Saturday, 20 June 2026
Hard News Team

ทรัมป์ใช้ AI สร้างภาพ 'กาซาในฝัน' เมืองตากอากาศหรูภายใต้อิทธิพลอเมริกา

(28 ก.พ. 68) ทีมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างภาพอนาคตของฉนวนกาซา ตามแนวคิดของทรัมป์ที่ต้องการเปลี่ยนพื้นที่ขัดแย้งแห่งนี้ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดหรูริมทะเล  

ในวิดีโอ 'กาซาในฝัน' ฉนวนกาซาปรากฏเป็นเมืองตากอากาศที่เต็มไปด้วยรีสอร์ตหรู ตึกระฟ้า และชายหาดสวยงาม พร้อมด้วยรูปปั้นขนาดใหญ่ของทรัมป์ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง ภาพยังแสดงให้เห็นอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์ โปรยธนบัตรไปทั่ว เพื่อสื่อถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของฉนวนกาซาในอนาคต  

หนึ่งในภาพที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับชาวปาเลสไตน์ คือภาพของทรัมป์นอนอาบแดดข้างนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองผู้นำ  

อย่างไรก็ตาม ชาวปาเลสไตน์ที่ได้รับชมคลิปต่างแสดงความคิดเห็นว่า ฉนวนกาซาสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้โดยไม่จำเป็นต้องขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้านเกิดของตน ตามที่ทรัมป์เคยเสนอให้พวกเขาย้ายไปอยู่ในอียิปต์หรือจอร์แดน พวกเขายังมองว่า แม้ฉนวนกาซาในฝันของทรัมป์จะดูหรูหราและทันสมัยคล้ายกับนครดูไบ แต่การพัฒนาเช่นนี้ควรเกิดขึ้นโดยที่ประชากรเจ้าของพื้นที่ยังคงมีสิทธิ์อาศัยอยู่ในดินแดนของตนเอง

‘จอร์จ เยโอ’ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ เคยกล่าวในที่งานประชุมหัวข้อ China in Europe’s Future and Europe in China’s

‘จอร์จ เยโอ’ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ เคยกล่าวในที่งานประชุมหัวข้อ China in Europe’s Future and Europe in China’s เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ปี 2023 ไว้ว่า ..

“รู้กันว่า พวกอเมริกัน ไม่ชอบคนจีนและชาวมุสลิม แต่ไม่รู้ทำไม พวกเขากลับรักชาวจีนมุสลิม เสียอย่างนั้น”

เปิด 10 อันดับ เมืองที่ชาวต่างชาติ มาเยือนมากที่สุดในโลก ปี 2024

กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ยังยืนหนึ่งด้วยยอดผู้มาเยือนที่ทะลุไปถึง 32.4 ล้านคน ส่วนอันดับอื่น ๆ มีเมืองใดบ้าง ไปส่องกันเลย

รอง ผบ.ตร.เร่งรัดขับเคลื่อนการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ อย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ

(28 ก.พ. 68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทน บช.น., ภ.1 - 9, บช.ก., บช.สอท., บช.ทท. และ สตม. เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ ซึ่งปัจจุบันได้ปรากฏสถานการณ์การแพร่ระบาดทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา พื้นที่ใกล้โรงเรียนหรือสถานศึกษา รวมถึงสถานบริการ สถานประกอบการ และพื้นที่สาธารณะในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเอง หรือผู้อื่น สร้างความเดือนร้อน รำคาญ  แก่ประชาชนใกล้เคียง โดยมุ่งหวังให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติ โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ขับเคลื่อนการปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสถิติการจับกุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 มีการจับกุมความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค จำนวน 457 คดี , คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 9/2558 จำนวน 213 คดี ,  พ.ร.บ.ศุลกากร จำนวน 2,245 คดี และประกาศกระทรวงพาณิชย์ 30 คดี ส่วนในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 (ห้วงวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2568) มีการจับกุมความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค จำนวน 125 คดี , คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 9/2558 จำนวน 57 คดี , พ.ร.บ.ศุลกากร จำนวน 923 คดี และประกาศกระทรวงพาณิชย์ 22 คดี

