Saturday, 20 June 2026
Hard News Team

สถานทูตจีน เผยส่ง 40 ชาวจีนกลับประเทศ หลังลักลอบเมืองโดยผิด กม. - ถูกกักตัวในไทยกว่า 10 ปี

(27 ก.พ. 68) - เฟซบุ๊กเพจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน Chinese embassy in Bangkok โพสต์ข้อความ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ชาวจีนที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 40 รายถูกส่งตัวกลับซินเจียงของประเทศจีนจากประเทศไทย โดยเที่ยวบินเช่าเหมาลำของบริษัทการบินพลเรือนของจีน ซึ่งเป็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมระหว่างจีนและไทยที่ได้ร่วมมือจัดการกับอาชญากรรมการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของพลเมืองจีน ตามกฎหมายของสองประเทศและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ

ชาวจีนที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดหมายที่ถูกส่งกลับจีนในครั้งนี้ ถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลา 10 กว่าปี เนื่องจากปัจจัยระหว่างประเทศที่ซับซ้อน หน่วยงานความมั่นคงสาธารณะและหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศจีน ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อให้คนเหล่านี้กลับบ้านหลังจากปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ได้มาตรฐาน ยุติธรรมและมีอารยะ และช่วยให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตปกติ

แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจีนแห่ติดตั้ง AI ของ DeepSeek พลิกโฉม ตู้เย็น ทีวี หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ขึ้นแท่นอัจฉริยะตัวจริง

(27 ก.พ. 68) หลายแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในจีนประกาศว่าจะนำโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทสตาร์ตอัป DeepSeek มาใช้ในผลิตภัณฑ์ของตน โดยขยายการใช้งานจากเดิมที่มีในทีวี ตู้เย็น และหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ซึ่งจะทำให้การยอมรับโมเดล AI ในจีนเติบโตไปอีกขั้น

ตามรายงานจากรอยเตอร์ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของ DeepSeek ได้กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมในวงการ AI ปีนี้ ด้วยประสิทธิภาพที่ไม่แพ้ระบบจากตะวันตก แต่ต้นทุนต่ำกว่ามาก ส่งผลให้ DeepSeek กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของจีน นอกจากนี้ยังถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการที่จีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้ แม้จะเผชิญกับความพยายามจากสหรัฐฯ ในการขัดขวาง

แหล่งข่าวเผยว่า เหลียง เหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ได้รับการยกย่องจากทางการจีน และบริษัทกำลังเตรียมเปิดตัว R2 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากโมเดล R1 ในเร็วๆ นี้

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจากจีนหลายราย เช่น ไฮเออร์ (Haier), ไฮเซ่นส์ (Hisense) และทีซีแอล (TCL) ได้ประกาศใช้โมเดล AI ของ DeepSeek ตามรอยผู้ผลิตยานยนต์และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น หัวเว่ย (Huawei) และเทนเซ็นต์ (Tencent)

แม้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจะมีความสามารถในการรับคำสั่งด้วยเสียงอยู่แล้ว แต่การใช้โมเดล AI ของ DeepSeek จะช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการใช้งาน

หลิว ซิงเหลียง นักวิเคราะห์อุตสาหกรรม กล่าวว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะจะสามารถใช้ความสามารถในการแยกวิเคราะห์คำสั่งจาก DeepSeek-R1 เพื่อปรับตำแหน่งและหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้เร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น

เขากล่าวเสริมว่า “อุปกรณ์เหล่านี้จะสามารถเข้าใจคำสั่งที่ซับซ้อนได้ เช่น ขัดพื้นไม้ในห้องนอนใหญ่เบาๆ และระมัดระวังไม่ให้โดนตัวต่อเลโก้”

‘เกรียงยศ’ เรียก สจส.กทม. เข้าให้ข้อมูล ‘ป้ายรถเมล์’ แบบใหม่ หลังพบงบก่อสร้างสูงถึง 3.3 แสน ทั้งที่ก่อนนี้เอกชนทำให้ฟรี

