Sunday, 21 June 2026
Hard News Team

ตำรวจเตือนระวังภัยวาเลนไทน์ พร้อมแนะ 3 ข้อป้องกัน 

(13 ก.พ.68) พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการกองสารนิเทศ เปิดเผยว่า เทศกาล 'วันวาเลนไทน์' หรือวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งจะมีประชาชนจำนวนมากถือเป็นโอกาสในการแสดงออกถึงความรัก ซึ่งมิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีมักจะใช้โอกาสพิเศษเหล่านี้ก่อเหตุร้าย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวง การล่อลวง คุกคามทางเพศ และภัยออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมเหล่านี้

กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์ 3 ข้อป้องกันภัยช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ดังนี้
1. ระมัดระวังพฤติกรรมเสี่ยง : ขอความร่วมไปยังพ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นจากการออกไปเที่ยวฉลองวันวาเลนไทน์
2. รู้ทันกลลวงที่มากับความรัก : กลลวงของมิจฉาชีพในการหลอกลวงแสวงหาประโยชน์จากประชาชนในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ เช่น หลอกให้รักหวังเอาเงิน ชวนให้เหยื่อวิดีโอคอล หรือถ่ายคลิปลามก บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม แอบอ้างเป็นร้านอาหารต่างๆ จัดโปรโมชั่นช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ 
3. ประสานเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : หากพบการกระทำไม่เหมาะสมของเด็กและเยาวชน หรือเหตุการณ์อาชญากรรมต่างๆ ให้แจ้งเบาะแสข้อมูลข่าวสารให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบ ทางสายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

นอกจากนี้ ผู้บังคับการกองสารนิเทศ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดกำลังสายตรวจออกตรวจตราบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยเน้นพื้นที่ล่อแหลมหรือเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม การคุกคามทางเพศ แหล่งมั่วสุมของเด็กและเยาวชน พร้อมเน้นย้ำให้สถานบันเทิงและสถานบริการ ต้องไม่ปล่อยให้เด็กและเยาวชนเข้าไปใช้บริการ รวมถึงตรวจสอบการลักลอบจำหน่ายสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชน และสุ่มตรวจหาสารเสพติดในสถานบันเทิงและสถานบริการต่างๆ รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดและเฝ้าระวังตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ พร้อมตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำผิดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ สื่อลามกอนาจารที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน 

สหรัฐตัดโอกาสยูเครนเป็นสมาชิกนาโต แถมขอคืนพรมแดนเดิมก็ไม่ได้

(13 ก.พ.68) รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ พีต เฮกเซธ ประกาศจุดยืนชัดเจนระหว่างการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ว่า สหรัฐไม่สนับสนุนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตของยูเครน และเตือนว่าความพยายามของเคียฟในการฟื้นคืนพรมแดนเดิมเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ยาก

เฮกเซธระบุว่า แม้สหรัฐเห็นความสำคัญของการให้หลักประกันด้านความมั่นคงแก่ยูเครน แต่การให้ยูเครนเป็นสมาชิกนาโตนั้น 'ไม่อยู่ในทางเลือก' พร้อมย้ำว่าสหรัฐไม่มีแผนส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการในยูเครนไม่ว่ามติใดจะถูกเสนอขึ้นก็ตาม ทั้งนี้ เขาเชื่อว่าภาระด้านความมั่นคงของยูเครนควรเป็นหน้าที่หลักของกองทัพยุโรป

นอกจากนี้ เฮกเซธกล่าวถึงความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันให้รัสเซียกลับสู่การเจรจาในประเด็นพลังงาน โดยหวังว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สหรัฐต้องการให้ยุโรปร่วมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับยูเครน แทนที่จะปล่อยให้สหรัฐเป็นฝ่ายรับผิดชอบหลัก

ในส่วนของงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ เฮกเซธย้ำถึงเป้าหมายของทรัมป์ที่ต้องการให้สมาชิกนาโตเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมจาก 2% ของจีดีพีเป็น 5% อย่างไรก็ตาม มาร์ค รึตเตอ เลขาธิการนาโต เปิดเผยว่าขณะนี้กำลังมีการหารือถึงการขยายสัดส่วนดังกล่าวให้สูงกว่า 3% เป็นเป้าหมายเบื้องต้น

นครพนม-แม่ทัพภาคที่ 2 แถลงข่าวทหารพราน 'Seal Stop Safe' สกัดยาเสพติดชายแดน รวบ 3 ผู้หาขนยาไอซ์ 658 กิโลกรัมพร้อมยาบ้ากว่าแสนเม็ด ริมฝั่งแม่น้ำโขงบ้านอำเภอบ้านแพง 

เมื่อวันที่ (12 ก.พ. 68) เวลา 15.00 น. ที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 บ้านปากห้วยม่วง ตำบลนาเข อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) พร้อมด้วยพลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์  ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, พลเรือตรีณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง,พันเอกศิวดล ยาคล้าย ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมที่ 1 ( ร.3 ), พันเอกอินทราวุธ  ทองคำ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21,นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 4 , นายอำเภอบ้านแพง พร้อมกับหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาชาว สปป.ลาว 3 ราย 

