Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

สวยสะกดรันเวย์!! ‘ลิซ่า’ ลุคร็อคสตาร์สุดเฉียบที่ Paris Fashion Week ในงานโชว์ Louis Vuitton ที่ปารีส ด้วยชุดปี 2016 สุดเก๋ เผยออร่าร็อคสตาร์แซ่บทุกมุม

(10 มี.ค. 69) 'ลิซ่า ลลิษา มโนบาล' หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นในงาน Paris Fashion Week ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยในฐานะ 'Global Ambassador' ของแบรนด์ระดับโลก Louis Vuitton เธอได้ร่วมชมแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่น Women’s Ready to Wear Fall/Winter 2026-2027

ครั้งนี้ 'ลิซ่า' มาในลุคเก๋เฉียบชวนสะกดสายตา ด้วยชุดจากคอลเลคชั่นปี 2016 ที่ออกแบบมาเผยให้เห็นถึงความแซ่บและสวยเป๊ะในแบบร็อคสตาร์ เธอเผยให้เห็นถึงการผสมผสานสไตล์แฟชั่นที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์

ในโพสต์และภาพที่แชร์ต่อกันอย่างแพร่หลาย 'ลิซ่า' ถูกยกย่องในฐานะดาวเด่นที่ส่องประกายในงานแฟชั่นระดับโลก พร้อมคำพูดที่สะท้อนถึงความมั่นใจในลุคนี้ว่า "สวยทุกมุมมอง เท่ทุกแอคชั่น" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของแฟชั่นที่เธอนำเสนอ

บรรยากาศงาน Paris Fashion Week ยืนยันถึงบทบาทสำคัญของ 'ลิซ่า' ในวงการแฟชั่นโลก ด้วยการเป็นตัวแทน Global Ambassador ที่ไม่ใช่แค่เพียงหน้าตาแต่ยังเป็นแรงบันดาลใจในแฟชั่นยุคใหม่

ที่มา : https://women.kapook.com/view299373.html
https://extratv.com/photos/image_jpg_20260310_b6a203fc38ce4cd48c3d2513efd78b3d/

เรือสินค้า 'มยุรีนารี' ถูกโจมตี!! PSL ธุรกิจไทยที่ปักหลักบนเศรษฐกิจจริงของโลก บริษัทไทยที่โตมากับวัฏจักรการค้าโลก ยังล่องต่อในเกมเศรษฐกิจ เป็นชื่อสำคัญของไทยบนเส้นทางการค้าโลก

รู้จัก “พรีเชียส ชิปปิ้ง” เรือธงเดินเรือไทยที่ยังล่องอยู่ในเศรษฐกิจโลก  จากบริษัทที่ก่อตั้งปลายปี 1989 สู่ผู้เล่นสำคัญในตลาดเรือเทกองแห้งของโลก ภายใต้ชื่อย่อ PSL ที่นักลงทุนไทยคุ้นเคย

เวลาพูดถึงระบบขนส่งของเศรษฐกิจโลก หลายคนมักนึกถึงตู้คอนเทนเนอร์ ท่าเรือ หรือสายการบิน แต่ในความเป็นจริง สินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมหาศาลของโลก ตั้งแต่สินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย แร่ ไปจนถึงไม้ซุง ยังต้องอาศัยเรือเทกองแห้งเป็นตัวกลางในการเคลื่อนย้าย และในสมรภูมินั้น ประเทศไทยมีชื่อของ “พรีเชียส ชิปปิ้ง” หรือ PSL อยู่ในฐานะผู้เล่นรายสำคัญมานานหลายทศวรรษ

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า บริษัทก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1989 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 1993 ขณะที่เอกสารของบริษัทระบุว่าเริ่มดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ในเดือนมีนาคม 1991 หลังได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยและ BOI จุดนี้สะท้อนว่า PSL ไม่ใช่ธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเติบโตตามกระแสโลจิสติกส์ แต่เป็นบริษัทไทยที่เติบโตมากับวัฏจักรการค้าโลกมาอย่างยาวนาน

