Monday, 26 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

ดราม่า ! ทหารอเมริกัน-อิสราเอล ภาพข้อความบนเครื่องบินทหารแพร่บนโซเชียล ข้อความล้อเลียนเกี่ยวกับอิสราเอลและสงคราม อ้างเป็นฝีมือทหารอเมริกันในอ่าวเปอร์เซีย แต่ยังไม่มีการยืนยันจากทางการสหรัฐฯ

ภาพที่กำลังถูกส่งต่อบนโลกออนไลน์อย่างมากในขณะนี้ ซึ่งอ้างว่าทหารสหรัฐฯ เขียนข้อความประชดอิสราเอลบนเครื่องบินที่คาดว่าอาจจะเป็นเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-135

ภาพข้อความจำนวนมากที่ถูกเขียนลงบนฝุ่นที่เกาะอยู่บริเวณชิ้นส่วนปีกของเครื่องบินทหารสหรัฐฯ กำลังถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ ซึ่งอ้างว่าเป็นฝีมือของทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย และข้อความหลายส่วนมีเนื้อหาประชดประชันอย่างรุนแรงต่ออิสราเอลและบทบาทของสหรัฐฯ ในสงคราม

ข้อความที่ปรากฏในภาพมีทั้ง “Bibi’s Cucks”, “Be a good goy and do what Israel tells you to!!!”, “Operation Epstein Fury”, “Peace Deal #64 Incoming”, “ALL THIS FOR THE HOLY LAND” และ “I LOVE ISRAEL I AM A GOOD GOYIM” นอกจากนี้ยังมีการวาดเกม XO, Hangman และข้อความล้อเลียนอื่นๆ กระจายอยู่ทั่วลำตัวเครื่องบิน

ภาพดังกล่าว ซึ่งระบุว่าได้รับภาพมาจากบุคคลในพื้นที่ และอ้างว่าข้อความเหล่านี้ถูกเขียนโดยกำลังพลสหรัฐฯ ที่ประจำการในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย พร้อมถ่ายทอดคำบอกเล่าจากบุคคลที่อ้างว่าอยู่ในพื้นที่ว่า ขวัญกำลังใจของกำลังพลในปฏิบัติการอยู่ในระดับต่ำมาก และทหารจำนวนหนึ่งถูกส่งไปประจำการในสถานที่ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่โดยไม่รู้ว่าจะต้องอยู่นานเพียงใด

ผู้ใช้ออนไลน์บางส่วนระบุว่าลักษณะของเครื่องคล้ายเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-135 และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานที่ถ่ายภาพ รวมถึงความเป็นไปได้ว่าเครื่องอาจจอดอยู่บนฐานภาคพื้นดินหรือแม้แต่พื้นที่เก็บเครื่องบิน ซึ่งภาพเพียงภาพเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าเครื่องบินลำดังกล่าวกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ดังนั้นสถานที่และบริบทที่แท้จริงของภาพยังต้องรอการตรวจสอบเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากกระทรวงกลาโหมหรือกองทัพสหรัฐฯ ว่าใครเป็นผู้เขียนข้อความเหล่านี้ รวมถึงยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างอิสระว่าภาพถูกถ่ายที่ใดและเมื่อใด ดังนั้น แม้ข้อความที่เห็นจะปรากฏอยู่ในภาพ แต่ข้อกล่าวอ้างว่าเป็นฝีมือของทหารสหรัฐฯ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในอ่าวเปอร์เซียยังควรถือว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1375822578039432/?rdid=JmCm3oYcZymn13w3#

กกร.จับมือรัฐและธนาคารโลก!! เปิดเวที Bangkok Business Summit 2026 ปักหมุดยุทธศาสตร์ใหม่เศรษฐกิจไทย ดึงผู้นำธุรกิจร่วมขับเคลื่อนอนาคต ชี้ทางสู่ประเทศรายได้สูงผ่านลงทุน–ปฏิรูป–สร้างงาน

กกร. เตรียมผนึกกำลังภาครัฐและธนาคารโลก
เปิดเวที “The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN”
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ปักหมุดยุทธศาสตร์ใหม่สู่อนาคตอาเซียน

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 17 สิงหาคม 2569 — คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก ประกาศความพร้อมจัดงานประชุมระดับผู้นำ ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีปูทางไปสู่การประชุมใหญ่ระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม 2569 และปูทางสู่บทบาทการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571
.
ไฮไลท์สำคัญของเวที ‘The Bangkok Business Summit 2026’ คือการแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘Thailand’s Offer to the World’ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุน ยกระดับประเทศจากการแข่งขันด้านต้นทุนสู่การสร้างขีดความสามารถ นวัตกรรม ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะร่วมแสดงปาฐกถาเชิงนโยบายในหัวข้อ ‘Unlocking the Next Growth Engines for Thailand & ASEAN’ เพื่อเปิดเผยลำดับขั้นตอนการปฏิรูปเชิงนโยบายที่จะช่วยปลดล็อกการลงทุนของภาคเอกชนและขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะกล่าวถึงการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้มุ่งตอบโจทย์สำคัญว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลกและการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนให้เป็นโอกาสใหม่ของการลงทุน การสร้างงาน และการเติบโตได้อย่างไร โดย ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง แต่เป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยนำเสนอจุดแข็ง โอกาส และทิศทางการพัฒนาประเทศให้ประชาคมธุรกิจทั่วโลกได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ของภาครัฐ ข้อเสนอจากองค์กรระหว่างประเทศ และประสบการณ์จริงของภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน “โจทย์ของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงการเติบโต แต่คือการสร้างการเติบโตที่แข่งขันได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกภาคส่วนจึงต้องมีแพลตฟอร์มในการวางแนวทางร่วมกัน ในการ Reinvent Thailand สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสใหม่ และก้าวขึ้นเป็นส่วนสำคัญของภูมิภาคอาเซียนที่ปรับตัวเข้ากับพลวัตรของโลกได้ หรือ Resilient ASEAN”
ภายในงาน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จะแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘Thailand’s New Horizons: From Ambition to Delivery’ และมีการเสวนาเชิงลึก โดย Mr. Carlos Felipe Jaramillo รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก, Mr. Sarvesh Suri รองประธานบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และ Mr. John W.H. Denton เลขาธิการสภาหอการค้าระหว่างประเทศ (ICC)
ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจ พร้อมเปิดตัว รายงานฉบับใหม่ของธนาคารโลก ‘Building Thailand’s Future Today’ ซึ่งเสนอแนวทางการก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงของประเทศไทย ผ่านลงทุนและการปฏิรูปเพื่อสร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และวางรากฐานการเติบโตระยะยาว โดยชี้เป้าอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวยั่งยืนและสุขภาพ บริการดิจิทัล เกษตรและอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ในช่วงกลางวัน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จะนำเสนอวงสนทนาพิเศษ ‘Growth Reaches Communities: Sufficiency Economy Philosophy’ ร่วมถ่ายทอดแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะกรอบการพัฒนาที่สร้าง สมดุล ความเข้มแข็ง และความยั่งยืน ตั้งแต่ระดับชุมชนสู่ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม
ในช่วงบ่าย การประชุมจะแบ่งภาคออกเป็นสองการเสวนา ได้แก่

