Tuesday, 9 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

กสทช.-กตป.จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

กสทช.-กตป.จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ‘Public Hearing’ ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการติดต่อสื่อสารถึงกันจากทุกภาคส่วน โดยกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานฯ ร่วมกับที่ปรึกษา ม.บูรพา ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง

วันที่ 12 ต.ค.2566 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ณ ห้องประชาสโมสร บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น พล.ร.อ.ประสาน สุขเกษตร ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ตาม พรบ. กสทช. และ กตป. ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กล่าวเปิดงานประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ(Public Hearing) การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการและการบริหารงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช.ในด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประจำปี 2566 พร้อมด้วย ดร.ณฐาภพ สมคิด หัวหน้าโครงการ กล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการผลิต บุคลากรจากสถาบันการศึกษา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้นำชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน 

หลังเปิดงานอย่างเป็นทางการแล้ว ภาคเช้า พล.ร.อ.ประสาน สุขเกษตร ได้บรรยายสรุป บทบาทหน้าที่และภารกิจของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ศ.ดร.สุมาลี วงษ์วิฑิต คณะที่ปรึกษาโครงการและเป็นวิทยากรด้านกฎหมาย ได้บรรยายสรุปแนวทางการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการและการบริหารงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช.ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประจำปี 2566  และนายสัญญา กระจ่างศรี ผู้อำนวยการของสำนักงาน กสทช. ภาค 2 ร่วมเป็นวิทยากร บรรยายถึงบทบาทหน้าที่และภารกิจของสำนักงาน กสทช. ภาค 2 ภาคบ่ายได้มีการจัดกลุ่มย่อย 6 กลุ่มเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ(Public Hearing) จากผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึงกัน และก่อประโยชน์สูงสุด

พล.ร.อ.ประสาน สุขเกษตร เปิดเผยว่า “การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดย กตป.ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(สำนักงาน กสทช.) และที่ปรึกษา ม.บูรพา จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ(Public Hearing) การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการและการบริหารงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช.ในด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประจำปี 2566 ขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น”

โดยกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ จะได้รับทราบบทบาทหน้าที่ และผลการดำเนินการในปี 2566 ของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. พร้อมทั้งสามารถให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินการด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการติดต่อสื่อสารถึงกัน ที่สำคัญ คือ ทาง กตป.และที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยบูรพา จะได้รับทราบปัญหาขัดข้อง และข้อเสนอแนะในการติดต่อสื่อสารของประชาชนในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งผู้ประกอบการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้แทนจากกลุ่มต่างๆ เพื่อรวบรวมไปวิเคราะห์และรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

ทั้งนี้ มิติหลักในการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญในการติดต่อสื่อสารถึงกัน ดำเนินการโดย กสทช. นั้น คือ การดำเนินการหลักเพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิและเสรีภาพในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม  มีการแข่งขันอย่างเสรี รวมทั้งประชาชนได้สิทธิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ จากการใช้วงโคจรดาวเทียม อันเป็นสมบัติของชาติ รวมทั้งประชาชนทุกภาคส่วน ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสในทุกพื้นที่ รวมถึงในท้องถิ่นทุรกันการของประเทศไทยมีสิทธิในการรับบริการด้านการสื่อสารขั้นพื้นฐาน และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่รัฐบาลจัดให้อย่างเท่าเทียมกัน

ผบ.ทร.นำกำลังพลทำบุญตักบาตรและจัดกิจกรรม เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

วันที่ 12 ต.ค.66 กองทัพเรือ ได้จัดให้มีพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันนวมินทรมหาราช เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมจัดกิจกรรม ในพื้นที่ต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ซึ่งในส่วนของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จัดพิธีทำบุญตักบาตร พระภิกษุ และสามเณร จำนวน 89 รูป พิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ บริเวณลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 

โดยในเวลา 07.10 น. พลเรือเอก อะดุง  พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร พระภิกษุและสามเณร โดยนิมนต์พระสงฆ์จาก วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร จำนวน 50 รูป วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร จำนวน 20 รูป และวัดชิโนรสารามวรวิหาร จำนวน 19 รูป รวมทั้งสิ้น จำนวน 89 รูป ณ ลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ โดยมี นางกีรตา พันธุ์เอี่ยม นายกสมาคมภริยาทหารเรือ และคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ พร้อมภริยา เข้าร่วมพิธี