แกนหลักของธุรกิจ PSL คือการเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้าเทกองแห้ง โดยบริษัทถูกอธิบายบน factsheet ของ SET ว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่มเรือ dry cargo ขนาด small handy size และมีการดำเนินงานครอบคลุม 5 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ/แคนาดา ยุโรป ละตินอเมริกา-แอฟริกา อนุทวีปอินเดีย-ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันออกไกล สินค้าหลักที่ขนส่งคือสินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย แร่ ไม้ซุง โค้ก และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ

จุดแข็งของโมเดลนี้อยู่ตรงการเลือกยืนในเซกเมนต์เรือที่คล่องตัวกว่าเรือขนาดใหญ่มาก ทำให้เข้าถึงท่าเรือได้หลากหลายและรองรับสินค้าที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง นี่คือเหตุผลที่ PSL ถูกมองว่าไม่ได้แข่งด้วยความใหญ่ที่สุด แต่แข่งด้วยความเหมาะสมของขนาดเรือและความสามารถในการกระจายงานในหลายภูมิภาคพร้อมกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามปรับตัวตามแรงกดดันของอุตสาหกรรมเดินเรือยุคใหม่ โดยเอกสารนำเสนอของบริษัทระบุว่า PSL ได้ทยอยแทนที่เรือเก่าที่กินพลังงานมากในช่วงปี 2013-2017 ด้วย “eco-vessels” ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนต่อการขนส่ง และเอกสารปี 2025-2026 ของบริษัทก็ยังสะท้อนภาพการปรับกองเรืออย่างต่อเนื่อง ภาพนี้ทำให้เห็นว่า แม้ธุรกิจเดินเรือจะเป็นธุรกิจดั้งเดิม แต่ผู้เล่นที่อยู่รอดต้องคิดเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน ต้นทุน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความต่อเนื่องของทีมบริหาร โดยชื่อของ Khalid Moinuddin Hashim ปรากฏอยู่ในเอกสารบริษัทในฐานะ Managing Director มาอย่างยาวนาน ซึ่งในธุรกิจที่ผันผวนตามค่าระวางเรือ เศรษฐกิจโลก และอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ ความต่อเนื่องของผู้นำถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางบริษัท
สำหรับภาพล่าสุดของบริษัท ข้อมูลจาก SET factsheet ณ 11 มีนาคม 2026 ระบุว่า PSL มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดราว 10,837 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดล่าสุดก่อนเปิดตลาดวันที่ 12 มีนาคมอยู่ที่ 6.95 บาท ส่วนเอกสาร Opportunity Day สำหรับผลประกอบการปี 2025 ระบุว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 345.01 ล้านบาท และเอกสารเชิญประชุมผู้ถือหุ้นปี 2026 เสนอจ่ายเงินปันผลรวม 0.40 บาทต่อหุ้น ขณะเดียวกันเอกสารเปิดเผยข้อมูลของบริษัทในปี 2025 ระบุว่ากองเรือของ PSL อยู่ที่ 40 ลำ

ในเชิงภาพใหญ่ พรีเชียส ชิปปิ้ง คือภาพแทนของบริษัทไทยที่ปักหลักอยู่บน “เศรษฐกิจจริง” ของโลก ไม่ว่าจะเกิดความผันผวนทางการเมือง ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ สินค้าเทกองแห้งจำนวนมหาศาลยังคงต้องถูกลำเลียงข้ามทวีปอยู่เสมอ และตราบใดที่การค้าโลกยังขยับ ธุรกิจแบบ PSL ก็ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะฟันเฟืองของระบบนั้น

ดังนั้น หากจะมองพรีเชียส ชิปปิ้งในฐานะ “หุ้นเดินเรือ” อย่างเดียวก็คงไม่พอ เพราะในอีกมุมหนึ่ง PSL คือกรณีศึกษาของธุรกิจไทยที่อยู่รอดในสนามโลกด้วยการวางตัวในจุดที่ชัด เลือกเซกเมนต์ที่ตนเองแข็งแรง และค่อย ๆ ปรับกองเรือให้รับกับโลกยุคใหม่ นี่อาจไม่ใช่ธุรกิจที่หวือหวาที่สุดในหน้าข่าว แต่เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำให้เราเห็นว่า บริษัทไทยยังสามารถยืนอยู่ในห่วงโซ่การค้าโลกได้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2106546573222537&set=pcb.2106547559889105