Track 1: Building Resilience (สร้างความแข็งแกร่งให้กับพื้นฐานของประเทศ) นำโดย ดร.ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เน้นเรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และความสามาถในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ ซึ่งจะมีการเสวนาในหัวข้อ ‘Efficient Energy & Low-Carbon Infrastructure’ และ ‘Policy Architecture and Low-Carbon Cities in Action’ ให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยผู้นำจากหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงพลังงาน, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท Google LLC และการเสวนาในหัวข้อ ‘Building Thailand’s Trusted Economy: Digital Public Infrastructure for Inclusive Growth’ ซึ่งจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับสาธารณะในภาคการเงินสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม โดยผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต และ Ascend Money

Track 2: New Horizons (อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เกษตรอาหาร และเศรษฐกิจที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง) นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เน้นการการพัฒนาศักยภาพของพนักงานที่มีความสามารถสูงในองค์กร และวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน AI และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ขั้นสูง

นอกจากนี้ เวที ‘The Bangkok Business Summit 2026’ จะมีการเสวนาในหัวข้อ ‘The Future of Agrifood Business’ การยกระดับสู่สินทรัพย์ยุทธศาสตร์แห่งภูมิภาค ผู้บริหารจากภาคธุรกิจชั้นนำ อาทิ บริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โอแลม อะกริ (สิงคโปร์) จะร่วมแสดงทรรศนะว่า อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยกำลังยกระดับจากเพียง ‘ครัวของโลก’ สู่การเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค และ ‘The Future of the Human-Centric Economy’ ซึ่งหลอมรวมด้านสุขภาพ สุขภาวะ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ที่ออกแบบรอบผู้คนเข้ามาไว้ด้วยกันมากกว่าการแยกส่วนอุตสาหกรรม โดย บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน), บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และเซเรซิน

ช่วงท้ายของงาน ประธานองค์กรภาคเอกชนทั้งสามสถาบันจะร่วมสรุปข้อเสนอเพื่อเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากเวทีสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างระบบนิเวศการลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงจะมีการลงนามหนังสือเจตจำนง ความร่วมมือเรื่อง Digital & AI Compact ของหน่วยงานภาครัฐด้านเศรษฐกิจของไทยกับธนาคารโลก

หมายเหตุ: รายนามวิทยากรและกำหนดการจัดงานอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม โดยอาจไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ และขอขอบพระคุณในความเข้าใจของทุกท่าน

ชาวอเมริกันระอา ‘ทรัมป์’!! 53% เห็นชีวิตแย่ลงหลังทรัมป์กลับทำเนียบ เกือบ 57% ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระรู้สึกแย่ 55% ไม่พอใจการทำงานของทรัมป์ 64% วิจารณ์การรับมือเงินเฟ้อของเขา

โพล FT ชี้ชาวอเมริกันเกินครึ่งรู้สึกชีวิตแย่ลงภายใต้ทรัมป์ ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

ผลสำรวจล่าสุดของ Financial Times ร่วมกับ Focaldata พบว่า 53% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสหรัฐฯ ระบุว่าสถานะทางการเงินของตนแย่ลง นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในเดือนมกราคม 2025 โดยในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ ตัวเลขเพิ่มเป็นเกือบ 57% และแม้แต่ผู้สนับสนุนรีพับลิกันเองเกือบหนึ่งในสี่ก็ระบุว่าแย่ลง

นอกจากนี้ 55% ไม่พอใจการทำงานของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี ขณะที่เกือบสองในสามมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเดินไปผิดทิศทาง และ 64% ไม่พอใจการรับมือปัญหาเงินเฟ้อของทรัมป์ ผลสำรวจมีขึ้นในช่วงที่เหลือเวลาไม่ถึง 3 เดือนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งพรรครีพับลิกันกำลังเผชิญศึกสำคัญในการรักษาการควบคุมสภาคองเกรส

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1375390644749292/?rdid=41ghwydrqxSlY3YP#

ออสเตรเลีย ควบคุมอาวุธปืน!! รัฐนิวเซาท์เวลส์รับซื้อคืน เริ่ม 2 พ.ย. นี้ จ่ายชดเชยกระบอกละ 1,000 ดอลลาร์ ผลพวงกราดยิง ตรึงมาตรการใหม่หลังเหตุสะเทือน

ออสเตรเลียเริ่มมาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะรับซื้อปืนคืน

นายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบาเนซี ประกาศว่า รัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียจะเริ่มดำเนินโครงการรับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชนตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นต้นไป โดยผู้ที่นำปืนไรเฟิลและปืนพกมาคืนจะมีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยสูงสุดกระบอกละ 1,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 23,000 บาท

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดขึ้น หลังเหตุกราดยิงในงานเฉลิมฉลองฮานุกกะห์ที่หาดบอนไดในนครซิดนีย์เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 15 ราย

ปัจจุบันออสเตรเลียมีอาวุธปืนประมาณ 4.1 ล้านกระบอก

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1375154841439539/?rdid=6G0x2Ss8CIigmEko#

17 สิงหาคม 2474 ‘เจ้ามหาพรหมสุรธาดา’ ถึงแก่พิราลัย สิริชนมายุ 85 ปี สูญสิ้นเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ที่สืบต่อกันมายาวนาน 600 ปี

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 มหาอำมาตย์โท พลตรี ราชองครักษ์พิเศษ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา (เจ้าน้อย มหาพรหม ณ น่าน) เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 64 และองค์สุดท้าย สิ้นพระชนม์ด้วยโรคชรา สิริชนมายุ 85 ปี ถือเป็นจุดสิ้นสุดของระบบเจ้าผู้ครองนครในประวัติศาสตร์เมืองน่าน ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ประสูติเมื่อ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2389 ณ บ้านช้างเผือก ตำบลเวียงเหนือ เป็นโอรสองค์ที่ 3 ของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครน่าน และเจ้าหญิงขอดแก้ว ทรงศึกษาพระธรรมที่วัดพระธาตุช้างค้ำตั้งแต่วัยเยาว์ ก่อนจะลาสิกขาและเข้ารับราชการ รับใช้บ้านเมืองทั้งด้านการทูต การทหาร และการปกครอง