‘เกรียงยศ’ เรียก สจส.กทม. เข้าให้ข้อมูลกรณีป้ายรถเมล์ พบป้ายรถเมล์ราคาสูงถึง 3.31 แสน แพงกว่าบ้านน็อกดาวน์ทั้งหลัง เผยก่อนหน้านี้เอกชนสร้างให้ฟรี แนะทบทวนแนวทางก่อสร้างป้ายรถเมล์ใหม่

เมื่อวันที่ (26 ก.พ. 68) นายเกรียงยศ สุดลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาและติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาและติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารราชการรูปแบบพิเศษในวันนี้ ได้มีการเชิญผู้แทนจากกรุงเทพมหานครมาเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับป้ายรถเมล์รูปแบบใหม่ที่กรุงเทพมหานครดำเนินการก่อสร้าง 

จากกรณีการก่อสร้างป้ายรถเมล์แบบใหม่ของกรุงเทพมหานครรูปแบบใหม่นี้ได้เกิดข้อสงสัยแก่ประชาชนและสื่อมวลชนเป็นจำนวนมากถึงงบประมาณที่ใช้ในโครงการดังกล่าวค่อนข้างสูง แต่ป้ายรถเมล์รูปแบบที่จัดทำขึ้นมีราคาไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาทและไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ 

รวมถึงความแตกต่างในการก่อสร้างป้ายรถเมล์จากเดิมที่เคยใช้รูปแบบให้เอกชนดำเนินการก่อสร้างป้ายรถเมล์ให้โดยแลกกับสิทธิในการโฆษณาเพื่อประหยัดงบประมาณ 

นายเกรียงยศ กล่าวต่อว่าในครั้งนี้สำนักจราจรและขนส่ง(สจส.) กรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงว่าป้ายรถเมล์รูปแบบใหม่ แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบได้แก่ Type M ขนาด 3 ที่นั่ง มีราคาประมาณหลังละ 242,000 บาทต่อป้าย หากคิดราคาเป็นตารางเมตร ราคาตารางเมตรละ 35,000 บาท  และ Type L ขนาด 6 ที่นั่ง มีราคาประมาณหลังละ 331,000 บาทต่อป้าย หากคิดราคาเป็นตารางเมตร ราคาตารางเมตรละ 33,000 บาท 

ทางคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาและติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ได้ให้ข้อเสนอแก่ทาง สจส. ว่าสมควรทบทวนรูปแบบในการดำเนินการก่อสร้างป้ายรถเมล์ในปีงบประมาณต่อไปเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากรูปแบบที่ใช้ในปัจจุบันมีราคาสูงกว่าปกติ โดยที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับประชาชน เช่น กล้องวงจรปิด จอแสดงรายละเอียดเส้นทางเดินรถ ฯลฯ

สมุทรปราการ-ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์จัดประชุมขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพด้วยหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต ณ ศูนย์สุขภาพเวลเนส วีแคร์ 

ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพด้วยหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ภายใต้โครงการ 'วัยทำงานมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดีด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิต เขตสุขภาพที่ 3 ปี 2568' ณ ศูนย์สุขภาพเวลเนส วีแคร์ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี 

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบาย NCDs Remission ด้วยหลักการแพทย์เวชศาสตร์วิถีชีวิต 6 เสาหลัก (6 Pillars) ซึ่งได้รับมอบหมายจากแพทย์หญิงศรินนา แสงอรุณ ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ โดยนางนาฎสินี ชัยแก้ว รักษาการนักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ (ด้านสาธารณสุข) หัวหน้ากลุ่มพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานและวัยสูงอายุ พร้อมทีมคลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิต 

ผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 37 คน ประกอบด้วยบุคลากรจากทีมคลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิต ศูนย์อนามัยที่ 3 โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ เครือข่ายศูนย์วิชาการ และหน่วยบริการในเขตสุขภาพที่ 3 ได้ร่วมเรียนรู้ผ่านกิจกรรมภาคทฤษฎีและปฏิบัติที่หลากหลาย ไฮไลท์ของการประชุมครั้งนี้คือหลักสูตร 'Good Health by Yourself' ที่จัดโดยศูนย์สุขภาพเวลเนส วีแคร์ ซึ่งเน้นการสร้างสมดุลสุขภาพทั้งกายและใจ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติในหลายด้าน ได้แก่ : 