ต่อมาในเวลา 08.10 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายกสมาคมภริยาทหารเรือ ได้นำคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ พร้อมภริยา ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร มีพระพรหมวัชรเมธี (สมเกียรติ โกวิโท) เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

จากนั้น ในเวลา 09.10 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ แผ่ไพศาลต่อพสกนิกรชาวไทย กองทัพเรือ นับเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทรงมีพระราชดำริให้กองทัพเรือ สร้างเรือยนต์รักษาฝั่งไว้ใช้ได้เองโดยไม่ต้องจัดหา

จากต่างประเทศ ซึ่งในปี พ.ศ.2510 กรมอู่ทหารเรือ สามารถสร้างเรือยนต์รักษาฝั่งได้จำนวน 1 ลำ คือ เรือ ต.91 โดยพระองค์ได้พระราชทานคำแนะนำในการสร้างเรื่อยมาจนกระทั่งการต่อเรือเสร็จสมบูรณ์ และสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้พระองค์ได้มีพระราชดำรัสที่สำคัญตอนหนึ่งว่า “บรรดาเรือรบที่ใช้ในราชการ เป็นเรือที่สั่งทำจากต่างประเทศ การที่ราชการกองทัพเรือ สามารถเริ่มการต่อเรือยนต์รักษาฝั่งขึ้นใช้ในราชการ ได้เช่นนี้ จึงควรเป็นที่น่ายินดี และน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง นับว่าเป็นความเจริญก้าวหน้าของกองทัพเรือ”

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสนพระทัยและทรงเอาใจใส่ต่อกองทัพเรือเป็นอย่างยิ่ง ดังพระราชดำรัสของพระองค์ที่ว่า “เรือรบขนาดใหญ่มีราคาแพง และมีค่าใช้จ่ายปฏิบัติงานสูง กองทัพเรือจึงควรใช้เรือที่มีขนาดเหมาะสมและสร้างได้เอง ซึ่งเมื่อสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91 ได้แล้ว ควรขยายแบบเรือให้ใหญ่ขึ้น และสร้างเพิ่มเติม” กองทัพเรือ จึงได้น้อมรับใส่เกล้าฯ และนำไปดำเนินการจนเกิดเป็นโครงการเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุดเรือ ต.991 ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติของกองทัพเรือ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา

พระอัจฉริยภาพในด้านการต่อเรือของพระองค์ท่าน เป็นที่ประจักษ์แก่กำลังพลกองทัพเรือ นับตั้งแต่เริ่มโครงการ เรือ ต.91 จนถึงเรือ ต.991 พระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้แก้ไขแบบลายเส้น และรูปทรงของเรือ ซึ่งผลที่ได้จากการคำนวณเป็นไปตามที่ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยไว้ กล่าวคือ เมื่อเปรียบเทียบกับผลการคำนวณเดิม ปรากฏว่า เรือ ต.991 มีความเร็วเพิ่มขึ้น และประหยัดเชื้อเพลิงได้ร้อยละ 6 ทั้งนี้ กองทัพเรือได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จฯ ไปทรงวางกระดูกงูเรือ ต.991 ที่กรมอู่ทหารเรือด้วยพระองค์เอง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเรือชุดถัดไป หลังจากนั้นในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2550 พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเป็นประธานพิธีปล่อยเรือ ต.991 ลงน้ำ อันเป็นความปลื้มปีติแก่เหล่าทหารเรืออย่างหาที่สุดมิได้ รวมทั้งทำให้กองทัพเรือสามารถพัฒนาศักยภาพการต่อเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุดเรือ ต.994 (ต.994 - ต.996) และชุดเรือ ต.997 (ต.997 - ต.998) รวมถึงเรือลำอื่น ๆ ที่ใช้ในราชการกองทัพเรือต่อมาตราบจนปัจจุบัน

ประชุมเพื่อหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้กับคณะทำงานด้านการค้ามนุษย์จาก (J/TIP)

​พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้การต้อนรับและร่วมประชุมหารือการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย กับคณะผู้แทนจาก สำนักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ((J/TIP)

​วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม 2566 เวลา 13.30 น.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์  หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สันติ์ สุขวัจน์ ที่ปรึกษา ศพดส.ตร.,พล.ต.ต.เขมรินทร์ หัสศิริ ที่ปรึกษา ศพดส.ตร.,พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย รอง ผบช.ทท.,พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์  สุริยฉาย ผบก.สอท.4 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดย พ.ต.ต.สิริวชญ์ ชาญเตชะสิทธิ์กุล ผู้อำนวยการกองคดีการค้ามนุษย์,นายสุวัฒน์ ณ นคร ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการคดีพิเศษ กองคดีการค้ามนุษย์,นายยศสันธ์ เรืองสรรงามศิริ รองผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ และ น.ส.กรรณิการ์ สุขสมนิล ผู้อำนวยการส่วนคดีละเมิดทางเพศเด็ก ให้การต้อนรับ Ms. Alexandria Boling Reports and Political Affairs, J/TIP และ Mr.Greg Borgstede Deputy Senior Coordinator in the Reports and Political Affairs, J/TIP คณะผู้แทนจาก สำนักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ((J/TIP) เพื่อร่วมประชุมหารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์ที่มีผู้เสียหายเป็นเด็ก การป้องกันปราบปรามการร่วมละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ต (TICAC) ณ ห้องประชุม ชั้น 7 ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคคลากร และสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ศูนย์พิทักษเ์ด็ก สตรีครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล กล่าวว่า จากการประชุม คณะผู้แทนจาก สํานักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (J/TIP) รับทราบสภาพปัญหาและการดำเนินการแก้ไขปัญหาการ ค้ามนุษย์ของศูนย์ พิทักษเเด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)ที่มีการดำเนินการอย่างจริงจังมีผลปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สร้างความพึงพอใจและได้รับคำชื่นชมจากคณะผู้แทนจาก สํานักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (J/TIP) จากนั้น พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล ได้นำ คณะผู้แทนจาก สํานักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา (J/TIP) เยี่ยมชม ศูนย์ พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และภาคประมง  สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ชั้น ๗ อาคาร ๑ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ คณะผู้แทนจาก สํานักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา (J/TIP) รับทราบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความพร้อมและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย อย่างจริงจัง

ตำรวจท่องเที่ยว เร่งเครื่อง! เพิ่มความเชื่อมั่นการดูแลนักท่องเที่ยว กระชับสัมพันธ์ต่างประเทศ-เอกชน

เมื่อวานนี้(12 ต.ค.2566) พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา, Ph.D. รองผู้บัญชาการรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เดินหน้าพูดคุยกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือ กับหน่วยงานทั้งต่างประเทศและภาคเอกชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลนักท่องเที่ยว

โดยช่วงเช้า เวลา 10.00 น. Ms.Jane Ohlsson นายตำรวจประสานงานตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ประกอบด้วย นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก และไอซ์แลนด์ เดินทางมาพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความปลอดภัยและกระชับความร่วมมือที่มีต่อกัน 

เวลาต่อมา ทีมงานนายตำรวจประสานงานจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ Mr.Yuichiro Doi และ Mr.Kobayashi Satoshi ได้เดินทางมาเยือนกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เพื่อกระชับความร่วมมือและหารือร่วมกันถึงมาตรการที่จะดูแลนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยในช่วง high season ที่จะถึงนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงบ่าย พล.ต.ต.อภิชาติ ยังได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ (Consortium of Creative Collaboration) ของกลุ่มเอกชนภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และไอที เพื่อสนับสนุนบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมรวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในอนาคต อีกทั้งยังร่วมแลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในอนาคต ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือทั้งกับหน่วยงานต่างประเทศและภาคเอกชนในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ได้กำชับเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยเน้นย้ำว่า “นักท่องเที่ยวจะต้องปลอดภัยตั้งแต่ก้าวแรกจนถึงก้าวสุดท้าย” เมื่อเดินทางมาประเทศไทย และภายใต้การอำนวยการของ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เร่งสร้างความร่วมมือกับตำรวจต่างประเทศ และประชาสัมพันธ์เน้นย้ำกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สาธารณะชนได้รับทราบถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยช่วง high season ที่จะถึงนี้ รวมถึงหลังจากนี้ด้วย ซึ่งกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวจะดำเนินการเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยให้มีความปลอดภัยตลอดไป