ตลอดชีวิตราชการ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ปฏิบัติหน้าที่สำคัญหลายประการ อาทิ นำเครื่องราชบรรณาการถวายรัชกาลที่ 5 ปราบปรามกบฏฮ่อ จัดตั้งบ้านเมืองชายแดน รับเสด็จพระมหากษัตริย์ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงหลายรายการ จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครน่านใน พ.ศ. 2461

พิธีพระราชทานเพลิงศพจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2475 ณ สุสานดอนชัย จังหวัดน่าน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศคิริวงศ์ เสด็จแทนพระองค์ จุดเพลิงพระราชทานท่ามกลางข้าราชบริพารและบุตรหลาน นับเป็นการปิดฉากตำนานเจ้าผู้ครองนครน่านที่สืบต่อกันมายาวนานกว่า 600 ปี

ที่มา : https://www.finearts.go.th/nanmuseum/view/36325-๙๑-ปี-เจ้ามหาพรหมสุรธาดา-เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย

พระพุทธรักขิตะ พระสงฆ์ชาวยูกันดารูปแรก ผู้ปลูกดอกบัวงาม ณ กาฬทวีป

เรื่องราวของชายผู้ออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง แล้วกลับมาสร้างเส้นทางแห่งปัญญาให้กับผู้คนทั้งทวีป

ลองจินตนาการถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินขึ้นเครื่องบินจากกัมปาลา, ประเทศยูกันดาสู่อินเดีย ในกระเป๋าของเขามีเพียงเอกสารสมัครเรียนบริหารธุรกิจ และเปี่ยมด้วยความฝันแบบเดียวกับหนุ่มสาวทั่วโลก คือกลับบ้านมาพร้อมปริญญาและอนาคตที่มั่นคง เขาไม่มีทางรู้เลยว่า การเดินทางครั้งนี้จะพลิกทุกสิ่งที่เขาเคยยึดถือ และเปลี่ยนเขาจากนักศึกษา MBA ธรรมดาคนหนึ่ง ให้กลายเป็น “พระพุทธรักขิตะ” (Bhante Buddharakkhita) พระภิกษุในพระพุทธศาสนาสายเถรวาทชาวยูกันดารูปแรกในประวัติศาสตร์ ผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความรักและปัญญาให้เบ่งบานกลางแอฟริกา ทวีปที่ไม่เคยมีรากฐานพุทธธรรมมาก่อนเลยแม้แต่น้อย

จุดกำเนิดในครอบครัวคาทอลิก

เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1966 ในครอบครัวคาทอลิกที่เคร่งครัดของเมืองกัมปาลา มีชื่อเดิมว่า สตีเวน เจมบา คาบอกโกซา (Steven Jemba Kaboggoza) ครั้งหนึ่งในวัยเด็ก สตีเวนเคยนอนนิ่งอยู่ข้างแม่ของเขาในยามบ่ายที่อากาศร้อนอบอ้าว เฝ้ามองลมหายใจที่สม่ำเสมอของแม่โดยไม่รู้ตัวว่า นั่นคือบทเรียนแรกของการภาวนาที่หล่อหลอมเขาไว้ตั้งแต่เด็ก

ช่วงเวลาที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป

ปี 1990 ณ มหาวิทยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย สตีเวนไม่เคยรู้จักศาสนาอื่นใดนอกจากคริสต์และอิสลามมาก่อนในชีวิต แต่แล้ววันหนึ่ง เขาได้พบกับพระสงฆ์ไทยกลุ่มหนึ่ง ความสงบเยือกเย็นและความเรียบง่ายของพวกท่านสะกดใจเขาโดยไม่ทันตั้งตัว
“ทุกสิ่งที่ท่านเหล่านั้นทำ ปลุกความรู้สึกแห่งความรัก ความเมตตา และความกตัญญูในใจผม ผมรู้สึกสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และลืมปัญหาทั้งหมดไปเลย”

ไม่ใช่คำสอนในตำราที่ดึงดูดเขา แต่เป็นความสงบที่จับต้องได้จากตัวบุคคล เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนตลอด 24 ปีของชีวิต จากวินาทีนั้น ชายผู้เคยมีเป้าหมายเพียงใบปริญญา เริ่มหันเหเส้นทางชีวิตไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือคำถามว่าชีวิตที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร

ปีแห่งการค้นหา ก่อนจะพบตัวตนที่แท้จริง

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่เคยเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน สตีเวนเริ่มศึกษาการทำสมาธิอย่างจริงจัง เขาเดินทางไปเยือนวัดวาอารามทั่วอินเดีย ก่อนขยายเส้นทางไปยังไทย ทิเบต และเนปาล เขาลองหยั่งศรัทธาของตัวเองในศาสนาบาไฮ ลัทธิซูฟี และศาสนาฮินดู เขาเปรียบตัวเองเหมือนนักเดินทางที่แวะชิมของหวานในร้านขายขนมทีละร้าน แล้วเดินจากมาด้วยความหิวโหยที่ยังไม่มีสิ่งใดเติมเต็มใจได้จริง

ในระหว่างเส้นทางแห่งการแสวงหานั้น เขามีโอกาสได้เข้าเฝ้าองค์ทะไลลามะ และตั้งคำถามสำคัญว่า จะนำปัญญาที่ค้นพบนี้กลับไปสู่แอฟริกาได้อย่างไร คำตอบที่ได้เรียบง่ายจนเปลี่ยนทิศทางชีวิตเขาไปตลอดกาล

“จงหาเพื่อนทางธรรม”

คำตอบสั้นๆ นั้นเองที่กลายเป็นเข็มทิศนำทาง

ปี 1998 หลังใช้ชีวิตในต่างแดนแปดปี เขาเดินทางกลับยูกันดา ญาติพี่น้องตั้งตารอต้อนรับนักธุรกิจหนุ่มผู้มีอนาคตไกล แต่สิ่งที่พวกเขาได้พบกลับเป็นชายหัวโล้นคนหนึ่งที่หอบหนังสือพุทธศาสนาจำนวนมากกลับบ้านแทนที่จะเป็นกระเป๋าเอกสารและหนังสือธุรกิจต่างๆ

และเมื่อไม่พบชุมชนทางจิตวิญญาณที่โหยหาในบ้านเกิด เขาจึงออกเดินทางอีกครั้งสู่ทวีปอเมริกาก่อนไปพักปฏิบัติธรรมที่ Insight Meditation Society รัฐแมสซาชูเซตส์ และได้พบกับพระอาจารย์ผู้จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล คือ พระเฮเนโปละ คุณรัตนะ (Bhante Henepola Gunaratana) พระเถระชาวศรีลังกาผู้เลื่องชื่อ