พล.ต.อ.ประจวบฯ กำชับให้ทุกหน่วยตรวจสอบ กวดขันในเขตพื้นที่ มิให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่าย ครอบครอง หรือเป็นแหล่งซุกซ่อน หากพบการกระทำความผิด ให้สืบสวนขยายผลให้ได้ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน นำไปสู่การดำเนินคดีตามความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทุกกรณี , x-ray พื้นที่รับผิดชอบ หาเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำเข้าทางชายแดน ท่าเรือ การนำเข้าสินค้าโดยไม่ผ่านพิธีทางศุลกากร การซุกซ่อนสินค้าผิดกฎหมายในโกดังสินค้า แหล่งซุกซ่อน การให้บริการของบริษัทขนส่งต่าง ๆ การลักลอบลำเลียงสินค้าผิดกฎหมายกระจายไปในภูมิภาคต่างๆ พื้นที่กลุ่มเสี่ยงและเฝ้าระวัง โดยเฉพาะ โรงเรียน สถานศึกษา สถานบริการ สถานประกอบการ และให้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดปฏิบัติการ (operation) เพื่อกวาดล้างจับกุมผู้ค้ารายใหญ่ ในห้วงเดือนมีนาคม 2568 ดำเนินมาตรการยึดทรัพย์สิน และกระบวนการลงโทษทางการเงิน โดยประสานศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปปง.ตร.) อย่างใกล้ชิด , จัดชุดปฏิบัติการถ่ายทอดความรู้ แสวงหาความร่วมมือ สร้างการมีส่วนร่วมให้แก่ชุมชน ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชน ในโรงเรียน สถานศึกษา ผู้ประกอบการ ในสถานบริการ ให้ตระหนักถึงอันตราย ผลกระทบต่อสุขภาพ อัตราโทษ ตลอดจนประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยวให้ทราบถึงการผิดกฎหมายของบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่ออุดช่องว่าง ลดโอกาส ตัดวงจรการกระทำความผิด และห้ามข้าราชการตำรวจเข้าไปข้องเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเป็นผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเสียเอง หากพบว่าหน่วยใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ปล่อยปละละเลย หรือเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพิจารณาและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเด็ดขาด

วงดนตรีดังเม็กซิโก ยกเลิกการแสดงด่วน หลังแก๊งค้ายาส่งศีรษะมนุษย์และจดหมายขู่ฆ่า

(28 ก.พ. 68) ศิลปินเจ้าของรางวัลแกรมมี วงกรูโป ฟีร์เม จากเม็กซิโก ตัดสินใจยกเลิกการแสดงในงานคาร์นิวัลเมืองมาซัตลัน ซึ่งมีกำหนดในวันที่ 1 มี.ค. 2568 หลังจากได้รับคำขู่ฆ่าสมาชิกวง ซึ่งคาดว่าเป็นฝีมือของแก๊งค้ายาเสพติด

ตามรายงานจากสื่อท้องถิ่น เม็กซิโก วงดนตรีชื่อดังที่มีแนวทางการเล่นดนตรีผสมผสานกับดนตรีพื้นบ้านซิโนโลอา ได้รับข้อความขู่ฆ่าในลักษณะที่ระบุว่า “ถ้าวงกรูโป ฟีร์เม ขึ้นแสดงที่งานคาร์นิวัลมาซัตลัน เราจะฆ่าพวกแกทุกคน” นอกจากนี้ยังพบศีรษะมนุษย์ที่ถูกตัดขาดและถูกทิ้งไว้บนกล่องสีเขียวข้างทางในเมืองติฮัวนาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมทั้งพบว่าชิ้นส่วนร่างกายถูกเก็บไว้ในตู้แช่เย็น

หลังการค้นพบดังกล่าว ทีมอัยการรัฐบาฮากาลิฟอร์เนียได้เริ่มการสืบสวน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ ศีรษะมนุษย์ถูกพบห่างจากสถานที่จัดงานกว่า 1,600 กิโลเมตรในพื้นที่ทางใต้ของชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก

บริษัท มิวสิค วีไอพี เอนเทอร์เทนเมนต์ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของวงกรูโป ฟีร์เม ได้ประกาศยกเลิกการแสดงในวันที่ 1 มี.ค. 2568 โดยให้เหตุผลว่าเป็นการคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกฝ่าย ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น นักร้องเม็กซิกันอีกสองราย โฮซี กูเอน และฮอร์เก เมดินา ก็ได้ยกเลิกการแสดงในงานคาร์นิวัลเดียวกันโดยไม่มีการระบุเหตุผลเพิ่มเติม

วงกรูโป ฟีร์เม จากเมืองติฮัวนาเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่ปี 2563 และได้สร้างชื่อจากเพลงฮิตหลายเพลง รวมถึงได้รับรางวัลมากมายจากเวทีลาตินแกรมมี ในปี 2564 พวกเขาชนะรางวัลอัลบั้มเพลงยอดเยี่ยมจากงาน Latin Grammy Award และในปีที่แล้วก็ได้ร่วมงานกับเดมี โลวาโต ในเพลง 'Chula'

การข่มขู่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการข่มขู่ศิลปินจากกลุ่มค้ายาในเม็กซิโก ที่มักจะพยายามขัดขวางการแสดงของศิลปินในประเทศ โดยก่อนหน้านี้หลายศิลปินก็ต้องยกเลิกการแสดงเนื่องจากความรุนแรงจากแก๊งอาชญากรรม

'ประชาธิปัตย์' จัด 'เดโมแครต ฟอรัมครั้งที่ 4' 'วาระน้ำเพื่อประชาชน' มุ่งยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านทั่วประเทศ ตั้งเป้าหมาย “น้ำประปาสะอาดทั่วไทย ทุกประปาต้องดื่มได้” 

พรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดสัมมนา เดโมแครต ฟอรั่ม ครั้งที่ 4 “วาระน้ำเพื่อประชาชน : ก้าวใหม่ประปาหมู่บ้าน” ขึ้นที่ ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การดำริของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งงานดังกล่าวได้รับเกียรติจากนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาเป็นประธาน 

ตลอดจนมีตัวแทนจากหน่วยภาครัฐหลายหน่วยงาน อาทิ กรมอนามัย กรมทรัพยากรน้ำบาดาลกรมทรัพยากรน้ำ กรมป่าไม้ตลอดจน สส. อดีตรัฐมนตรี อดีต สส. เช่น นายนริศ ขำนุรักษ์ อดีตรมช.มหาดไทย นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อดีต สส. นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ นายปรพล อดิเรกสารและไพศาล จันทวารา ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายกุลเดช พัวพัฒนกุล อดีตประธานบอร์ดการยางแห่งประเทศ นายสุรศักดิ์ วงศ์วนิช คณะรมช.สธ. นายบุญมี สรรพคุณ โครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีตวุฒิสมาชิกจังหวัดอุทัยธานี นายอารยะ โรจนวณิชชากร อดีตคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขนายสาธุ อนุโมทามิ และ นายราม คุรุวาณิชย์ รองประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. รวมทั้งผู้นำท้องถิ่น และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก โดยมีวิทยากรจากภาคส่วนต่างๆเช่น นายรัชชผดุง  ดำรงพิงคสกุล  รักษาการผู้อำนวยการสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัยนายเกรียงศักดิ์  ภิระไร  ผู้อำนวยการสำนักสำรวจและประเมินศักยภาพน้ำบาดาล ผู้แทนกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นายพลกฤต ปุญญอมรศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี นายชาตี ปานทอง  รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหอมศีล จังหวัดฉะเชิงเทรา นางลัดดาวัลย์  มีสุวรรณ์ รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหีบ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายปรีชา สเลม เลขานุการ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการโดย นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่พิธีกร

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการพรรคฯ ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาว่า งานวันนี้จัดขึ้นเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สำหรับนำไปสู่การจัดทำนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์และจัดทำโครงการน้ำเพื่อประชาชนตลอดทั้งประปาหมู่บ้านเพื่อประชาชนให้ประสบผลสำเร็จ 

นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานและกล่าวว่าปาฐกถาพิเศษว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประปาหมู่บ้านกว่า 69,000 แห่ง แต่จากการตรวจสอบของกรมอนามัยในจำนวนกว่า 10,000 แห่ง พบว่ามีเพียง 420 แห่ง หรือ 4% เท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ประชาชนถึง 96% กำลังใช้น้ำที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่สะอาด ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน นี่คือสิ่งที่เราต้องแก้ไขโดยด่วน

ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยการเข้าถึงน้ำสะอาดต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 73% โดยไทยติดอันดับรั้งท้ายที่มีเพียง 4% ที่ใช้น้ำสะอาด การสัมมนาครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการระดมความคิดจากตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปเป็นข้อสรุปสำหรับพัฒนานโยบายพรรคฯ เพื่อให้ทุกประปาหมู่บ้านต้องสามารถดื่มได้ เพราะการแก้ไขปัญหาน้ำสะอาดเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์มุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการใช้น้ำที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า 

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานจัดงานเดโมแครต ฟอรัม (Democrat Forum) กล่าวว่า งานดังกล่าว ดร.เฉลิมชัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการเปลี่ยนแปลงให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นที่พึ่งของประชาชนและเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความก้าวหน้าและยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมุ่งหวังที่จะนำประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่าของทุกคนจึงมีแนวทางเปิดพรรคกว้างสร้างวิสัยทัศน์เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนแบบไร้รอยต่อมุ่งวาระประชาชนที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศและจัดทำนโยบายที่ตอบโจทย์วันนี้และอนาคตโดยให้กลไกพรรคทุกระดับร่วมขับเคลื่อนโดยที่ผ่านมาพรรคฯ ได้มีการจัด เดโมแครต ฟอรัม มาแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่

“เศรษฐกิจคาร์บอน :วิกฤติในโอกาส สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นนโยบายของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่กำกับดูแลกระทรวง ทส. และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค ที่กำกับดูแลกรมอนามัยโดยเล็งเห็นความสำคัญของน้ำประปาหมู่บ้าน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ประชาชนใช้มาก หากสามารถยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านได้ จะทำให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนกว่า 6 หมื่นหมู่บ้านดีขึ้น 

ดังนั้นการนำเสนอแนวทางนโยบายจากการเสวนาครั้งนี้ มีเป้าหมายสุดท้ายคือทุกประปาต้องดื่มได้  โดยเริ่มจากเป้าหมายแรกคือทุกประปาต้องสะอาด และน้ำประปาต้องเข้าถึงทุกครัวเรือน ทั้งนี้พรรคฯ.จะยกร่าง พ.ร.บ. น้ำสะอาดเป็นฉบับแรกของประเทศเช่นเดียวที่เสนอร่างพรบ.อากาศสะอาดต่อสภาผู้แทนราษฎรไปก่อนหน้านี้

ทางด้านนายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรค และที่ปรึกษา รมว. ทส. ได้กล่าวว่า ทุกฝ่ายมีความเห็นร่วมกันว่าน้ำประปาจะต้องดื่มได้ในทุกน้ำประปา จากแนวคิดของตัวแทนจากกรมอนามัย ที่ต้องการเห็นการบริหารจัดการน้ำประปาในประเทศด้วยการสร้างความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่กรมอนามัย กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ ตลอดจนกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น และองค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศ ขณะที่ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จากตัวแทนจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ซึ่งทำให้เห็นงานของกรมที่มีสำนักงานทรัพยากรน้ำบาดาล กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้ง 12 เขต เพื่อให้บริการน้ำใต้ดินที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งองค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศสามารถติดต่อประสานงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้

สำหรับปีงบ 2568 กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทส. มีแผนงานโครงการพัฒนาน้ำบาดาล เพื่ออุปโภคบริโภค เพิ่มเติมอีก 143 แห่ง สามารถเพิ่มน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภคได้ถึง 14.716 ล้าน ลบ.เมตรต่อปี ประชาชนจะได้ประโยชน์ 27,600 ครัวเรือน มีโครงการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น โดยมีโครงการก่อสร้างระบบอีก 300 แห่ง นอกจากนั้นยังมีการเตรียมความพร้อมเครื่องจักร ที่พร้อมใช้งานสำหรับการขุดเจาะน้ำบาดาล ชุดปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลเคลื่อนที่ ชุดซ่อมแซมประปา ชุดจ่ายน้ำอีกจำนวนมาก รวมทั้งโครงการเสริมศักยภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการประเมินคุณภาพน้ำให้กับ อปท. ทั่วประเทศ 520 แห่ง 

