Saturday, 20 June 2026
Hard News Team

WHA ประกาศแผน Spin-off WHAID บริษัท Flagship ในธุรกิจกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เตรียมเดินหน้า!! เข้าจดทะเบียนใน ‘ตลาดหลักทรัพย์ฯ’ พร้อมมุ่งขยายธุรกิจทั้ง 5 กลุ่ม

(24 ก.พ. 68) บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“WHA” หรือ “บริษัทฯ”) แจ้งมติคณะกรรมการบริษัทฯ เดินหน้าแผนเตรียมการออกและเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (“WHAID”) ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (“IPO”) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“SET”) โดยจำนวนหุ้นสามัญที่จะเสนอขายในครั้งนี้คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 22.73 (ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ WHAID ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO) ซึ่ง บริษัทฯ จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ WHAID โดยจะถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75.95 (ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ WHAID ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO)

กลุ่มบริษัทฯ เล็งเห็นถึงโอกาสในการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผ่านแผนการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวสำหรับทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ซึ่งได้แก่ 

1) ธุรกิจโลจิสติกส์ 

2) ธุรกิจโมบิลิตี้ (ภายใต้แบรนด์ Mobilix) 

3) ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม 

4) ธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน 

5) ธุรกิจดิจิทัล โดยแผนการเสนอขายหุ้น IPO ของ WHAID จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงโอกาสในการสร้างการเติบโตของทุกธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต

นอกจากนี้ คณะกรรมการของบริษัทฯ และของ WHAID ยังมีมติอนุมัติการปรับโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (“WHAUP”) ผ่านการขายหุ้น WHAUP ในสัดส่วนร้อยละ 10.00 โดย WHAID และบริษัทย่อยของ WHAID ให้แก่ WHA เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมสร้างความสามารถเชิงกลยุทธ์ในการประกอบธุรกิจของ WHAUP และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นของทั้ง WHA, WHAID และ WHAUP โดยภายหลังการปรับโครงสร้างในครั้งนี้ WHA และ WHAID จะมีสัดส่วนการถือหุ้นใน WHAUP ที่ร้อยละ 10.00 และร้อยละ 61.59 ตามลำดับ ทั้งนี้ คาดว่าธุรกรรมการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะแล้วเสร็จก่อนการเสนอขายหุ้น IPO ของ WHAID

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า WHAID ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทฯ ซึ่งประกอบธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรม โดยปัจจุบัน WHAID มีนิคมอุตสาหกรรมกว่า 15 แห่ง และมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมกว่า 78,500 ไร่ ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ประกอบด้วยนิคมอุตสาหกรรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 13 แห่ง และนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 2 แห่ง (และส่วนขยายของนิคมอุตสาหกรรมเดิมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 2 แห่ง) นอกจากนี้ ยังมีโครงการนิคมอุตสาหกรรมใหม่และส่วนขยายของนิคมอุตสาหกรรมเดิมที่รอการพัฒนาอีกจำนวน 7 โครงการ โดย WHAID ได้มุ่งมั่นพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (Smart ECO Industrial Estate) อย่างต่อเนื่อง พร้อมเป็นพันธมิตรที่ให้บริการโซลูชั่นแบบครบวงจรแก่ลูกค้า

กลุ่มบริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการเติบโตของธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจากแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตจากผู้ลงทุนต่างชาติ โดยทั้งประเทศไทยและประเทศเวียดนาม ถือเป็นพื้นที่ตั้งยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์รวมของห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร อีกทั้งมีความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภค และมีความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยเหตุนี้ กลุ่มบริษัทฯ จึงได้พิจารณาให้ WHAID ซึ่งประกอบธุรกิจหลักในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เตรียมความพร้อมในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ รองรับการเติบโตของธุรกิจด้วยโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสม รวมถึงจะช่วยเพิ่มช่องทางการระดมทุนให้ WHAID สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ด้วยตนเองมากขึ้นในอนาคต การระดมทุนของ WHAID ครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงของธุรกิจพัฒนานิคมและที่ดินอุตสาหกรรมของกลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว ทั้งจากการเติบโตจากภายใน (Organic Growth) และการสร้างความพร้อมเพื่อคว้าโอกาสจากการเติบโตจากภายนอกผ่านการเข้าซื้อกิจการ รวมถึงทรัพย์สินอื่นๆ (Inorganic Growth) ในอนาคต

