล ส่งต่อความรักถึงลิงน้อยขวัญใจเน็ต กลายเป็นโมเมนต์ฮีลใจแฟนทั่วโลก

(9 มี.ค. 69) "ลิซ่าลลิษา" ซุปตาร์ระดับโลก ใช้เวลาว่างจากตารางงานสุดแน่น เดินทางไปเช็กอินที่สวนสัตว์เมืองอิชิคาวะ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมภารกิจพิเศษคือการเยี่ยม "พันซ์คุง" ลิงหิมะตัวจิ๋วที่กำลังเป็นขวัญใจชาวโซเชียล

ใน IG Story ของ "ลิซ่า" เผยภาพเธอชูตุ๊กตาลิงน้อยให้ "พันซ์คุง" เป็นเสมือนการส่งพลังใจว่า "สู้ๆ นะเจ้าลิงน้อย" โมเมนต์นี้สร้างความประทับใจและทำให้แฟนคลับต่างหลงรักซุปตาร์สองวงการนี้ไปพร้อมกัน

พันซ์คุง ลูกลิงหิมะวัย 6 เดือนที่กลายเป็นไวรัลโลก จากภาพกอดตุ๊กตาแทนแม่ที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่เกิดและต้องเผชิญความโดดเดี่ยว การได้รับกำลังใจครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความเปราะบางและความอบอุ่นจากแฟนๆ ทั่วโลก

เรื่องราวของ "พันซ์คุง" และความสัมพันธ์ระหว่างซุปเปอร์สตาร์กับสัตว์ตนนี้ สะท้อนว่าความรักและการให้กำลังใจไม่มีขอบเขต และช่วยเติมเต็มหัวใจให้กับใครหลายคนทั่วโลกในยุคโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้นทุกวัน

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9877022/

ไม่ได้มีแค่เตรียมอุดม!! โรงเรียนมัธยมสายวิทย์ทั่วไทย กำลังยกมาตรฐานการศึกษาไทย ไทยไม่ได้มีดีแค่เตรียมอุดม แต่มีตัวจริงสายวิทย์อีกเพียบ

(8 ธ.ค.66) จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Pornpichit Samaktham' ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ ช่วยดึงคะแนน PISA ให้ดีขึ้น (มี 12 โรงเรียน)

เมื่อวาน BBC Thai เอาคะแนน PISA มาเปิดเผยแบบพาดหัวข่าวตัดตอน ขาแช่งประเทศไทยให้ตกต่ำเฮ กันใหญ่ สื่อเล็กสื่อน้อยช่วยกันเล่นสนุกสนานแต่ไม่พูด ภาพกว้างของการพัฒนาวงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์บ้านเรา

ผมเป็นคนหนึ่งที่คอยให้คำปรึกษาผู้ปกครองทุกวัน รับสายทุกวัน เพราะตั้งใจว่าจะเอาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ประสบการณ์จากชีวิตจริง มารับใช้สังคม จนหมดแรง

บทสนทนาแรกๆ กับผู้ปกครองจะเหมือนๆ กัน ไม่รู้ว่าให้ลูกไปเรียนทางไหน ไม่อยากให้ลูกเครียดมาก อยากให้ที่ลูกเรียนที่ลูกชอบ

คำตอบของผม ผู้ปกครองหลายท่านไม่ชอบใจ ไม่โทรมาอีกเลย แต่ส่วนใหญ่ยังมาปรึกษาต่อเนื่อง ให้ช่วยวางแผนการศึกษายาวๆ

ผมจะบอกผู้ปกครองเสมอว่าสิ่งที่ผมแนะนำในการเรียน

1.เรียนอะไรก็ได้อย่าตกงาน

2.เรียนอะไรก็ได้ที่เงินเดือนสูง

3.เรียนง่ายๆ น้อยคนที่ได้เงินเดือนสูง

4.ถ้าเด็กเก่งด้านภาษาแบบโดดเด่นสนับสนุนไปเลย แต่ต้องยอมรับว่าโดยส่วนใหญ่เงินเดือนสายนี้จะน้อยกว่าสายวิทยาศาสตร์

