Sunday, 21 June 2026
Hard News Team

จำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา ‘เอกลาภ ยิ้มวิไล’ อดีตผู้บริหาร ‘ซิปเม็กซ์ ฐานฉ้อโกงประชาชน เสียหายกว่า 1 พันล้านบาท

ศาลสั่งจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา ‘เอกลาภ ยิ้มวิไล’ อดีตผู้บริหาร ‘ซิปเม็กซ์’  ฐานฉ้อโกงประชาชน เสียหายกว่า 1 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ (17 ก.พ. 68) ศาลอาญากรุงเทพใต้ อ่านคำพิพากษาคดีที่มีผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท ซิปเม็กซ์ จำกัด ซึ่งเคยเป็นผู้ให้บริการด้านสินทรัพย์ดิจิทัลที่โด่งดังและเป็นที่นิยมมากที่สุดรายหนึ่งของประเทศไทย และ นายเอกลาภ ยิ้มวิไล ผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นอดีตกรรมการและผู้บริหารบริษัท ซิปเม็กซ์ฯ เป็นจำเลยที่ 1-2

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พิพากษาลงโทษปรับบริษัท ซิปเม็กซ์ฯ เป็นเงิน 100,000 บาท และ ลงโทษจำคุกนายเอกลาภ ยิ้มวิไล เป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

ต่อมา จำเลยที่ 2 ยื่นขอประกันตนเองในชั้นอุทธรณ์คดี โดยเสนอหลักประกันเดิมชั้นพิจารณา จำนวน 10,000,000 บาท และขอวางหลักประกันเพิ่มอีกในวันนี้ จำนวน 5,000,000 บาท รวมหลักประกันยื่นขอปล่อยชั่วคราวชั้นอุทธรณ์คดี จำนวน 15,000,000 บาท โดยศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวดังกล่าว ให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณา

ภายหลัง นายกิจจา จงขวัญยืน ตัวแทนผู้เสียหายกลุ่ม ‘ร่วมสู้ Zipmex’ ซึ่งได้ส่งทีมกฎหมายเข้าสังเกตการณ์ฟังคำพิพากษาวันนี้ เปิดเผยว่า ขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรมต่อประชาชนตัวเล็กๆ ที่ลุกขึ้นสู้กับคนที่พวกพ้องมีอำนาจใหญ่โต และต้องขอบคุณเพื่อนผู้เสียหายและทีมทนายของผู้เสียหายที่เสียสละเดินหน้าฟ้องคดีอาญาไปก่อนจนทำให้เกิดความคืบหน้าวันนี้ โดยปัจจุบันมีผู้เสียหายรวมตัวกันแล้ว กว่า 700 ราย มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท และทางกลุ่มได้ร่วมมือกันยื่นฟ้องคดีผู้บริโภคแบบกลุ่ม (consumer class action) โดยฟ้องจำเลย 23 ราย ทั้งในไทยและนอกประเทศเพื่อเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษรวมไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท

ด้านนายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ผู้ก่อตั้งสำนักกฎหมาย VLA ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตัวแทนกลุ่มร่วมสู้ Zipmex ที่ยื่นฟ้องคดีแพ่งแบบกลุ่มเปิดเผยว่า คดีนี้มีประชาชนเสียหายเป็นหมื่นราย แต่เรื่องผ่านมาเกือบสามปีกลับต้องให้ประชาชนไปแบกภาระฟ้องคดีอาญาเองจนชนะคดีในที่สุด แต่ก็เป็นผลคดีเฉพาะราย จึงขอให้ภาครัฐโดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งดำเนินคดีอาญาแผ่นดินเอาผิดผู้เกี่ยวข้องซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่สองราย และเรียกความเป็นธรรมให้ผู้เสียหายทุกคนโดยเร็วที่สุด

“เรามีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีผู้เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศร่วมมือกันหลอกลวงประชาชนให้หลงเข้าใจว่าสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าซิปเม็กซ์ได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย และไม่มีการนำไปใช้ในทางที่เสี่ยง แต่แท้จริงกลับนำสินทรัพย์ของผู้เสียหายไปใช้ในการกู้ยืมเงินในต่างประเทศโดยผิดกฎหมายเพื่อหวังกอบโกยประโยชน์ทางธุรกิจของพวกพ้อง จนลูกค้ากว่าหมื่นรายเสียหายร้ายแรง ผู้เกี่ยวข้องรายใดที่สำนึกผิด ขอให้รีบแสดงความจริงใจช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายให้เร็วที่สุด” นายวีรพัฒน์ กล่าว

จเรตำรวจแห่งชาติมอบนโยบายงานจเรตำรวจ เน้นย้ำชื่นชมตำรวจทำดี ลงโทษตำรวจนอกรีต ทำผิด ลงโทษ ไม่มีซูเอี๋ย เพื่อสร้างวัฒนธรรม “culture of lawfulness”

(18 ก.พ. 68) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายงานจเรตำรวจ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ และ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย จตร.(หน.จต.) , จตร. , รอง จตร. และผู้บังคับการในสังกัดสำนักงานจเรตำรวจ ร่วมประชุมรับมอบนโยบาย ณ ห้องประชุม ชั้น 4 สำนักงานตรวจสอบภายใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จเรตำรวจแห่งชาติมอบนโยบายเข้มงวดในการสร้างขวัญกำลังใจ ให้รางวัลแก่ตำรวจน้ำดี และพิจารณาลงโทษตำรวจที่ทำไม่ดีอย่างเด็ดขาด ตามนโยบายการบริหารราชการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เน้นย้ำข้าราชการตำรวจรายใดทำผิด จะต้องลงโทษทั้งทางวินัยและอาญา ไม่มีซูเอี๋ย เข้าข้าง หรือให้ความช่วยเหลืออย่างเด็ดขาด ส่วนข้าราชการตำรวจที่ทำดี เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม ต้องได้รับคำชมเชยหรือรางวัลอย่างเหมาะสมเพื่อเป็นขวัญกำลังใจการปฏิบัติหน้าที่ที่ดีต่อไป ทั้งนี้ เพื่อมุ่งแก้ปัญหาข้าราชการตำรวจในเรื่องของระบบงาน รวมทั้งเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่เรียกว่า culture of lawfulness หรือวัฒนธรรมแห่งการเคารพกติกาและกฎหมาย

ผบช.ทท. ประชุมขับเคลื่อน ศปทท.ภ.2 ยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่น รองรับสถานการณ์ในทุกมิติ 

ตามนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการส่งเสริมให้ทุกเมืองในประเทศไทยเป็นเมืองน่าเที่ยว มุ่งหวังให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำการท่องเที่ยวระดับโลก และเป็นการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน และความปลอดภัยของการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้ยกระดับการดูแลรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและโดยเฉพาะชาวต่างชาติ เพื่อสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล จึงได้จัดตั้ง "ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" (ศปทท.ตร.) ประสานการปฏิบัติร่วมกันระหว่างกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องรวมถึงการบูรณาการขอความร่วมมือกับหน่วยงาน องค์กรภาครัฐและเอกชนจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการดูแลรักษาความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว

ล่าสุดวันนี้ (17 ก.พ.68 ) พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.ในฐานะหัวหน้าส่วนอำนวยการ ศปทท.ตร. เป็นประธานการประชุม ขับเคลื่อนศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ตำรวจภูธรภาค 2 (ศปทท.ภ.2) ณ ห้องประชุม สภ.เมืองพัทยา โดย ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบไปด้วย พล.ต.ต.มล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท. , พล.ต.ต.นันทวุฒิ สุวรรณละออง รอง ผบช.ภ.2 ในฐานะหัวหน้า ศปทท.ภ.2 , พล.ต.ต.นรเศรษฐ์ สุวรรณนิกขะ ผบก.ทท.1 , พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี  , พ.ต.อ.พาติกรณ์ ศรชัย รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี/หน.ศปทท.ภ.จว.ชลบุรี พร้อมด้วย รอง ผบก.ในสังกัด ภ.2 ผ่านระบบทางไกลผ่านจอภาพ และผู้แทนคณะทำงานหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.ในฐานะหัวหน้าส่วนอำนวยการ ศปทท.ตร. เปิดเผยหลังประชุม ว่า ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยพล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีการจัดตั้ง 'ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ' (ศปทท.ตร.) เพื่อดูแลยกระดับการรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวแบบครบวงจร ซึ่งอาศัยการบูณาการความร่วมมือ ระหว่าง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภูธร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจน้ำ กรมการปกครอง กรมเจ้าท่า ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว และภาคเอกชน อาทิ เช่น สมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ประธานชุมชนวอล์คกิ้งสตรีท นายกสมาคมผู้ประกอบการสถานบันเทิงเมืองพัทยา และประธานผู้ประกอบการกลางคืนเมืองพัทยา โดยได้จัดทำข้อมูลท้องถิ่นในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญตามวงจรการท่องเที่ยว เพื่อนำมากำหนดจุดตรวจ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการดูเเลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว รองรับกับสถานการณ์ในทุกรูปแบบต่อไป