ในการ IPO ของ WHAID ในครั้งนี้ WHAID และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ร่วมเสนอขายหุ้น จะเสนอขายหุ้นสามัญรวมเป็นจำนวนไม่เกิน 970,518,600 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 22.73 (ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ WHAID ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO) ซึ่งจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนของ WHAID คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 9.09 (ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ WHAID ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO) และ 2) หุ้นสามัญเดิมของ WHAID คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 13.64 (ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ WHAID ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO) ทั้งนี้ ภายหลังการ IPO WHAID ยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ จะถือหุ้นใน WHAID ทั้งทางตรงและทางอ้อมในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75.95 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ WHAID ภายหลังการ IPO ทั้งนี้ WHAID ร่วมกับคณะที่ปรึกษาอยู่ระหว่างการจัดเตรียมแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนเพื่อยื่นให้แก่สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ มีแผนที่จะปรับโครงสร้างการถือหุ้นใน WHAUP โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสามารถเชิงกลยุทธ์ของ WHAUP ในการขยายธุรกิจ เนื่องจากธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงานเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนสูง โดยการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะส่งผลให้ ทั้งบริษัทฯ และ WHAID เป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงของ WHAUP  จะเพิ่มความยืดหยุ่นสำหรับ WHAUP ในกรณีที่จำเป็นต้องจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต 

การเดินหน้าแผน Spin-off WHAID และปรับโครงสร้างการถือหุ้นใน WHAUP ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ขับเคลื่อนทุกธุรกิจหลักของบริษัทฯ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยแต่ละธุรกิจจะมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง และสามารถนำเงินจากการเสนอขายหุ้นสามัญเดิมของ WHAID ไปสนับสนุนแผนการเติบโตเพื่อสร้างมูลค่าระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ มีเป้าหมายและงบประมาณการลงทุนในระยะ 5 ปี (2568-2572) สำหรับแต่ละธุรกิจ ดังนี้

1) ธุรกิจโลจิสติกส์ บริษัทฯ มีเป้าหมายภายในปี 2568 ที่จะเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการเป็นประมาณ 3,309,000 ตารางเมตร มีโครงการให้เช่าพื้นที่ใหม่ประมาณ 200,000 ตารางเมตร โดยคาดการณ์งบลงทุนภายใน 5 ปีที่ 19,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมขยายธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งในไทยและเวียดนาม 

2) ธุรกิจโมบิลิตี้ (ภายใต้แบรนด์ Mobilix) ตั้งเป้าหมายให้มีผู้ใช้บริการเช่าแล้ว 1,700 คันภายในปี 2568 และ 20,000 คัน ภายในปี 2572 โดยบริษัทฯ ได้กำหนดงบลงทุนภายใน 5 ปี ที่ 30,000 ล้านบาท ธุรกิจโมบิลิตี้เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ซึ่งในปัจจุบันประกอบไปด้วย 3 บริการหลัก ได้แก่ บริการให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV Rental Service) บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (On Premise & Public EV Charging Solution) และโมบิลิกส์ซอฟต์แวร์โซลูชัน (Mobilix Software Solution) ซึ่งตั้งเป้าให้บริการทั้งในกลุ่ม B2B และ B2C  

3) ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ตั้งเป้าหมายยอดขายที่ดินเป็นจำนวน 2,350 ไร่ ในปี 2568 และคาดการณ์งบลงทุนภายใน 5 ปี ที่ 37,000 ล้านบาท โดยธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจะมุ่งรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทย และการเร่งขยายการเติบโตในประเทศเวียดนาม เพื่อเน้นดึงดูดนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซนเตอร์ สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ คลาวด์เซอร์วิส  

4) ธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภค ตั้งเป้าการจำหน่ายน้ำในปี 2568 ที่ 173 ล้านลูกบาศก์เมตร ผ่านการขยายธุรกิจน้ำอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียทั้งในไทยและเวียดนาม สำหรับธุรกิจพลังงานจะขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนทั้งในไทยและเวียดนาม โดยตั้งเป้าหมายสำหรับปี 2568 ในการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็น 1,185 เมกะวัตต์ โดยคาดการณ์งบลงทุนภายใน 5 ปีที่ 29,000 ล้านบาท 

5) ธุรกิจดิจิทัล ตั้งเป้าหมายพัฒนา 5 แอปพลิเคชันใหม่ ภายในปี 2568 และคาดการณ์งบลงทุนภายใน 5 ปี ที่ 4,000 ล้านบาท สำหรับการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ๆ โดยธุรกิจดิจิทัลนั้นเป็นแกนกลางในการช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการนำเทคโนโลยีต่างๆ เช่น AI และ IoT มาประยุกต์ใช้ในแต่ละธุรกิจภายในกลุ่มบริษัทฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน 