เดือดไม่เลิก!! สงครามไม่จบ บอลโลกก็สะเทือน อิหร่านส่งสัญญาณถอนตัวฟุตบอลโลก 2026 เหตุสงคราม สหรัฐ-อิสราเอล ทำพิษหนัก หลังผู้นำเสียชีวิต ตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก

(11 มี.ค. 69) อาหมัด ดอนยามาลี รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาของอิหร่าน ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ทีมฟุตบอลชาติอิหร่านจะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลที่กำลังดำเนินอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ดอนยามาลีระบุว่าหลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านภายหลังความล้มเหลวของการเจรจาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ และการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน อายะตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก โดยเขากล่าวในสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์กับสำนักข่าวดีพีเอว่า "นับตั้งแต่รัฐบาลที่ทุจริตนี้สังหารผู้นำของเรา เราก็ไม่มีเงื่อนไขที่จะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ เนื่องจากมาตรการอันประสงค์ร้ายที่กระทำต่ออิหร่าน ทำให้เราถูกบังคับให้ต้องสู้ศึกสงครามถึงสองครั้งในรอบ 8 หรือ 9 เดือน และเพื่อนร่วมชาติของเราต้องเสียชีวิตไปนับพันคน ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เราจึงไม่มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน"

ก่อนหน้านี้ เมห์ดี ทาจ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน เคยแสดงท่าทีในทำนองเดียวกันว่า "คนที่มีสติสัมปชัญญะที่ไหนจะส่งทีมชาติของตนไปยังสหรัฐฯ หากฟุตบอลโลกจะเต็มไปด้วยเรื่องการเมืองเหมือนที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย?"

การแข่งขันรอบแรกของกลุ่มจีจะจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา โดยทีมอิหร่านอยู่ร่วมกับนิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม และอียิปต์ แต่สถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้อิหร่านอาจถอนตัวจากการแข่งขันครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในสหรัฐฯ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10167833

เปิดตัว ‘SmartLiva’!! นักศึกษา มจธ. พัฒนา AI ช่วยตรวจโรคตับ ลดเวลาจาก 30 นาที เหลือเพียง 7 วินาที แม่นยำ 92% คัดกรองมะเร็งและไขมันตับ มุ่งสู่การแพทย์ลดความเหลื่อมล้ำทั่วไทย

(11 มี.ค. 69) นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) พัฒนา "SmartLiva" ระบบวิเคราะห์ภาพอัลตราซาวด์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยตรวจโรคตับ เช่น มะเร็งตับ และพยาธิใบไม้ตับ รู้ผลแม่นยำภายใน 7 วินาที พร้อมลดค่าตรวจเหลือหลักร้อยบาท ต้นทุนต่ำกว่าการตรวจทั่วไปมาก

SmartLiva ทำงานโดยแปลงภาพอัลตราซาวด์ขาวดำเป็นผลวินิจฉัยที่อ่านง่ายและชัดเจน แพทย์สามารถอัปโหลดภาพผ่านเว็บและเห็นภาพเนื้อตับที่ต้องวิเคราะห์ โดย AI ไฮไลต์สีให้เห็นความผิดปกติชัดเจน เช่น ตับสีแดง ไขมันสีเหลือง พร้อมประเมินระดับพังผืด ความแข็งแรงของตับ และตรวจหาถุงน้ำหรือมะเร็งตับ รวมถึงพยาธิใบไม้ตับโดยแม่นยำสูงสุดถึง 92%

ฐานข้อมูลฝึก AI ใช้ภาพอัลตราซาวด์กว่า 50,000 ภาพ จากโรงพยาบาลชั้นนำ รวมถึงข้อมูลผู้ป่วยจริงกว่า 3,500 ราย ทีมผู้พัฒนาระบุว่า "SmartLiva ช่วยลดเวลานานครึ่งชั่วโมงเหลือเพียง 7 วินาที" และลดค่าใช้จ่ายตรวจโรคตับลงถึง 77% เหลือแค่ 200-300 บาท

