Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

8 มีนาคม ของทุกปี “วันสตรีสากล” International Women’s Day ยกย่องความสำเร็จผู้หญิงทุกมิติ เปิดพื้นที่ให้เสียงผู้หญิงดังขึ้น หยุดความรุนแรง หยุดการเลือกปฏิบัติ

(8 มี.ค. 69) วันสตรีสากล หรือ International Women’s Day ถูกกำหนดให้เป็นวันที่ระลึกขบวนการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวในต้นศตวรรษที่ 20 และเน้นย้ำถึงความสำเร็จของผู้หญิงในทุกด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง พร้อมสร้างเวทีเพื่อส่งเสียงเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศอย่างต่อเนื่อง

สหประชาชาติได้รับบทบาทสำคัญในการผลักดันวันสตรีสากลขึ้นเป็นเวทีระดับโลก โดยเริ่มเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1970s และปี 2026 นี้มีธีมหลักว่า "Rights. Justice. Action. For ALL women and girls." หมายถึง "สิทธิ" ต้องถูกบังคับใช้จริง มีความยุติธรรม และต้องมีการลงมือทำเพื่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทุกคนโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

วันสตรีสากลไม่ใช่แค่วันแห่งคำขวัญหรือการมอบดอกไม้ แต่เป็นวันที่สังคมต้องช่วยกันตรวจสอบความเป็นจริง เช่น ผู้หญิงยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสและความปลอดภัยหรือไม่ กฎหมายและระบบร้องเรียนความรุนแรงทำงานได้จริงหรือไม่ และพื้นที่ต่าง ๆ อย่างบ้าน โรงเรียน และที่ทำงาน มีความปลอดภัยและเป็นธรรมต่อทุกเพศหรือยัง

ในบริบทของประเทศไทย 8 มีนาคมไม่ใช่วันหยุดราชการ แต่หน่วยงานรัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ มักจัดกิจกรรมรณรงค์ เช่น เวทีเสวนา นิทรรศการ และแคมเปญเกี่ยวกับสิทธิและความปลอดภัยในที่ทำงาน เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและลดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.un.org/en/observances/womens-day?

ดันสุขภาพหญิง!! เคทีซีจับมือ OSIM กระตุ้นสุขภาพ เฉพาะผู้หญิงยุคใหม่ เน้นความสำคัญสุขภาวะ มอบสิทธิพิเศษมากมายตลอดแคมเปญ เร่งเพิ่มความตระหนักเรื่องสุขภาพอย่างยั่งยืน

เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นพันธมิตรกับ OSIM (โอซิม) ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพระดับโลก เดินหน้าส่งเสริมสุขภาวะ (Well-being) ของผู้หญิงยุคใหม่ ผ่านแคมเปญ “Empowerment Begins With Self-Worth” เนื่องในวันสตรีสากล โดยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงเห็นคุณค่าในตัวเอง และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน ในบริบทที่ผู้หญิงวัยทำงานเผชิญทั้งความเครียดและอาการปวดเมื่อยจากพฤติกรรมนั่งทำงานต่อเนื่อง งานวิจัยระดับนานาชาติและองค์การอนามัยโลกล่าสุดสะท้อนว่า อาการปวดหลังส่วนล่างพบในผู้หญิงสูงกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่กองสถิติของสหประชาชาติ หรือ United Nations Statistics Division (UNSD) ชี้ภาวะ “สุขนิยม” (Pursuit of Everyday Happiness) เป็น 1 ใน 3 เทรนด์ใหญ่ของผู้บริโภคไทยปี 2025 ที่พบเด่นชัดในผู้หญิงวัยทำงาน
.
แคมเปญนี้สะท้อนบทบาทของเคทีซีและ OSIM ที่ต้องการส่งเสริมสุขภาพกาย–ใจและสมดุลชีวิตของลูกค้า โดยเฉพาะผู้หญิงยุคใหม่ที่ต้องรับภาระหลายด้านในแต่ละวัน การเลือกใช้โซลูชันเพื่อการพักผ่อนและฟื้นฟู เช่น เก้าอี้นวดอัจฉริยะ OSIM uDivine V3 Smart Massage Chair เปรียบเสมือนการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว และเป็นการให้คุณค่ากับตัวเองผ่านการดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง โดยเคทีซียังมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี และบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OSIM ตลอดช่วงแคมเปญ
.
ระหว่างวันที่ 1-31 มีนาคม 2569 เพื่อสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง อันเป็นรากฐานของพลังที่แท้จริงตามแนวคิดของแคมเปญ “Empowerment Begins With Self-Worth รับฟรี uMask Eye Massager มูลค่า 1,990 บาท เมื่อมียอดซื้อครบ 10,000 บาทขึ้นไป รับฟรี uZap Body Vibration Exercise Machine มูลค่า 32,990 บาท เมื่อซื้อเก้าอี้นวด OSIM รุ่นใดก็ได้ พร้อมดูแลสุขภาพและความผ่อนคลายสำหรับผู้หญิง รับทันที 500 บาท เมื่อทั้งคุณและเพื่อนซื้อสินค้าร่วมรายการ พิเศษสุด รับส่วนลด 50% สาหรับการซื้อ uStiletto จากปกติ 20,990 บาท เหลือเพียง 10,495 บาท รับสิทธิผ่อน 0% นาน 10 เดือน และรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 38,000 บาท หรือรับเครดิตเงินคืน สูงสุด 24,000 บาทเมื่อชำระเต็มจำนวน
.
คุ้มค่ายิ่งขึ้น สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี เมื่อแลกคะแนน KTC FOREVER รับเครดิตเงินคืน 15% ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2568 - 30 มิถุนายน 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ktc.co.th/promotion/home-furniture/home-decor/osim หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ KTC 02 123 5000 หรือศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขา ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี ผู้ถือบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 20%-25% ต่อปี
ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
รายละเอียดเพิ่มเติม : เจนจิต ลัดพลี โทรศัพท์ 0-2828-5736
สุชาดา วีระสกุลรักษ์ โทรศัพท์ 02-828-5732
ศิริวรรณ ชาวเรือหัก โทรศัพท์ 02-828-5404
อีเมล: [email protected] เฟชบุ๊ค KTCJourney

สงครามเตือนไทย!! อิหร่าน–อเมริกา สะท้อนโลก ส่งผลถึงราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ ไทยต้องมีสติ ไม่ใช่เพียงเชียร์ข้าง เตรียมพร้อมและรักษาผลประโยชน์ชาติ

คนไทยควรเรียนรู้อะไรจากสงครามอิหร่าน–อเมริกา รอบนี้

เมื่อไฟสงครามอยู่ตะวันออกกลาง แต่แรงสะเทือนกลับมาถึงปากท้อง ความมั่นคง และวิธีคิดของคนไทย

สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ส่งผลสะเทือนไปถึงไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง แม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายการขนส่ง และความมั่นคงของแรงงานไทยในต่างแดนได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

บทเรียนสำคัญจากสถานการณ์นี้คือ "ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด แต่เป็นประเทศที่มีสติและพร้อมที่สุด" การรักษาผลประโยชน์ชาติไม่ควรใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ในโลกโซเชียล แต่ต้องใช้เหตุผลและการทูตที่สุขุม รอบคอบ

สงครามสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดเพียงสนามรบ แต่กระทบถึงห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งเส้นทางเดินเรือ การบิน และการขนส่ง เมื่อเกิดวิกฤตในพื้นที่สำคัญ สิ่งนี้จะส่งต่อผลกระทบถึงผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนโดยตรง

"พลังงานคือความมั่นคงแห่งชาติ" ไทยจึงต้องเลิกพึ่งพาแหล่งนำเข้าเพียงแหล่งเดียวและเตรียมพร้อมลดผลกระทบจากแรงสะเทือนภายนอก นอกจากนี้ความมีวินัยทางความคิดของสังคมในการรับสารและวิเคราะห์ข่าว ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความขัดแย้งในประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ท้ายที่สุด ไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้ชม แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าในทุกมิติ ทั้งพลังงาน การทูต และเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกซึ้งและรวดเร็ว

AppliCAD ดันไทยสู่ AI Automation ร่วม JAKA Robotics จัดงานใหญ่ ตั้งไทยเป็น Strategic Hub เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวหุ่นยนต์และแพลตฟอร์ม AI รุ่นใหม่ ส่งเสริมโรงงานไทยสู่ยุค Smart Manufacturing

AppliCAD ผนึก JAKA Robotics วางไทยเป็น Strategic Hub ดันโรงงานสู่ยุค AI Automation

บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) (AppliCAD) ผนึกกำลังกับ JAKA Robotics จัดงาน “JAKA Thailand User Conference 2026” เวทีสำคัญที่รวบรวมเทคโนโลยี Cobot (Collaborative Robot) ผสาน AI Vision และระบบ Automation เพื่อผลักดันโรงงานไทยสู่ยุค AI Automation อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้บริหารและวิศวกรจากภาคอุตสาหกรรมกว่า 150 รายเข้าร่วมงาน
.
รูปจากซ้ายไปขวาผู้บริหารJaka-Gordon Pei (Oversea Business Director), Liz Chang (VP), Vic Ng (Oversea Business Manager), Pakin Nithitechamet (Robotics Engineering from JAKA Robotics) และ ผู้บริหาร AppliCAD-Patipat Klampracha (Deputy Director), Suppanat Musigawon (Senior Sales Engineer)
.
ภายในงานได้ตอกย้ำว่า AI Automation ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ของโรงงานยุคใหม่ โดย Cobot และ AI ช่วยลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต เพิ่มความแม่นยำ ลด Human Error และสนับสนุน Flexible Automation ที่รองรับการผลิตแบบ High-Mix Low-Volume ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจของ Lean Manufacturing และ Smart Factory ในยุคอุตสาหกรรม 4.0
.
ผู้บริหาร AppliCAD กล่าวเปิดงานและนำเสนอวิสัยทัศน์ด้าน AI Automation
คุณปฏิพัทธ์ กล่ำประชา รองผู้อำนวยการฝ่าย Hardware Manufacturing Solution บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดงานว่า ท่ามกลางการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพที่เข้มข้น เทคโนโลยี Automation และ Cobot ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนแรงงานมนุษย์ แต่เป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ที่ทำงานร่วมกับคน เพื่อเสริมศักยภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับ Productivity ของโรงงานอย่างยั่งยืน
.
JAKA Robotics นำเสนอแนวคิด Practical Automation สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิต
ด้าน JAKA Robotics ประกาศวางประเทศไทยเป็น Strategic Hub ด้าน Automation ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย โดยนำเสนอแนวคิด “Practical Automation” ที่มุ่งเน้นการติดตั้งใช้งานได้จริง ไม่ซับซ้อนเกินความจำเป็น และให้ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน
.
ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของ JAKA ได้แก่ JAKA K1 Humanoid Dual-Arm Robot หุ่นยนต์สองแขนระดับอุตสาหกรรม, JAKA Lumi – Embodied AI Training Platform สำหรับฝึกและพัฒนาโมเดล AI จากสภาพแวดล้อมจริง และ JAKA S³ AMR – Autonomous Mobile Robot ที่ผสานแขนกลกับระบบนำทางอัจฉริยะ รองรับงาน Intralogistics ภายในโรงงาน
.
เทคโนโลยีเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Fixed Automation สู่ Flexible Automation อย่างเต็มรูปแบบ รองรับการผลิตยุคใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง พร้อมการสาธิตการทำงานจริง (Live Demonstration) ให้ผู้บริหารและวิศวกรได้สัมผัสศักยภาพของระบบอัจฉริยะอย่างใกล้ชิด
.
อีกหนึ่งช่วงสำคัญคือเวทีเสวนา Success Case Study จากผู้ใช้งานจริง ซึ่งสะท้อนแนวทาง “Focus on Payback” ที่ให้ความสำคัญกับระยะเวลาคืนทุนควบคู่กับการเพิ่มความแม่นยำ ลดของเสีย และสร้างเสถียรภาพด้านคุณภาพในระยะยาว ไม่เพียงยกระดับประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังเสริมความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
.
นอกจากนี้ ยังมีการผนึกกำลังพันธมิตรใน Ecosystem ด้าน Automation อาทิ Zimmer Group, Mech-Mind Robotics, FIPA รวมถึง System Integrator อย่าง Masspro Automation และ MPM Automation เพื่อร่วมพัฒนาโซลูชันแบบครบวงจร ยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพของโรงงานไทยอย่างยั่งยืน
.
ความร่วมมือระหว่าง AppliCAD และ JAKA Robotics ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นก้าวสำคัญของการสร้าง Automation Ecosystem ที่แข็งแกร่ง เพื่อผลักดันภาคการผลิตไทยสู่ Smart Manufacturing และเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับโลก
.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน)
โทร: 02-744-9045
อีเมล: [email protected]
เว็บไซต์: www.applicadthai.com

