Friday, 30 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

เลือกตั้งไทยในยุค “ตลาดกระจุก”: เมื่อกฎสามรายเริ่มครองเกมการเมือง

เวลาคนจะซื้อของชิ้นใหญ่ ๆ เรามักนึกออกแค่ไม่กี่ยี่ห้อก่อนเสมอ - มือถือก็มีไม่กี่แบรนด์ที่ติด “ชอร์ตลิสต์” รถยนต์ก็เช่นกัน การเมืองไทยช่วงหลังเริ่มมีหน้าตาคล้าย ๆ แบบนั้น: คนจำนวนมากตัดสินใจจาก “ตัวเลือกหลัก” ไม่กี่พรรค แล้วปล่อยให้พรรคอื่น ๆ ไปแย่งพื้นที่เฉพาะทางกันเอง

เลนส์หนึ่งที่ช่วยอธิบายภาพนี้ได้คม คือ “Rule of Three” หรือ “กฎสามราย” ของ Jagdish Sheth และ Rajendra Sisodia ซึ่งเสนอว่า ในตลาดที่แข่งขันจัดและเริ่มโตเต็มที่ มักเหลือผู้เล่นสายกว้าง 3 รายครองส่วนใหญ่ของตลาด ส่วนรายอื่นจะอยู่ได้ด้วยการเป็นรายเฉพาะทาง ไม่จำเป็นต้อง “ตายหมด” แต่ต้องรู้บทบาทของตัวเองให้ชัด
คำถามคือ...ถ้านำเลนส์นี้มาส่อง “ผลเลือกตั้งไทย” เราจะเห็นอะไร?

Rule of Three คืออะไร (แบบไม่วิชาการ)
แก่นของกฎนี้สรุปได้ 3 ข้อ:
1) ตลาดที่แข่งขันสูงและสุกงอม มักเหลือผู้เล่น “สายกว้าง” (generalists) 3 รายที่ยึดพื้นที่หลักของตลาด
2) ผู้เล่นที่เหลือจะไปอยู่ฝั่ง “เฉพาะทาง” (specialists) คือเล็กแต่ชัด - เชี่ยวชาญบางหมวด บางกลุ่มลูกค้า หรือบางพื้นที่
3) กลุ่มที่เสี่ยงที่สุดคือ “รายกลาง” ที่ไม่ติด Top 3 และก็ยังไม่ยอมเล็กให้ชัด เพราะจะถูกบีบทั้งจากผู้เล่นใหญ่ (สเกล งบ และการถูกพูดถึง) และผู้เล่นนิช (ความเฉพาะและความภักดีของฐานลูกค้า)

แปลงเป็นภาษาเลือกตั้ง: พรรค = แบรนด์ / คะแนน = ส่วนแบ่งตลาด
สนามเลือกตั้งก็เป็น “ตลาดความสนใจ” แบบหนึ่ง พรรคการเมืองต้องแข่งกันทั้งการรับรู้ (คนเห็น-คนจำ) และการแปลงเป็นคะแนน/ที่นั่ง (คนเลือกจริง)
พอการแข่งขันเข้มขึ้น คนจำนวนมากจะตัดสินใจจาก “ตัวเลือกหลัก” ไม่กี่ตัว เพราะเวลาและข้อมูลจำกัด คล้ายพฤติกรรมผู้บริโภคที่นึกแบรนด์หลัก ๆ ออกไม่กี่แบรนด์ก่อนเสมอ
ผลคือพื้นที่สื่อ กระแส และการคุยกันของสังคม จะเริ่มหมุนรอบ “สามเหลี่ยม” ของพรรคหลัก ขณะที่พรรคอื่นต้องดิ้นรนหาจุดยืนเฉพาะให้สังคมจำได้