ระบบนี้ถูกออกแบบเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ ช่วยให้โรงพยาบาลขนาดเล็กหรือพื้นที่ห่างไกลใช้ตรวจวินิจฉัยได้รวดเร็วและแม่นยำ แม้ไม่มีเครื่องมือแพทย์ชั้นสูงช่วย ลดความแออัดจากการรอคอย

ทีมพัฒนายังมีแผนต่อยอด SmartLiva ให้เป็น Explainable AI ที่สามารถอธิบายขั้นตอนการวินิจฉัยได้ พร้อมพัฒนาเป็นอุปกรณ์พกพาสำหรับคลินิกและพื้นที่จำกัด รวมถึงนำ AI ไปใช้ตรวจโรคอื่น ๆ ที่ต้องรีบวินิจฉัยอย่างถูกต้องเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยในอนาคต

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/tech/228143/

เติมทุน SME ไทย!! สสว. จับมือ 2 แบงก์รัฐ ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย 1% กระตุ้นเศรษฐกิจ เน้น SME ท่องเที่ยว-นวัตกรรม หนุนปรับตัวดิจิทัล สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่สุดช่วยเพิ่มสภาพคล่อง

สสว. จับมือ SME D Bank - EXIM Bank อัดฉีด 1,200 ล้าน! ส่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 1% ต่อปี หนุน SME ท่องเที่ยว-นวัตกรรม ปรับตัวรับยุคดิจิทัล คาดกระตุ้นเศรษฐกิจโตกว่า 5,000 ล้านบาท

รัฐบาลยกระดับการช่วยเหลือ SME เป็นวาระเร่งด่วน ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานหลัก สสว., ธพว. และ EXIM Bank ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่สุดในระบบเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท มุ่งเติมทุนกลุ่มท่องเที่ยวและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประธานในพิธีและสักขีพยาน กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานในวันนี้ คือภาพสะท้อนนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME อย่างบูรณาการ โดยการนำจุดแข็งของ สสว. ในการคัดกรองผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ มาผสานกับความเชี่ยวชาญของ 2 สถาบันการเงินของรัฐ เพื่อส่งผ่านเงินทุนต้นทุนต่ำภายใต้วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ไปยังพี่น้อง SME ทั่วประเทศ

“รัฐบาลมุ่งหวังให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษเพียงร้อยละ 1 ต่อปีนี้ เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการเติมสภาพคล่องและสร้าง ‘แต้มต่อ’ ให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ทันท่วงที โดยเราจะเร่งกระจายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบเศรษฐกิจและเม็ดเงินหมุนเวียนได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท ช่วยให้ SME ไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายนภินทร กล่าว

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดย สสว. ได้สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งสิ้น 1,200 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 5 ปี มุ่งเสริมศักยภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทยในทุกมิติ โดยโครงการนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการ SME ที่หลากหลาย โดยแบ่งการสนับสนุนออกเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย ดังนี้
• กลุ่มที่ 1 — Transformation SME : วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อปรับปรุงหรือพัฒนากิจการให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมและแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

• กลุ่มที่ 2 — Enhancement SME : วงเงินกู้สูงสุด 10–15 ล้านบาท (ตามขนาดกิจการ) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อสร้างการเติบโตและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติ เพื่อให้มีการเติบโตเป็นไปอย่างก้าวกระโดดและมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
• กลุ่มที่ 3 — ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว : วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาท เช่น ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมและที่พัก บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร สปา บริการรถและเรือ รวมถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มทุนหมุนเวียนในกิจการ

รักษาการ ผอ.สสว. เผยว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสามหน่วยงานในการผนึกกำลังช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ไทยอย่างครบวงจร ทั้งในมิติของการเติบโตแบบก้าวกระโดด การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในปัจจุบัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ทั้งนี้ สสว. จะทำหน้าที่กลั่นกรองและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ก่อนส่งต่อให้สถาบันการเงินพันธมิตรพิจารณาอนุมัติสินเชื่อต่อไป
โดย SME D Bank จะรับผิดชอบดูแลการให้สินเชื่อแก่กลุ่มผู้ประกอบการ Enhancement SME และกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ในวงเงินรวม 800 ล้านบาท และ EXIM Bank จะรับผิดชอบดูแลการให้สินเชื่อแก่กลุ่มผู้ประกอบการ Transformation SME ในวงเงินรวม 400 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านเครือข่ายสาขาและความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อของทั้งสองสถาบัน