ชมบอลไม่เหมือนเดิม!! ฟีฟ่าเร่งเครื่องหารายได้ เปิดช่องโฆษณาระหว่างบอลโลก 2026 แบ่งหน้าจอโฆษณาไม่กวนชม จำกัดเวลาตัดโฆษณาชัดเจน

(6 มี.ค. 69) สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ('ฟีฟ่า') เตรียมอนุญาตให้สถานีผู้ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2026 สามารถตัดเข้าโฆษณาในช่วงพักดื่มน้ำ หรือโฆษณาแบบแบ่งหน้าจอได้ เพื่อเพิ่มรายได้ในทัวร์นาเมนต์ที่จัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก

สำหรับฟุตบอลโลก 2026 จะมีการโฆษณาช่วงนาทีที่ 22 และ 67 ซึ่งเป็นช่วงพักดื่มน้ำ 3 นาที ทาง 'ฟีฟ่า' อ้างว่าสิ่งนี้เพื่อสุขภาพของนักกีฬา แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นกฎที่ช่วยส่งเสริมธุรกิจมากกว่า โดยมีข้อกำหนดว่า ห้ามตัดโฆษณาทันที ต้องรออย่างน้อย 20 วินาทีหลังเสียงนกหวีด และต้องกลับสู่ภาพสนามก่อนเริ่มเล่นใหม่ 30 วินาที

ส่วนโฆษณาที่ตัดเข้าได้ มีแบบแบ่งหน้าจอและแถบโฆษณาคาดขณะยังมีภาพสนามอยู่ โดยสินค้าโฆษณาต้องไม่ขัดกับสปอนเซอร์ 'ฟีฟ่า' แต่ในกรณีตัดเข้าโฆษณาเต็มจอ สถานีสามารถโฆษณาสินค้าใดก็ได้ ความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าคล้ายกับการแบ่งการแข่งขันฟุตบอลเป็น 4 ควอเตอร์ เหมือนกับกีฬาอเมริกันฟุตบอล

มาตรการนี้นับเป็นก้าวใหม่ของ 'ฟีฟ่า' ในการเพิ่มรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาสมดุลระหว่างการค้าและประสบการณ์การชมของแฟนบอลทั่วโลก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10161273

รัฐทุ่มงบหมื่นล้าน!! ผลประชามติชัดเดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ โลกลุกเป็นไฟ ทิศทางชาติกำลังถูกท้าทาย สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจไทยทันที คนไทยต้องตั้งคำถามการเมืองยามวิกฤตเศรษฐกิจ

ผลประชามติครั้งล่าสุดชัดเจนว่า คนไทยจำนวนมาก “เห็นชอบ” ให้เดินหน้าไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลอย่างเป็นทางการว่า มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนมาก และในจำนวนนี้ ผู้ลงคะแนน “เห็นชอบ” ก็มีมากกว่า “ไม่เห็นชอบ” อย่างชัดเจน

แต่คำถามที่คนไทยต้องกล้าถามตัวเอง ไม่ใช่แค่ว่า “จะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” หากคือ “ประเทศไทยกำลังจัดลำดับความสำคัญถูกหรือยัง” เพราะแม้การผลักดันกระบวนการนี้จะถูกอธิบายว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ แต่ตัวเลขงบประมาณระดับเกือบหมื่นล้านถึงหมื่นล้านบาท ก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลยสำหรับประเทศที่ประชาชนจำนวนมากยังแบกรับค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนหนัก และเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

ไม่มีใครบอกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญไม่สำคัญ แต่ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญสงครามจริง ๆ คำถามเรื่อง “ความเร่งด่วน” สำคัญไม่แพ้คำถามเรื่อง “ความถูกต้อง” เพราะขณะที่การเมืองไทยกำลังจะทุ่มเวลา งบประมาณ และพลังสังคมไปกับกระบวนการยาวหลายด่าน ตะวันออกกลางกลับกำลังลุกลามเป็นวิกฤตที่กระทบถึงปากท้องคนไทยโดยตรง