5.ประเทศไทย มีสถาบันการศึกษาที่สอนสายศิลป์มากแล้ว เรียนวิทย์ได้เรียนวิทย์เถอะ

6.ถ้าเด็ก เรียนสายวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ได้ ให้เรียนสายนี้

มาถึงการวัดคะแนน PISA คือวัดเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จะเห็นว่าโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ มหิดลวิทยานุสรณ์ กำเนิดวิทย์ และโรงเรียนสาธิตสังกัดมหาวิทยาลัย และโรงเรียน สพฐ.ชั้นนำ ได้คะแนนสูงกว่า ค่าเฉลี่ยของ OECD (Organization for Economic Co operation and Development)

OECD คือองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา หรือประเทศเจริญแล้ว รวยแล้ว มีสมาชิก 38 ประเทศ ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, เบลเยียม, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สวิตเซอร์แลนด์, เกาหลีใต้, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น เป็นต้น

ดูรายชื่อประเทศพวกนี้ ก็คงมองออกสถานะทางการเงิน

มาดูประเทศที่อันดับดีในเอเชีย มาจากชาติที่การแข่งขันสูง จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ฮ่องกง, มาเก๊า, สิงคโปร์, มาเลเซีย รวมทั้งเวียดนาม ต้องยอมรับว่าเป็นประเทศที่แข่งขันสูง ความเครียดสูง วัฒนธรรมคนขยันขันแข็ง

ต้องยอมรับว่าประเทศไทยในยุคนี้ สื่อมวลชนมีส่วนชักนำเยาวชน ผู้ปกครองเยอะมาก ความรู้สึก ค่านิยม ไม่ต้องเรียนสูง เรียนง่ายๆ ขายของออนไลน์ ก็มีกินมีใช้แล้ว แต่ทักษะเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวได้ ได้แค่เป็นผู้ค้าและเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีเท่านั้น

ที่ผ่านมาภาครัฐ มีส่วนส่งเสริมการเรียนการสอนเทคโนโลยี มากมายเพื่อรองรับโครงสร้างประเทศในอนาคต รองรับการสร้างงานในพื้นที่ EEC ที่ต้องใช้แรงงานระดับสูง แต่การศึกษานั้น ผู้ปกครองต้องมีส่วนในการสร้างเยาวชนของชาติด้วย ไม่ใช่เรียกร้องแต่สิทธิ์ของฉัน

โครงสร้างด้นดิจิทัลของประเทศไทย ตอนนี้เอื้อแก่การเรียนรู้ ทางเลือกออนไลน์มาก อยู่ที่จะนำไปใช้แบบไหน ที่เอามาพัฒนาตัวเอง

การตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ ตามปณิธานของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทั่วประเทศ จำนวน 12 แห่ง ครั้งแรกวันที่ 27 กรกฎาคม 2536 สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมัยนั้น นายสัมพันธ์ ทองสมัคร ต่อมาได้ให้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นต้นแบบร่วมจัดหลักสูตรและบุคลากร และเป็นพี่เลี้ยง แทบจะเรียนฟรีทั้งหมด ให้โอกาสลูกคนที่มีฐานะอ่อนแอกว่า จะเห็นว่าผู้ใหญ่ของประเทศไม่ได้นอนอยู่เฉยๆ เลย พัฒนาต่อเนื่องแม้การเมืองจะล้มลุกคลุกคลาน 

***ข้อมูลจากกูเกิล

ส่วนโรงเรียนสาธิต สังกัดมหาวิทยาลัยต้องยอมรับว่าเป็นโรงเรียนที่ผู้ปกครองมีโอกาสทางสังคมสูง จากการแสวงหาโอกาส ไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ ต้องยอมรับว่าเป็นกลุ่มผู้ปกครองตัวอย่าง ที่ทำให้ค่าคะแนน PISA ดึงกลุ่มอื่นขึ้นมา  