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการสำคัญนี้ เราพร้อมนำเครือข่ายสาขาทั่วประเทศและความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อ SME มาสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการ ให้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยมุ่งให้กระบวนการพิจารณาสินเชื่อรวดเร็ว โปร่งใส และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank กล่าวว่า EXIM Bank มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุน SME กลุ่ม Transformation ที่มีศักยภาพในการปรับตัวและก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ เราเชื่อว่าการเข้าถึงแหล่งทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ SME ไทยสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และแข่งขันได้อย่างมั่นใจในเวทีระดับสากล

ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสมัครและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สสว. โทร. 1301 หรือเว็บไซต์ www.sme.go.th ทั้งนี้ สสว. จะทำหน้าที่กลั่นกรองและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนส่งต่อให้ SME D Bank และ EXIM Bank พิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

คุณอันธิกา วรรณศิลป์
ส่วนประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ฝ่ายสื่อสารองค์กร สสว.
โทร. 02 142 9035, 081 266 9226 E-mail: [email protected]

‘ภูมิใจไทย’ ลุยช่วยฟื้นฟู 4 สส.ภูมิใจไทยสงขลา ชงมาตรการการเงินช่วยผู้ประสบภัย หนุนเยียวยา-กิจการเดินหน้าต่อ ฟื้นเศรษฐกิจพื้นที่น้ำท่วม

“4 สส. ภูมิใจไทย สงขลา” ผนึกกำลัง ยื่นหนังสือถึง รมว.คลัง หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-เงินเยียวยา ช่วยฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่-สงขลา ให้เศรษฐกิจเดินหน้า

11 มีนาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายสมยศ พลายด้วง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 3 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 6 และนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 7 พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน ตลอดจนกิจการทางเศรษฐกิจในพื้นที่

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับความคืบหน้าของมาตรการช่วยเหลือและการเยียวยาจากภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการด้านการเงินที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมา มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อฟื้นฟูกิจการยังมีไม่มากนัก

ด้วยเหตุนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลาจากพรรคภูมิใจไทยจึงได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเสนอให้ปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อจากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท เป็นไม่เกินรายละ 40 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเปิดโอกาสให้องค์กรหรือสมาคมภาคเอกชนที่ผู้ประกอบการเป็นสมาชิก สามารถให้การรับรองอย่างน้อย 2 ราย เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ในกรณีที่ผู้ประกอบการมีประวัติเครดิตทางการเงิน (เครดิตบูโร) ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งทุน

สำหรับเงื่อนไขทางการเงินของสินเชื่อดังกล่าว เสนอให้กำหนดวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 40 ล้านบาท โดยให้ปลอดดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก และตั้งแต่เดือนที่ 6 จนถึงปีที่ 5 ของสัญญาเงินกู้ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินและสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว พร้อมทั้งพิจารณาขยายระยะเวลาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมครบถ้วน และไม่ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบตกหล่นจากมาตรการของภาครัฐ

นายสรรเพชญกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคเอกชนในจังหวัดสงขลากำลังเตรียมจัดประชุมเพื่อรวบรวมข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อนำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยตนพร้อมประสานนำข้อเสนอจากพื้นที่ส่งต่อไปยังรัฐบาลต่อไป

ผลักดันคนรุ่นใหม่สานต่อ รทสช. ‘พีระพันธ์’ ผลักดันคนรุ่นใหม่ เปิดทาง ‘อรรถวิชช์’ ทำหน้าที่ในสภา ‘พีระพันธ์’ ยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรค เดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติคงเดิม

(11 มี.ค. 69) เมื่อวานนี้ ‘พีระพันธุ์’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงหลังการหารือร่วมกรรมการบริหารพรรค ว่าพรรคยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมั่นคง พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น