พร้อมรับมือ สอ.รฝ.เตรียมกำลังพล อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ เพื่อบรรเทาสาธารณภัย

เมื่อวันที่ 11 ต.ค.66 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) เตรียมความพร้อมกำลังพล อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ ด้านบรรเทาสาธารณภัย ร่วมพิธีตรวจความพร้อมจาก พลเรือโท สุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ณ บริเวณหน้ากองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี นาวาโท ศิวดล แปลงแดง ผู้บังคับกองพันต่อสู้อากาศยานที่ 11 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เป็นหัวหน้าชุดรับตรวจความพร้อม ประกอบด้วย กำลังพล 30 นาย ชุดค้นหาและกู้ภัย (USAR) จำนวน 15 นาย พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ รถผลิตน้ำดื่ม รถครัวสนาม รถพยาบาล พร้อมเจ้าหน้าที่พยาบาล 

ทั้งนี้ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง จัดกำลังพล อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์จากหน่วยต่าง ๆ ประกอบกำลังเป็นหน่วยบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ที่มีขีดความสามารถในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือ เพื่อเป็นการเน้นย้ำ สร้างการตระหนักรู้ ในหน้าที่ของกำลังพลของหน่วยบรรเทาสาธารณภัย และยุทโธปกรณ์ ที่ได้รับการตรวจทดลอง รวมทั้งซ่อมบำรุง เพื่อให้พร้อมในการบรรเทาภัยพิบัติ ตามที่กองทัพเรือ ได้สั่งการให้หน่วยต่าง ๆ เตรียมการรับคำสั่งการปฏิบัติในช่วงฤดูมรสุม ให้ความช่วยเหลือประชาชน และผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ อีกทั้งยังมีขีดความสามารถในการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า กำลังพลของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท และเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติได้ทันทีเมื่อมีการสั่งการ เพื่อเป็นกำลังหลักของกองทัพเรือ พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างแท้จริง

ตรัง-ม.อ. ตรัง โชว์ผลงานวิจัยขับเคลื่อนชุมชนผนึกกำลังเครือข่ายสัมพันธ์ สงขลานครินทร์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดโครงการเครือข่ายสัมพันธ์ สงขลานครินทร์ ครั้งที่ 4 (The 4th PSU Network on Trang Campus) เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะผลงานเพื่อชุมชน รวมทั้งเป็นการกระชับความสัมพันธ์ และสร้างเครือข่ายการสื่อสารผลงานและกิจกรรมมหาวิทยาลัยสู่สื่อมวลชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยในปีนี้จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม 2566 โดยมี ผศ. ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ผศ. ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ และรักษาการแทนรองอธิการบดีวิทยาเขตตรัง ผศ. ดร.เถกิง วงศ์ศิริโชติ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนจากส่วนกลาง ภาคเหนือ และพื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ตลอดจนเครือข่ายประชาสัมพันธ์ทั้ง 5 วิทยาเขต ที่เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

ผศ. ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี กล่าวว่า ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้มีการดำเนินภารกิจทั้งการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ การผลิตบัณฑิต การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงวัย การขับเคลื่อนสังคมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ การมีระบบรักษาพยาบาลที่มั่นใจในคุณภาพ คุณธรรมและการรักษาพยาบาลที่เป็นเลิศ รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการ มีการพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และได้นำผลงานนวัตกรรมและบริการวิชาการ สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยคุณภาพในระดับต้น ๆ ของประเทศและระดับโลก การวางแผนการดำเนินงานใน 4 ปี จนถึงปี 2570 