กระทรวงการต่างประเทศของไทยสรุปว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเปราะบางและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จากการโจมตีตอบโต้กันระหว่างฝ่ายต่าง ๆ โดยมีคนไทยในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องติดตามและเตรียมการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด นี่จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่ข่าวต่างประเทศที่ดูจบแล้วเลื่อนผ่าน แต่มันคือเรื่องความปลอดภัยของคนไทยจริง ๆ

ในทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงยิ่งชัดกว่าเดิมอีก เพราะช่องแคบฮอร์มุซที่อยู่กลางสมรภูมิ คือจุดผ่านสำคัญของพลังงานโลก เมื่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสะดุด ประเทศในเอเชียซึ่งพึ่งพาพลังงานนำเข้าจำนวนมากย่อมได้รับผลกระทบก่อนใคร และไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ภาพของเรือที่ถูกโจมตี การขนส่งที่ติดขัด และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง แปลเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และแรงกดดันเงินเฟ้อ สามารถวิ่งมาถึงกระเป๋าคนไทยได้เร็วกว่าที่การเมืองในสภาจะยกร่างอะไรเสร็จเสียอีก

รัฐบาลไทยเองก็ยอมรับแล้วว่า วิกฤตตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในระยะสั้น แม้ประเทศไทยจะยังมีน้ำมันสำรอง และแม้การส่งออกไปตะวันออกกลางจะไม่ได้มีสัดส่วนสูงมากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านค่าขนส่ง โลจิสติกส์ และต้นทุนทางเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นได้จริง นี่คือสัญญาณว่าประเทศต้องเอาสมาธิไปอยู่กับ “การรับมือความผันผวนของโลก” มากพอ ๆ กับ “การออกแบบกติกาการเมือง”

เพราะฉะนั้น บทเรียนที่ควรเตือนสติคนไทยจึงไม่ใช่การบอกว่า “ห้ามแก้รัฐธรรมนูญ” และก็ไม่ใช่การบอกว่า “เรื่องสงครามไม่เกี่ยวกับเรา” แต่คือการย้ำว่า รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะทำให้ค่าน้ำมันถูกลงทันที ไม่ได้ทำให้ค่าครองชีพเบาลงในวันพรุ่งนี้ และไม่ได้ช่วยแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงกลับบ้านอย่างปลอดภัยด้วยตัวมันเอง ขณะที่โลกจริงกำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องคิดเรื่องพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคง และความสามารถในการเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

คนไทยจึงต้องมีสติแยกให้ออกระหว่าง “โจทย์ระยะยาว” กับ “วิกฤตเฉพาะหน้า” รัฐธรรมนูญอาจเป็นเรื่องสำคัญในระดับโครงสร้าง แต่สงครามและแรงกระแทกทางเศรษฐกิจคือเรื่องที่เข้ามาเคาะประตูบ้านเราแล้ว หากประเทศยังมัวเมากับเกมการเมืองจนลืมเตรียมตัวรับแรงสะเทือนจากโลกภายนอก วันหนึ่งเราอาจได้รัฐธรรมนูญใหม่ แต่ต้องแลกด้วยค่าน้ำมันแพง เศรษฐกิจอ่อนแรง และประชาชนที่เหนื่อยกว่าเดิม

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องถามนักการเมืองทุกฝ่ายตรง ๆ ว่า ในวันที่โลกกำลังลุกเป็นไฟ คุณกำลังพาประเทศไปแก้ปัญหาจริง หรือแค่พาเราไปหมุนอยู่ในวังวนเดิม ๆ ที่ใช้งบมหาศาล แต่ไม่เคยแตะหัวใจของความทุกข์ประชาชนเลย

บีโอไอเปิดเวทีไทย–จีน ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง หนุนไทยสู่ฐานผลิตใหม่ ไทยขึ้นแท่นจุดหมายลงทุนใหม่ เปิดเกมรุกดึงทุนจีนไฮเทคเสริมเศรษฐกิจ

บีโอไอเปิดเวทีไทย–จีน ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ชูไทยฐานผลิตใหม่ รับคลื่นลงทุนจีนคุณภาพ