สุดท้ายนี้ กลุ่มบริษัทฯ ขอตอกย้ำความมั่นใจ ว่าการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการขยายการลงทุนในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ ตลอดจนสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียในทุกส่วน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจ “WHA: WE SHAPE THE FUTURE” ในการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับผู้คน สังคม และประเทศไทยต่อไป

‘ทักษิณ’ ลงใต้!! ‘วันนอร์’ ไหว้สวย รอต้อนรับ บาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ คนสามจังหวัดชายแดนใต้

(24 ก.พ. 68) เสียงระเบิดดังสนั่นสนามบินนราธิวาส ก่อน ทักษิณ ชินวัตร ลงเครื่องเพียงไม่กี่นาที และภายในอาคารสนามบินก็มี “วันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคนอยู่ในนั้นด้วย เพื่อรอรับการมาเยือน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในรอบ 20 ปีของทักษิณ

ต้องยอมรับความจริงว่า ไฟใต้รอบใหม่เกิดจากน้ำลายของทักษิณ ที่พ่นออกมาช่วงเป็นนายกรัฐมนตรี ”โจรกระจอกแค่ 20 กว่าคน“

คำว่าโจรกระจอก หมายถึงคนที่ไม่ได้มีจุดยืน หรืออุดมการณ์อะไร ไม่ใช่กลุ่มคนที่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ผู้นำได้ข้อมูลที่ผิดพลาด นำมาสู่การตัดสินใจในเชิงนโยบายผิดพลาด และก่อปัญหาใหญ่

ทักษิณได้ข้อมูลผิดพลาด นำมาสู่การตัดสินใจยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) หน่วยงานด้านการพัฒนา จิตวิทยามวลชน ยุบ พ.ต.ท.43 กองกำลังผสมพลเรือน ทหาร ตำรวจ ที่มีหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

4 มกราคม 2547 เสียงปืน เสียงระเบิดแผดก้องขึ้นกับปฏิบัติการ”ปล้นปืน“ในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเสียงปืน เสียงระเบิดไม่เคยเงียบหาย 20 ปีเต็ม กับงบประมาณ 3 แสนล้านที่ต้องสูญเสียไป รวมถึงเลือดเนื้อ ชีวิต ทรัพย์สิน การสูญเสียโอกาส สูญเสียผู้นำครอบครัว มีผู้บาดเจ็บพิการเกิดขึ้นมากมาย บ้างต้องอพยพครอบครัวหนีเอาตัวรอดไปปักหลักทำมาหากินในจังหวัดอื่น

นี้คือผลงานที่ทักษิณเอื้อนเอ่ยแค่คำว่า ”ขออภัย“ แต่น้ำเสียงคนในสามจังหวัดภาคใต้ต้องการให้ทักษิณ ”ขอโทษ“ โดยเฉพาะความประมาทเลินเล่อของเหตุการณ์ตากใบ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 80 คน

20 ปีผ่านไป บาดแผลในใจของพี่น้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังหยั่งลึก ร้าวรานใจยิ่งนัก แม้ทักษิณจะยังเรียกหาสันติสุขด้วยความมั่นใจในการจับมือกับมาเลเซีย และความร่วมมือของคนในพื้นที่ ความสงบสุข สันติสุขจะเกิดขึ้นในไม่ช้าแค่ปีสองปีนี้

แต่คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คงจะร้าวรานใจยิ่งนักกับภาพที่ปรากฏ ”วันนอร์“ ซึ่งเป็นบุคคลที่พี่น้องมุสลิมนับถือเป็นตัวแทนของพระเจ้า กลับไปต้อนรับ ยกมือไหว้ทักษิณ ซึ่งน่าจะไม่เหมาะสมยิ่งนัก เพราะวันนอร์แบกตำแหน่งประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎรไปด้วย หรือน้ำตาของวันนอร์ได้เหือดแห้งไปแล้ว หลังได้รับตำแหน่ง แต่น้ำตาของพี่น้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังนองหน้ากับเหตุการณ์ที่ทักษิณก่อไว้ มันบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ

ยิ่งเห็นภาพวันนอร์ไปยืนต้อนรับและยกมือไหว้ทักษิณมันยิ่งปวดลึก เช้าวันนี้วงน้ำชากาแฟในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียงคงจะคุยกันถึงเรื่องนี้เป็นแน่แท้ แม้ทักษิณจะบินกลับมานอนกลับฝันดี แต่เชื่อว่า คนของพรรคประชาชาติหลายคนคงนอนฝันร้าย เมื่อหลับฝันถึงภาพล้มสบายของพรรคประชาชาติกับปรากฏการณ์ ‘ไหว้ทักษิณ’ ในวันนี้