โดยวันนี้ได้ลงพื้นมาที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 เพื่อประสานจ้อมูลท้องถิ่นด้านวงจรการท่องเที่ยว ไม่จะเป็นที่กิน ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว และแหล่งจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว รวมถึงจุดเสี่ยงและจุดที่เกิดปัญหาอาชญากรรมขึ้นบ่อย เพื่อบูรณาการร่วมกันภายใต้ Police 4.0 ในจุดตรวจ และการรับแจ้งเหตุในการติดตามช่วยเหลือกับนักท่องเที่ยว ซึ่งมีศูนย์ 1155 ส่วนของภูธรจังหวัดชลบุรีจะเป็น ศูนย์ 191 ซึ่งขณะนี้สามารถลิ้งเข้าร่วมกันทั้ง 3 สาย จากผู้แจ้งที่เป็นชาวต่างชาติเมื่อโทรมาที่ 191 ของจังหวัดสามารถติดต่อตามภาษาของนักท่องเที่ยวมาที่ ศูนย์ 1155 ก็จะติดต่อประสานการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวได้ ทั้งหมดถือเป็นความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาการจับเคลื่อนศูนย์ดังกล่าวในพื้นพัทยาถือว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้ปัญหาการก่อเหตุการ์ดทำร้ายนักท่องเที่ยวลดลง ปัญหาอาชญากรรมในแหล่งท่องเที่ยวลดลงจากความร่วมมือ แต่จะมีในส่วนเหตุที่นักท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยวด้วยกัน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น รวมถึงกรณีที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วเข้าหลักกเกณฑ์การพิกถอนวีซ่า จากนี้จะให้คณะทำงานภูธรจังหวัดชลบุรีในการพิจารณาพิกถอนวีซ่ากับนักท่องเที่ยวที่เข้าก่อเหตุและเข้าหลักเกณฑ์

ซึ่งหลังจากนั้นเสร็จสิ้นการประชุม ตำรวจท่องเที่ยว ได้มีการบูรณาการร่วมกับ สภ.เมืองพัทยา และ ตม.ชลบุรี ออกตรวจสอบ กวาดล้างบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายและทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ในพื้นที่เมืองพัทยา ซึ่งผลการปฏิบัติสามารถจับกุม บุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง โอเวอร์สเตย์ และทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 26 ราย

กัมพูชาสั่งลงทะเบียนโดรนทุกลำในประเทศ หลังพบมือดีเตรียมเทน้ำมันทางอากาศเผาบ้านอดีตนายกฯ

กัมพูชาบังคับผู้ใช้งานโดรนลงทะเบียนที่สถานีตำรวจท้องถิ่น หลังแผนโจมตีบ้านพักของฮุนเซนถูกสกัด

(17 ก.พ. 68) กัมพูชาได้ออกประกาศใหม่ให้ผู้ใช้งานอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนที่สามารถบรรทุกวัตถุหนัก 2 กิโลกรัมขึ้นไป ต้องลงทะเบียนที่สถานีตำรวจท้องถิ่น พร้อมแจ้งข้อมูลรายละเอียดของโดรน เช่น ผู้ผลิต รุ่น หมายเลขประจำเครื่อง และข้อมูลเกี่ยวกับการบินต่างๆ หลังจากเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ขัดขวางแผนการใช้โดรนโจมตีบ้านพักของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน ในจังหวัดกันดาล

ประกาศนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความมั่นคงและความปลอดภัยในสังคม โดยผู้ใช้งานต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปและบินได้เฉพาะในช่วงเวลา 06.00-18.00 น. ส่วนการบินตอนกลางคืนหรือการบินฝูงโดรน 5 ลำขึ้นไปต้องได้รับอนุญาตพิเศษ ผู้ใช้งานยังต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดในการบินในพื้นที่สำคัญ เช่น ห้ามบินในรัศมี 3 กิโลเมตรจากท่าอากาศยานพลเรือนและท่าอากาศยานทหาร

การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ฮุนเซนยังเผยแพร่คลิปเสียงบทสนทนาลับของกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกหัวรุนแรง ซึ่งวางแผนโจมตีบ้านพักของเขาด้วยการเทน้ำมันเบนซินจากโดรนเพื่อจุดไฟเผา

สมาคมนักเรียนไทย-จีนจัดงาน China Fair 2025 ฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

เมื่อวันที่ 15-16 ก.พ. 68 สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเสด็จเปิดงาน China Fair 2025 by TCSA : Study-Work-Travel ฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ณ ลานชั้น 9 อาคาร SIAM SCAPE เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งงานดังกล่าวจัดโดยสมาคมนักเรียนไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะแนวด้านการศึกษาต่อที่ประเทศจีน โอกาสการทำงาน และการท่องเที่ยวจีนให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนในด้านต่างๆ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน

สำหรับแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมพิธีเปิดงาน อาทิ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายอู๋ จื้ออู่ อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, มาดามหวัง ฮวน ภริยา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย, นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม, รองศาสตราจารย์ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดี ด้านศิลปะวัฒนธรรม เครือข่ายการเรียนรู้ และ LLL จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายฐาปณัฐ อุดมศรี รองผู้อำนายการกลุ่มวิจัยและพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้, นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, คุณธนากร เสรีบุรี รองประธานกรรมการอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ดร.ริชาร์ด หวัง ผู้อำนวยการบริหาร สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (กรุงเทพ)

ระหว่างพิธีเปิด ผู้แทนจากสมาคมนักเรียนไทย-จีน ได้เข้าเฝ้าถวายเงินโดยเสด็จพระกุศลตามพระอัธยาศัย ทั้งนี้ ผู้บริหารสมาคมฯ และผู้มีอุปการคุณในการจัดงานฯ จำนวน 30 คน ได้เข้ารับพระราชทานเข็มที่ระลึก ในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

งาน "China Fair 2025 by TCSA : Study-Work-Treavel" เป็นการนำเสนอบูธขององค์กรด้านการศึกษา และบริษัทชั้นนำด้านอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว 28 แห่ง มาแนะนำและแนะแนวเพื่อเปิดโอกาสในนักเรียน, นักศึกษา, ผู้ที่กำลังหางาน และผู้ที่สนใจเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศจีนได้รับข้อมูลอย่างถูกต้องครบถ้วนจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ ครอบคลุมทั้งด้านทุนการศึกษา การสมัครเรียนต่อจีน ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษา จนถึงระดับปริญญาเอก, การแนะแนวอาชีพ และการทำงานกับองค์กรในจีนพร้อมทั้งมีการเปิดรับสมัครงานจากองค์กรที่ต้องการบุคลากรที่มีความสามารถด้านภาษาจีน ตลอดจนบริการด้านการท่องเที่ยว เช่น ตั๋วเครื่องบิน ประกันภัย เอเยนซี แพลต์ฟอร์มออนไลน์บริการวีพีเอ็น บริการด้านเอกสารวีซ่า ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีการแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทย-จีน และการชิงตั๋วเครื่องบินไป-กลับกรุงเทพฯ- กว่างโจวจากสายการบินไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์อีกด้วย