พร้อมตรวจยึดยาเสพติดประเภท 1 ยาไอซ์ จำนวน 16 กระสอบ 658 กิโลกรัม/ก้อน และยาบ้า  58 มัด จำนวน 116,000 เม็ด รถตู้ 1 คัน เรือกีบติดเครื่องยนต์ 2 ลำ ที่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขงบ้านแพงใต้ ตำบลบ้านแพง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม โดยร้อยโท วันชาติ  เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 21 ได้นำกำลังพลหน่วยขึ้นตรงกองบังคับการควบคุมที่ 1 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จากฝั่ง สปป.ลาวเข้ามายังพื้นที่ฝั่งไทยเพื่อนำเข้าสู่พื้นที่ตอนใน บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขงบ้านแพงใต้ ตำบลบ้านแพง อำเภอบ้านแพงจึงได้ประสานกำลังกับหน่วยงานฝ่าวความมั่นคงที่เกี่ยวข้องซุ่มเฝ้าตรวจ พบเรือกลีบ จำนวน 2 ลำรถยนต์(รถตู้)จำนวน 1 คันพร้อมผู้ต้องหา จำนวน 3 คน เป็นชาวสปป.ลาว ประกอบด้วย ท้าวดำ (ไม่ทราบนามสกุล) อายุ 16 ปี บ้านนาข่า เมืองคูนคำ แขวงคำม่วน สปป.ลาว-ท้าว ลี (ไม่ทราบนามสกุล) อายุ 17 ปี บ้านทางแยกหลักซาว เมืองปากกะดิ่ง แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว และท้าวพง อภัยโส อายุ 30 ปี อยู่บ้านดอน เมืองปากกระดิ่ง แขวงบอลิคำไซ สปป. ลาว พร้อมของกลาง 4 รายการ คือยาไอซ์ จำนวน 16 กระสอบ น้ำหนัก 658 กิโลกรัม/ก้อน,ยาบ้า 58 มัด 116,000 เม็ด,เรือกลีบเล็กพร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 2 ลำ-รถยนต์ (รถตู้) จำนวน 1 คัน ทางหน่วยได้นำของกลางมาตรวจนับอีกครั้ง ที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21

และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปจากการสอบถามผู้ต้องหาทั้งสามคนรับสารภาพว่าได้รับค่าจ้าจากนายทุนชาวลาวให้นำของกลางมาส่งที่ฝั่งไทยแลกค่าจ้างคนละ 20,000 บาทก่อนจะมาถูกจับกุมเสียก่อน โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 /ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนาย และทุกภาคส่วน ที่ได้มีการบูรณาการกำลัง ได้ทุ่มเทเสียสละ แรงกายแรงใจ ร่วมกันสกัดกั้น ป้องกันและปราบปราม การลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน ปฏิบัติภารกิจในการเสริมสร้างความมั่นคงป้องกัน/ปราบปราม ต่อการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ในทุกภารกิจต่อไป

ซึ่งหลังจากวันที่ 30 มกราคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดมอบนโยบายปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe ผนึกกำลัง 51 อำเภอชายแดน ในห้วงที่ผ่านมาในพื้นที่ชายแดนซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2  มีสถิติการจับกุมในพื้นที่อําเภอชายแดนของจังหวัดนครพนม จำนวน 139 ครั้งผู้ต้องหา 237 ราย โดยมีของกลางยาบ้ามากถึง 16,707380 เม็ด, ไอซ์ 778 กิโลกรัม, เฮโรอีน 67 กิโลกรัม และเคตามีน 320 กิโลกรัม การจับกุมในพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด 7 จังหวัด 25 อําเภอ จํานวน 428 ครั้ง ผู้ต้องหา 626 คน โดยมีของกลางยาบ้ามากถึง 74,168,318 เม็ด, ไอซ์ 2,566,308 กิโลกรัม, เฮโรอีน 123.95 กิโลกรัม, เคตามีน 573.83กิโลกรัม, และอื่น ๆ (ยาอี 1,490 เม็ด. happy Water 800 ซอง, ฝิ่น 0.66 กรัม)

รฟฟท. จัดโครงการ 'พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟไปเปิดโลกกว้าง' เสริมการเรียนรู้ผ่านการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดง

(13 ก.พ.68) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จัดโครงการ CSR 'พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟไปเปิดโลกกว้าง ปี 2' เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ผ่านเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ของเด็ก ๆ ในชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า โครงการ 'พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟไปเปิดโลกกว้าง' ถือเป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักเรียนและชุมชนในปี 2566 ที่ผ่านมา และในปี 2568 บริษัทฯ มีความยินดีที่จะสานต่อโครงการดีดีอย่างนี้ให้พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 จำนวน 100 คน จากโรงเรียนชุมทางตลิ่งชัน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง ได้ทัศนศึกษาโดยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ซึ่งเริ่มต้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปจนถึงสถานีหลักหก (ม.รังสิต) และเดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ อ.คลองห้า จ.ปทุมธานี

โดยการเดินทางในครั้งนี้ เด็ก ๆ จะได้เห็นและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ นอกห้องเรียนผ่านการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนระบบรางที่มีมาตรฐานอย่างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และเด็ก ๆ จะได้สัมผัสการเรียนรู้นอกตำรา ผ่านกิจกรรมที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีการจัดแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในหลากหลายแง่มุม อาทิ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ และการศึกษาเรื่องราวของร่างกายมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีการเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาของไทยและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นประสบการณ์ที่ดีแห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ ต่อไป โดยกำหนดการจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรม 'พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟไปเปิดโลกกว้าง ปี 2' ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่เพียงแต่เป็นผู้ให้บริการขนส่งมวลชนระบบรางที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและโอกาสทางการศึกษาของเยาวชน เพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตต่อไปอย่างยั่งยืน โดยบริษัทฯ จะดำเนินกิจการเคียงข้างประชาชน และจะมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง รวมทั้งรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป

สสส. ผนึก มสส.-มรพ. จัดนิทรรศการ ‘ศิลปินวัยใส ใส่ใจสุขภาวะ’ โชว์ผลงานศิลปะและสื่อ TikTok ดึงสื่อมวลชนด้านการ์ตูนนิสต์ทำงานร่วมกับสถานบันการศึกษาทั่วประเทศ 

สสส. ผนึก มสส.-มรพ. จัดนิทรรศการ ‘ศิลปินวัยใส ใส่ใจสุขภาวะ’ โชว์ผลงานศิลปะและสื่อ TikTok ดึงสื่อมวลชนด้านการ์ตูนนิสต์ทำงานร่วมกับสถานบันการศึกษาทั่วประเทศ ปั้นศิลปินตัวน้อยสู่เยาวชนนักสื่อสารสุขภาวะ ป้องกันปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ-สังคม

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2568 ที่ Palette Artspace (ชั้น 4) ทองหล่อ กรุงเทพฯ มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับ มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน (มรพ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดตัว นิทรรศการ : ศิลปินวัยใส ใส่ใจสุขภาวะ เพื่อแสดงผลงานศิลปะของเด็กเยาวชนในประเด็นลดปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ พนัน และอุบัติเหตุ จัดแสดงระหว่างวันที่ 13-18 ก.พ. 2568 เวลา 10.00 – 18.00 น. ที่ Palette Artspace  (ชั้น 4) ทองหล่อ กรุงเทพฯ มีผลงานทั้งภาพวาดการ์ตูนไทย และสื่อ TikTok รณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง

​น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (สสส.) ประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การสื่อสารสู่การหลอมรวมสื่อ (Convergence Media) ในทุกรูปแบบ ส่งผลให้แพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักที่ดึงให้เด็กเยาวชนเข้าสู่กับดักของสินค้าที่ทำลายสุขภาพและสิ่งเสพติดมากขึ้น ทั้งบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า พนันออนไลน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สสส. ในฐานะองค์กรขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพและสังคม จึงให้ความสำคัญการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้อันตรายจากปัจจัยเสี่ยง โดยสานพลังร่วมกับภาคีเครือข่ายสุขภาพ และเครือข่ายสื่อมวลชน นักการ์ตูนนิสต์ เครือข่ายละครเพื่อการเรียนรู้ และสถาบันการศึกษา มาร่วมออกแบบผลงานศิลปะและสื่อ TikTok เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กเยาวชนให้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง ถือเป็นเป็นมิติใหม่ของการทำงานรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ในโทษภัยของสิ่งเสพติดและปัจจัยเสี่ยงทางสังคมเรื่องพนันและความปลอดภัยทางถนน

​นายอภิวิชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) กล่าวว่า มสส. ได้ขยายการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน (มรพ.) เพื่อเชื่อมประเด็นการทำงานเชิงประเด็นและเทคนิคการสร้างสรรค์และผลิตสื่อศิลปะการ์ตูน โดยนักการ์ตูนนิสต์ชื่อดัง ทั้งเซียไทยรัฐ (นายศักดา แซ่เอียว), พี่ขวดเดลินิวส์ (นายณรงค์ จรุงธรรมโชติ), ครูอ๋า เก่งคิดเก่งวาด (นายสิทธิพร กุลวโรตตมะ) ฯลฯ  เพื่อร่วมงานผ่านกิจกรรมค่าย We Win Wow ชนะมาร-ชนะใจ พัฒนากระบวนการเรียนรู้วิชาชนะมาร (เหล้า บุหรี่ พนัน) ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในพื้นที่การทำงานของเครือข่ายละครเพื่อการเรียนรู้ชนะมารของ มรพ. ใน 5 ภาค คือ ภาคเหนือ - อุตรดิตถ์, ภาคใต้ - สงขลา, ภาคตะวันออก - ชลบุรี, ภาคคะวันออกเฉียงเหนือ - โคราช และภาคกลาง - กรุงเทพฯ โดยภูมิรู้ด้านปัจจัยเสี่ยงและเทคนิคการสร้างงานศิลปะ จะเป็นสารตั้งต้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กนักเรียนเติบโตเป็นพลเมืองที่มีสุขภาวะที่ดีของสังคม

​นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์พนัน (มรพ.) กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงในเด็กเยาวชน พบว่าทั้งเรื่องเหล้า บุหรี่ไฟฟ้า และพนันออนไลน์ ล้วนเป็นธุรกิจสีเทา ที่พุ่งเป้ามาที่เด็กและเยาวชนเพื่อดึงให้เป็นนักดื่ม นักสูบ นักเล่นหน้าใหม่ ทดแทนกลุ่มลูกค้าเดิมที่อาจได้รับผลกระทบจนสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปแล้ว ซึ่งการจัดกิจกรรมค่าย We Win Wow ใน 5 ภาค เมื่อเดือนต.ค. 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นการฉีดวัคซีนความรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า และพนันออนไลน์ให้นักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 50 แห่ง สอนเทคนิคการทำสื่อรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงในสาขาการวาดการ์ตูน และการผลิตคลิปสั้น TikTok ผลงานทั้งหมดถือเป็นพลังเสียงเล็ก ๆ ที่ส่งเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ถึงผู้ใหญ่ของบ้านเมืองว่า “ขอสังคมที่ปลอดภัย ปลอดปัจจัยเสี่ยง” ให้พวกเขาได้เติบโตอย่างมีอนาคต