• ด้านโภชนาการ: เรียนรู้หลักการรับประทานอาหารแบบ Plant-Based, Whole Food, Low Fat พร้อมเวิร์กช็อปการทำอาหารสุขภาพและการเลือกซื้อวัตถุดิบที่เหมาะสม (Food Shopping & Cooking Class) 

• ด้านกิจกรรมทางกาย: ฝึกปฏิบัติการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสมดุลและความยืดหยุ่น (Functional Balance and Flexibility Exercise) รวมถึงโยคะและไทชิยามเช้า 
• ด้านการผ่อนคลายอารมณ์: เรียนรู้เทคนิคการแพทย์ทางเลือก เช่น ไทชิบำบัด (Tai Chi Therapy), การฝึกสติ (Mindfulness) และการบำบัดด้วยเสียง (Sound Healing) 
• ด้านอื่นๆ: ครอบคลุมการเลี่ยงสารเสพติด การนอนหลับที่มีคุณภาพ และการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม 

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย NCDs Remission ด้วยการแพทย์เวชศาสตร์วิถีชีวิตในเขตสุขภาพที่ 3 โดยนายแพทย์สุริยะ คูหะรัตน์ สาธารณสุขนิเทศ เขตสุขภาพที่ 3 โครงการนี้มุ่งเน้นให้เกิดการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ และสนับสนุนการดูแลสุขภาพด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิต เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพ โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้และทักษะในการดูแลตนเองไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพอย่างแท้จริง 

ให้คำปรึกษาผู้สนใจขอรับทุนในปี 2568 เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจตามยุทธศาสตร์แผนดีอี เตรียมปั้นโครงการใหม่ ๆ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย และประโยชน์ของสาธารณะ

เมื่อวานนี้ (26 ก.พ. 68) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานเปิดกิจกรรมคลินิกกองทุน เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี : DEF) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงาน จำนวน 100 คน ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 5 ชั้น 5 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ รวมถึงมีผู้เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์กว่า 100 คน

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจในการใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (แผนดีอี) และแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมีการจัดสรรทุนตามยุทธศาสตร์ 6 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 2 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ยุทธศาสตร์ที่ 4 ปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล และยุทธศาสตร์ที่ 6 สร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Digital Contribution to GDP) ในปี พ.ศ. 2570 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 รวมทั้งมีขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ใน World Digital Competitiveness Ranking ในปี พ.ศ. 2570 อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลก หรืออยู่ใน 3 อันดับแรกของอาเซียน และสถานภาพการเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy: DL) ของประชาชนคนไทย ในปี พ.ศ. 2570 มีคะแนนมากกว่าร้อยละ 80 ปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่า Digital Contribution to GDP ของปี 2567 จะอยู่ที่ร้อยละ 23.9 ขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านดิจิทัล หรือ WDCR ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 37 จาก 193 ประเทศ และสถานภาพการเข้าใจดิจิทัล หรือ digital literacy ของไทยในปี 2566 อยู่ที่ 74.4 คะแนน (ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจสถานภาพการเข้าใจดิจิทัลของปี 2568)

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้กล่าวว่า การจัดสรรทุนของกองทุนดีอี หรือ DEF เป็นการให้ทุนเพื่อสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อันเป็นประโยชน์ต่อการให้บริการสาธารณะและไม่เป็นการแสวงหากำไร โดยหวังว่าโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจะผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายของการพัฒนาดิจิทัลตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในการดำเนินการระยะที่ 3 ที่กำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลไทยแลนด์ที่ขับเคลื่อนและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยบรรยากาศในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เต็มไปด้วยผู้ที่สนใจเข้ารับคำปรึกษาในการเขียนข้อเสนอโครงการเป็นจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่กองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลอย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะเปิดโอกาสให้โครงการใหม่ ๆ ที่น่าสนใจและได้รับการจัดสรรเงินทุน เพื่อพัฒนาแนวคิดเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของไทยให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น พร้อมเข้าสู่ตลาดโลกในการแข่งขันทางเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจขอรับทุนสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง https://ondeptwebsite.emskynet.com/th/page/item/index/id/9