มหาวิทยาลัยได้มีการกําหนดวิสัยทัศน์ใหม่ให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่าเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับแนวหน้าของโลก เพื่อสร้างศักยภาพในการดำเนินการเรื่องที่สําคัญและส่งผลให้เกิดการพัฒนาทั้งต่อชุมชนภาคใต้ ประเทศไทยและสังคมโลกได้อย่างแท้จริง จะมีการปรับวิธีการทำงานให้พร้อมที่จะร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ในการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญของสังคม โดยใช้ศักยภาพของสถาบันที่เป็นสมองของประเทศที่ทุกคนให้ความเชื่อถือและไว้วางใจ โดยจะเน้นการขับเคลื่อนเพื่อวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ 5 ประเด็น คือ เรื่องเกษตรอาหาร สุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สังคมพหุวัฒนธรรม และการสร้างนวัตกรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทย และเป็นความพร้อมของสงขลานครินทร์

“โครงการเครือข่ายสัมพันธ์ สงขลานครินทร์ ครั้งที่ 4” นอกจากสื่อมวลชนจะได้เยี่ยมชมหน่วยงานและผลงานของวิทยาเขตตรัง เพื่อการนำข้อมูลข่าวสารออกเผยแพร่ทางสื่อแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ และสร้างเครือข่ายระหว่างสื่อมวลชนและผู้ปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย เพื่อความร่วมมือกันต่อไปในอนาคต

ผศ. ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ และรักษาการแทนรองอธิการบดีวิทยาเขตตรัง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประกอบด้วย 5 วิทยาเขต แต่ละวิทยาเขตมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ภาพของมหาวิทยาลัยโดยใช้ข้อมูลและสถานที่การจัดกิจกรรมหมุนเวียนกันทุกวิทยาเขตในแต่ละปี เพื่อแสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเป็นการสานสัมพันธ์ทั้งระหว่างบุคลากรผู้ปฏิบัติงานภายในมหาวิทยาลัยด้วยกันเอง และกับเครือข่ายสื่อมวลชนในส่วนกลางและในพื้นที่ 

การจัดโครงการนี้ ผู้เข้าร่วมได้นำเยี่ยมชม หลักสูตรการเรียนการสอนที่น่าสนใจของวิทยาเขตตรัง เช่น ด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ และผลงานเด่น ๆ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ทำเพื่อชุมชน เช่น ผลงานวิจัยเส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชนย่านเมืองเก่ากันตัง ชุมชนย่านตาขาวหรือย่านตาขาวโมเดล และสัมผัสวิถีชิวิตชาวเลที่ชุมชนบ้านน้ำราบ เป็นต้น เพื่อประชาสัมพันธ์วิทยาเขตตรัง และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น 