ดร.ศิวัช บุญเกิด รองปลัดเมืองพัทยา จ.ชลบุรี หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่ มรพ. ได้มีการลงพื้นที่ไปจัดค่าย We Win Wow กล่าวว่า เครือข่ายโรงเรียนและครูในสังกัดเมืองพัทยาให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมสร้างภูมิรู้เท่าทันให้กับเด็กและเยาวชนให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติดและปัจจัยเสี่ยง ตามมาตรการโรงเรียนปลอดภัยเมืองพัทยา (Safety School) โดยส่งเสริมการศึกษาให้เยาวชนมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นและบริบทของสังคมปัจจุบัน เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี สร้างภูมิรู้เท่าทันการลดปัจจัยเสี่ยงทุกมิติ ทั้งเหล้า-บุหรี่-พนัน ที่แฝงมากับช่องทางสื่อออนไลน์และข่าวลวง (Fake News) ทั้งนี้ ความร่วมมือกับ สสส. เครือข่ายภาคีด้านสุขภาพ และเครือข่ายรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง ร่วมเป็นพันธมิตรให้พัทยาเดินทางไปสู่เป้าหมาย Smart City เมืองน่าอยู่และปลอดภัยได้

นายศักดา แซ่เอียว (เซียไทยรัฐ) การ์ตูนนิสต์ วิทยากรหลัก ในการสร้างผลงานนิทรรศการในครั้งนี้ กล่าวว่า การสร้างเสริมสุขภาวะในเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในประเด็นปัจจัยเสี่ยง ผู้ใหญ่ไม่ควรไปสอนเด็กตรง ๆ แต่ควรเป็นเปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ประเด็นปัจจัยเสี่ยงด้วยตนเอง และสร้างเครื่องมือการสื่อสารที่ตนเองเข้าใจและมีความรู้ด้วยตนเอง ผ่านผลงานศิลปะและสื่อที่ผลิตออกมา เพราะเด็กบางคนที่เข้าร่วมกิจกรรมก็มีประสบการณ์ตรงในการสูญเสีย หรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยเสี่ยง จึงมีการสื่อสารออกมาได้ตรงประเด็น สร้างสรรค์ และมีเสน่ห์ น่าสนใจ”

ประชุมร่วมรัฐสภา ถกวาระแก้รธน.เริ่มแล้ว ‘ไชยชนก’ แจ้งประธานฯ ‘ภท.’ ขอไม่ร่วมพิจารณา ด้าน ‘หมอเปรมศักดิ์’ เสนอญัตติด่วนขอสมาชิกโหวตส่งศาลรธน.ตีความอำนาจหน้าที่

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ (13 ก.พ.68) ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายในฐานะตัวแทนพรรคว่า วาระที่กำลังจะพิจารณาค่อนข้างผิด และขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทยจึงขอไม่เข้าร่วมพิจารณา

จากนั้น ประธานรัฐสภา กล่าวว่า นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ได้เสนอญัตติด่วนขอให้รัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 250 วรรคหนึ่ง (2) ทำให้นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า แน่นอนว่าการเข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่น่าจะเป็นญัตติด่วนด้วยวาจา แต่ต้องเป็นการยื่นญัตติด่วนด้วยหนังสือ และมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 40 คน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครเห็นตัวญัตติ และหากมีการเสนอเพิ่มเติมหรือการบรรจุระเบียบวาระเพิ่มเติมเป็นอำนาจประธานรัฐสภา แต่ต้องแจ้งไม่น้อยกว่าวันประชุม 1 วัน ดังนั้น ระหว่างมีการแจกเอกสารให้สมาชิกพิจารณาเนื้อหา ขอให้พักการประชุม 15 นาที ได้หรือไม่เพื่อให้วิปแต่ละฝ่ายได้หารือกัน   

ขณะที่ นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ระเบียบของการเสนอญัตติด่วนตนทราบดี และได้รวบรวมรายชื่อของสมาชิกรัฐสภาทั้งสส.และสว. เนื่องจากเห็นความสำคัญว่าเป็นเรื่องใหญ่จึงควรมีสมาชิกทั้ง 2 สภา โดยรวมรายชื่อกันแล้วเกินกว่า 40 รายชื่อ และเอกสารนั้นเราดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง และท่านสมาชิกที่อภิปรายสักครู่ไม่ต้องห่วงใย ตนเป็นสมาชิกสภามานาน ท่านสมาชิกที่เพิ่งมาใหม่อาจจะมองว่าทำถูกระเบียบหรือไม่ ซึ่งตนเป็นคนมีวุฒิภาวะทำอย่างไรก็ต้องให้ถูกต้องตามระเบียบ รวมถึงตนได้เข้าหารือกับประธานก่อนที่จะเข้าประชุมวันนี้เพื่อทราบว่าการประชุมจะมีการดำเนินการอย่างไร และวันนี้ตนอยากให้การประชุมมีความเรียบร้อยเพราะประชาชนทั่วประเทศกำลังเฝ้ามองเราอยู่ว่าสมาชิกรัฐสภาจะมีแนวคิดในเรื่องนี้อย่างไร จึงขอให้สมาชิกอย่าได้กังวลเรื่องรายละเอียดญัตติ ตนคิดว่าได้บรรจงเขียนสุดยอดในชีวิตแล้วและคิดว่าขอให้มีการพิจารณาตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวันมูหะมัดนอร์ จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่แจกเอกสารแก่สมาชิก จากนั้น เวลา 09.48 น. ได้สั่งพักการประชุม 15 นาที เพื่อให้วิป 3 ฝ่ายหารือร่วมกัน

รู้เรื่อง...ค่าไฟฟ้า (11) : ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ใช่...สาเหตุของ ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ หรือไม่?