ทั้งนี้ ยังมีการจัดเวทีเสวนาแบ่งปันประสบการณ์ แนะแนวการศึกษาโดยรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศจีนที่เรียนทั้งสาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ฯลฯใน Seesion การแชร์ประสบการณ์จากรุ่นพี่ “Fit to Fly to China” ในวันที่ 15 ก.พ. 68 ประกอบด้วย ดร.กฤตนัย ต่อศรี สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน(UCAS), ดร.สรสิช ผดุงรัชดากิจ มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศ (UIBE), ผศ.ดร.วุฒิชัย บุญพุก มหาวิทยาลัยเป่ยหาง(BUAA), ดร.ณฐพร คงจินดามุนี มหาวิทยาลัยซุนยัดเซน (SYSU) และน.ส.จิรัชญา ภิญโญวรกุลมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น (FDU)

นอกจากประเด็นการศึกษาแล้ว ในวันที่ 16 ก.พ. 68 ยังมี Session การแบ่งปันข้อมูลประสบการณ์การทำงานโดยผู้นำและผู้เชี่ยวชาญที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน ในช่วง Exclusive Talk with the Leaders โดยได้รับเกียรติจาก คุณโจ ฮอร์น พัธโนทัย กรรมการอำนวยการ บริษัท Strategy613 จำกัด, หม่อมหลวงสุภาพ ปราโมช พร้อมด้วยคุณอภิญญา ปราโมช นายกสมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจอาเซียน, ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ผู้ดำเนินรายการ 8 Minute History และ Morning Wealthและคุณเจตยา วรปัญญาสกุล Head of Learning Excellent Center บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย

งาน China Fair 2025 by TCSA สำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น และเป็นที่ประทับใจของผู้มาร่วมงาน โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครอง เพราะถือเป็นช่องทางที่ดีในการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นจีน และความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งด้านวัฒนธรรม การศึกษา การทำงาน และการท่องเที่ยวในจีนมากยิ่งขึ้น กิจกรรมนี้ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการเชื่อมต่อระหว่างไทย-จีน ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดงาน China Fair by TCSA และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสมาคมนักเรียนไทย-จีน ที่จะช่วยรวบรวมนักศึกษาไทยในจีนและนักศึกษาจีนในไทย เพื่ออนาคตความสัมพันธ์ไทย-จีน

ลุยปราบแก๊งคอลไม่ยั้ง จับมือจีนสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ

แถลงการณ์จากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำเมียนมา ระบุว่าจีนและเมียนมาได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างจีนและเมียนมา และร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน เช่น การฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ และการค้ามนุษย์

เมื่อวันศุกร์ (14 ก.พ. 68) หม่าเจีย เอกอัครราชทูตจีนประจำเมียนมา และหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ร่วมหารือกับอู ตาน ส่วย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมา และพลโท ทุน ทุน หน่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในของเมียนมา ซึ่งฝ่ายเมียนมาเผยว่าให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปราบปรามอาชญากรรมผิดกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม

ฝ่ายเมียนมานำเสนอมาตรการที่รัฐบาลเมียนมาจะดำเนินการในอนาคตอันใกล้เพื่อปราบการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม โดยจะเสริมสร้างการประสานงานกับจีนและประเทศเพื่อนบ้านที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ตลอดจนสำรวจการจัดตั้งกลไกความร่วมมือประจำเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน เช่น การพนันออนไลน์ และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม

ขณะที่ฝ่ายจีนมีมุมมองเชิงบวกต่อความมุ่งมั่นและความพยายามของเมียนมาในการปกป้องความปลอดภัยของพลเมืองจีน พร้อมชี้ว่าการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

จีนพร้อมดำเนินความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและไทยผ่านการใช้มาตรการรอบด้าน รวมทั้งแก้ไขปัญหาและสาเหตุที่แท้จริง เพื่อร่วมกันยับยั้งอาชญากรรมในประเทศที่เกี่ยวข้อง กำจัดเนื้อร้ายของการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค

EA ถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มบริษัท Top 10% ของโลก ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน ESG กลุ่มพลังงานไฟฟ้า