EEC จับมือ HSBC ดึง FDI 5 แสนล้านบาท ปั้นไทยสู่ศูนย์กลาง 5 อุตสาหกรรมอนาคต

(27 ก.พ.68) ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และนายจอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคาร HSBC ประเทศไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อเสริมศักยภาพการลงทุนในพื้นที่ EEC และยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมมูลค่าสูงระดับโลก

ข้อตกลงนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักลงทุนระดับนานาชาติ โดยอาศัยเครือข่ายของ HSBC ที่ครอบคลุม 58 ประเทศและเขตดินแดน เชื่อมโยงโอกาสการลงทุนจากจีน ยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง อินเดีย ไต้หวัน และญี่ปุ่น พร้อมสนับสนุนโซลูชันทางการเงินและคำปรึกษาครบวงจร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการลงทุนใน EEC

ความร่วมมือนี้ตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรวม 5 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี โดยเน้น 5 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, อุตสาหกรรมดิจิทัล, อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ, อุตสาหกรรมสีเขียว BCG และภาคอุตสาหกรรมบริการ

ดร.จุฬา กล่าวว่า "EEC เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ความร่วมมือกับ HSBC ซึ่งมีเครือข่ายและความเชี่ยวชาญระดับโลก จะช่วยเชื่อมโยง EEC เข้ากับองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติ กระตุ้นการลงทุนที่มีมูลค่าสูง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในพื้นที่และชุมชน"

HSBC หนุนโรดโชว์ ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก

HSBC จะสนับสนุนกิจกรรมโรดโชว์ในปี 2568 เพื่อประชาสัมพันธ์โอกาสการลงทุนใน EEC ไปยังจีน สิงคโปร์ ยุโรป ไต้หวัน และญี่ปุ่น ตอกย้ำบทบาทของ EEC ในฐานะจุดหมายสำคัญของการลงทุนระดับโลก

นายจอร์โจ กัมบา ระบุว่า "ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะใน EEC ซึ่งคิดเป็น 78% ของมูลค่าการลงทุนโดยตรงทั้งหมดในปีที่ผ่านมา ความร่วมมือนี้จะช่วยเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างแข็งแกร่ง"

ข้อมูลจาก HSBC ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจจากจีนสนใจขยายการลงทุนในอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนสะสมในไทยตั้งแต่ปี 2561 จนถึงไตรมาส 3 ปี 2567 สูงถึง 2.75 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ยังได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มั่นคงและเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตเร็วเป็นอันดับสองในอาเซียน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีใหญ่ สมโภชศาลพระภูมิ และสถานที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (แห่งใหม่) เพื่อเป็นขวัญกําลังใจและเป็นสิริมงคลแก่ข้าราชการตํารวจ

(27 ก.พ.68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีสมโภชศาลพระภูมิ และสถานที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (แห่งใหม่) โดยมี รอง ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ , ผู้ช่วย ผบ.ตร. , คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และ คณะ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ ร่วมพิธี ณ สถานที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (แห่งใหม่) บริเวณลานหอพระนิรันตราย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีพิธีสงฆ์ พิธีพราหมณ์ และพิธีสักการะศาลพระนารายณ์ 

สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้ปรับปรุงภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมบริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ 4) และทําการอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณของสํานักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ข้าราชการตํารวจให้ความเคารพนับถือและศรัทธามาอย่างยาวนาน ได้แก่ ศาลพระชัยมงคล ศาลพระภูมิ ศาลพระวิสุทธิเทพ (ในอนันตะจักรวาฬ ไตรโลกธาตุ) และศาลตายาย มารวมไว้ยังสถานที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (แห่งใหม่) บริเวณลานหอพระนิรันตราย พร้อมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ให้มีความเหมาะสม เรียบร้อย สง่างาม รวมถึงสร้างความสะดวกต่อการเข้าสักการะของข้าราชการตํารวจและประชาชนทั่วไป 