สลับภาพกลับไปในวันที่วันนอร์เปิดบ้านให้ ”บิ๊กโจ๊ก“ พล.ต.อ.สุรเชษษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.นำสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ประธาน ป.ป.ช.)เข้าพบ ก็น่าจะเป็นภาพที่ไม่เหมาะสม เมื่อฝ่ายหนึ่ง (บิ๊กโจ๊ก)ล่ารายชื่อ 25000 ชื่อ ยื่นถอดถอนสุชาติพ้น ป.ป.ช.โดยยื่นผ่านวันนอร์ และเสียงที่พูดคุยกันหลุดออกมาคือพอจะมีช่องทางตีตกคำร้องขอถอดถอนได้ ทั่วๆที่ไม่ใช่หน้าที่ในการตีตกคำร้อง มีหน้าที่แค่ตรวจสอบความถูกต้องของผู้ร่วมลงชื่อ และเป็นไปรษณีย์ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้กรรมการ ป.ป.ช.ด้วยกันเลือกสุชาตินั่งเป็นประธานเก้าอี้ร้อนอยู่จนถึงวันนี้

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชช.) กล่าวว่า พรรคประชาชนอยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากกรณีคลิปหลุดเป็นเรื่องจริง ซึ่งมีมติพรรคแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวม เพราะเรามีประมาณ 141 คน เป็นจำนวนที่เฉียดฉิว แต่มั่นใจว่าเพียงพอ

ปรากฏการณ์ทั้งสอง เป็นเรื่องของการวางตัวที่ไม่เป็นกลาง ไม่เหมาะสมยิ่งของ ‘วันนอร์’ ในฐานะประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ

‘ผอ.พีซ สตรีศรีสุริโยทัย’ โพสต์เฟซ!! ขอบคุณทุกคน ที่ให้ความสนใจ เผย!! ได้พลังบวก ความรักจากนักเรียน ทำให้อยากทำอะไรมากมาย

(24 ก.พ. 68) ดร.ศรประภา สิริภัทรวิช ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ย่านถนนเจริญกรุง เขตสาทร กทม. ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ขออนุญาต ขอบคุณทุกท่านผ่านทางนี้นะคะ  

ขอบคุณทุกคนที่ชื่นชอบคลิปที่เป็นไวรัลในขณะนี้ และส่งกำลังใจมาให้ในทุกๆช่องทาง รวมถึงมาติดตามกันทางนี้นะคะ  

ขอบคุณเพื่อน พี่ น้อง ลูกศิษย์ และคนรู้จักทุกคนที่ช่วยแชร์ข่าวต่างๆ วันนี้เต็มหน้าฟีดเลย และที่สำคัญพูดถึงพีซในแง่บวกทั้งนั้นเลย ใจฟูมากจริงๆ ขอบคุณจริงๆนะ  

ขอบคุณทีมบริหาร ครูและบุคลากรโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ที่เป็นเบื้องหลังไวรัลในครั้งนี้ ตั้งแต่การคิดกิจกรรม ฝึกซ้อม ดูแลเสื้อผ้า หน้า ผม และปล่อยคลิปด้วย (ซึ่งมีมากกว่า 1 คลิปนะคะ) ขอบคุณมากๆเลย  

ขอบคุณลูกๆสภานักเรียนที่ทำคลิปต่างๆของโรงเรียนและผอ. และนักเรียนโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยทุกคน ที่ทำให้มีความสุขทุกวันที่ไปโรงเรียน ได้พลังบวก ได้กำลังใจ ได้ความรักจากนักเรียน ทำให้ผอ.ยิ้มมีความสุข และอยากทำอะไรๆมากมายให้กับนักเรียน  

ขอบคุณนักข่าวช่องต่างๆที่ติดต่อมา และทำข่าวให้แบบน่ารัก ทำให้โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีกนะคะ  

ขอบคุณเฟสปลอม tiktok ปลอมที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ด้วยนะคะ แต่ตัวจริง เล่นช่องทางนี้ทางเดียว และไม่ยืมเงิน ไม่ทักส่วนตัวนะคะ ฝากให้ระวังกันค่ะ  

ฝากติดตามผลงานโรงเรียน 2 ช่องทางนะคะ

Tiktok : ssyt_council67

Facebook : โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

ปล.วันนี้อาจจะตามตอบไม่หมด แต่อ่านของทุกคน ขอบคุณจากใจจริงๆค่ะ  

ผบ.ตร.สั่งคุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า ย้ำกลุ่มเสี่ยงเด็ก เยาวชน ใกล้โรงเรียน สถานศึกษา ต้องไม่มีเด็ดขาด หากจับกุมได้ สั่งขยายผลทุกมิติ พร้อมลงดาบหากพบตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องผลประโยชน์ ปล่อยปละละเลยจนกลายแหล่งมอมเมาเยาวชน 