ผู้ปกครองกลุ่มนี้ควรดึงผู้ปกครองกลุ่มอื่นที่อ่อนแอกว่าขึ้นมาด้วย ช่วยกัน ให้คำปรึกษาแนะนำ สังคมถึงจะร่วมกันพัฒนาเจริญไปด้วยกัน ดีกว่าก่นด่ากัน

ส่วนนักเรียนกลุ่ม มหิดลวิทยานุสรณ์ กำเนิดวิทย์ วมว. และ รร.ชั้นนำ สังกัด สพฐ.ในกรุงเทพ และภูมิภาค อันนี้ไม่น่าเป็นห่วง เพราะผู้ปกครอง และเด็ก เป็นหัวกะทิของประเทศอยู่แล้ว

จะบอกตรงนี้ว่าปัจจุบันจำนวนนักเรียนไทยสายวิทยาศาสตร์ที่เก่งๆ เยอะมากมาย ตามรร.ชั้นนำข้างต้น ด้วยนโยบายข้างต้น เราเลยผลิตบุคลากรด้านนี้ได้มากมาย

***ลองไปดูการแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติประเทศไทย กวาดเหรียญรางวัลมาทุกปี ใช่อาจจะกลุ่มเดียว แต่จะมองเห็นศักยภาพเด็กของประเทศ ว่าไม่ด้อย ถ้าขยันพอ

ถ้าเอาจำนวนเด็ก ที่เด่นด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ไปวัดกับสิงคโปร์ เราจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่พอวัดตามสัดส่วนประชากร เราจึงแพ้หลายประเทศ

ดังนั้น เชื่อในที่นี้ว่าเด็กที่อันดับไม่ดี ไม่ใช่เริ่มที่ตัวเด็ก เริ่มที่ผู้ปกครองก่อนเลย อย่าพูดว่าเด็กสมัยนี้มีมือถือเครื่องเดียวมันเก่งแล้ว เด็กจะรู้กว่าผู้ปกครองได้ยังไง

ผู้ปกครอง คือ คนที่ช่วยกันสร้างประเทศ ในโอกาสแรกให้เด็ก

ปล.นี่คือ การวัดด้าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เป็นหลัก

ตอนเช้า ผมเห็น ดร.คนนึง เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยดัง สามย่าน และเป็นอดีต สส.

โพสต์สะใจกับเรื่องนี้

ผมถามว่า เข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วเหรอ

ดูเนื้อในหรือยัง ?

จากคนจิตอาสาแนะแนวด้านการศึกษา เพราะรู้ว่าเรื่องการศึกษาคือ การสร้างอนาคตประเทศ สร้างโอกาสให้คนบ้านนอกแบบผม มีโอกาสในการทำมาหากิน

ยกฟ้องครูชัยยศ!! ศาลยกฟ้องคดีใช้งบอาหารกลางวัน ครูชัยยศย้ำทำด้วยใจ ไม่ได้ทุจริต ใช้เงินช่วยเด็กมัธยมยากจนตามความจำเป็น สะท้อนความแตกต่างระหว่างผิดระเบียบกับทุจริต

ศาลยกฟ้อง “ครูชัยยศ” คดีใช้งบอาหารกลางวันผิดระเบียบ หลังนำไปช่วยเด็กมัธยมยากจน เจ้าตัวย้ำทำด้วยใจ ไม่ได้ทุจริต

ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง “ครูชัยยศ” ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตงบประมาณค่าอาหารกลางวันของโรงเรียน หลังตรวจสอบพบว่าได้นำงบดังกล่าวไปจัดซื้ออาหารให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาด้วย ทั้งที่ระเบียบกำหนดให้ใช้งบนี้สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาเท่านั้น