ภาพจากผลเลือกตั้ง: Top 3 กินพื้นที่สภามากขึ้น
ถ้ามองเชิงโครงสร้าง “ที่นั่ง” จะเห็นภาพการกระจุกตัวชัดขึ้น
ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (ผลไม่เป็นทางการ ณ ช่วงที่นับได้ราว 94% ของหน่วยเลือกตั้ง) สามพรรคที่ได้ที่นั่งมากสุดคือ ภูมิใจไทย 193 ที่นั่ง, พรรคประชาชน 118 ที่นั่ง และเพื่อไทย 74 ที่นั่ง รวมกัน 385 จาก 500 ที่นั่ง หรือประมาณ 77% ของสภา ขณะเดียวกันมีรายงานอัตราผู้มาใช้สิทธิราว 65%
ย้อนกลับไปเลือกตั้งปี 2566 ก็เห็นรูปแบบคล้ายกัน: สามพรรคที่ได้ที่นั่งมากสุดรวมกันราว 73% ของสภา
นั่นหมายความว่า “พื้นที่ชั้นวาง” ในสภาเริ่มถูกยึดโดยตัวเลือกหลักไม่กี่พรรคมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทำไมการเมืองถึงเข้าสู่ยุคตลาดกระจุก
อย่างน้อยมี 3 แรงส่งที่มักทำให้การแข่งขันกระจุกตัว:
• กติกาและโครงสร้างการเลือกตั้ง: การมีทั้งเขตและบัญชีรายชื่อทำให้ “เครื่องจักรพื้นที่” และ “แบรนด์ระดับชาติ” สำคัญพร้อมกัน พรรคที่ทำได้ครบจะได้เปรียบ
• ต้นทุนการแข่งขัน: ผู้สมัคร เครือข่าย งบหาเสียง ทีมสื่อสาร และความสามารถในการเล่าเรื่องใหญ่ของประเทศ ต้องใช้สเกลและทรัพยากร
• การโหวตเชิงยุทธศาสตร์: เมื่อคนเชื่อว่ามีไม่กี่พรรคที่ลุ้นได้จริง คะแนนของพรรคอื่นยิ่งไหลออก และยิ่งทำให้ Top 3 แข็งแรงขึ้น

จาก ทหารมีไว้ทำไม ถึง แก่ จน โง่ ‘อัจฉราวดี’ ชี้ พลังเงียบรวมตัวสู้กระแสเหยียดคนไทย

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า เวลาพวกนี้เข้าก๊วนกัน ดูราวกับเขาคิดว่า

เขาเป็นคนรุ่นใหม่ รวย ทันสมัย จนนำมาสู่ความผยอง

วันนี้พรรคส้มรู้ซึ้งแล้วว่า ความผยองฆ่าพรรคได้ยังไง

แค่วลี "ทหารมีไว้ทำไม รบกับใครก็ไม่ชนะ" ก็หนักหนาแล้ว

ยังมาเจอ "แก่ จน โง่" ถ้อยวาจาสุดเหยียด

ที่กลายมาช่วยปลุกกระแสรักชาติ

จากที่ตื่นแล้ว ก็ตื่นยิ่งขึ้นไปอีก

ชื่อดิว วีรวัฒน์ ต้องถูกบันทึกไว้

ในเส้นทางการเมืองของพรรคส้ม

ว่าเป็นผู้ร่วมทำลายโอกาสของพรรค

ไม่ใช่ผู้สนับสนุนพรรค

10 กุมภาพันธ์ ของทุกปี วันอาสารักษาดินแดน หน่วยพลเรือนอาสาผู้เสียสละเพื่อบ้านเมือง ย้ำบทบาท อส. เสาหลักความสงบระดับท้องถิ่น เชิดชูผู้ปิดทองหลังพระ

(10 ก.พ. 69) วันที่ 10 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันอาสารักษาดินแดน" เพื่อสดุดีกำลังพลอาสาในกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ที่ถือเป็นเสาหลักความมั่นคงในระดับพื้นที่ของประเทศ โดย อส. ได้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย สนับสนุนงานฝ่ายปกครอง และช่วยเหลือประชาชนในเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ

วันอาสารักษาดินแดนที่กำหนดขึ้น ผูกอยู่บนพื้นฐานของพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 ซึ่งวางโครงสร้างให้ อส. อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อทำภารกิจสนับสนุนความมั่นคงและการปกครองในพื้นที่ท้องถิ่น

ภารกิจของ อส. ไม่ใช่เพียงกำลังเสริมทั่วไป แต่เป็นกลไกที่ออกแบบให้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในสถานการณ์หลากหลาย รวมถึงการรักษาความสงบในพื้นที่ การรักษาสถานที่สำคัญ สนับสนุนความปลอดภัยด้านการคมนาคม และช่วยเหลือประชาชนเวลาประสบภัย "ความมั่นคง" จึงหมายถึงการมีคนทำงานจริงในชุมชน