(24 ก.พ. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาลสั่งการให้ทุกหน่วยคุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย หลังพบว่ามีข้อมูลในหลายพื้นที่มีร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าเปิดขายผิดกฎหมายนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รับทราบข้อมูล ขานรับนโยบาย พร้อมปฏิบัติทันที ได้สั่งการให้ทุกหน่วยกำหนดมาตรการคุมเข้มปราบปรามการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเฝ้าระวัง เด็กและเยาวชนตามโรงเรียน สถานศึกษา หรือที่มีแหล่งข่าวว่ามีสถานที่พัก ลักลอบเก็บอุปกรณ์ สิ่งของ และนำออกไปจำหน่ายให้เด็ก เยาวชน นักศึกษา หรือใกล้สถานประกอบกิจกรรมทางศาสนาต่างๆ จะต้องไม่มีโดยเด็ดขาด รวมทั้งตรวจสอบการลักลอบการนำเข้าตามแนวชายแดน สนามบิน โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น ศุลกากร นอกจากนี้ ให้หน่วยประสานงานกับหน่วยงานเกี่ยวข้องในพื้นที่ ประสานข้อมูลบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อบูรณาการร่วมปฏิบัติในการเข้าตรวจสอบ ปราบปรามจับกุม 

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร.เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเข้มงวดในการตรวจสอบ กวดขันตามอำนาจหน้าที่ หากจับกุมได้ให้มีการสืบสวนขยายผลดำเนินการทุกมิติ และกำชับทุกหน่วยห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่มิชอบ หรือปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นแหล่งมอมเมาเด็กและเยาวชน หากพบจะมีการดำเนินการทั้งวินัย อาญา และปกครองอย่างเด็ดขาด

เชียงใหม่- คณะแพทยศาสตร์ มช. จัดเสวนา แนวทางป้องกันฝุ่น PM2.5 ในสถานที่ทำงาน 

(24 ก.พ. 68 ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารเรียนรวม คณะแพทยศาสตร์ มช. รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. เป็นประธานเปิดการเสวนา แนวทางป้องกันฝุ่น PM2.5 เพื่อให้ความรู้และเป็นแนวทางป้องกันฝุ่น PM2.5 ในสถานที่ทำงาน 

รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า "ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็น ปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปี และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพ ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและจังหวัดเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มช. ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ และเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับ PM2.5 จึงได้จัดกิจกรรมเสวนา "แนวทางป้องกันฝุ่น PM2.5 ในสถานที่ทำงาน" เพื่อให้ความรู้แก่บุคลากรและประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันฝุ่น PM2. ซึ่งปัญหา มลพิษทางอากาศที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การป้องกันและลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 จำเป็นเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการให้ความรู้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการลดมลพิษเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคน"

ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้ผลกระทบต่อสุขภาพ และในครั้งนี้ได้จัดกิจกรรมเสวนาแนวทางป้องกันฝุ่นPM2.5 ในเชิงการจัดการทางกายภาพ และแนวทางการปฏิบัติเชิงพฤติกรรม ที่สามารถนำไปประยุกต์ และปฏิบัติได้ทั้งในสถานที่ทำงานและที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือ และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากฝุ่น PM2.5 

โดยมีหลักที่สำคัญ 2 ส่วนคือ
1. ด้านกายภาพ (กั้น กรอง ดัน) กั้น : ปิดประตูหน้าต่างที่สนิท ชื่อตามขอบหน้าต่าง หรือรูรั่วอื่น ๆ ให้ชิด และเปิดระบาย อากาศบ้าง ช่วงที่ฝุ่นภายนอกน้อย กรอง : ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท เปิดเครื่องพ่อกอากาศ และปิดพัดลมดูดอากาศ(ถ้ามี) ดัน : ติดตั้งเครื่องเติมอากาศสะอาด สร้างแรงดันอากาศภายในห้องให้มากว่าภายนอก เพื่อ
ดันฝุ่นไม่ให้เข้ามาในห้อง