กรณีดังกล่าวเคยเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก เนื่องจากครูชัยยศถูกดำเนินคดีและถูกไล่ออกจากราชการ จากการใช้งบผิดวัตถุประสงค์ แม้เจ้าตัวจะยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้มีเจตนาทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว แต่ตัดสินใจนำเงินไปซื้ออาหารในราคาประหยัดเพื่อแบ่งปันให้นักเรียนมัธยมที่ขาดแคลน โดยเฉพาะเด็กยากจนและเด็กชาวเขาที่ประสบปัญหาไม่มีอาหารเพียงพอ

ผู้ที่ติดตามคดีนี้มาตลอดระบุว่า ครูชัยยศทำไปด้วยหัวอกของความเป็นครู เห็นใจนักเรียนที่มีความยากลำบาก แม้งบประมาณจะครอบคลุมเฉพาะเด็กประถม แต่เมื่อเห็นว่าเด็กมัธยมก็ขาดแคลนไม่ต่างกัน จึงตัดสินใจช่วยเหลือด้วยความบริสุทธิ์ใจ

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานตรวจสอบจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากการใช้เงินงบประมาณต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ทำให้ครูชัยยศต้องต่อสู้คดีมาอย่างยาวนาน และในช่วงหนึ่งต้องออกจากราชการไปประกอบอาชีพค้าขายเพื่อเลี้ยงชีพ

ล่าสุด ศาลได้พิพากษายกฟ้อง โดยมีการมองประเด็นสำคัญเรื่อง “เจตนา” ตามหลักกฎหมายอาญา ซึ่งหากการกระทำนั้นขาดเจตนาทุจริต ก็ไม่อาจลงโทษในฐานความผิดทางอาญาได้ ทำให้คดีของครูชัยยศสิ้นสุดลงด้วยผลเป็นคุณ

ภายหลังคำพิพากษา มีเสียงแสดงความยินดีต่อครูชัยยศจำนวนมาก พร้อมมองว่าเป็นความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ทำเพื่อเด็กด้วยความเสียสละ ไม่ได้เอาเงินไปใช้ส่วนตัวหรือเพื่อครอบครัว แต่ใช้ไปกับการจัดหาอาหารให้นักเรียนที่เดือดร้อนจริง

ทั้งนี้ หากคุณครูชัยยศยังไม่เกษียณอายุราชการ ก็มีโอกาสที่จะได้กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง รวมถึงอาจได้รับสิทธิประโยชน์และเงินเดือนย้อนหลังตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยมีการเรียกร้องให้หน่วยงานต้นสังกัดเร่งพิจารณาคืนความเป็นธรรมให้โดยเร็ว

หลายฝ่ายมองตรงกันว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง “การทำผิดระเบียบ” กับ “การทุจริต” เพราะแม้การใช้งบจะไม่เป็นไปตามข้อกำหนด แต่หากไม่ได้มีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และทำไปเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ ก็สมควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งในเชิงกฎหมายและคุณธรรม

ที่มา : tiktok @rkk_khundong1

ผู้เชี่ยวชาญเตือน!! หากสหรัฐฯ บุกภาคพื้นดินอิหร่าน อาจจบลงด้วยนองเลือดครั้งใหญ่ อิหร่านยืนหยัดไม่ล่มสลาย เป้าหมายใหญ่คือตะวันออกกลาง

(9 มี.ค. 69) สหรัฐฯ พยายามมีบทบาทในการกำหนดผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจระบบการเมืองและศักยภาพของสาธารณรัฐอิสลามที่แท้จริง ฟาร์คาด อิบรากิมอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์ถึงประวัติศาสตร์การประเมินฝ่ายตรงข้ามที่ต่ำเกินไปของสหรัฐฯ ในหลายภูมิภาค เช่น อัฟกานิสถาน อิรัก และเวียดนาม