นอกจากยังมี นิทรรศการ และผลงานเด่นหน่วยงาน ของมหาวิทยาลัย ได้แก่ นครตรัง Innovation City (TRM+ICM+PART+PA), โครงการ U2T, โครงการมูลนิธิชมรมรากแก้ว, การทำ Digital Marketing ให้กับสถานประกอบการ (IDTM+DBIZ), MikroTik, Equity, BE Hall of Frame, Digital Accounting รางวัลสหกิจศึกษา – ACC Microneed, แผ่นเข็มขนาดไมครอนแบบสลายตัวได้, กรรมวิธีการผลิตไบโอแคลเซียม, เจลลี่พร้อมดื่มจากน้ำส้มสายชุหมัก, ผลิตภัณฑ์/สินค้าจากงานวิจัย ของศูนย์แสดงงานวิจัยและนวัตกรรม Research and Innovation Exhibition Center : RIEC (ริเอะ), สหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน, งานพันธกิจเพื่อสังคม, งานบริการวิชาการ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน, งานพัฒนาการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในภาคใต้, ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงโอเลโอเคมีแบบครบวงจร, โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพชุมชนและผู้ประกอบการเพื่อยกระดับรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวของชุมชน เกาะแรต จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ผลิตภัณฑ์จากชุมชนภายใต้การสนับสนุนจากโครงการ Pattani Heritage City วงแหวนพหุวัฒนธรรม โครงการวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจนแบบบูรณาการจังหวัดปัตตานี และสถาบัน ขงจื๊อภูเก็ต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ตรัง-สงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน YICMG 2024ประกวดออกแบบนวัตกรรม แก้ปัญหาพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง จัดแถลงข่าวเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประกวดออกแบบนวัตกรรม “The Youth Innovation Competition on Lancang-Mekong Region’s Governance and Development” หรือ YICMG 2024 โดยมี ผศ. ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี พร้อมด้วย ผศ. ดร.ปาริชาติ มณีมัย คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการจัดการ และ ดร.สุธิภรณ์ ตรึกตรอง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ วิทยาเขตตรัง ร่วมแถลงข่าว ณ โรงละคร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 The Youth Innovation Competition on Lansang – Mekong Region’s Governance and Development (YICMG) เป็นการประกวดออกแบบนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาในมิติต่าง ๆ บนพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาในระดับปริญญาตรี ไม่จำกัดคณะ ชั้นปี ของทุกมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงรวม 6 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพเมียนมาร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ราชอาณาจักรไทย และราชอาณาจักรกัมพูชา ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนหลายหน่วยงานของจีน โดยมีมหาวิทยาลัยฟู่ต้าน เมืองเซี่ยงไฮ้ เป็นผู้ดำเนินการหลัก พร้อมกับมหาวิทยาลัย อีก 2 แห่งในจีน คือ มหาวิทยาลัยชิงไห่ และมหาวิทยาลัยกว่างซี ร่วมดำเนินโครงการ โดยได้จัดการแข่งขันครั้งแรกในปี 2559 ณ เขตการปกครองตนเองยูซู (Yushu Tibetan Autonomous Prefecture) มณฑลชิงไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง มีส่วนร่วมในการแข่งขันโครงการ YICMG ตั้งแต่การจัดการแข่งขันในครั้งที่ 1 โดยนักศึกษาให้ความสนใจและสมัครเข้าส่งผลงานในทุกปี และได้รับรางวัลต่าง ๆ อาทิ รางวัลชนะเลิศประเภท The Best Multi-national Team ในปี 2559 รางวัล The Best Incubation ในปี 2561 รางวัล The Best Creative Award ในปี 2564 และล่าสุดได้รับรางวัล The Most Valuable Question และ รางวัล The Most Creative Team จากการแข่งขันครั้งที่ 7 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา

นอกจากการส่งนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันในทุกๆ ปีแล้ว มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังส่งอาจารย์เข้าร่วมโครงการ YICMG ในฐานะ Expert อีกด้วย โดยมีหน้าที่หลักในการให้ความรู้ คำแนะนำ ข้อคิดเห็นต่อผลงานของนักศึกษาจากทุกทีมและทุกประเภทที่เข้าร่วมการแข่งขัน อีกทั้งยังร่วมกับ Expert จากประเทศอื่น ๆ ในการลงคะแนนตัดสินผลงานของผู้เข้าประกวด

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังได้ร่วมลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยฟู่ต้าน และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั้ง 6 ประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ณ มหาวิทยาลัยฟู่ต้าน เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในการสร้างความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการ YICMG โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับการพิจารณาให้จัดตั้งศูนย์ YICMG ซึ่งจะเป็นศูนย์บริการในการศึกษา ค้นคว้าวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับสภาวะและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงของประเทศไทย โดยจัดตั้ง ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง

สำหรับการแข่งขัน YICMG ครั้งที่ 8 ประจำปี 2024 ซึ่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นเจ้าภาพ จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต โดยมหาวิทยาลัยมีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านพื้นที่ อาคาร สถานที่ที่เอื้อต่อการจัดการแข่งขัน เช่น ห้องประชุมที่มีหลายขนาด ตามรูปแบบการใช้งานที่ต้องการ ที่พักสำหรับคณะทำงาน PSU Lodge โรงแรมที่พักสำหรับผู้เข้าร่วมการแข่งขัน และแขก VIP จากทุกชาติสมาชิก 

ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่วิทยาเขตภูเก็ต อีกทั้งยังมีอาจารย์ บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดโครงการระดับนานาชาติกระจายอยู่ในทุกวิทยาเขต ซี่งสามารถร่วมมือกันเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในครั้งนี้ นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังเล็งเห็นถึงโอกาสอันดีที่มหาวิทยาลัยฯ ได้รับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพ ในการฝึกฝนนักศึกษาให้มีทักษะสากล ผ่านการเรียนรู้จากการทำงานจริงในระดับนานาชาติ และมั่นใจในศักยภาพและความพร้อมทุกด้านต่อการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในครั้งนี้

พิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ครบ 7 ปี

วันที่ 11 ตุลาคม 2566 เวลา 07.00 น. พลโท ประสาน  แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในการจัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2566 โดยในปีนี้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งให้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดชื่อวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม ของทุกปีเป็น “วันนวมินทรมหาราช” มีความหมายว่า วันที่ระลึกถึงพระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่ และในปี 2566 นี้เป็นปีแห่งการสวรรคตครบ 7 ปี หรือ “สัตตมวรรษ” โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา ข้าราชการหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ร่วมกิจกรรมซึ่งประกอบด้วย พิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 20 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล ณ บริเวณลานพื้นแข็งหน้าสโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, พิธีสวดพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ 10 รูป บริเวณห้องบันเทิงทัพ 3 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, พิธีวางพวงมาลา และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ห้องสโมสรบันเทิงทัพ 1 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และกิจกรรมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล ที่บริเวณข้างห้องบันเทิงทัพ 1 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 

นอกจากนี้ยังได้มีกิจกรรมอื่นๆ ที่กองทัพภาคที่ 3 และหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดกำลังเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อาทิเช่น พิธีวางพวงมาลา, การจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมเครื่องราชสักการะ, กิจกรรมเผยแพร่เกียรติคุณทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์, และการเชิญชวนกำลังพลและครอบครัว รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลา อีกทั้งกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์พัฒนาปรับภูมิทัศน์ วัดอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก และอาสาทำความดี ในรูปแบบและกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย

ผบ.ฉก.นราธิวาส ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมกำลังพล และมอบนโยบายแนวทางการปฎิบัติงาน กองร้อยทหารราบที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2

เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ความมั่นใจเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง พร้อมที่จะดูแลทุกข์สุขของประชาชนในทุกเมื่อ 

ที่ ฐานปฎิบัติการบ้านน้อมเกล้า หมู่ 12 ตำบลสุคิริน อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เดินทางลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยม พบปะ กำลังพลที่ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ พร้อมทั้งรับฟังปัญหาข้อขัดข้อง และข้อเสนอแนะต่างๆ ตลอดจนมอบ นโยบายแนวทางการปฏิบัติงาน ประจำปีงบประมาณ 2567 ในการนี้ ได้ พบปะ พูดคุยกำกับดูแล และแนะนำแนวทางในการปฏิบัติงานให้กับกำลังพล พร้อมกำชับให้กำลังพลปฏิบัติตามนโยบายทและข้อสั่งการของ พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก และพลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4

เกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน โดยได้เน้นย้ำให้ กำลังพลต้องมีความพร้อม ทั้งเครื่องมือ และยุทโธปกรณ์ทางทหาร อยู่ตลอดเวลา ไปจนถึงการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพ เพิ่มขีดความสามารถให้กับกำลังพล ให้มีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ เพื่อนำไปสู่การแก้ไข พัฒนา ต่อไป 

ตามนโยบายของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้ากองพลทหารราบที่ 15 ได้จัดตั้ง หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2  (ฉก.พัน.ร.2) เพื่อควบคุมพื้นที่ และจัดตั้งที่บังคับการทางยุทธวิธีตาม สถานการณ์ โดยแบ่งมอบกำลังควบคุมพื้นที " ระดับ กองร้อยทหารราบ จังหวัดละ 1 กองร้อย เป็นลำดับแรก จำนวน 648 อัตรา เพื่อเสริมการปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ จากการปรับลดกำลังของทหารพรานนอกพื้นที่ กองทัพภาคที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 10, หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 20 และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 30 กรมละ 3 กองร้อย รวม 9 กองร้อย จำนวน 810 อัตรา ซึ่งกำลังพลที่เหลือให้อยู่ในความควบคุมของกองพัน พร้อมปฏิบัติตามสถานการณ์ 