กฎหมายกำหนดคุณสมบัติของสมาชิก อส. อย่างชัดเจน ต้องมีสัญชาติไทย อยู่ในช่วงอายุและสุขภาพที่เหมาะสม พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยมีข้อจำกัดไม่ให้ซ้อนทับกับกำลังประจำการอื่น

วันอาสารักษาดินแดนจึงเป็นวันสำคัญที่สะท้อนความร่วมมือเชิงเครือข่ายระหว่างรัฐกับประชาชน เพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ในทุกสถานการณ์ พร้อมย้ำว่า "ความปลอดภัยของประชาชน" ต้องอาศัยคนทำงานที่รู้จักพื้นที่และพร้อมปฏิบัติหน้าที่เสมอ

ที่มา : https://www.myhora.com/calendar/important-day.aspx?23

จีนเรียกร้อง 'ทาคาอิจิ' ถอนคำพูดเกี่ยวกับไต้หวัน หลังเสร็จสิ้นเลือกตั้งทั่วไป

ปักกิ่ง, 9 ก.พ. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (9 ก.พ.) หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าจีนเรียกร้องญี่ปุ่นถอนคำพูดเกี่ยวกับไต้หวันที่ผิดพลาดของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ และแสดงความจริงใจพื้นฐานในการคุ้มครองรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นผ่านการกระทำอันเป็นรูปธรรม

หลินกล่าวว่าแม้การเลือกตั้งเป็นเรื่องภายในประเทศของญี่ปุ่น แต่ประเด็นเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก รวมถึงกระแสอุดมการณ์บางประการ ซึ่งปรากฏอยู่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนผู้มีสายตาแหลมคมจากทุกชนชั้นในสังคมญี่ปุ่นและประชาคมระหว่างประเทศใคร่ควรพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ป.ป.ช.ฟัน 44 อดีตส.ส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่งศาลฎีกาวินิจฉัยภายใน 30 วัน

วันนี้ ( 9 ก.พ.) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน กรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ว่าจะจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในเดือนธันวาคม 2568 นั้น หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนได้สรุปสำนวน

การไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างเสนอสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่ประมาณกลางปี 2568 แต่ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้มีหนังสือคัดค้านคณะกรรมการไต่สวน และคำร้องอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันที่จะต้องนำมาพิจารณาพร้อมกับการวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง

จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการไต่สวนต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อประกอบการพิจารณา ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ขอชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจาเพิ่มเติมหลังจากได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือแล้ว คณะกรรมการไต่สวนได้คำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาทุกรายที่มีความประสงค์เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจา ต่อคณะกรรมการไต่สวน เป็นเหตุให้ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหา แต่ละรายอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยความรอบคอบ เมื่อดำเนินการแล้วจึงได้นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงในวันนี้

ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นายทวีศักดิ์ ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 นายปริญญา คีรีรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 12 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 13 นายสุรวาท ทองบุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 14 นายศักดินัย นุ่มหนู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 15 นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 16 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 17 พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 18 นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 20 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 21 นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 22 นายรังสิมันต์ โรม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 23 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 24 นางสาววรรณวิภา ไม้สน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 25

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 26 นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 27 นายจรัส คุ้มไข่น้ำ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 28 นายองค์การ ชัยบุตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 29 นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 30นายวุฒินันท์ บุญชู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 31 นายทองแดง เบ็ญจะปัก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 32 นายคำพอง เทพาคำ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 33 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 34 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 35 นายนิติพล ผิวเหมาะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 36 นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 37 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 38 นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 39 นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 40 นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 41 นายมานพ คีรีภูวดล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 42

นายอภิชาต ศิริสุนทร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 43 นายสุเทพ อู่อ้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 44 ที่ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1)โดยมีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

การกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่อง การแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ที่ได้เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน รวมเป็นผู้เสนอทั้งสิ้น 44 คน ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนได้ว่ามิได้ร่วมกันดำเนินการเสนอญัตติ โดยมิได้มีเจตนาร่วมกันแต่อย่างใด และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายไม่ได้มีการชี้แจงให้เห็นถึงการกระทำที่แบ่งแยกโดยชัดเจนว่าต่างคนต่างกระทำในการเสนอญัตติ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการดำเนินการโดยมีเจตนาร่วมกัน ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ลงวันที่ 31 มกราคม 2567