นักวิชาการ NGO และสื่อบางสำนักมักหยิบยกเอาเรื่องของ “การมี ‘ไฟฟ้าสำรอง’ มากจนเกินความต้องการ จนทำให้ ‘ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment หรือ ค่า AP)’ อันเป็นต้นทุนค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฯ จ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนเป็นค่าความพร้อมในการเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้า ไม่ว่าโรงไฟฟ้าจะผลิตหรือไม่ ก็ตาม สูงมาก” ว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ ซึ่ง TST ได้อธิบายถึงข้อเท็จในส่วนที่เกี่ยวข้องใน “รู้เรื่อง...ค่าไฟฟ้า (7) : ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ปริมาณ เหตุผล และความจำเป็น” แล้ว สำหรับตอนนี้จะได้ขยายความข้อเท็จจริงให้ท่านผู้อ่านได้รู้และเข้าใจได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ทำไม? นักวิชาการ NGO และสื่อบางสำนักจึงอ้างว่า ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ของไทยนั้นมากถึง 50% แต่ขณะที่โฆษกกระทรวงพลังงานได้อธิบายชี้แจงโดยระบุว่า ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ในปัจจุบันอยู่ที่ 25.5% เท่านั้น แล้วทำไมตัวเลข ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ของนักวิชาการ NGO และสื่อบางสำนัก จึงมากกว่าตัวเลขปริมาณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ที่โฆษกกระทรวงพลังงานได้ระบุไว้ถึงหนึ่งเท่าตัว นั่นก็เป็นเพราะวิธีการคำนวณตัวเลขปริมาณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ของ 2 ฝ่ายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงขออธิบายหลักการคำนวณปริมาณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ของ 2 ฝ่ายเป็นข้อมูลพอสังเขปดังนี้  

กระทรวงพลังงานใช้วิธีการคำนวณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ จากปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) ของปี ซึ่งวันที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดของปี พ.ศ. 2567 คือ วันที่ 29 เมษายน 2567 เวลา 20.56 น. มีค่าเท่ากับ 36,477.80 เมกะวัตต์ และหักด้วยปริมาณไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล จึงไม่สามารถนำมานับรวมในปริมาณพลังงานไฟฟ้า 100% ได้ อันเนื่องมาจากพลังไฟฟ้ากลุ่มนี้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลา ไม่สามารถพึ่งพาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยปัจจัยช่วงเวลา (พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตได้เพียงวันละ 6-8 ชั่วโมง) ฤดูกาล (ฤดูฝนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์) จึงทำให้ไม่สามารถนำปริมาณไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนมาคำนวณเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่แท้จริงได้

ในขณะที่ตัวเลขปริมาณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ที่นักวิชาการ NGO ซึ่งสื่อบางสำนักอ้างว่ามากถึง 50% นั้น ใช้วิธีคำนวณจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยทั้งปี โดยคิดรวมเอาปริมาณไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนเข้าไปด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงในการคำนวณตัวเลขปริมาณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ หากต้องการคิดรวมเอาปริมาณไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนเข้าไป นั่นหมายความว่า ต้องสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือมีการเก็บกักพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่เพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้ารายใดสามารถทำได้เลย แม้แต่ กฟผ. เองก็ตาม

นอกจากนี้ นักวิชาการ NGO และสื่อบางสำนักยังได้อ้างว่า การจัดทำ ‘แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (แผน PDP)’ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ จึงทำให้ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ มากจนเกินความต้องการ นั่นคือความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะในการจัดทำ ‘แผน PDP’ คณะทำงานที่รับผิดชอบจัดทำการพยากรณ์ประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเกิดขั้นในอนาคตนั้น จะต้องใช้ข้อมูลจากการพยากรณ์ประมาณการตัวเลข ‘ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้คำนวณออกมาเป็น ‘ตัวเลข’ ประมาณการไว้แล้วเป็นหลัก 

แต่ ในปี พ.ศ. 2563 เศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ติดลบถึง 6.1% นั่นหมายถึง ความต้องการการใช้พลังงานไฟฟ้าก็ติดลบในอัตราที่ใกล้เคียงเช่นเดียวกัน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้ามากเกินความต้องการ และกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมากำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ในระดับสูง อันเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว จนทำให้ตัวเลข ‘ไฟฟ้าสำรอง’ มากเกินต่อความจำเป็น และเกินกว่าอัตรามาตรฐานปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่ควรสำรอง แต่มีผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาที่ทำไว้กับกฟผ. ได้มีการลงทุนสร้างและเดินเครื่องโรงงานผลิตไฟฟ้าขึ้นมาแล้ว ดังนั้นจึงต้องมีการจ่าย ‘ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment หรือ ค่า AP)’ ซึ่งเป็นค่าความพร้อมเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้า ไม่ว่าจะมีการใช้ไฟฟ้านั้นหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างของรูปแบบข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนและเอกชน (Power Purchasing Agreement หรือ PPA) แต่ในปัจจุบันมีบริหารจัดการจนกระทั่ง ‘ไฟฟ้าสำรอง’ อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว

การกล่าวอ้างและกล่าวหาว่า หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำ ‘แผน PDP’ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นได้จงใจจัดทำ ‘แผน PDP’ ให้เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ โดยนักวิชาการ NGO และสื่อบางสำนัก ได้มีนักการเมืองผู้หนึ่งรวบรวมข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการอ้างถึงความไม่ถูกต้องชอบธรรมของพฤติการณ์และพฤติกรรมดังกล่าว ยื่นฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี หลังจากกระบวนการยุติธรรมเสร็จสิ้นลง คำตัดสินในคดีนี้ก็จะเป็นการสร้างความชอบธรรมเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และแสดงให้สังคมไทยได้เห็นว่า เรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลและความไม่ถูกต้องเป็นไปตามที่มีกล่าวอ้างและกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งกระบวนการยุติธรรมจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่มีการฟ้องร้องนั้นจริงหรือเท็จ ถูกหรือผิด และควรเป็นไปอย่างไร แต่เท่าที่ผ่านมาจนทุกวันนี้ ยังไม่เคยปรากฏว่า มีหน่วยงานภาครัฐหน่วยงานใดแพ้คดีที่มีการฟ้องร้องลักษณะเช่นนี้มาก่อนเลย

‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ ชง 6 มาตรการแก้ปัญหา PM 2.5 แนะแต่ละจังหวัดควรมี ‘Mr.ฝุ่น’ ช่วยอ่านทิศทางลม

‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ ชง 6 มาตรการแก้ปัญหา PM 2.5 ตั้ง 'คณะกรรมการลุ่มอากาศ'- กลไกการตลาดรวมพลังผู้บริโภคไม่ซื้อสินค้าเชื่อมแหล่งกำเนิดมลพิษ - ยกเว้นภาษีที่ดินให้พื้นที่ใช้พักฟาง แนะควรมี 'Mr.ฝุ่น' ในเมืองและเขตต่าง ๆ ถ้าทุกคนอ่านทิศเป็น เข้าใจเชื้อเพลิงได้ รู้ว่าแต่ละจังหวัดเป็นได้ทั้งเมืองต้นลมและปลายลม จะได้คุยหาทางออกร่วมกัน

ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ กล่าวตอนหนึ่งในงานเสวนา Policy Forum : Policy Dialogue ฝ่าทางตัน 'วาระฝุ่น' 2568 ( 11 ก.พ. 68) โดยได้นำเสนอ 6 มาตรการในการแก้ปัญหาที่มองว่าสามารถทำได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ประกอบด้วย

1.ข้อมูลการตลาด ภาคประชาสังคมและพลังผู้บริโภคต้องเข้มแข็ง ด้วยการช่วยกันค้นหาเปิดเผยสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิดPM 2.5 และไม่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์นั้น เป็นการลดแหล่งกำเนิดจากการเผาต่าง ๆ เช่น จากโรงงานน้ำตาล 60 แห่งมี 20 แห่งที่ยังรับซื้ออ้อยที่มีการเผา ก็เปิดเผยชื่อโรงงานและยี่ห้อน้ำตาล เป็นต้น 

2.ลดแหล่งกำเนิดจากการใช้รถ เปลี่ยนจากการใช้น้ำมันEURO 5 เป็น EURO 6 ในราคาที่ไม่แพงมากนัก ร่วมกับการกวดขันและติดตามรถควันดำร่วมกับภาคประชาชนยกเว้นภาษีที่ดี พื้นที่พักฟาง

3.ภาคอุตสาหกรรมที่ยังมีการพูดน้อยถึงว่าเป็นแหล่งก่อ PM 2.5 ควรมีการนำโดรนมาบินปลายปล่องโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อวัดปริมาณมลพิษที่ปล่อยออกมาแทนการใช้วิศวกรปีนขึ้นไปวัด

4.ขอให้กระทรวงการคลัง ออกระเบียบเรื่องภาษีที่ดิน ในการกำหนดพื้นที่ยกเว้นภาษีที่ดิน ให้กับพื้นที่พักฟาง ก็จะได้พื้นที่ว่างของภาคเอกชนมาให้เกษตรกรพักฟางทุกตำบลทั่วประเทศจะได้ไม่ต้องมีการเผาพื้นที่เกษตร แต่จะต้องมีการดูแลที่ดีไม่ให้ฟางเกิดไฟไหม้ และรอให้ผู้มาซื้อฟางไปทำอาหารสัตว์ หรือโรงงานไฟฟ้าชีวมวล

5.จัดตั้งคณะกรรมการลุ่มอากาศ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทนจังหวัดที่อยู่ในทิศทางลมทั้ง 3 แบบคือ ลมหนาว, ลมตะวันตกเฉียงใต้ และลมตะเภาที่ส่งผลต่อการพัดพาฝุ่น PM2.5 โดยก่อนที่จะถึงช่วงเวลาของสภาพอากาศและทิศทางลมแต่ละแบบที่จะเกิดขึ้น คณะกรรมการนี้ก็มาบริหารจัดการร่วมกันภายใต้สูตร 8/3/1 โดยร่วมวางแผนลดปัญหาล่วงหน้า 8 เดือน ส่วนช่วง 3 เดือนที่สภาพอากาศปิดเป็นฝาชีก็ไม่ให้มีการเผา และ 1 เดือนหลังจากนั้นใช้ในการถอดบทเรียนเพื่อปรับในปีต่อไป

และ6.ส่งเสริมสนับสนุนการจัดตั้งสภาลมหายใจให้เกิดขึ้นทุกจังหวัด ลงลึกถึงระดับพื้นที่ และนำไปสู่การจัดตั้งสภาลมหายใจCLMV เพื่อร่วมขับเคลื่อนปัญหาระหว่างประเทศ 

"สภาลมหายใจ เราเสนอว่าควรมี 'Mr.ฝุ่น' ในเมือง และเขตต่าง ๆ เพราะลมเปลี่ยนทิศ และป่าแห้งตามช่วงเวลา ซึ่งแต่ละจังหวัดเป็นได้ทั้งเมืองต้นลมและเมืองปลายลม ในขณะเดียวกัน ต้องทำให้ทุกคนรู้ด้วยว่า ถ้าเขาอ่านทิศทางเป็น เข้าใจเชื้อเพลิงได้ อย่างฝุ่นของเราเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มาจากหมู่บ้านนั้นอำเภอนี้ จังหวัดนั้น แล้วที่จังหวัดนั้นเขาปลูกอะไร หรือเป็นช่วงเทศกาลอะไรอยู่ ทำให้เราต้องรับฝุ่นแบบนี้ จะได้คุยกับเมืองต้นลมถูก