‘พีระพันธุ์’ ระบุผ่านโพสต์ว่า "พรรคจึงควรเปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านนโยบายและการสร้างเครือข่ายทางการเมือง" พร้อมอาสาเป็นแกนหลักผลักดันงานนี้อย่างเต็มกำลัง แต่ยอมรับว่าการรับหน้าที่ทั้งหัวหน้าพรรคและ ส.ส. อาจทำให้ขับเคลื่อนไม่เต็มศักยภาพ

ดังนั้นเขาเสนอให้ 'อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี' รองหัวหน้าพรรค เข้าทำหน้าที่ ส.ส.แทน และที่ประชุมเห็นชอบให้ ‘พีระพันธุ์’ ลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดทางให้มาดำรงตำแหน่งแทน "ผมมั่นใจว่าท่านอรรถวิชช์มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่พร้อมทำงานสภาอย่างดี"

‘พีระพันธุ์’ ยืนยันจะยังทำหน้าที่หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเต็มที่ พร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อพรรคและประเทศอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นพรรคในการปรับตัวและต่อยอดด้วยพลังคนรุ่นใหม่
.
ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=25941266828828886&set=a.249841005064821

ส่อเดือด!! ‘กิต Three Man Down’ โพสต์สะเทือน หลัง ‘โอม Cocktail’ ลา GeneLab พี่โอมเป็น Leader ไม่ใช่ Boss ลั่นผิดเองที่คิดเปลี่ยนบ้านของคน

(11 มี.ค. 69) กิต เจี๊ยรพันธุ์นุวง หรือกิต นักร้องนำวง Three Man Down โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กหลังจาก 'โอม ปัณฑพล' หรือ โอม ค็อกเทล ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารค่ายเพลง GeneLab พร้อมยุติหน้าที่ดูแลทีมงานและศิลปินของตนเมื่อเร็ว ๆ นี้

กิตระบุว่า "ที่ Three Man Down มาอยู่ GeneLab เพราะพี่โอมครับ พี่โอมเป็น Leader ไม่ใช่ Boss" พร้อมเล่าถึงความตั้งใจของวงที่อยากเปลี่ยนแปลงและพัฒนาค่ายเพลง "เราจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น" แม้เส้นทางจะลำบาก แต่ก็พยายามสร้างโมเดลใหม่ที่เน้นให้ศิลปินมีคุณค่าในตัวเอง

"พวกเราตั้งใจ ไม่เอาเปรียบใคร ตั้งใจทำงาน ทำตัวให้เป็นโมเดลใหม่ๆ จัดการงานเอง ทำให้ดูว่าศิลปินมีค่าในตัวเองมากขนาดไหน" กิตกล่าวทิ้งท้ายพร้อมยอมรับว่า "วันนี้เข้าใจและยอมรับเหมือนพี่โอมแล้วครับว่า เราไม่มีวันทำได้ เราผิดเองครับที่เสือกจะไปเปลี่ยนแปลงบ้านของคนอื่น เราควรหาบ้านตัวเองอยู่มากกว่า"

เหตุการณ์นี้สร้างความน่าสนใจในวงการเพลงไทยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินและค่าย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายในระบบการบริหารค่ายเพลงในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อมีการย้ายหรือสิ้นสุดบทบาทของผู้บริหารสำคัญของค่ายเพลงอย่าง 'โอม ค็อกเทล'

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10167273

ประกาศยุติบทบาท!! ‘โอม Cocktail’ ยุติบทบาทบริหาร GeneLab-19 ย้ำไร้ปัญหากับ GMM Music หลังจบภารกิจใหญ่ เตรียมลุยธุรกิจอิสระเต็มตัว

(11 มี.ค. 69) "โอม Cocktail" หรือ 'ปัณฑพล ประสารราชกิจ' ศิลปินชื่อดัง ประกาศยุติบทบาทผู้บริหารค่ายเพลง GeneLab และ 19 ในเครือ 'GMM Music' อย่างเป็นทางการ พร้อมกับย้ำว่ายังคงอยู่ในเครือเดียวกันและไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น ขณะที่บริษัท "ครึ่งเก้า" ซึ่งโอมและทีมบริหาร รับหน้าที่บริหารค่ายเพลงภายใต้ระบบรับจ้างบริหารแบบอิสระ นอกโครงสร้างพนักงานของ 'GMM Music'