อิบรากิมอฟชี้ว่าสาเหตุที่สหรัฐฯ สนใจอิหร่านเป็นเพราะประเทศนี้ตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางของสายโลจิสติกส์ระหว่างยุโรปและเอเชีย ซึ่งเชื่อมรัสเซีย อินเดีย และตะวันออกกลาง และเป็นสมาชิก BRICS กับองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) การควบคุมอิหร่านจึงท้าทายอำนาจสหรัฐฯ ในภูมิภาค

เขากล่าวว่า "เป้าหมายของสหรัฐฯ คือทำให้อิหร่านกลายเป็นรัฐที่เชื่องและไร้เสถียรภาพ ทั้งยังเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันที่ถูกสูบจนหมด" การครอบงำตะวันออกกลางในระยะยาวจึงมุ่งสู่การยึดอิหร่าน แต่ความพยายามหลายทศวรรษของสหรัฐฯ ยังไม่สำเร็จ เพราะอิหร่านไม่ล่มสลายแม้ผ่านวิกฤตการณ์รุนแรง

อิบรากิมอฟยังเตือนว่า หากสหรัฐฯ บุกภาคพื้นดินจริงในอิหร่าน สถานการณ์จะกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงและนองเลือดอย่างมหาศาล พร้อมระบุว่าคนในภูมิภาคส่วนใหญ่สนับสนุนการกระทำของอิหร่าน และสหรัฐฯ เองก็ไม่คาดคิดว่าอิหร่านจะมีความกล้าโจมตีฐานทัพของตนเช่นนี้

ที่มา : Sputnik

คุมเข้มโซเชียล!! อินโดนีเซียคุมเข้มออนไลน์ จำกัดโซเชียลมีเดียผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปี ในแพลตฟอร์มเสี่ยงสูง เน้นคุ้มครองเยาวชนออนไลน์

(9 มี.ค. 69) อินโดนีเซียประกาศเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบความปลอดภัยออนไลน์ฉบับใหม่ สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อจำกัดและควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กในกลุ่มนี้

วันที่ 6 มีนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัล 'เมอุตยา ฮาฟิด' ระบุว่า รัฐบาลจะ "ชะลอการเข้าถึง" สื่อสังคมออนไลน์สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปี โดยจะดำเนินการเป็นขั้นตอนจนกว่าแพลตฟอร์มทั้งหมดจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาล

นอกจากนี้ บัญชีของผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีที่ถูกจัดว่า "มีความเสี่ยงสูง" จะถูกปิดการใช้งานตามลำดับ โดยมีผลกระทบต่อแพลตฟอร์มใหญ่ เช่น 'ติ๊กต็อก' 'เฟซบุ๊ก' และ 'อินสตาแกรม'

เป้าหมายของกฎระเบียบนี้คือการป้องกันเนื้อหาที่เป็นอันตราย การติดต่อกับบุคคลแปลกหน้า การแสวงหาประโยชน์ รวมถึงการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์และการใช้อินเทอร์เน็ตเกินขนาด เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพเยาวชนในโลกออนไลน์ให้ปลอดภัยมากขึ้น

ที่มา : Xinhua

รู้จัก ‘ปิอัสตรี’ ผงาด!! ทำเวลารวดเร็วที่สุด สนามแรก ออสเตรเลียนกรังด์ปรีซ์ ชนะคู่แข่งเมอร์เซเดส 0.214 วิ แชมป์โลก 'นอร์ริส' รั้งอันดับ 7

(8 มี.ค. 69) 'ออสการ์ ปิอัสตรี' นักแข่งชาวออสเตรเลียจากทีมแมคลาเรน ทำเวลารวดเร็วที่สุดในการซ้อมวันแรกของศึกฟอร์มูลา วัน ออสเตรเลียน กรังด์ ปรีซ์ ปี 2026 นำหน้าเพื่อนร่วมสนามได้อย่างชัดเจน