(17 ก.พ. 68) - บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในธุรกิจพลังงานทดแทนชั้นนำของประเทศ ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มบริษัท 10% ที่ดีที่สุดของโลกจากการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) ในกลุ่มสาธารณูปโภคไฟฟ้าในปี 2568  จาก S&P Global Corporate Sustainability Assessment องค์กรชั้นนำด้านการประเมิน ESG ผู้จัดทำดัชนี Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) โดยมีผู้เข้ารับการประเมิน 7,690 บริษัทจาก 62 อุตสาหกรรมทั่วโลก 

นายฉัตรพล ศรีประทุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การได้รับความยอมรับในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของ EA ในเรื่องความเป็นเลิศทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลหรือธรรมาภิบาล (ESG) ตอกย้ำจุดยืนของ EA ในฐานะผู้นำในธุรกิจพลังงานสะอาด ซึ่งทั้งหมดนี้ยืนยันถึงเจตนารมณ์ของบริษัทที่มุ่งสร้างสรรค์พลังงานสะอาดและการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม”

นายฉัตรพลกว่าเพิ่มเติมว่า "เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในบริษัทระดับท๊อปของโลกในเรื่องของความยั่งยืน และเป็นเพียงหนึ่งใน 2 บริษัทจากประเทศไทยที่คว้ารางวัลในกลุ่มสาธารณูปโภคไฟฟ้า รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นความภูมิใจของประเทศที่แสดงถึงศักยภาพของคนไทยที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในระดับโลก เราจะยังคงเดินหน้าในการพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยจะมุ่งมั่นและยึดถือเป็นค่านิยมหลักของบริษัทต่อไป"

ในฐานะผู้นำนวัตกรรมพลังงานสะอาด EA เดินหน้าผลักดันการใช้พลังงานทดแทน ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยี Battery Energy Storage System เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของโลกไปสู่อนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (low-carbon) โดยบริษัทมีการดำเนินโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และลมขนาดใหญ่ การติดตั้งระบบจัดเก็บพลังงานแบตเตอรี่ และการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างโลกที่ยั่งยืนและมีใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยความมุ่งมั่นภายใต้แนวคิด “Energy Absolute, Energy for the Future” EA จะยังคงเป็นผู้นำนวัตกรรมที่ยั่งยืนเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยและการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกต่อไป

การดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ EA ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตเชื้อเพลิงจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานลม, โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดหาผลิตภัณฑ์ และระบบที่ใช้ในการกักเก็บและจำหน่ายไฟฟ้า เช่น ธุรกิจพัฒนาและผลิตแบตเตอรี่ ธุรกิจสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า และรวมถึงธุรกิจประกอบยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุกไฟฟ้า รสบัสไฟฟ้า และเรือไฟฟ้า

ตุรกีโวยบริษัทรองเท้า Adidas ใช้หนังหมูทำรองเท้าผ้าใบรุ่นดังไม่แจ้งลูกค้า

(17 ก.พ. 68) ตุรกีได้สั่งปรับ Adidas บริษัทอุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่จากเยอรมนีเป็นเงินกว่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 5 แสนบ้าน เนื่องจากไม่แจ้งให้ลูกค้าทราบว่าโมเดลรองเท้าผ้าใบรุ่น "Samba OG" ที่เป็นหนึ่งในรุ่นยอดนิยมของบริษัทมีการใช้หนังหมู

หน่วยงานกำกับดูแลการโฆษณาของตุรกีได้วิจารณ์ Adidas ที่อธิบายรองเท้า "Samba OG" ซึ่งได้รับความนิยมจากเหล่าคนดังอย่าง Kendall Jenner และ Bella Hadid ว่าทำจาก "หนังแท้" โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นหนังหมู

ในคำตัดสิน ระบุว่า การใช้วัสดุที่ "ขัดต่อความรู้สึกทางศาสนาของคนส่วนใหญ่ในสังคมต้องได้รับการระบุอย่างชัดเจน" ในการโฆษณาและคำอธิบายผลิตภัณฑ์ เป็นเหตุให้หน่วยงานดังกล่าวได้ออกปรับบริษัทเป็นเงิน 550,059 ลีราตุรกี (ประมาณ 15,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

ทางด้าน Adidas ออกมายอมรับว่าขณะนี้ได้ทำการ ปรับปรุงข้อมูลสเปคของสินค้าในเว็บไซต์โดยไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับเงิน

"หลังจากได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับคำอธิบายผลิตภัณฑ์ในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของเราที่ตุรกี เราได้อัปเดตข้อมูลวัสดุของผลิตภัณฑ์ตามนั้น" บริษัทกล่าวในแถลงการณ์สั้นๆ

ในปี 2020 สำนักงานประธานาธิบดีด้านศาสนาของตุรกีได้ตัดสินว่า "การผลิตรองเท้าหรือเสื้อผ้าที่ทำจากหนังหมูหรือขนหมูนั้นไม่อนุญาต"

"เกือบทุกท่านที่เป็นนักวิชาการมุสลิมยอมรับว่า หนังหมูไม่สามารถทำให้บริสุทธิ์ได้ด้วยการฟอกหรือกระบวนการอื่นๆ" คำตัดสินระบุ

ไต้หวันขึ้นบัญชีไทย ประเทศกลุ่มเสี่ยง เข้าลิสต์เดียวกับกัมพูชา-เมียนมา-ลาว

(17 ก.พ. 68) ไต้หวันเพิ่มไทย เวียดนาม เมียนมา กัมพูชา และลาว ในรายชื่อจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการฉ้อโกงออนไลน์

กระทรวงมหาดไทยไต้หวันประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า นักเดินทางที่มุ่งหน้าไปยังประเทศเหล่านี้จะได้รับคำเตือนผ่านตั๋วเครื่องบิน พร้อมแนะนำให้ดาวน์โหลดแอป "คู่มือความปลอดภัยในการเดินทาง" เพื่อเพิ่มความระมัดระวัง  

รายงานจากสื่อไต้หวัน ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2555 ชาวไต้หวันจำนวนมากถูกหลอกให้ทำงานในเครือข่ายฉ้อโกงในกัมพูชา ซึ่งภายหลังได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แก๊งอาชญากรรมเหล่านี้ได้ย้ายฐานไปยังเมียนมา ลาว และประเทศใกล้เคียง ส่งผลให้ชาวไต้หวันจำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อ ถูกกักขัง หรือบังคับให้ทำงานในขบวนการฉ้อโกง บางรายยังติดอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา  

รัฐบาลไต้หวันเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง โดยร่วมมือกับสายการบินต่างๆ เพื่อเพิ่มข้อความเตือนเกี่ยวกับการฉ้อโกงบนตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแจกจ่ายบัตรข้อมูลที่สนามบิน หวังลดจำนวนเหยื่อที่อาจตกเป็นเป้าหมาย  

นอกจากนี้ ไต้หวันยังเดินหน้าช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยอาศัยพระราชบัญญัติต่อต้านการค้ามนุษย์ พร้อมจับมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และสมาคมธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อให้สามารถกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย  

มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของไต้หวันในการปกป้องพลเมืองจากขบวนการฉ้อโกงที่แพร่ระบาดในภูมิภาค  

ถึงเวลากางบัญชี ‘มหาวิทยาลัย’ ตรวจสอบ เงินภาษีเพื่อการศึกษาหรือเครื่องมือปลูกฝังแนวคิดเปลี่ยนโลก?

(17 ก.พ. 68) มหาวิทยาลัยควรเป็นสถานที่ของความรู้ หรือกำลังกลายเป็นเครื่องมือของใครบางคน? คำถามนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือด เมื่อการใช้เงินภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในภาคการศึกษา รวมถึงเงินทุนจากภาคเอกชนระดับโลก เช่น Open Society Foundations ของ George Soros ถูกตั้งคำถามว่ามีเป้าหมายเพียงเพื่อพัฒนาการศึกษา หรือเป็นเครื่องมือในการควบคุมความคิดของคนรุ่นใหม่กันแน่

Calley Means เปิดประเด็น! มหาวิทยาลัยใช้งบประมาณไปกับอะไร?
Calley Means ได้ปลุกกระแสในโซเชียลมีเดีย โดยตั้งข้อสังเกตว่า เงินภาษีที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ได้รับจากรัฐบาลกลาง ถูกใช้ไปในทางที่ไร้ประโยชน์หรือไม่? โพสต์ของเขาระบุว่า

> "ถ้าคุณคิดว่า USAID แย่แล้ว รอจนกว่าคุณจะเห็นว่ามหาวิทยาลัยใช้เงินภาษีของรัฐบาลกลางเป็นพันล้านดอลลาร์กันอย่างไร เปิดบัญชีตรวจสอบกันเถอะ!"

โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัลทันที เพราะ USAID เองก็เคยถูกวิจารณ์ว่าใช้งบประมาณสนับสนุนโครงการต่างประเทศที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และตอนนี้มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ก็กำลังถูกเพ่งเล็งในลักษณะเดียวกัน

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เงินทุนของ Soros ผ่าน Open Society Foundations (OSF) ก็ถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทสำคัญในการแทรกแซงการศึกษา โดยเฉพาะในประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการสนับสนุนกลุ่มเคลื่อนไหวที่อาจทำให้เกิดความไม่สงบ

มหาวิทยาลัย: จุดยุทธศาสตร์ของสงครามความคิด?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในอเมริกาและยุโรปถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า กลายเป็นศูนย์กลางของแนวคิดที่มุ่งเปลี่ยนแปลงสังคม มากกว่าที่จะเป็นสถานศึกษาที่ให้ความรู้เป็นกลาง แนวคิดเสรีนิยมแบบสุดโต่ง และการเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น วาระเกี่ยวกับ LGBTQ+ ความเท่าเทียมทางเพศ และทัศนคติต่อต้านโครงสร้างอำนาจแบบดั้งเดิม มักได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้

> คำถามคือ แนวคิดเหล่านี้เกิดขึ้นเอง หรือได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากแหล่งทุนที่มีวาระซ่อนเร้น?
รายงานหลายฉบับระบุว่า Open Society Foundations ของ Soros ได้ให้ทุนสนับสนุนมหาวิทยาลัยและองค์กรเยาวชนในหลายประเทศ โดยอ้างว่าเป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย แต่ฝ่ายตรงข้ามมองว่านี่เป็น กลไกในการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของคนรุ่นใหม่เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

งบประมาณเพื่อการศึกษาหรือเพื่อควบคุมเยาวชน?
หากย้อนดูตัวเลขงบประมาณในภาคการศึกษาของสหรัฐฯ จะพบว่า รัฐบาลอเมริกันจัดสรรงบประมาณมหาศาลให้กับมหาวิทยาลัย ขณะที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งได้รับเงินสนับสนุนจากแหล่งทุนเอกชนด้วย

> แล้วเงินเหล่านี้ถูกใช้ไปเพื่ออะไร?
ไปกับค่าจ้างอาจารย์และนักวิจัย หรือไปกับโครงการที่สนับสนุนแนวคิดเฉพาะกลุ่ม?
ไปกับการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างทักษะให้เยาวชน หรือไปกับโครงการรณรงค์ทางการเมือง?
ถูกใช้เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษา หรือเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม?

ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?
แม้ประเด็นนี้จะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ แต่ไทยก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากปัญหานี้เช่นกัน มีรายงานว่า องค์กรนานาชาติเหล่านี้เคยให้ทุนสนับสนุนโครงการในไทย ทั้งด้านสิทธิมนุษยชนและการศึกษา บางครั้งก็มีการสนับสนุนบุคคลและกลุ่มที่มีท่าทีต่อต้านโครงสร้างเดิมของประเทศ

> ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับไทยคือ "เงินทุนเหล่านี้กำลังช่วยพัฒนาการศึกษา หรือกำลังเปลี่ยนแปลงแนวคิดของเยาวชนให้สอดคล้องกับวาระของต่างชาติ?"

ถึงเวลาที่ต้องเปิดบัญชีตรวจสอบ!
ขณะที่สังคมกำลังให้ความสนใจเรื่องการใช้งบประมาณในภาครัฐ การตรวจสอบเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ระบบการศึกษาก็ควรเป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นกัน

> มหาวิทยาลัยคือสถานที่แห่งความรู้ หรือเป็นเวทีของการต่อสู้ทางความคิดที่มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง?
นี่คือคำถามที่สังคมต้องช่วยกันหาคำตอบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top