จากผู้แสวงหา สู่ผู้อุทิศตน

ด้วยศรัทธาที่มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ สตีเวนตัดสินใจอุทิศชีวิตให้กับเส้นทางธรรมอย่างเต็มตัว ไม่ใช่เพราะปฏิเสธศาสนาที่เติบโตมา แต่เพราะได้พบหนทางที่ทำให้ใจสงบอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุเถรวาทเมื่อปี 2002 ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมตถาคตะ เมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีพระอูสีลานันทะเป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นใช้เวลาถึงแปดปีฝึกฝนภายใต้การดูแลของพระอาจารย์คุณรัตนะ ณ Bhavana Society รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย บ่มเพาะทั้งความรู้และความมั่นคงทางจิตใจ ก่อนจะพร้อมสำหรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขาเอง นั่นคือการนำแสงแห่งธรรมกลับคืนสู่แผ่นดินเกิดที่ไม่เคยมีใครนำมาก่อน

เมื่อผู้แสวงหากลายเป็นผู้ให้

วันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 2005 พระพุทธรักขิตะเดินทางกลับยูกันดาและก่อตั้ง ศูนย์พุทธศาสนายูกันดา (Uganda Buddhist Centre) บนที่ดินสองเอเคอร์ ริมทะเลสาบวิกตอเรีย เมืองเอนเทบเบ นับเป็นศูนย์พุทธศาสนาแห่งแรกในประเทศยูกันดาและหนึ่งในจุดกำเนิดสำคัญของพุทธศาสนาเถรวาทบนทวีปแอฟริกา ท่านตั้งใจนำพระธรรมมาผสานกับจิตวิญญาณแบบแอฟริกันอย่างกลมกลืน ไม่ใช่การนำเข้าศาสนาต่างถิ่นแบบดิบๆ แต่เป็นพุทธศาสนาที่มี “กลิ่นอายแบบแอฟริกัน” เพื่อไม่ให้ผู้คนมองว่าเป็นเรื่อง “แปลกประหลาด ต่างด้าว” จนเกินกว่าจะยอมรับ
แต่เส้นทางของผู้บุกเบิกไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ ท่านเคยรอดพ้นจากความพยายามลอบสังหาร และเคยถูกเพื่อนบ้านแพร่ข่าวลือร้ายกาจว่าศูนย์แห่งนี้ลักลอบค้าศีรษะเด็ก หากเป็นคนทั่วไปคงเลือกตอบโต้ด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่พระพุทธรักขิตะเลือกเส้นทางที่ยากกว่านั้นมาก ท่านไม่โต้แย้งข่าวลือแม้แต่คำเดียว สิ่งที่ท่านทำคือเปิดโรงเรียนขึ้น และมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของเพื่อนบ้านที่ปล่อยข่าวลือคนนั้นนั่นเอง

“การตอบแทนความชั่วร้ายด้วยความดีนั้น เป็นสิ่งที่ควรทำเสมอ”

นี่คือช่วงเวลาที่แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริงไม่ได้วัดกันตอนที่ทุกอย่างราบรื่น แต่วัดกันตอนที่ถูกทำร้ายแล้วยังเลือกให้อภัย คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่ถูกนำมาปฏิบัติจริงท่ามกลางความขัดแย้งของชีวิต
แรงบันดาลใจที่แผ่ขยายไปทั้งครอบครัว
ผลแห่งความเมตตาและความอดทนของท่านเริ่มเผยผล ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนหลังกลับถึงบ้านเกิด มารดา น้องสาวพร้อมสามี และหลานๆ อีกหลายคน ต่างพร้อมใจกันขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ราวกับภาพสะท้อนของปฐมสาวกทั้งห้าในครั้งพุทธกาล สิ่งที่เป็นหมุดหมายอันสำคัญที่สุดคือมารดาของท่าน ผู้เคยสอนบทเรียนแรกแห่งความสงบนิ่งให้ลูกชายโดยไม่รู้ตัว ในบั้นปลายชีวิตท่านขอบวชเป็นภิกษุณีตามรอยบุตรชาย แม้พระพุทธรักขิตะจะทักท้วงว่าคงเป็นสิ่งที่ยากลำบากในวัยชรา มารดาของท่านกลับตอบกลับมาเพียงสั้นๆ ว่า

“ถ้าลูกทำได้ แม่ก็ทำได้”

ในปี 2008 ท่านจึงกลายเป็นภิกษุณีชาวยูกันดารูปแรกในประวัติศาสตร์ สิ่งนี้พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าการเปลี่ยนแปลงของหนึ่งชีวิตสามารถจุดประกายให้คนรอบข้างกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองตามไปด้วย

จากคนหนึ่งคน สู่ประโยชน์ของคนทั้งโลก

งานของพระพุทธรักขิตะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเผยแผ่ศาสนา แต่ครอบคลุมมิติของการพัฒนาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ปี 2022 ศูนย์พุทธศาสนายูกันดาเปิด โรงเรียนประถมศึกษาพุทธศาสนาแห่งแรกของทวีปแอฟริกา มอบการศึกษาฟรีแก่เด็กในชุมชนโดยไม่จำกัดศาสนา ท่านยังนำหลักการเจริญสติไปใช้แก้ปัญหาสังคมที่ลึกซึ้งกว่านั้น ท่านเดินทางไปจาเมกาเพื่อสอนสมาธิเป็นเครื่องมือลดความรุนแรงในชุมชนที่เผชิญปัญหาอาชญากรรม และทำงานเยียวยาบาดแผลที่ฝังรากลึกในสังคมแอฟริกันจากยุคอาณานิคม
ตลอดสองทศวรรษ ท่านได้เดินทางสอนการทำสมาธิไปทั่วโลก ทั้งแอฟริกา ออสเตรเลีย ยุโรป เอเชีย อเมริกาใต้ และสหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายจิตวิญญาณให้ Buddhist Global Relief และอาจารย์พิเศษที่ Union Theological Seminary นครนิวยอร์ก อีกทั้งได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแห่งประเทศไทย และถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดไว้ในหนังสือ Planting Dhamma Seeds: The Emergence of Buddhism in Africa บันทึกประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่โลกยังรู้จักไม่มากนัก
.
ดอกบัวงามแห่งกาฬทวีป
.
จากชายหนุ่มผู้ขึ้นเครื่องบินไปพร้อมความฝันเรื่องปริญญาธุรกิจ สู่พระภิกษุผู้บุกเบิกพระพุทธศาสนาในทวีปที่ไม่เคยมีรากฐานมาก่อน เรื่องราวของพระพุทธรักขิตะคือบทพิสูจน์ว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มักเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงภายในใจของคนเพียงคนเดียว

ดอกบัวที่งดงามที่สุด มักผลิบานขึ้นจากโคลนตม

ท่ามกลางความเข้าใจผิด คำครหา และแม้แต่ภัยคุกคามถึงชีวิต พระพุทธรักขิตะยืนหยัดพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ความเมตตาและความเพียรอันมั่นคงสามารถเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่สุด จากเด็กชายผู้ไม่เคยรู้จักพุทธศาสนา สู่ผู้ปลูกดอกบัวแห่งธรรมให้เบ่งบานกลางใจกลางทวีปแอฟริกา มอบสันติสุขแก่ผู้คนนับล้าน ไม่ว่าพวกเขาจะนับถือศาสนาใด หรือเกิดในแผ่นดินไหนก็ตาม เรื่องราวของท่านเตือนใจเราว่า ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน หรือเริ่มต้นจากจุดใด ทุกคนล้วนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ได้เช่นกัน

ขอแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทย!! ทีมไทยคว้าชัยโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ คว้า 1 เหรียญเงิน 3 ทองแดง การแข่งขันที่สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน นักเรียนจาก 4 โรงเรียนสร้างชื่อ พร้อมพิธีต้อนรับ 17 ส.ค. ที่สนามบิน

เรื่องดีๆ พี่ไม่อยากรู้อยู่คนเดียว

ขอแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทยจากการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 38 ประจำปี พ.ศ. 2569 ตั้งแต่วันที่ 9 - 16 สิงหาคม 2569 ณ กรุงทาชเคนต์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน

ที่ปีนี้คว้าเหรียญรางวัลกลับมาทุกคนกับ 1 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง

รายละเอียด ตามนี้

1. นายธนบดี สีห์โสภณ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย  เหรียญเงิน

2. นายอารยะ ล้วนเส้ง   โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เหรียญทองแดง

3. นายภาคิน โอฬารรักษ์ธรรม  โรงเรียนกำเนิดวิทย์  เหรียญทองแดง

4. นายภัทรกร สุทธจรรยา   โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร   เหรียญทองแดง

โดยคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย

1. รศ.ดร.นัทที นิภานันท์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  หัวหน้าทีม

2. ดร.สุธี เรืองวิเศษ   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  รองหัวหน้าทีม

3. ผศ.ดร.ศรัณย์ กุลยานนท์  มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล  ผู้ช่วยหัวหน้าทีม

4. นายเศรษฐา ปิณฑานนท์   สสวท.   ผู้จัดการทีม

5. ดร.บุญหทัย เครือแก้ว   สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้สังเกตการณ์ สอวน.

มาถึงตรงนี้แล้ว ... ปรบมือให้น้องๆ คนเก่งสิเธอ จะรออะไร

 ถ้าอยากเจอพวกเค้า ทีมคอมพิวเตอร์ของพวกเรามีกำหนดเดินทางกลับด้วยเที่ยวบิน TK058 และถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 05.10 น. โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี ณ บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า เวลา 05.30 น. แล้วอย่าลืมมาต้อนรับคนเก่งทั้ง 4 คนพร้อมกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1456474562957775&id=100057857341280&rdid=rd7PAKT8mUleZNjI#

สังคมไทยต้องร่วมมือ!! ป้องกันกราดยิงไม่ให้ซ้ำ สถิติไทยเจอ 78 ครั้งใน 30 ปี สหรัฐฯ ปืนทะลุประชากร 100 คน จิตแพทย์ไทยยังน้อยกว่ามาตรฐานโลก

โศกนาฏกรรม...เหตุกราดยิง (Mass Shooting) สังคมไทยต้องช่วยกัน!
ต้องไม่กลัวและไม่อายที่จะพาสมาชิกในครอบครัวไปพบจิตแพทย์

งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ใช้ข้อมูล พ.ศ. 2537–2566 (ค.ศ. 1994–2023) และนิยามตามมาตรฐานวิชาการสากล พบว่า หากใช้คำว่า “กราดยิง” ตามนิยามของงานวิจัยนี้ เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยรวม 78 ครั้ง จากเหตุการณ์ทั้งหมดมีผู้เสียชีวิตรวม 348 ราย

ไม่นับรวมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เพราะช่วงปี พ.ศ. 2547–2568 มีเหตุกราดยิงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงที่ได้รับการรับรองสูงถึง 10,116 เหตุการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุความไม่สงบ/การก่อความไม่สงบ อันเป็นกรณีคนละประเภทกัน และไม่รวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2567 2568 และ ปีปัจจุบัน 2569

ในสหรัฐอเมริกา ประเทศประขาธิปไตยที่ประชาชนพลเมืองสามารถครอบครองอาวุธปืนได้ง่ายนั้น FBI ได้เริ่มรวบรวมสถิติอย่างเป็นระบบตั้งแต่ ปี 2000 โดยมีนิยามว่า บุคคลหนึ่งคนหรือมากกว่ากำลังลงมือฆ่าหรือพยายามฆ่าคนในพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่ ในช่วง 2000–2024 มี 556 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 1,432 คน และบาดเจ็บ 2,489 คน แต่ถ้าใช้ความหมาย “Mass Shooting” แบบกว้างแล้ว ฐานข้อมูลอย่าง Gun Violence Archive ใช้เกณฑ์ที่กว้างกว่ามาก โดยทั่วไปนับเหตุที่มี ผู้ถูกยิงอย่างน้อย 4 คน ไม่ว่าจะเสียชีวิตหรือไม่ ทำให้จำนวนสูงกว่า FBI อย่างมาก และสามารถมีเหตุจากความขัดแย้งส่วนตัว แก๊ง หรือเหตุในบ้านรวมอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ในปี 2026 มีการรายงานว่าจำนวน Mass Shootings ในสหรัฐฯ เกินกว่า 119 เหตุการณ์แล้ว ด้วยอัตราการเกิด เหตุกราดยิง (Mass Shootings) ในสหรัฐอเมริกาสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยงานวิจัยเชิงอาชญาวิทยาและสาธารณสุขชี้ว่าไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างทางกฎหมาย วัฒนธรรม และสิทธิในการครอบครองอาวุธปืนที่แตกต่างจากทั่วโลก

1. จำนวนและการเข้าถึงอาวุธปืนที่สูงกว่าประเทศอื่นมหาศาล
-สถิติการครอบครอง: สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนปืนพลเรือนมากกว่าประชากร (ประมาณ 120 นัด/กระบอก ต่อประชากร 100 คน)
-ความสะดวกในการซื้อ: ในหลายรัฐ สามารถซื้ออาวุธปืนและกระสุนได้ง่าย ผ่านร้านค้าทั่วไปหรือช่องทางออนไลน์ โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มงวด
-อานุภาพทำลายล้าง: การครอบครองปืนพกพาและปืนกึ่งอัตโนมัติ (เช่น AR-15) ทำได้แพร่หลาย ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถสร้างความสูญเสียในปริมาณมากได้ภายในเวลาอันสั้น