'ปิอัสตรี' ทำเวลาที่ 1:19.729 นำหน้าอันดับสองอย่าง 'คิมี อันโตเนลลี' จากทีมเมอร์เซเดส 0.214 วินาที ขณะที่อันดับสาม ตกเป็นของ 'จอร์จ รัสเซลล์' เพื่อนร่วมทีมเมอร์เซเดส ตามหลัง 0.320 วินาที

ในด้านนักแข่งท็อปทีมอื่นๆ 'ลูอิส แฮมิลตัน' จากทีมเฟอร์รารีอยู่ในอันดับ 4 ตามหลัง 0.321 วินาที และ 'ชาร์ลส์ เลอแคร์' จากเฟอร์รารี อันดับ 5 ตามหลัง 0.562 วินาที ส่วน 'มักซ์ แฟร์สตัปเปน' ทีมเรดบูลตามหลัง 0.637 วินาที

อันดับ 7 เป็นของ 'ลันโด นอร์ริส' แชมป์โลกคนล่าสุดจากทีมแมคลาเรน โดยทำเวลาตามหลังผู้นำอยู่ 1.065 วินาที นับเป็นสัญญาณท้าทายที่น่าสนใจสำหรับการแข่งขันฤดูกาลนี้

บรรยากาศการซ้อมวันแรกเน้นการปรับตัวและทดสอบสภาพสนาม ซึ่งจะเป็นการทดสอบศักยภาพของนักแข่งและทีมในสนามแรกประจำปี 2026

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10161280

รู้จัก 'ไอรีน มอนเตโร' นักการเมืองหญิงฝ่ายซ้ายสเปน ต้านสงคราม หวังทางออกผ่านการทูต ตำแหน่งรัฐมนตรีความเท่าเทียมเด่นชัด เตือนยุโรปไม่ตกเป็นเหยื่อสงคราม

รู้จัก “ไอรีน มอนเตโร”  นักการเมืองหญิงฝ่ายซ้ายจากสเปน  ผู้ส่งเสียงต้านสงครามจากยุโรป

'ไอรีน มอนเตโร' นักการเมืองหญิงจากสเปนที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีความเท่าเทียม เป็นหนึ่งในเสียงเด่นของยุโรปที่ค้านสงครามและเรียกร้องสันติภาพผ่านการทูต ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลางที่ร้อนระอุอีกครั้ง

มอนเตโร วิจารณ์อย่างนุ่มนวลแต่เด่นชัดต่อบทบาทของสหรัฐฯ และอิสราเอลในความขัดแย้ง พร้อมย้ำว่า "ยุโรปไม่ควรถูกลากเข้าไปร่วมในสงครามที่จะสร้างปัญหาใหญ่กว่า" เธอมองว่าการใช้กำลังทางทหารไม่ได้แก้ไขปัญหา แต่เพิ่มความเสี่ยงที่กระทบทั้งภูมิภาคและโลก

จากครอบครัวชนชั้นแรงงาน สู่นักการเมืองฝ่ายซ้าย มอนเตโรเติบโตในพรรค Podemos และได้ผลักดันนโยบายสิทธิสตรีและความเท่าเทียม โดยเฉพาะกฎหมายความยินยอมทางเพศ หลังจากเป็นรัฐมนตรี เธอได้ก้าวสู่สภายุโรปเพื่อส่งเสียงสนับสนุนความยุติธรรมและสันติภาพ

จุดยืนต่อต้านสงครามของมอนเตโรสร้างกระแสในวงการการเมืองยุโรปและสังคม ซึ่งสะท้อนภาพนักการเมืองรุ่นใหม่ที่รวมประเด็นสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมเข้ากับเป้าหมายสันติภาพอย่างชัดเจน การเห็นคุณค่าของการเจรจาเหนือกำลังทางทหารจึงเป็นหัวใจของเธอในเวทีโลก

สำหรับคนไทย ไอรีนไม่ใช่แค่นักการเมืองหญิงจากสเปน แต่เป็นสัญลักษณ์ของเสียงยุโรปที่คัดค้านสงคราม และย้ำว่า "ทางออกของวิกฤตระหว่างประเทศต้องใช้การทูตและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่ใช้กำลัง" ซึ่งเป็นเสียงสำคัญในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งโลกในปัจจุบัน