โอมเปิดเผยผ่านข้อความว่า "หลังจากงานใหญ่ Three Man Down จบลงไปอย่างสวยงาม ผมและทีมงาน ครึ่งเก้า จำกัด ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่สนับสนุน และขอแจ้งการสิ้นสุดหน้าที่บริหารค่ายเพลง GeneLab และ 19" อีกทั้งอธิบายว่าแนวคิดเดิมการบริหารเป็นการทดลองระบบอิสระเพื่อเพิ่มศิลปินกลุ่มวัยรุ่น ภายใต้การสนับสนุนของ CEO 'ภาวิต จิตรกร' โดยตั้งเป้าหมายสร้างนวัตกรรมและความคล่องตัวในการทำงาน

ในข้อความยังแสดงความผูกพันกับ 'GMM Grammy' และการทำงานที่ผ่านมา พร้อมให้เหตุผลความแตกต่างเรื่องมุมมองและเป้าหมายที่ทำให้ตัดสินใจออกไปทำธุรกิจของตัวเองเองอย่างอิสระ โดยกล่าวว่า "ไม่ใช่ข้อขัดแย้งแต่เป็นเรื่องของมุมมองและเป้าหมายที่แตกต่างกัน" ขณะที่ศิลปินที่ดูแลไว้ เช่น Three Man Down, TaitosmitH, Tilly Birds, ก้อง ห้วยไร่ และอื่นๆ ได้รับการดูแลมาอย่างดีภายใต้ระบบของ 'GMM Music'

โอมยังกล่าวถึงการขยายบทบาทธุรกิจในฐานะผู้รับจ้างบริหารศิลปินและจัดกิจกรรมต่างๆ หลายคอนเสิร์ต นับเป็นการเปิดเกมใหม่หลังสิ้นสุดหน้าที่บริหารค่ายเพลง พร้อมขอบคุณแฟนเพลงและทีมงานทุกคนที่ร่วมเดินทางมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา "เราอาจกำลังเดินทางไปสู่เขตแดนที่เราไม่รู้จัก แต่ตื่นเต้นมาก ๆ ครับ"

นี่ถือเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการเพลงไทยที่แสดงถึงการเคลื่อนตัวของศิลปินและผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการแนวทางและเส้นทางใหม่ในอุตสาหกรรมบันเทิงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10166762

พร้อมโจมตี!! 'อิหร่าน' ลุยโจมตีอิสราเอล และฐานสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ตอกย้ำไม่เจรจากับสหรัฐฯ เสถียรภาพจากผู้นำสูงสุดใหม่

(11 มี.ค. 69) เซย์เยด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ประกาศว่าอิหร่านพร้อมใช้ขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น พร้อมยืนยันว่าการโจมตีฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่สามารถหยุดยั้งการตอบโต้ได้

อารักชีกล่าวผ่านสื่อว่า "สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเราอย่างไร้ทิศทาง และมุ่งเป้าพื้นที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล โรงเรียน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อันตรายอย่างยิ่ง" พร้อมชี้ว่าการกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในแผนของอิหร่านอีกต่อไป

นอกจากนี้ อารักชีระบุว่า การแต่งตั้ง 'โมจตาบา คาเมเนอี' เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านส่งสัญญาณการสานต่อนโยบายต่อต้านสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงความมั่นคงของประเทศ

ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเผชิญความไม่แน่นอนหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญอื่นๆ ของอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งทำให้ผู้นำสูงสุด 'อาลี คาเมเนอี' เสียชีวิต และเกิดการตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในพื้นที่

เหตุการณ์นี้ยังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยอารักชียืนยันว่าอิหร่านไม่ได้ปิดกั้นเส้นทางเดินเรือดังกล่าว หรือขัดขวางการขนส่งน้ำมันแม้จะมีความตึงเครียดในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top