2. สิทธิการครอบครองปืนตามรัฐธรรมนูญ
-Second Amendment: การสืบทอดสิทธิการครอบครองอาวุธปืนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ทำให้การออกกฎหมายควบคุมปืนในระดับประเทศทำได้ยากและถูกคัดค้านทางกฎหมายอยู่เสมอ
-วัฒนธรรมปืน: สังคมอเมริกันมองว่าปืนเป็นสัญลักษณ์ของสรีรภาพ การป้องกันตัว และวัฒนธรรมดั้งเดิม ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นที่มองปืนเป็นวัตถุอันตรายที่ต้องได้รับการควบคุมจากรัฐ

3. ช่องโหวงในกฎหมายและระบบตรวจสอบ
-Universal Background Checks: สหรัฐฯ ไม่มีระบบตรวจสอบประวัติผู้ซื้อปืนแบบครอบคลุม 100% ในทุกการซื้อขายระหว่างบุคคลหรือในงานแสดงปืน (Gun Shows) มักไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ
-ความแตกต่างระหว่างรัฐ: แต่ละรัฐมีกฎหมายปืนที่เข้มงวดไม่เท่ากัน ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถเดินทางไปซื้อปืนจากรัฐที่มีกฎหมายผ่อนปรนกว่าได้ง่าย

เมื่อเทียบกับประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้มีนโยบายควบคุมปืนอย่างเข้มงวด:

-สหราชอาณาจักร: มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การครอบครองปืนโดยประชาชนทั่วไปเป็นเรื่องที่ถูกจำกัดอย่างมาก และไม่สามารถใช้เหตุผล "เพื่อป้องกันตัว" ในการขออนุญาตได้ โดย ปืนสั้น / ปืนพก (Handguns) นั้น ผิดกฎหมายและถูกแบนโดยสิ้นเชิงสำหรับประชาชนทั่วไปในอังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์ (ยกเว้นไอร์แลนด์เหนือภายใต้เงื่อนไขพิเศษ) สำหรับ ปืนยาว / ปืนลูกซอง (Shotguns & Rifles) ประชาชนสามารถครอบครองได้ แต่ต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะจากตำรวจและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เครียดครัด

-ออสเตรเลีย: ออกกฎหมายรับซื้อปืนคืน (Gun Buyback) และสั่งห้ามปืนกึ่งอัตโนมัติทั้งหมดหลังเหตุกราดยิงที่ Port Arthur ปี 1996 ส่งผลให้เหตุกราดยิงลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

-ญี่ปุ่น: กระบวนการขอครอบครองปืนต้องผ่านการฝึกอบรม ตรวจสอบสุขภาพจิต ตรวจประวัติอาชญากรรม และสืบประวัติครอบครัวอย่างละเอียด สามารถครอบครองได้เฉพาะปืนยาวและปืนลูกซองยาวเท่านั้น

สาเหตุหลักของการกราดยิงหมู่
งานวิจัยจากนักอาชญาวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และองค์กรต่างๆ เช่น โครงการต่อต้านความรุนแรง (The Violence Project ) ชี้ให้เห็นว่า การกราดยิงหมู่มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างที่ซับซ้อน ทั้งปัจจัยส่วนบุคคล สังคม และระบบ

ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางจิตสังคม
-วิกฤตส่วนตัวและความสิ้นหวัง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงส่วนใหญ่ประสบกับวิกฤตส่วนตัวอย่างรุนแรง เช่น ความสัมพันธ์ที่แตกหัก การตกงาน ความล้มเหลวทางการเงิน หรือความล้มเหลวทางการเรียนอย่างหนัก ในช่วงหลายวัน สัปดาห์ หรือเดือนก่อนการโจมตี

-บาดแผลทางใจในวัยเด็กและความยากลำบากในวัยเยาว์: การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำความผิดมีบาดแผลทางใจในวัยเด็กเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงการทำร้ายร่างกายหรือทางเพศอย่างรุนแรง ความรุนแรงในครอบครัว การฆ่าตัวตายของพ่อแม่ หรือการกลั่นแกล้งอย่างรุนแรง

- ความคิดฆ่าตัวตายและความสิ้นหวัง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงในที่สาธารณะจำนวนมากมีความคิดฆ่าตัวตายก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุสำหรับหลายคน การโจมตีครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นรูปแบบการฆ่าตัวตายที่

-ความไม่พอใจและความขุ่นเคือง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงหลายคนมีความแค้นส่วนตัวอย่างรุนแรง ความโกรธแค้น หรือความรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น พวกเขามักจะโยนความผิดของตนเองไปให้ผู้อื่น โดยกล่าวโทษกลุ่มบุคคล สถาบัน (เช่น สถานที่ทำงานหรือโรงเรียน) หรือสังคมโดยรวม

พลวัตทางสังคมและสื่อ
-การแสวงหาชื่อเสียงและการแพร่กระจายทางสื่อ: ความปรารถนาในชื่อเสียง ความสนใจ หรือการยอมรับ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ การรายงานข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุในอดีตสามารถสร้าง "ผลกระทบแบบแพร่กระจาย" กระตุ้นให้ผู้ก่อเหตุกราดยิงในอนาคตศึกษาเหตุการณ์โจมตีครั้งก่อนๆ อ่านแถลงการณ์ และพยายามเลียนแบบหรือก่อเหตุให้ร้ายแรงกว่าในอดีต

- ลัทธิสุดโต่งทางอุดมการณ์และความเกลียดชัง:การกราดยิงหมู่บางครั้งมีสาเหตุมาจากการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง ลัทธิเหยียดผิว การเกลียดชังผู้หญิง (เช่น วัฒนธรรมอินเซล) การต่อต้านชาวยิว หรือลัทธิสุดโต่งทางการเมือง เว็บบอร์ดออนไลน์และกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกันสามารถเร่งกระบวนการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรงนี้ได้
ปัจจัยเชิงระบบและสิ่งแวดล้อม
- ความสะดวกในการเข้าถึงอาวุธปืน: การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม็กกาซีนความจุสูงและปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้ออำนวย การเข้าถึงอย่างกว้างขวางทำให้บุคคลที่อยู่ในภาวะวิกฤตหรือมีความตั้งใจที่จะใช้ความรุนแรง สามารถเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นให้เป็นการกระทำที่ร้ายแรงได้อย่างรวดเร็ว