บีโอไอร่วมสถานทูตจีนและองค์กรพันธมิตรจัดงาน "Thailand-China Investment Forum" ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 มีนักลงทุนจีนกว่า 800 คนเข้าร่วม เน้นโอกาสลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมให้ข้อมูลกฎระเบียบและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและฐานการผลิตคุณภาพใหม่ของไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวถึงสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง ร่วมกับจีนเป็นนักลงทุนสำคัญมาก สะท้อนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีคำขอรับการส่งเสริมจากจีนมากกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท โดยบริษัทจีนชั้นนำหลายรายลงทุนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ดิจิทัล และแบตเตอรี่

“โครงการลงทุนจากจีนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงช่วยสร้างงานคุณภาพและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระดับโลก” นายนฤตม์กล่าว พร้อมเสริมว่าเวทีนี้ตั้งใจให้ข้อมูลถูกต้องแก่นักลงทุนจีนเพื่อธุรกิจโปร่งใสและเติบโตร่วมอย่างยั่งยืน

เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย 'จาง เจี้ยนเหว่ย' ชู 3 หัวข้อสำคัญ คือ การยึดกฎระเบียบไทยอย่างเคร่งครัด การเสริมความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย และการขับเคลื่อนแนวคิด “In Thailand, For Thailand” เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน

งานยังมีการบรรยายเกี่ยวกับกฎและหลักเกณฑ์จากภาครัฐสนับสนุนการลงทุนอย่างครอบคลุม รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนจีนในประเทศไทย

ตะวันออกกลางปะทุ!! ปิดช่องแคบฮอร์มุซสะเทือนโลก น้ำมันสหรัฐฯ พุ่งแรงสุดรอบหลายปี หลังวิกฤตตะวันออกกลางเขย่าตลาดโลก นักวิเคราะห์เตือนอาจแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

(6 มี.ค. 69) สมาคมยานยนต์อเมริกันรายงานราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาเฉลี่ยทั่วสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. อยู่ที่ 3.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นเกือบ 27 เซนต์จากสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ครั้งแรกในรอบเกือบปีนับตั้งแต่มีนาคม 2022

ราคาที่พุ่งสูงนี้ขึ้นมาเทียบเท่ากับช่วงต้นเมษายน 2025 โดยปกติราคาน้ำมันเบนซินจะสูงขึ้นในฤดูใบไม้ผลิเมื่อต้องผลิตน้ำมันเบนซินสูตรฤดูร้อนเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) สำหรับเดือนเมษายน ปรับขึ้น 8.51% ปิดที่สูงสุดในรอบแปดเดือนที่กว่า 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สาเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งล่าสุด หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญ

รายงานจากบริษัทวาณิชธนกิจสตีเฟลระบุว่า "การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานอาจผลักดันราคาน้ำมันดิบสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล" และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและสร้างความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ราคาน้ำมันนี้บ่งชี้ถึงความเปราะบางของตลาดพลังงานโลกในบริบทความตึงเครียดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา : Xinhua

เฉาหยางลุยหนุนธุรกิจโลก ประกาศ 16 มาตรการพัฒนา ยกระดับบริการเสริมแกร่งวิสาหกิจ ตั้งเป้าศูนย์นวัตกรรมและอุตฯ AI ดันเขตเปิดประเทศสู่มาตรฐานสูงสุด

เขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง เปิดตัว 16 มาตรการสนับสนุนวิสาหกิจในเขตเน้นขยายตลาดโลก พร้อมจัดประชุมสภาพแวดล้อมธุรกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนประจำปี 2569 เพื่อเสริมศักยภาพและทิศทางชัดเจนแก่ผู้ประกอบการในเวทีระหว่างประเทศ

มาตรการครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ การยกระดับบริการ การเสริมศักยภาพเชิงวิชาชีพ การสนับสนุนปัจจัยสำคัญ การป้องกันความเสี่ยง และสนับสนุนนโยบาย โดยพัฒนาระบบบริการทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เป็นแพลตฟอร์มครบวงจรแห่งแรกในกรุงปักกิ่ง พร้อมขยายบริการกฎหมายข้ามพรมแดนและการเงิน เพื่อเพิ่มช่องทางระดมทุนและปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

เขตยังเร่งขจัดข้อจำกัดด้านการเคลื่อนย้ายทุน ข้อมูล และบุคลากรข้ามพรมแดน ผ่านนโยบายและแพลตฟอร์มวิชาชีพ เพื่อให้ปัจจัยเหล่านี้ไหลเวียนสะดวกราบรื่นมากขึ้น นอกจากนี้มีแพลตฟอร์มแจ้งเตือนความเสี่ยงพร้อมคำแนะนำการเงินเสริมความปลอดภัยธุรกิจต่างประเทศ