2.พฤติกรรม (3ส 1 ล)
ส.สะสาง คัดแยกสิ่งของที่ไม่จำเป็นหรือไม่ใช้แล้วออกไปเพราะจะเป็นแหล่งสะสมฝุ่น ส.สะอาด ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ และเช็ดถูทำความสะอาดพื้นและตามซอกมุมต่าง ๆ เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่น รวมทั้งล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ เช่น
พัดลม เครื่องปรับอากาศ แผ่นกรองอากาศและมุ้งลวด
สร้าง สร้างสุขนิสัย ในการดูแลและทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะมีฝุ่นละอองสูง อาจจะต้องเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดมากขึ้น รวมถึงสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยปลูกต้นไม้ที่มีลักษณะใบหนา หยาบ มีขน เพื่อช่วยดักฝุ่น ลดหรือเลี่ยง กิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นละองเพิ่ม เช่น การจุดธูป-เทียน การเผาขยะ การจุดเตาถ่าน และการสูบบุหรี่

ผศ.นพ.ธวัชชัย มั่นอ่ำ รองคณบดีด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า"จากข้อมูลที่ผ่านมา พบว่าคนเชียงใหม่ต้องเผชิญกับฝุ่น PM2.5 เป็นระยะเวลานานเกือบครึ่งปี (ประมาณ กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ นอกจากนี้ สถิติยังบ่งชี้ว่าจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น การป้องกันฝุ่นจึงไม่ควรจำกัดเพียงแค่การสวมใส่หน้ากากหรือหลีกเลี่ยงพื้นที่โล่งแจ้ง แต่ควรรวมถึงการจัดการฝันในสถานที่ทำงานด้วย ซึ่งการป้องกันฝุ่น PM2.5 ในสถานที่ทำงานเป็นสิ่งสำคัญในการลดผลกระทบต่อสุขภาพของบุคลากร การติดตามคุณภาพอากาศ ปรับปรุงระบบระบายอากาศสวมหน้ากากที่เหมาะสม และดูแลสุขภาพของพนักงาน เป็นมาตรการที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้

กิจกรรมในครั้งนี้มีการบรรยายใน 6 หัวข้อหลัก ได้แก่ สถิติคุณภาพอากาศตัวเมืองเชียงใหม่ ป้องกันฝุ่น PM2.5 ในสถานที่ทำงานอย่างไร การเลือกขนาดเครื่องฟอกอากาศ การเฝ้าระวังและติดตาม การปรับปรุงด้าน PM2.5 คณะแพทยศาสตร์ การติดตั้งแผ่นกรองฝุ่น เครื่องปรับอากาศ และพัดลม โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ คือ รศ.ดร.ยศธนา คุณาทร อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. , ผู้แทนพิเศษ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มช. , ผศ.นพ.ธวัชชัย มั่นอ่ำ รองคณบดีด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม คณะแพทยศาสตร์ มช. , คุณวิชชากร จามีกร หัวหน้าศูนย์บริหารจัดการระบบสนับสนุนคณะแพทยศาสตร์ มช. และคุณณัฐพล ไชยแก้ว วิศวกร สังกัดงานอาคารสถานที่ บรรยายใน 6 หัวข้อในการเตรียมความพร้อมและเสริมความรู้แก่บุคลากร ให้ทราบถึงแนวทางในการป้องกันฝุ่น PM 2.5 ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ใช้ในหน่วยงานช่วงที่เกิดภาวะฝุ่น PM2.5 เพื่อลดดผลกระทบด้านสุขภาพของบุคลากรและผู้ที่มารับบริการของคณะแพทยศาสตร์ มช.

นายกรัฐมนตรีไทยจับมือนายกกัมพูชาเดินหน้ากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 

(24 ก.พ. 68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้รับมอบหมายจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้รับผิดชอบในการปราบปราม กวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้มอบหมายให้จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร./ผอ.ศพดส.ตร.) ตามสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปประชุมร่วมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา เพื่อร่วมมือกันในการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเป็นไปตามแนวนโยบายของนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา ซึ่งในวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทางตำรวจกัมพูชาได้มีการระดมกวาดล้าง ตรวจค้น จับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนหลายจุด ซึ่งข้อมูลขณะนี้พบว่ามีจำนวนทั้งหมด 215 คน ในจำนวนนี้มีคนไทย จำนวน 125 คน และชาวต่างชาติจำนวน 90 คน โดยยังมีการดำเนินการปราบปรามจับกุมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำนวนจุดที่กวาดล้าง จำนวนของผู้ที่ถูกจับกุม และผู้ที่รับการช่วยเหลือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลการปฏิบัติ และขณะนี้ พ.ต.อ.ปิยวัฒน์ เกียรติก้อง ผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ ได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่เพื่อทำหน้าที่ในการประสานงานระหว่างตำรวจไทยและตำรวจกัมพูชา