- -สัญญาณเตือนที่ถูกมองข้าม (“การรั่วไหล”): เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ก่อเหตุกราดยิงมัก “เปิดเผย” แผนการของตนล่วงหน้าด้วยการข่มขู่ โพสต์ข้อความเตือนภัยออนไลน์ หรือบอกเล่าให้เพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานฟังความล้มเหลวของระบบเตือนภัยล่วงหน้าหรือโปรโตคอลการประเมินภัยคุกคามมักทำให้สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข

สำหรับคำอธิบายเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิต แม้ว่าความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง วิกฤตการณ์ และความผิดปกติทางบุคลิกภาพจะเป็นเรื่องปกติในกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่การวิจัยด้านสาธารณสุขเน้นย้ำว่าโรคจิตหรือความเจ็บป่วยทางจิตอย่างรุนแรงเพียงอย่างเดียวนั้นแทบจะไม่ใช่สาเหตุหลักคน ส่วนใหญ่ที่ป่วยทางจิตไม่ใช้ความรุนแรง และมีเหตุกราดยิงน้อยกว่า 10% ที่เกิดจากอาการทางจิตอย่างรุนแรงโดยตรง แม้ว่า โรคจิตอย่างรุนแรง อาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการก่อเหตุ แต่เหตุที่เกิดขึ้นทุกราย ผู้ก่อเหตุล้วนแล้วแต่มีความผิดปกติทางจิตทั้งสิ้น

ดังนั้น ครอบครัวและสังคม จำเป็นต้องสังเกตอาการของสมาชิกในครอบครัว ในชุมชน ในสังคมที่ตนอยู่อาศัย ว่า สมาชิกมีความผิดปกติทางจิตใจ ด้วยสาเหตุจาก ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางจิตสังคม หรือไม่? ทั้งนี้ ครอบครัว ต้องไม่กลัวและไม่อายที่จะพาสมาชิกในครอบครัวไปพบจิตแพทย์ เพื่อเป็นการป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สังคม ก็ต้องหมั่นคอยเฝ้าสังเกตความผิดปกติของสมาชิกในชุมชนและสังคม โดยไม่ลังเลใจที่จะแจ้งเหตุความผิดปกติให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เข้ามาตรวจสอบดูแล

แต่ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจิตแพทย์รวมประมาณ 820-845 คน กระจายตัวอยู่ตามโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยกว่าหนึ่งในสามกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร และยังมีอัตราส่วนที่น้อยกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ค่อนข้างมาก คิดเป็นสัดส่วน 1.28 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน (มาตรฐานโลกที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดที่ 10 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน) ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานโลกเกือบ 10 เท่า

สำหรับมาตรการในการควบคุมที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องพยายามจะดำเนินการนั้น ผู้เขียนมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงการสังหารหมู่ อาวุธที่ใช้ก่อเหตุนั้นไม่ได้มีเฉพาะอาวุธปืน เพราะในยุโรปมีการใช้รถยนต์ก่อเหตุในลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง บ้างก็ใช้ มีด การวางเพลิง การวางระเบิด ฯลฯ ดังนั้น การเอาใส่ดูแลในเรื่องของสภาพจิตของผู้ที่สันนิฐานว่าน่าจะก่อเหตุ จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

จากไซ่ง่อนแตกถึงจีนช่วยคานเวียดนาม!! ไทยเปิดสัมพันธ์จีนปี 2518 คานภัยเวียดนาม–ปิดฉากแรงหนุน พคท. จีนสนับสนุนกลาโหมไทย เวียดนามถอนกำลังจากเขมร

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.6)

30 เมษายน 1975 ไซ่ง่อนแตก กองทัพเวียตนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเวียตนาม เวียตนามเหนือรวมชาติกับเวียตนามใต้ กลายเป็น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จนปัจจุบัน หลังจากสามประเทศเพื่อนบ้านเป็น “คอมมิวนิสต์” และกลายเป็นภัยคุกคามต่อไทย โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตอย่างมากมาย กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยทีเดียว และทำให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ต้องตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) และด้วยสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งก็คือ "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" จากการที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้สอบถามกับผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพไทยถึงศักยภาพในการป้องกันประเทศ หากถูกกองทัพเวียดนามบุกโจมตีข้ามพรมแดนเข้ามาอย่างเต็มกำลัง คำตอบที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้รับจากนายทหารระดับสูง สรุปใจความได้ว่า: "หากเวียดนามยกกำลังบุกไทยเต็มอัตราศึก กองทัพไทยจะสามารถยับยั้งและต้านทานไว้ได้ประมาณ 4 วัน"

คำตอบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจริงอันน่าตกใจในด้านศักยภาพทางทหารของกองทัพไทยในขณะนั้น:

- ความเหลื่อมล้ำทางกำลังรบ: เวียดนามมีกำลังทหารผ่านศึกมหาศาลและได้รับยุทโธปกรณ์หนักจำนวนมากจากสหภาพโซเวียต รวมถึงยุทโธปกรณ์ที่ยึดมาจากสหรัฐฯ

- การปรับเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศ: คำตอบนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจใช้ "การทูตนำการทหาร" โดยการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับ เหมา เจ๋อตง และ โจว เอินไหล ในปี พ.ศ. 2518
กอปรกับ มีข่าวว่า นายพลโง เหวียน เกี๊ยบ (Võ Nguyên Giáp) ผู้นำทหารระดับสูงของเวียดนาม ประกาศว่าจะ "บุก/ยึดกรุงเทพฯ ได้ภายใน 2 ชั่วโมง" (หรือบางกระแสก็ว่า 24 ชั่วโมง) เป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวขวัญและอ้างอิงถึงกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทยช่วงเวลานั้น

การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) โดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้นและนายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล ถือเป็น "จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์" ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ในช่วงเวลานั้น เวียดนามกำลังแผ่อิทธิพลอย่างหนักในอินโดจีนหลังชนะสงครามเวียดนาม และเข้ายึดครองเขมรในปี พ.ศ. 2521 ทำให้กองทัพเวียดนามประชิดชายแดนไทย จีนได้ก้าวเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านความมั่นคงแก่ประเทศไทยในหลายมิติ ดังนี้:

1. การส่งกำลังทหารกดดันชายแดนเวียดนาม (สงครามสั่งสอน) ถือเป็น ความช่วยเหลือเชิงยุทธศาสตร์ที่เห็นผลชัดเจนที่สุด เมื่อเวียดนามยกทัพเข้ายึดครองเขมร และเริ่มมีการปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมร จีนได้ตัดสินใจทำ "สงครามสั่งสอน" (Sino-Vietnamese War) ในปี พ.ศ. 2522 โดยยกกำลังทหารบุกเข้าทางตอนเหนือของเวียดนาม
- ผลต่อไทย: การบุกของจีนบังคับให้เวียดนามต้องถอนกำลังทหารหลัก และยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากเขมรกลับไปเฝ้าระวังและป้องกันชายแดนทางเหนือที่ติดกับจีน
- ยับยั้งการบุกไทย: ทำให้เวียดนามไม่สามารถตรึงกำลังพลได้อย่างเต็มที่ในเขมร และหมดโอกาสที่จะทุ่มกำลังเปิดศึกบุกเข้ามาในดินแดนไทยได้อย่างเต็มรูปแบบ

2. การตัดการสนับสนุน "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" (พคท.) ก่อนการเปิดความสัมพันธ์ พคท. ได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธ เสบียง สถานีวิทยุ และการฝึกกำลังพลจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเป็นทางการในการทำสงครามกองกวนกับรัฐบาลไทย เมื่อ มรว.คึกฤทธิ์ ได้เจรจากับผู้นำจีน จีนยอม "ยุติการสนับสนุน พคท." ทั้งหมด จีนทำการปิด สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เคยตั้งอยู่ในมณฑลยูนนาน ซึ่งใช้กระจายเสียงโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาลไทย การตัดท่อน้ำเลี้ยงนี้ ส่งผลให้ พคท. เสื่อมกำลังลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับนโยบาย 66/2523 ของรัฐบาลไทย ทำให้ปัญหาภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ภายในประเทศยุติลงอย่างสงบในที่สุด


3. การสนับสนุนทางทหารและยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไทย ในช่วงที่ไทยเผชิญภัยคุกคามตรงชายแดน และสหรัฐอเมริกาเริ่มถอนกำลังออกจากภูมิภาค จีนได้ให้ความช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไทยใน "ราคามิตรภาพ" (หรือบางรายการเป็นการมอบให้ฟรี/ผ่อนชำระระยะยาว) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ เช่น:
- รถถัง Type 69-II: จีนส่งมอบให้กองทัพบกไทยนำไปตรึงกำลังตามแนวชายแดนไทย-เขมร เพื่อคานอำนาจกับรถถัง T-54/T-55 ของเวียดนาม
- ยานเกราะสายพานลำเลียงพล Type 85 (YW531H): ประมาณ 450 คันราย ประกอบด้วยรุ่นลำเลียงพลมาตรฐาน และรุ่นดัดแปลงติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิด (ขนาด 82 มม. และ 120 มม.) ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกยังคงใช้งานอยู่และมีการทยอยปรับปรุงสภาพเพื่อยืดอายุการใช้งาน
- ปืนใหญ่และอาวุธหนัก: จีนสนับสนุนปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ปืนใหญ่สนาม และกระสุนปืนใหญ่จำนวนมาก ซึ่งไทยนำไปใช้ในการยิงโต้ตอบการลุกล้ำดินแดนตามแนวชายแดน

4. การร่วมมือสนับสนุนกองกำลังต่อต้านเวียดนามในเขมร
- ไทยและจีนร่วมมือกันในทางลับเพื่อยื้อยุดและถ่วงดุลกำลังของเวียดนามในเขมร: การสร้าง "พื้นที่กันชน" (Buffer Zone): จีนจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์และงบประมาณให้แก่กลุ่มต่อต้านเวียดนามในเขมร (เช่น กลุ่มเขมรแดง และกลุ่มของเจ้าสีหนุ) โดยใช้เส้นทางผ่านประเทศไทย
การทำให้กองทัพเวียดนามต้องติดหล่มอยู่กับการทำสงครามปราบปรามกองกำลังเขมรภายในประเทศ ทำให้เวียดนามไม่มีศักยภาพและเสถียรภาพพอที่จะรุกรานข้ามมายังประเทศไทยได้

5. การผนึกกำลังทางการทูตในเวทีโลก จีนใช้สิทธิในฐานะสมาชิกประจำคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) คอยประณามการยึดครองเขมรของเวียดนาม และสนับสนุนจุดยืนของไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนในเวทีสากล ส่งผลให้เวียดนามโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสังคมโลกอย่างหนัก จนกระทั่งต้องยอมถอนกำลังออกจากเขมรในเวลาต่อมา

การสร้างความสัมพันธ์กับจีน ถือเป็นการใช้ "การทูตนำการทหาร" ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของไทย การดึงจีนเข้ามาร่วมด่านถ่วงดุลอำนาจช่วยเปลี่ยนด่านสุ่มเสี่ยงจากการถูกบุกรุกราน ให้กลายเป็นการสร้างเสถียรภาพทั้ง ภัยคุกคามจากภายนอก (เวียดนาม) และ ภัยคุกคามภายใน (พคท.) ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

16 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันสันติภาพไทย รำลึกถึงคุณูปการของขบวนการเสรีไทย ประกาศสันติภาพอย่างเป็นทางการ ย้ำความสงบสุขและเอกราช

16 สิงหาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันสันติภาพไทย’ เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของขบวนการเสรีไทยที่ได้ช่วยกอบกู้ชาติให้รอดพ้นจากวิกฤตในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ได้ออกประกาศสันติภาพพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ให้การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา บริเตนใหญ่ ถือเป็นโมฆะ หรือเรียกได้ว่าเป็นการประกาศเอกราชอธิปไตย แสดงจุดยืนแห่งความเป็นกลาง มีอิสรภาพ โดยมี นายทวี บุณยเกตุ รัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

สงครามโลกครั้งที่ 2 นับว่าเป็นสงครามอันแสนดุเดือด ร้ายแรง มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้กว่า 18 ล้านคนทั่วโลก แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้จุดชนวนสงคราม แต่ก็ถูกดึงเข้าไปร่วมอยู่ในวิกฤตการณ์สงครามครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ หากในวันนั้นไม่มีกลุ่ม ‘ขบวนการเสรีไทย’ ซึ่งนำโดย นายปรีดี พนมยงค์ ผู้เป็นแกนนำหลัก ที่ได้ออกมาต่อสู้ กอบกู้รักษาเอกราชอย่างไม่ท้อถอย ภายใต้อุดมการณ์รักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศไทยไว้ให้ได้ ประเทศไทยก็คงจะไม่กลับมามีความสงบสุข และไม่ถูกยึดครองดินแดนดังเช่นในทุกวันนี้

ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณูปการคุณงามความดีของขบวนการเสรีไทย ชนรุ่นหลังจึงได้ถือเอาวันประกาศอิสรภาพดังกล่าวจารึกเป็น ‘วันสันติภาพไทย’ โดยจะมีการจัดงานฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในวันที่ 16 สิงหาคม ของทุกปี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top