เศรษฐกิจไทยฟื้นแรง GDP ไทยโต 2.5% ไตรมาส 4 ปี 2568 UBS ประเมินปี 2569 โต 2.3% ลงทุนภาครัฐเพิ่ม 13.3% หนุนเศรษฐกิจ ครัวเรือนขยับยอดใช้และความเชื่อมั่นสูงขึ้น

งานสัมมนา ‘UBS OneASEAN Summit 2026’ เชื่อมโยงนักลงทุนระดับโลกกับมุมมองเชิงลึกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กรุงเทพฯ 5 มีนาคม 2569 – เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 โดยอัตราการเติบโตของ GDP เร่งตัวขึ้นเป็น 2.5% ปีต่อปี จาก 1.2% ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งเกินกว่าการคาดการณ์ของตลาดทั้งหมด รวมถึงประมาณการของ UBS ที่สูงกว่าฉันทามติ (UBSe: 1.7% ปีต่อปี; ฉันทามติ: 1.3% ปีต่อปี; Bloomberg ประมาณการระหว่าง 0.7% ถึง 1.9%) ตัวเลขที่ดีกว่าการคาดการณ์บ่งชี้ถึงการบริหารจัดการทางการคลังที่ดีขึ้น โดยผลกระทบเชิงบวกได้ขยายไปสู่อุปสงค์ภาคเอกชนอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น UBS จึงปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2569 เป็น 2.3% (จากเดิม 2.0%) และคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.75% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2569

การลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 13.3% ปีต่อปีในไตรมาสที่ 4 และเพิ่มขึ้น 15.1% ไตรมาสต่อไตรมาสสำหรับทั้งปี โดยสรุปภาพรวมการลงทุนภาครัฐของทั้งปี เพิ่มขึ้น 8.9% ซึ่งเป็นอัตราที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559 และเกือบสองเท่าของปี 2567 ขณะที่การสะสมทุนถาวรเบื้องตน (Gross Fixed Capital Formation: GFCF) จากภาคเอกชนขยายตัวในระดับปานกลางอยู่ที่ 3.5% การเร่งตัวในไตรมาสที่ 4 เป็นผลจากโครงการคมนาคมควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ เนื่องจากภาคการก่อสร้างคิดเป็นประมาณ 8-9% ของ GDP โดยแบ่งเป็นภาครัฐประมาณ 5% และภาคเอกชน 3% จึงสามารถบ่งชี้ว่าการลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้วเริ่มมีส่วนในการสนับสนุนการก่อตัวของทุนโดยรวมอย่างยั่งยืนมากขึ้น หากการส่งต่อการลงทุนจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนดำเนินต่อไป เราประมาณการว่า GFCF รวมสามารถเติบโตได้ถึง 5.3% ในปี 2569 ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนประมาณ 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการเติบโตของ GDP โดยรวม

รายจ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 3.3% ปีต่อปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบปี คล้ายกับเมื่อปีที่แล้ว การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มูลค่า 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มอบเงินสนับสนุนประมาณ 2,000 บาทต่อคน แก่ผู้มีสิทธิเกือบ 20 ล้านคน โดยมีค่าใช้จ่ายทางการคลังประมาณ 4 หมื่นล้านบาทจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยอดขายรถยนต์ยังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว (+26.4% ปีต่อปี) สะท้อนการซื้อล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ ขณะที่ภาคบริการยังคงแข็งแกร่งขึ้นเช่นเดียวกัน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวขึ้นเป็น 51.3 ในเดือนมกราคม จาก 50 ในเดือนตุลาคม