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า การดำเนินการในครั้งนี้เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่จะนำไปสู่การกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความต้องการของรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ได้มีการไปหลอกลวงไม่ใช่แต่คนไทยเพียงฝ่ายเดียว ยังมีการไปหลอกลวงคนทั่วโลก ซึ่งการค้นหาและการตรวจค้น จับกุม ยังมีปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องจนกว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะหมดไป

ขอนแก่น-กรมชลประทานขุดพื้นที่แก้มลิง พบแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาอายุราว 500 ปี 

(24 ก.พ. 68) ที่บริเวณโนนหนองเทา บ้านสำโรง ต.บ้านขาม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่นนายธนนพพงษ์ เฉลิมศรีกร ครูโรงเรียนบ้านสำโรง ได้พาผู้สื่อข่าวเข้าตรวจสอบเศษหม้อ เศษไห ดินเผา ที่ถูกรถแบคโฮ ขุดเปิดหน้าดิน เพื่อเตรียมพื้นที่สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ (แก้มลิง) ของกรมชลประทานที่ 6 พบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดอนกว้างประมาณ 50 เมตร อยู่กลางแหล่งน้ำหนองบึงสำโรง ชาวบ้านเรียกว่า “โนนหนองเทา”  ตรงข้างเนินดินมีหลุมจากการขุดของรถแบคโฮ ลึกประมาณ 3 เมตร ช่วงความลึกราว 1.5 เมตร พบชั้นดินที่มีเศษเครื่องปั้นดินเผา เกาะตัวกัน พร้อมเถ้าดินเผา หนาประมาณ 30 เซนติเมตร เศษหม้อบางชิ้นสามารถดึงออกมาได้ โดยได้นำมามาทำความสะอาด พบว่ามีลวดลายเขียนด้วยสีธรรมชาติ สีแดง เป็นลายเส้น ลักษณะคล้ายกับลายเส้นของเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง จ.อุดรธานี 

นายธนนพพงษ์ เผยว่า เดิมทีที่ตรงนี้อยู่ในบริเวณโครงการขุดรอกบึงสำโรง เพื่อจัดทำแก้มลิง ซึ่งผู้รับเหมาได้มาขุดดินตรงเนินหนองเทา เพื่อนำดินแห้งไปปูเป็นเส้นทางให้รถบรรทุกวิ่งในช่วงที่ดินในหนองน้ำมีแต่น้ำ จากการขุดลงไปประมาณ 3 เมตร พบเศษ ซากหม้อไห โบราณ ตรงบริเวณนี้ ซึ่งจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่า ผู้แก่ ในหมู่บ้านว่า สมัยก่อนแถวบ้านสำโรงจะมีโนนที่ตั้งอยู่บริเวณนี้ เรียกว่าโนนหนองเทา โนนพันชาด โนนหนองส้ง โนนหัวชิงไค ซึ่งบริเวณนี้มีการปั้นดินเผา ปั้นหม้อ เชื่อมโยงกับประศาสตร์ของปรางค์กู่ประภาชัย บ้านนาคำน้อย ต.บัวใหญ่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ซึ่งช่วงนั้นชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสมัยคนแปดศอก (มนุษย์ที่มีความสูง 8 ศอก) ซึ่งเป็นจุดสังเกตว่าหาว่ามีปรางค์กู่ฯ ที่ไหน ก็จะมีแหล่งผลิตหม้อ ไห ไม่ห่างกันด้วย ตรวจสอบอย่างละเอียดจะพบเศษ ซาก หม้อ ไห กองทับถมกัน ซึ่งจะต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือกรมศิลปากร เข้ามาตรวจสอบอายุให้แน่ชัดอีกครั้ง ซึ่งในโอกาสต่อไปจะได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนด้วย

ขณะที่ นางเคน เตินเตือน อายุ 80 ปี ชาวบ้านสำโรง เล่าว่า สมัยก่อนปู่ย่าตายายพ่อแม่เล่าสืบต่อกันมาว่า บริเวณดังกล่าว มีไทยตีหม้อมาตีหม้ออยู่ตรงนั้น (ตีหม้อ คือ ปั้นหม้อ) สมัยเป็นเด็กจำได้ว่าตอนไปเลี้ยงควายได้นำเศษหม้อ เศษไห มาโยนเล่น แต่ไม่เคยได้เห็น หรือใช้หม้อไหที่มีลายแบบนี้เลย 
อย่างไรก็ตาม สำหรับบริเวณโนนหนองเทา ทางชาวบ้านได้มีการอนุรักษ์ไว้ไม่ให้มีการขัดดินตรงนั้นออกเพื่อทำแก้มลิง ซึ่งจะปรับปรุงให้เป็นเกากลางน้ำ พร้อมกับได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ และหาอายุของเศษหม้อไห เหล่านั้นต่อไป