สำหรับรูปแบบของศาลใหม่นั้นมีลักษณะเป็นศาลไม้ ทําจากไม้สัก ตั้งบนแท่นปูน ปั้นบัวถอดพิมพ์ โดยศาลพระชัยมงคล ศาลพระภูมิ และศาลพระวิสุทธิเทพ (ในอนันตะจักรวาฬ ไตรโลกธาตุ) มีลักษณะเป็นเรือนไทยแบบเรือนเครื่องสับ ทรงจตุรมุข แท่นปูนทรงทึบ ให้เป็นเสาต้นเดียวตามคติพราหมณ์ ส่วนศาลตายาย เป็นเรือนไทยเครื่องสับทรงผืนผ้า การประดับลวดลายน้อยกว่าศาลเทวดา ส่วนแท่นรับเป็นสี่เสา พื้นตัวเรือนมีสองระดับ คือ ระดับเรือนภายใน สําหรับตั้งรูปตายาย และระดับระเบียงด้านหน้า สําหรบตั้งรูปบริวาร ลักษณะศาลมีพื้นลดระดับนี้ เรียกว่า "เสือหมอบ" เป็นคติการทําศาลตายาย นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ศาลพระนารายณ์ ปางประทับยืนเหนือพญาอนันตนาคราช ลักษณะเป็นองค์สีดําประดิษฐานอยู่กลางสระนํ้าที่รายล้อมไปด้วยตนไม้นานาชนิด

ทั้งนี้ พิธีสมโภชศาลพระภูมิ และสถานที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (แห่งใหม่) เป็นพิธีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นพิธีมงคลครั้งสำคัญ เพื่อเป็นขวัญกําลังใจและเป็นสิริมงคลแก่ข้าราชการตํารวจ และประชาชนที่เข้ามาสักการะด้วยความเคารพศรัทธาสืบไป 

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ ‘บ้านหมีเนย’ ทอดพระเนตร 'โลกแห่งบัตเตอร์แบร์' เป็นการส่วนพระองค์

(27 ก.พ.68) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ไปยังงาน 'Buttery World Presented by 7-11' ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน  

ในการนี้ ธนวรรณ วงศ์เจริญรัตน์ และ ธนาภา ปางพุฒิพงศ์ ผู้ก่อตั้งร้าน Butterbear รวมถึง ณัฐธยาน์ ปางพุฒิพงศ์ ผู้ก่อตั้งร้าน COFFEE BEANS by Dao ได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ  

งานดังกล่าวนำเสนอประสบการณ์สุดพิเศษในธีม 'A Magical Journey to Our Buttery World' โดยมีไฮไลต์เป็น 'บ้านหมีเนย' ที่ตกแต่งอย่างอลังการผ่าน 7 ห้องธีมพิเศษ พร้อมสวนดอกไม้ที่ผสมผสานเทคนิคสุดสร้างสรรค์ สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและมหัศจรรย์

‘พีระพันธุ์’ ยันไม่ทิ้งโครงการสูบน้ำด้วยแสงอาทิตย์จากเหมืองเก่าลำพูน เผยบรรจุไว้ในงบปี 69 แล้ว - เพิ่มพื้นที่เกษตรใช้ประโยชน์เป็น 600 ไร่

(27 ก.พ. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตอบกระทู้ถามทั่วไปในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในเรื่อง ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร โครงการเหมืองถ่านหินเก่า ตำบลดงดำ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ว่า

ในลำดับแรก ตนขอนำเรียนว่าสำหรับโครงการก่อสร้างระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร โครงการเหมืองถ่านหินเก่า ตำบลดงดำ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ควรเป็นโครงการที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ต่อปี 2565 ในส่วนของกระทรวงพลังงานนั้นได้รับการติดต่อขอความร่วมมือจากสำนักงานประสานงานโครงการพระราชดำริ เนื่องจากมีราษฎรได้ยื่นฎีกาเพราะต้องการน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการสำรวจพื้นที่ ตรวจข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ และนำมาสู่การที่จะต้องบรรจุในเล่มงบประมาณ ในส่วนของกระทรวงพลังงานไม่ได้มีปัญหาหรือข้อขัดข้องแต่อย่างใด ซึ่งได้มีการนำมาบรรจุงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 