แนวโน้มเศรษฐกิจของอาเซียนและประเทศไทยเป็นหัวข้อสำคัญในการงานสัมมนา UBS OneASEAN Summit ครั้งที่ 14 ซึ่งรวบรวมนักลงทุนสถาบันกว่า 850 ราย ผู้ที่มีอิทธิพลในการผลักดันและกำหนดนโยบาย รวมถึงผู้นำในอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกล่าสุดและแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนสำหรับปี 2569

นิโคโล แมกนี (Nicolo Magni) หัวหน้าฝ่ายธนาคารโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ของ UBS Global Banking กล่าวว่า “งานสัมมนา OneASEAN Summit ของเราได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยได้นำนักลงทุนสถาบันกว่า 850 ราย บริษัทชั้นนำ และผู้นำทางความคิดระดับโลกมาร่วมหารือถึงแนวโน้มสำคัญที่กำหนดสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน เราคาดว่าปัจจัยขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งจะดำเนินต่อไปตลอดทั้งปี 2569 และตลาดทุนมีแนวโน้มที่จะมีความคึกคักมากขึ้นในภาคสุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าอุปโภคบริโภค”

เกรซ ลิม (Grace Lim) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสภูมิภาคอาเซียนและเอเชียที่ UBS Investment Bank Global Research กล่าวว่า “เราคาดว่าการเติบโตของ GDP ในอาเซียน 6 ประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 4.9% ในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงช่วงเวลาของการขยายตัวอย่างมั่นคง ภูมิภาคนี้ยังคงได้รับประโยชน์จากการบูรณาการเข้าไปในห่วงโซ่มูลค่าการผลิตระดับโลก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ สภาวะการเติบโตยังคงเอื้ออำนวย โดยการบริโภคของครัวเรือนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในอินโดนีเซีย การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในไทยและฟิลิปปินส์ และจุดแข็งด้านการส่งออกเทคโนโลยีในสิงคโปร์และมาเลเซีย”

การประชุมตลอดทั้งสองวันนี้นำเสนอภาพรวมที่ครอบคลุมของภูมิทัศน์การลงทุนระดับโลก พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้เข้าร่วมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกในหัวข้อ อาทิ ความไม่สมดุลทางการค้าโลก โอกาสการลงทุนในจีน ญี่ปุ่น และยุโรป แนวโน้มของทองคำและโลหะมีค่า วิวัฒนาการของสินทรัพย์ดิจิทัลและ AI ในอาเซียน ตลอดจนการพัฒนาระบบพลังงานใหม่สำหรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ผู้บรรยายในการประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย สุหสิล นาซารา (Suahasil Nazara) รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐอินโดนีเซีย; แบรด เซ็ตเซอร์ (Brad Setser) ผู้ปรึกษาสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations); อัลเฟรด ชิปเก้ (Alfred Schipke) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์; ศาสตราจารย์เคน จิมโบ (Ken Jimbo) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเคโอ; ปีเตอร์ คอนติ-บราวน์ (Peter Conti-Brown) คณะบริหารธุรกิจวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย; วิลเลียม ดัลริมเพิล (William Dalrymple) นักประวัติศาสตร์และนักเขียน

เกี่ยวกับ UBS
UBS (Union Bank of Switzerland) เป็นผู้จัดการความมั่งคั่งชั้นนำระดับสากลและเป็นธนาคารเพื่อการพาณิชย์ชั้นนำในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังให้บริการโซลูชันการจัดการสินทรัพย์ที่หลากหลายและโดดเด่นด้านการลงทุนที่มุ่งเน้นเฉพาะทาง UBS บริหารจัดการสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมูลค่ากว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 UBS ช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายทางการเงินผ่านคำแนะนำเฉพาะบุคคล โซลูชัน และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และดำเนินธุรกิจในกว่า 50 ตลาดทั่วโลก หุ้นของ UBS Group จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สวิสเอสไอเอ็กซ์ (SIX Swiss Exchange) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE)

ที่มา : เมธาวรินทร์ มณีกูลพันธ์
โทเทิล ควอลิตี้ พีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด 02 260 5820 [email protected]


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top