24 กุมภาพันธ์ของทุกปี วันศิลปินแห่งชาติ รำลึกถึงพระอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ 2 และยกย่องศิลปินผู้สร้างสรรค์มรดกศิลปะไทย

วันศิลปินแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงเป็นพระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยพระปรีชาสามารถในหลายด้านของศิลปกรรม อาทิ กวีนิพนธ์ ดนตรี และประติมากรรม

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงมีผลงานที่ยิ่งใหญ่ในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกับช่างประติมากรรมสมัยนั้นในการแกะสลักบานประตูไม้พระวิหารวัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งเป็นงานประติมากรรมที่ถือเป็นผลงานชั้นเยี่ยม ปัจจุบันบานประตูนี้เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมที่มีคุณค่ามากมาย เช่น "อิเหนา" ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดของกลอนบทละครรำจากวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 และยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกอีกถึง 5 เรื่อง ได้แก่ ไกรทอง พระไชยเชษฐ์ คาวี สังข์ทอง และมณีพิชัย

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในสาขาวรรณกรรม เพื่อแสดงถึงความสำคัญในวงการศิลปะและวรรณกรรมโลก

ด้วยพระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ จึงมีการจัดตั้งวันศิลปินแห่งชาติขึ้นเพื่อเชิดชูและยกย่องศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่ โดยในปี พ.ศ. 2527 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งในขณะนั้นสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำ "โครงการศิลปินแห่งชาติ" เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมศิลปินผู้มีผลงานดีเด่นในทุกสาขาของศิลปะ

โครงการนี้มีจุดประสงค์ในการส่งเสริมและยกย่องศิลปินที่ช่วยรักษาและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของชาติจากอดีตสู่ปัจจุบัน โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นผู้พิจารณาและคัดเลือกศิลปินที่มีผลงานทรงคุณค่า ซึ่งตั้งแต่เริ่มโครงการในปี พ.ศ. 2527 จนถึงปัจจุบัน ได้มีศิลปินหลายท่านที่ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติในสาขาต่างๆ

การยกย่องศิลปินแห่งชาติไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมคุณค่าของศิลปะในปัจจุบัน แต่ยังช่วยถ่ายทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้คงอยู่และเจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการจัดงานนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปินแห่งชาติและศิลปะพื้นบ้านทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีศิลปินแห่งชาติสังกัดอยู่ เพื่อสร้างความตระหนักและยกย่องผลงานศิลปะที่มีคุณค่าของไทย

‘อีลอน มัสก์’ เล่นใหญ่!! ส่งอีเมลถึง ‘ข้าราชการสหรัฐฯ’ ถามชัด!! ‘คุณทำอะไรไปบ้าง’ ถ้าไม่ตอบ ถือว่าลาออก

(24 ก.พ. 68) อีลอน มัสก์ เล่นใหญ่! ส่งอีเมลถึงหน่วยงานรัฐทั่วอเมริกา ตั้งแต่ SEC, CDC ยัน NOAA สั่งให้ข้าราชการทุกคนรายงาน “คุณทำอะไรไปบ้างในสัปดาห์ที่ผ่านมา” พร้อมกำหนดเดดไลน์ชัด!! ใครไม่ตอบ = เท่ากับลาออก! งานนี้เล่นเอาข้าราชการใจหวิว เพราะถ้าตอบไม่ได้ ก็อาจถูกมองว่าอยู่ไปวันๆ ไม่มีผลงานให้จับต้อง

นี่ไม่ใช่แค่แนวคิดขำๆ แต่มัสก์เอาจริง! เขาใช้แนวทางบริหารแบบ ‘Demon Mode’ ที่เคยใช้ตอนเทกโอเวอร์ X (Twitter) จัดหนักให้ข้าราชการต้องลุกขึ้นมาทำงานจริง ไม่ใช่แค่เป็นฟันเฟืองระบบราชการที่ขยับช้า

แต่เรื่องยังไม่จบ!! สหภาพข้าราชการออกโรงค้านทันที ชี้ว่านี่เป็นการบริหารที่แข็งกร้าวและอาจละเมิดสิทธิพนักงานของรัฐ เพราะไม่ใช่ว่าทุกตำแหน่งจะสามารถเปิดเผยผลงานได้ทั้งหมด งานนี้ต้องจับตาดูกันว่า ‘มัสก์โมเดล’ จะได้ไปต่อ หรือจะโดนตีกลับจนต้องถอย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top