‘สรรเพชญ’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ประกาศเดินหน้าทำหน้าที่ผู้แทนฯ สมัยที่ 2 เต็มกำลัง

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นาย สรรเพชญ บุญญามณี ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดสงขลา ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ โดยระบุว่า ขอขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสงขลาทุกคะแนนเสียงที่มอบความไว้วางใจให้ตนได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรอีกหนึ่งสมัย ด้วยคะแนนเสียงกว่า 44,258 คะแนน ซึ่งนับเป็นกำลังใจสำคัญอย่างยิ่งในการเดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

นายสรรเพชญ กล่าวว่า บรรยากาศการลุ้นผลคะแนนตลอดทั้งวันเป็นไปอย่างคึกคักและเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากพี่น้องประชาชนและกลุ่มผู้สนับสนุนที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยต่างร่วมกันลุ้นให้คะแนนเสียงสูงกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่าคะแนนเพิ่มขึ้นหลายพันคะแนน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อการทำงานที่ผ่านมา

“ผมขอกราบขอบพระคุณจากใจจริง ทุกคะแนนเสียงมีความหมายและมีคุณค่าอย่างยิ่ง การได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรสมัยที่ 2 ทำให้ผมยิ่งต้องทำงานให้หนักขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้สมกับความไว้วางใจที่พ่อแม่พี่น้องมอบให้” นายสรรเพชญ กล่าว

ศาลฮ่องกงตัดสินจำคุก 'จิมมี ไหล่' 20 ปี คดีความมั่นคงแห่งชาติ

ฮ่องกง, 9 ก.พ. (ซินหัว) -- ช่วงเช้าวันจันทร์ (9 ก.พ.) ศาลสูงแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน ตัดสินจำคุกจิมมี ไหล่ หรือหลีจื้ออิง ซึ่งเป็นผู้ปลุกปั่นเหตุจลาจลต่อต้านจีนในฮ่องกง เป็นเวลา 20 ปี
.
เมื่อเดือนธันวาคม ศาลสูงฮ่องกงตัดสินว่าไหล่มีความผิดฐานสมคบคิดกับกองกำลังภายนอกสองข้อหา และสมคบคิดเผยแพร่เอกสารปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบหนึ่งข้อหา โดยกระบวนการไต่สวนเพื่อขอลดหย่อนโทษแก่ไหล่มีขึ้นเมื่อวันที่ 12 ม.ค. และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 13 ม.ค.

จาก “เมืองกรุงเทพ” กลายเป็น “เมืองกรุงส้ม” กับความรู้สึกน่าอับอาย ในสายตา “คนต่างจังหวัด”

เลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา “พรรคส้มสามกีบ” แม้จะไม่ได้คะแนนรวม “อันดับหนึ่งของประเทศ” เหมือนสมัยเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๖๖ แต่ก็สามารถ “มัดหัวใจคนหลงส้ม” ณ เมืองหลวงไทยไปได้แบบยกจังหวัด เปลี่ยนหลากสีสันของกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของคนไทย กลายสภาพเป็น “เมืองหลวงของคนส้ม” สีเดียว เพียงชั่วข้ามคืน 
 

เปลือยล่อนจ้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพในจำนวนที่กาเลือก “พรรคสามกีบ” ไม่ได้สนใจพฤติกรรมของ “นักการเมืองล้มสถาบัน” ว่าเคยแสดงออกในทางเลว ๆ ต่อสังคมไทยอย่างไร เขาเลือกเพราะยังคงมองพรรคส้มเป็น “ของวิเศษ” ที่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทยได้ 
 

เป็นความเชื่อตามระดับสติปัญญาของคนกรุงเทพที่นิยมชมชอบพรรคส้มแบบไม่ลืมหูลืมตา 

หนำซ้ำคนเมืองหลวงที่เลือกส้ม ยังพากันเขียนก่นด่าว่าคนต่างจังหวัดไม่ได้ฉลาด ยังคงโง่ที่พากันไปกาเลือกพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พรรคส้มเหมือนที่ตนเองเลือก หลายโพสต์มีข้อความคล้าย ๆ กันออกมาประมาณว่า “คนกรุงเทพตื่นแล้ว แต่คนต่างจังหวัดยังคงดักดานไม่เลิกรา”