ในเดือนมกราคม, มีนาคม และเมษายน อย่างน้อยทิศทางลมจะเปลี่ยน 3 หน จึงอยากชวนรัฐบาลกลางพิจารณาว่าควรจะตั้งคณะกรรมการที่ให้จังหวัดปลายลมและข้างเคียงรวมตัวเป็นฝ่ายหัวโต๊ะ แล้วชวนจังหวัดต้นลม ตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือลงมา มานั่งหัวโต๊ะ อธิบายให้เข้าใจว่าท่านกำลังปลูกอะไร แล้วอยากให้เมืองปลายลมช่วยอะไร เพราะถ้าจังหวัดปลายลมไม่อยากรับลมนั้น จะได้ระดมพลังประชาชนมาช่วยแก้กัน โดยต้องดำเนินตามหลัก '8-3-1' 

ผู้นำกองกำลังติดอาวุธกะเหรี่ยงประท้วง หลังรัฐบาลไทยขอหมายจับ คดีค้ามนุษย์และแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์

ซอ ชิต ตู่ (Saw Chit Thu) หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า หม่อง ชิต ตู่  ผู้นำกองกำลังกะเหรี่ยงที่มีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมา ออกมาคัดค้านแผนการของรัฐบาลไทยที่เตรียมจับกุมเขา เนื่องจากศูนย์หลอกลวงทางออนไลน์จำนวนมากที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของเขาในเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งตั้งอยู่ติดชายแดนไทย

"ผมอยากถามว่า ผมทำอะไรให้ประเทศไทยถึงต้องมีการจับกุม?" ซอ ชิต ธู กล่าวกับบีบีซีภาษาพม่า "ผมก่อการกบฏต่อประเทศไทยหรือไม่?"

ซอ ชิต ตู่ เป็นผู้นำกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ร่วมมือกับรัฐบาลทหารเมียนมา เขาดูแลศูนย์กลางธุรกิจหลอกลวงทางออนไลน์ในพื้นที่ชเวก๊กโก (Shwe Kokko) เมืองเมียวดี ซึ่งดำเนินการร่วมกับบริษัท Yatai International ของเซ่อ จื้อเจียง (She Zhijiang) อาชญากรชาวจีนที่ปัจจุบันถูกคุมขังในกรุงเทพฯ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษของไทย (DSI) ได้ยื่นคำร้องขอหมายจับ 3 ผู้นำ BGF ได้แก่ ซอ ชิต ตู่, พันโทโมท โทรน (Lieutenant Colonel Mote Thone) และพันตรีทิน วิน (Major Tin Win) ในข้อหาค้ามนุษย์

พวกเขาถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ชาวอินเดีย ซึ่งถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์ (Call Center Scam)

ตั้งแต่การรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 ศูนย์หลอกลวงทางออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปยังชาวจีนได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในเมืองเมียวดี รายงานระบุว่ามีชาวต่างชาติจำนวนมากจากหลายประเทศ รวมถึงคนในท้องถิ่น ถูกบังคับให้ทำงานในขบวนการเหล่านี้หลังจากถูกค้ามนุษย์ผ่านทางภาคเหนือของไทย พร้อมกับมีการทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม ซอ ชิต ตู่ ยืนยันกับบีบีซีภาษาพม่าว่า กลุ่มติดอาวุธของเขาได้พยายามอย่างมากในการปราบปรามการค้ามนุษย์ และช่วยเหลือเหยื่อจำนวนมากให้รอดพ้นจากการค้ามนุษย์ "แต่ความพยายามของเราไม่เคยได้รับการรายงานในข่าว" เขากล่าว

"แผนการออกหมายจับเป็นอันตรายอย่างมากต่อพวกเรา ผมรู้สึกเสียใจอย่างแท้จริงกับการกระทำของฝ่ายไทย" เขากล่าวเสริม

พันโทนายเมียว ซอว์ (Naing Maung Zaw) โฆษกของ BGF กล่าวกับสื่อ The Irrawaddy ว่า "เราได้ทำผิดอะไรหรือไม่ถึงต้องถูกออกหมายจับ? เราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ดังนั้นเราไม่มีความเห็นใดๆ"

BGF ยังอ้างว่ากำลังจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจพิเศษ นำโดยซอ ชิต ธู เพื่อกำจัดเครือข่ายหลอกลวงทางไซเบอร์ในพื้นที่ที่ BGF ควบคุมในเมืองเมียวดี

องค์กรสิทธิมนุษยชน Justice for Myanmar ได้เปิดโปงการมีส่วนร่วมของ BGF กับธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ที่ดำเนินการโดยชาวจีน รวมถึงบ่อนการพนันผิดกฎหมายในเมียวดี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว

รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้คว่ำบาตรซอ ชิต ตู่ ในเดือนธันวาคม 2566 ฐานเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานบังคับ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ก็ได้คว่ำบาตรโมท โทรน และทิน วิน ด้วยเช่นกัน

เมื่อเดือนที่แล้ว กองกำลัง BGF กลับมาอยู่ในความสนใจของสื่ออีกครั้ง หลังจากมีรายงานว่าหวัง ซิง (Wang Xing) นักแสดงชื่อดังชาวจีน ถูกลักพาตัวไปยังเมืองเมียวดี ไทยถูกกดดันจากรัฐบาลจีนให้นำตัวเขากลับมา และตำรวจไทยได้ช่วยเหลือหวัง ซิง ออกจากศูนย์หลอกลวงได้สำเร็จ แม้ว่ารายละเอียดของปฏิบัติการดังกล่าวจะไม่ได้รับการเปิดเผยทั้งหมด