เขตเฉาหยางมีแผนจัดตั้งโครงการ "100 อุทยานวิทยาศาสตร์" ใน 5 ปีข้างหน้า มุ่งบ่มเพาะอุตสาหกรรม AI และสารสนเทศควอนตัม ตั้งเป้าก้าวเป็นเขตสาธิตพลังการผลิตคุณภาพใหม่และศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลก

"การดำเนินมาตรการเหล่านี้ไม่เพียงพัฒนาสภาพแวดล้อมธุรกิจ แต่ยังยกระดับการเปิดประเทศสู่มาตรฐานสูง" เขตเฉาหยางเน้นย้ำ พร้อมเชิญชวนพันธมิตรทั่วโลกสร้างความร่วมมือและความสำเร็จร่วมกัน

ที่มา: การประชุมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการพัฒนาคุณภาพสูง เขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง ประจำปี 2569

บ้านเหมืองกุงชุบชีวิต จากชุมชนช่างปั้นสู่งานหัตถศิลป์ ช่างปั้นจำนวนลดลงเหลือไม่ถึง 10 คน ผลิตภัณฑ์ดินเผาได้รับความนิยมในตลาดใหม่ รายได้ช่างปั้นเพิ่มขึ้นและฟื้นจิตวิญญาณงานฝีมือ

บ้านเหมืองกุงจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์”

บ้านเหมืองกุงในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาล้านนาโบราณที่สืบทอดภูมิปัญญามากว่า 200 ปี ท่ามกลางความท้าทายของสังคมสมัยใหม่ที่ทำให้อาชีพช่างปั้นดินลดน้อยลง เหลือเพียงไม่ถึง 10 คน อายุเกิน 50 ปี ท่ามกลางคนรุ่นใหม่ที่ไม่สนใจสืบสานงานศิลป์ดังกล่าว

นายวชิระ สีจันทร์ ช่างปั้นรุ่นที่ 4 ของชุมชนกล่าวว่า "ช่างปั้นกำลังจะเลือนหายไป เพราะรายได้ไม่เพียงพอต่อชีวิตต้องเปลี่ยนไปทำงานโรงงาน" งานหัตถศิลป์จึงถูกแทนที่ด้วยสินค้าผลิตจากโรงงาน

ดร.ภาสินี ศิริประภา หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เปิดเผยว่า ความท้าทายสำคัญคือพ่อค้าคนกลางที่จำหน่ายสินค้าในราคาต่ำ จึงผลักดันเปลี่ยนตลาดสู่ตลาดงานสร้างสรรค์ที่ลูกค้าเชื่อมโยงกับตัวงานและผู้สร้างโดยตรง ช่วยเพิ่มมูลค่าและรายได้ช่างปั้น 2,000-5,000 บาทต่อเดือน

โครงการเน้นปรับทัศนคติและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ใช้วัสดุศาสตร์ผนวกเทคนิคดั้งเดิมจนได้ภาชนะที่เป็นที่นิยมในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ นายวชิระเสริมว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้งานปั้นดินเผาจะไม่เหลือเพียงตำนานอีกต่อไป"

โครงการยังวางแผนพัฒนาต่อเนื่องในระยะที่ 2 ด้วยการสร้างสรรค์สินค้าเฉพาะกลุ่มและจัดอบรมเชิงวัฒนธรรม เพื่อรักษาศิลปะหัตถศิลป์และส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนยั่งยืน

“หัวใจของการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าหัตถศิลป์ดินปั้นของบ้านเหมืองกุงตั้งอยู่บนทักษะของช่างปั้นในชุมชน ที่สั่งสมจากการทำงานกับดินพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน เป็นการนำทรัพยากรท้องถิ่น (Local Resources) ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) และ ช่างฝีมือท้องถิ่น (Local Artisans) มาต่อยอดให้เกิดคุณค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายศิลปิน นักศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและการขยายการรับรู้ เพื่อให้ชุมชนบ้านเหมืองกุงสามารถยกระดับตนเองจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์” และรักษาและสืบสานอัตลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้ให้คงอยู่ต่อไป”

ที่มา : หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top