อย่าหมดหวัง! สารจาก ธนาธร ถึงชาวพรรคประชาชน หลังทราบผลเลือกตั้ง 69

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า  ถึงผู้ลงคะแนนให้พรรคประชาชนและผู้ลงประชามติเห็นชอบ ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของประชาชนที่มอบให้กับพวกเราในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

ถึงพรรคภูมิใจไทย ผมขอแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง 

ถึงผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคประชาชนทุกท่าน ผมซาบซึ้งใจในการสนับสนุนลงแรงที่ท่านทำร่วมกับพรรค เดินร่วมกันต่อไป อย่าหมดหวัง หมดหวังเมื่อไหร่ แพ้ทันที

ประชาชน แพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ชนะครั้งเดียว

มันเป็นเช้าที่หนักหน่วง แต่ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสง

อิทธิพลของอิหร่าน: เมื่อมหาอำนาจต้องเลือก “โต๊ะเจรจา” แทนสนามรบ

ในประวัติศาสตร์การเมืองโลกสมัยใหม่ มีไม่กี่กรณีที่มหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ต้องยอมเปิดโต๊ะเจรจาภายใต้ภาวะความตึงเครียดและการเผชิญหน้าโดยตรงกับรัฐคู่ขัดแย้ง หนึ่งในกรณีศึกษาที่โดดเด่นที่สุดคือ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

แม้สหรัฐฯ จะเป็นมหาอำนาจทางทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองของโลก มีเครือข่ายพันธมิตรครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค และมีประวัติการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงในหลายประเทศ แต่ในกรณีของอิหร่าน สถานการณ์กลับไม่ดำเนินไปในรูปแบบเดียวกัน

ตลอดหลายทศวรรษแห่งความตึงเครียด หลังการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเต็มไปด้วยมาตรการคว่ำบาตร การตอบโต้ทางยุทธศาสตร์ และสงครามตัวแทนในภูมิภาค ทว่าการเผชิญหน้าระดับรัฐต่อรัฐโดยตรงกลับไม่เคยนำไปสู่การล้มล้างระบอบในเตหะราน

การเจรจา คือทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์2.0 พร้อมทั้งขู่และสงครามจิตวิทยาเพื่อให้อิหร่านจำนน แต่สุดใต้ตัดสินใจเปิดการเจรจาอย่างจริงจังกับอิหร่านภายใต้การกดดัน ดังนั้นการเจรจาในวันที่ 6 ก.พ. 2026 ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมานนั้น ไม่ได้เกิดจากความเป็นมิตรฉับพลัน หากแต่เป็นการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ 

สหรัฐฯ ตระหนักว่า:การโจมตีทางทหารอาจจุดชนวนสงครามระดับภูมิภาค และการคว่ำบาตรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้อิหร่านยอมจำนน แต่อิหร่านมีศักยภาพในการตอบโต้แบอสมมาตรผ่านเครือข่ายพันธมิตรในตะวันออกกลาง กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือการ “ยอมรับโดยพฤตินัย” ว่าอิหร่านไม่ใช่รัฐที่จะถูกบีบให้ล้มลงได้ง่าย ๆ ด้วยกำลังหรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว

พลังที่มองไม่เห็น: อุดมการณ์และความอดทน สิ่งที่ทำให้อิหร่านแตกต่าง ไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง
-    โครงสร้างรัฐที่ผสานศาสนาและการเมือง
-    อุดมการณ์การปฏิวัติที่เน้นอธิปไตยและการต่อต้านอิทธิพลภายนอกความสามารถในการปรับตัวภายใต้การคว่ำบาตรระยะยาว
-    เครือข่ายอิทธิพลระดับภูมิภาค
และอิหร่านได้พัฒนายุทธศาสตร์ “การยับยั้งแบบอสมมาตร” ที่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันแบบเผชิญหน้าตรงกับมหาอำนาจ แต่ใช้ต้นทุนต่ำ สร้างแรงกดดันสูง และขยายอิทธิพลผ่านพันธมิตรในภูมิภาค

บทเรียนเชิงประวัติศาสตร์ กรณีของอิหร่านจึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มันสะท้อนว่า อำนาจไม่ใช่เพียงเรื่องของกำลังทหารหรือขนาดเศรษฐกิจแต่รวมถึงความชอบธรรมภายใน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top