โดยหน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2  (ฉก.พัน.ร.2) มีจำนวน 4 กองร้อยทหารราบ ประกอบด้วย 

กองร้อยทหารราบที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2 จัดกำลังพลจาก กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 153 ควบคุมพื้นที่ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา  มีที่ตั้งฐานปฎิบัติการ จำนวน 2 ฐาน ได้แก่ ฐานปฎิบัติการบ้านกาโสด หมู่ 5 ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา และ ฐานปฏิบัติการบ้านตลาดล่าง หมู่ 2 ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา กองร้อยทหารราบที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2 จัดกำลังพลจาก กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 153 ควบคุมพื้นที่ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี มีที่ตั้งฐานปฎิบัติการ จำนวน 3 ฐาน ได้แก่ ฐานปฎิบัติการบ้านโต๊ะทูวอ หมู่4 ตำบลปิตูมุดี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี , ฐานปฎิบัติการวัดโคกหญ้าคา หมู่ 6 ตำบลคลองใหม่ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี และฐานปฎิบัติการบ้านคลองใหม่ ตำบลคลองใหม่ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

กองร้อยทหารราบที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2 จัดกำลังพลจาก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 153 ควบคุมพื้นที่ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส  มีที่ตั้งฐานปฎิบัติการ จำนวน 2 ฐาน ได้แก่ ฐานปฎิบัติการบ้านน้อมเกล้า หมู่ 12 ตำบลสุคิริน อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และ ฐานปฎิบัติการสำนักสงฆ์อีสานสามัคคีใต้ หมู่5 บ้านน้ำตก ฐานปฎิบัติการ กองร้อยทหารราบที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2 จัดกำลังพลจาก กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 152 ปฎิบัติเชิงรุก สนับสนุนทางยุทธวิธี ที่ตั้ง ค่ายพระยาเดชานุชิต ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา

ผบ.ตร. เยือนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ร่วมประชุมสภาการศึกษา มอบเงิน 500,000 บาทสนับสนุนการวิจัย พัฒนาคณาจารย์ พร้อมมอบรางวัลนักเรียนนายร้อยตำรวจตามโครงการ “Police Hero” ที่ชนะเลิศการแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย Thailand Cyber Top Talent 2023

วันนี้ (10 ต.ค.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ในฐานะ อุปนายกสภาการศึกษา รร.นรต. เข้าร่วมประชุมสภาการศึกษา รร.นรต. ครั้งที่ 7/2566 มี ศ.ศุภชัย ยาวะประภาษ นายกสภาการศึกษา น.ส.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน น.ส.ทัดระวี พรหมสาขา ณ สกลนคร ผอ.กองจัดทำงบประมาณด้านความมั่นคง 1 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการ รร.นรต. พล.ต.ท.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบช.รร.นรต. พร้อมผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ เข้าร่วมประชุม  ณ ห้องสัมมนาอาคารประสารราชกิจ รร.นรต.

โดยการประชุมสภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจดังกล่าว เป็นไปตาม พ.ร.บ.โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ.2551 เพื่อขับเคลื่อนภารกิจที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย รวมทั้งกำหนดนโยบายและแผนพัฒนากิจการของโรงเรียนนายร้อยตำรวจทุกมิติ 

ในการประชุมดังกล่าว พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ มอบเงิน 500,000 บาท ให้ รร.นรต. สนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาคณาจารย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำวิจัย เพื่อให้การเรียนการสอนของนักเรียนนายร้อยตำรวจมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้สามารถผลิตนักเรียนนายร้อยตำรวจให้ตรงตามความต้องการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสังคม

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังได้มอบรางวัลเพื่อแสดงความยินดีกับนักเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้ชนะเลิศการแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย  รายการ Thailand Cyber Top Talent 2023 ระดับอุดมศึกษา ซึ่งสามารถชนะเลิศเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน โดยเป็นสถาบันแรกของประเทศไทยที่สามารถทำได้ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติยกย่องตามโครงการ “Police Hero” ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นดำริ ของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ ในการต่อยอดโครงการ “ทำดี มีรางวัล” ของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร. เพื่อสร้างต้นกล้าแห่งความดี เป็นแบบอย่างสืบไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top