แต่โครงการนี้เป็นโครงการที่ไม่ได้เริ่มต้นจากกระทรวง เมื่อมีการสำรวจพื้นที่ ฯลฯ ทำให้ไม่ทันที่จะบรรจุในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ต่อมาเมื่อทำใหม่ในปีงบประมาณปี 2567 ซึ่งเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ทำให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ขาดช่วงและล่าช้ามาจนถึงปลายปี ขณะเดียวกันก็ต้องมีการจัดทำงบประมาณปี 2568 ต่อกันไป เมื่อได้มีการบรรจุโครงการในงบประมาณปี 2567 เรียบร้อยแล้วจึงไม่มีการบรรจุในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 อีกต่อไป ปรากฏว่าในชั้นกรรมาธิการงบประมาณได้มีการตัดลดงบประมาณของกระทรวงพลังงานและได้มีการตัดโครงการนี้ออกไป 

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาจากการตัดลดงบประมาณที่เกิดขึ้น จึงได้มีการบรรจุโครงการนี้ในปีงบประมาณ 2569 เรียบร้อยแล้วและยังได้มีการขยายพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว จาก 533 ไร่ เป็น 600 ไร่ อีกด้วย

ทรัมป์คุมสื่อ!! จำกัดนักข่าว AP-Reuters-Bloomberg อ้างปรับสมดุล แต่สื่อใหญ่ฟาดกลับ คุกคามเสรีภาพ

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มใช้มาตรการใหม่ในการควบคุมการเข้าถึงของสื่อมวลชนภายในทำเนียบขาว โดยการจำกัดการเข้าร่วมของนักข่าวบางสำนักในกิจกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้ AP, Reuters และ Bloomberg ออกแถลงการณ์ประณามว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่อและขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ (26 ก.พ.68) ตามเวลาท้องถิ่น การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกของรัฐบาลทรัมป์มีการเลือกสำนักข่าวที่สามารถเข้าถึงข้อมูลในทำเนียบขาว โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวได้คัดเลือกสื่อที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม ซึ่งนักข่าวจาก AP, Reuters, HuffPost และ Der Spiegel ถูกปฏิเสธ ไม่ให้เข้าร่วมงาน ในขณะที่สำนักข่าวที่ได้รับอนุญาตกลับเป็น ABC News, Newsmax, Axios, Bloomberg และ NPR

มาตรการนี้เป็นไปตามคำแถลงของทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ซึ่งระบุว่า ทำเนียบขาวจะเป็นผู้กำหนดว่าใครสามารถทำข่าวในพื้นที่สำคัญ เช่น ห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของการบริหารงานของประธานาธิบดี

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้สั่งให้พนักงานทุกคนยกเลิกการสมัครสมาชิกสื่อที่ถูกมองว่าเป็น 'ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล' เช่น The Economist, New York Times, Politico, Bloomberg, AP และ Reuters ซึ่งจะส่งผลต่อการเข้าถึงข้อมูลจากสำนักข่าวเหล่านี้ในระดับโครงสร้าง

ไม่เพียงแค่ทำเนียบขาวและกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ก็ได้มีการถอดสำนักข่าวใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ NBC News, The New York Times, NPR และ Politico ออกจากพื้นที่ของเพนตากอน พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อขนาดเล็ก เช่น One America News Network (OAN), New York Post, Breitbart News Network และ HuffPost เข้ามาทำข่าวแทน ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็น 'การปรับโครงสร้างการรายงานข่าว'

การตัดสินใจดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากหลายฝ่ายในวงการสื่อและนักวิเคราะห์ ที่มองว่าเป็นความพยายามในการจำกัดการเข้าถึงของสื่อที่มีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่สนับสนุนทรัมป์มองว่าเป็นการ 'ปรับสมดุล' ให้กับสื่อมวลชนที่มีอคติต่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม

ขณะนี้ยังไม่มีการตอบโต้จากทำเนียบขาวเกี่ยวกับแถลงการณ์ของ AP, Reuters และ Bloomberg แต่คาดว่า ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทรัมป์และสื่อหลักจะทวีความรุนแรงในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top