ขณะที่จีนเพิ่มแรงกดดันต่อเมียนมา ทางการไทยจึงตอบโต้โดยการตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และการขนส่งเชื้อเพลิงไปยังพื้นที่ห้าจุดในเมียนมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งรวมถึงพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของซอ ชิต ธู และกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA (Democratic Karen Benevolent Army) ในเมืองเมียวดี

พลเอกไซ จ่อ ลา (General Sai Kyaw Hla) ผู้บัญชาการเขตทหารที่ 1 ของ DKBA กล่าวกับ The Irrawaddy ว่ากองกำลังของเขาจะไม่อนุญาตให้มีศูนย์หลอกลวงออนไลน์อีกต่อไป ยกเว้นธุรกิจการพนันออนไลน์ในพื้นที่เกี๊ยวก๊าด (Kyauk Khat)

เขาอ้างว่ามีชาวต่างชาติกว่า 100 คนที่ถูกค้ามนุษย์มาทำงานในศูนย์เหล่านี้ได้รับการช่วยเหลือ และจะถูกส่งตัวให้กับเจ้าหน้าที่ไทย "เร็วๆ นี้"

หลังจากไทยตัดเสบียง ทางการทหารเมียนมาและ BGF ได้ร่วมกันส่งตัวเหยื่อค้ามนุษย์ 61 คนจาก 7 ประเทศให้กับทางการไทย นอกจากนี้ รัฐบาลทหารเมียนมายังได้บุกตรวจค้นศูนย์การพนันและหลอกลวงออนไลน์ในเมืองม่องหย่าย (Mongyai) รัฐฉานตอนเหนือ ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร โดยสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้กว่า 100 คน รวมถึงชาวต่างชาติหลายสิบคน

ในขณะเดียวกัน ทางการไทยได้ปลดพล.ต.ต.เอกราษฎร์ อินต๊ะสืบ และ พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ เอี่ยมกมล ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีส่วนพัวพันกับธุรกิจการพนันและศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในเมียวดี รวมถึงความล้มเหลวในการหยุดยั้งการค้ามนุษย์

เปิดแคมเปญซื้อแคลิฟอร์เนีย ตอบโต้ข้อเสนอฮุบกรีนแลนด์

(13 ก.พ.68) เดนมาร์กเปิดแคมเปญประชดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยข้อเสนอซื้อรัฐแคลิฟอร์เนียจากสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ความพยายามของทรัมป์ที่ต้องการให้เกาะกรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกา

แคมเปญนี้ใช้สโลแกน 'Make California Great Again' หรือ "ทำให้แคลิฟอร์เนียกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" ซึ่งตั้งใจล้อเลียนคำขวัญหาเสียงของทรัมป์ โดยเสนอว่าหากรัฐแคลิฟอร์เนียอยู่ภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก ชาวเมืองจะได้สัมผัสกับค่านิยมแบบสแกนดิเนเวีย ไม่ว่าจะเป็นระบบสุขภาพถ้วนหน้า นโยบายการเมืองที่อิงข้อเท็จจริง รวมถึงวิถีชีวิตที่มี 'ฮุกกะ' ปรัชญาแห่งความสุขแบบเดนิช

ผู้สนับสนุนแคมเปญยังระบุว่า หากแคลิฟอร์เนียกลายเป็นของเดนมาร์ก ฮอลลีวูดอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตั้งแต่การเพิ่มเลนจักรยานในเบเวอร์ลีฮิลส์ ไปจนถึงการแพร่หลายของ 'สมอร์บรอด' หรือแซนด์วิชเปิดหน้าสไตล์เดนิช ตามท้องถนนของลอสแอนเจลิส

ข้อความประชาสัมพันธ์ของแคมเปญยังระบุอย่างติดตลกว่า “ลองมองแผนที่แล้วคิดดูสิ เดนมาร์กต้องการอะไร? เราต้องการแสงแดด ต้นปาล์ม และโรลเลอร์สเกต! นี่เป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริง”

เป้าหมายของแคมเปญคือรวบรวมรายชื่อให้ได้ 500,000 รายชื่อ และแม้จะมีการประกาศระดมทุน 1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ในความเป็นจริง แคมเปญนี้ไม่ได้เปิดรับเงินบริจาคแต่อย่างใด ขณะนี้มีชาวเดนมาร์กมากกว่า 200,000 คนที่ร่วมลงชื่อสนับสนุน

แนวคิดการซื้อแคลิฟอร์เนียมีขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างทรัมป์และผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เกวิน นิวซัม โดยเฉพาะในประเด็นนโยบายผู้อพยพ ซึ่งล่าสุด นิวซัมได้จัดสรรงบประมาณ 50 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการเนรเทศของรัฐบาลทรัมป์

ด้านทรัมป์เองเคยพยายามผลักดันแนวคิดซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์กตั้งแต่ปี 2019 แต่ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด ล่าสุดเขายังระบุว่าอาจใช้มาตรการทางเศรษฐกิจหรือแม้แต่ทางทหารเพื่อกดดันให้เดนมาร์กยอมยกกรีนแลนด์ให้กับสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม มุขมนตรีกรีนแลนด์ได้ย้ำชัดเจนว่ากรีนแลนด์ไม่ใช่สินค้าที่สามารถซื้อขายได้ และอนาคตของเกาะแห่งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนกรีนแลนด์เอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top