“ทรัพยากรน้ำ ถึงแม้จะมีมากแค่ไหน ก็มีจำกัด จึงต้องใช้อย่างรู้คุณค่า ไม่ว่าจะดึงขึ้นมาใช้เพื่ออุปโภค บริโภค หรือเพื่อการเกษตรก็ตาม จึงอยากให้ช่วยกันตระหนัก” นายอภิชาต กล่าว 

สำหรับ นายสมบัติ ยะสินธุ์ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะ กมธ. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้กล่าวถึงเรื่องการกระจายอำนาจ ที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญ ถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต่อการบริหารจัดการน้ำประปาเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน นอกจากต้องใช้บุคลากรที่มีความเหมาะสมแล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจ และมีองค์ความรู้ ในการบริหารจัดการระบบประปาหมู่บ้านและงบประมาณอีกด้วยจึงต้องมีการเสริมความรึและทักษะเพิ่มเติม

ทั้งนี้ในช่วงท้ายของการเสวนา ได้มีการเปิดเวทีแสดงความคิดเห็นจากผู้ร่วมเสวนาแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางโดยแสดงความชื่นชมและขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านและสุขภาพของประชาชนอย่างเอาจริงเอาจัง

สมาคมอุยกูร์ในสหรัฐฯ บุกสถานทูตไทย จี้ไทยรับผิดชอบ ส่ง 40 อุยกูร์กลับจีน

(28 ก.พ.68) สมาคมอุยกูร์ในสหรัฐอเมริกา (Uyghur American Association) ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมประณามการส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีนโดยรัฐบาลไทย โดยระบุว่า "พวกเรายืนหยัดหน้าสถานทูตไทยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อประท้วงการส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประวัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอุยกูร์ ขณะนี้พวกเขากำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงถูกจับกุม ทรมาน และอาจถึงชีวิต"

การประท้วงครั้งนี้มีการมอบพวงหรีดสีดำให้กับสถานทูตไทยเพื่อแสดงความไว้อาลัยและปฏิเสธการกระทำที่ไม่ยุติธรรม โดยสมาคมฯ ขอขอบคุณผู้ร่วมชุมนุมที่ออกมาแสดงพลังและให้การสนับสนุนชาวอุยกูร์ในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ในระหว่างการชุมนุม ผู้ประท้วงได้ชูป้ายข้อความที่รุนแรง รวมถึง “แพทองธาร ชินวัตร มือของเธอเปื้อนเลือดของชาวอุยกูร์” “ประเทศไทยทรยศต่อสิทธิมนุษยชน” “ประเทศไทยสมรู้ร่วมคิดในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชาวอุยกูร์” และ “ประเทศไทยล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศในการปกป้องชีวิตมนุษย์”

กรมการแพทย์แผนไทยฯ จับมือ 2 องค์กรด้านการวิจัยระดับประเทศ ขับเคลื่อนงานวิจัยสมุนไพรไทยการแพทย์แผนไทย สู่มาตรฐานสากล

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ลงนามความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทยและการแพทย์แผนไทยให้ได้มาตรฐานระดับสากล เน้นการพัฒนาแนวทางวิจัยทางคลินิก(Clinical Research) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมงานวิจัยในระดับนานาชาติ การวิจัยเชิงระบบและการวิจัย R2R (Routine to Research) ชู ยุทธศาสตร์ “3 สร้าง”ปูทางสู่การขยายมูลค่าตลาดเศรษฐกิจสมุนไพร 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2570 เพื่อให้การพัฒนาสมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย ให้ก้าวไกลระดับโลก 

นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ร่วมลงนามความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทยและการแพทย์แผนไทยให้ได้มาตรฐานระดับสากล โดยเน้นการพัฒนาแนวทางวิจัยทางคลินิก (Clinical Research) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมงานวิจัยในระดับนานาชาติ การวิจัยเชิงระบบและการวิจัย R2R (Routine to Research) ระหว่าง 2 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยมี ผู้บริหารของทั้ง 2 หน่วยงานร่วมลงนาม ประกอบด้วย นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(สกสว.) และ นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในด้านต่างๆ โดยมีเป้าหมายในการสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานวิจัยให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประเทศในอนาคต

ความร่วมมือครั้งนี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ '3 สร้าง' ของกรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้แก่ 1.สร้างความร่วมมือ กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการพัฒนางานวิจัยสมุนไพรไทย 2.สร้างความเชื่อมั่น ด้วยการพัฒนามาตรฐานงานวิจัยให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล 3. สร้างมาตรฐานและยกระดับ เพื่อให้สมุนไพรไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลก และเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพที่มีคุณภาพ “ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาสมุนไพรไทย ให้ก้าวไกลระดับโลก ด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการแพทย์แผนไทย แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ปูทางสู่การขยายมูลค่าตลาดเศรษฐกิจสมุนไพร 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2570 อันจะนำไปสู่ระบบสุขภาพที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต“

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) กับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการวิจัยและ พัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการใช้ประโยชน์ในระบบสุขภาพ โดยคาดว่าจะเพิ่มงบประมาณ สำหรับยาสมุนไพร 1,000 ล้านบาท พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกองทุนวิจัยและกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ทั้งนี้ มีเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสมุนไพรและการแพทย์สุขภาพในเอเชีย และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยสมุนไพรที่มีคุณภาพและปลอดภัย

นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า ความร่วมมือนี้ จะเสริมศักยภาพการวิจัยและนวัตกรรมด้านสมุนไพรไทยและการแพทย์แผนไทย เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืนโดยเน้นการวิจัยทางคลินิกและพัฒนาเทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้จริง รวมถึงสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้มาตรฐาน สวรส. พร้อมสนับสนุนกรอบการวิจัยและแนวทางที่ชัดเจน โดยจะตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรและการแพทย์แผนไทยให้ได้รับการยอมรับในระดับประเทศและสากล เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและระบบสุขภาพของประเทศ

ด้านนายแพทย์สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวเพิ่มเติมว่า สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกดำเนินการจัดทำ “Guideline for Herbal Medicine Research” เพื่อพัฒนากรอบการวิจัยทางคลินิกสำหรับสมุนไพรไทยและการแพทย์แผนไทย โดยร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างมาตรฐานการวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ยังสนับสนุนการวิจัยและทดลองทางคลินิกเพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของสมุนไพรไทย            

พร้อมพัฒนามาตรฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งนี้ สถาบันฯ ยังมุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพคุณภาพสูง เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาที่มีมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่นในการใช้สมุนไพร และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาด้วยแนวทางสุขภาพแบบองค์รวม

📈🍲 สวธ. เดินหน้าสนับสนุนและขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่นสู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย “รสชาติ...ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ 🥗🥘

🗓️ วันพุธที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘
🕰️ เวลา ๑๓.๐๐ น.
📍 ณ ห้องศรีวราแกรนด์บอลรูม
ชั้น ๒ โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร

🎀 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการการชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่นสู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย (Thailand Best
Local Food) “รสชาติ...ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยมี นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) นายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม) คณะผู้บริหาร ข้าราชการจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ กว่า ๓๐๐ คน เข้าร่วมพิธี

🎙️✨ นางสาวสุดาวรรณฯ กล่าวว่า “อาหาร” เป็นภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่สะท้อนแนวคิด (concept) วิถีชีวิต(lifestyle) ประวัติศาสตร์ (history) ภูมิปัญญา (remedy) ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การประกอบอาหาร การปรุงรสอาหาร วิธีการรับประทาน ข้อกำหนดและข้อห้ามเกี่ยวกับอาหารที่แตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม รวมถึงการปฏิสัมพันธ์ (interaction) กับต่างประเทศ

🍛✨ นางสาวสุดาวรรณฯ กล่าวอีกว่า ปี ๒๕๖๘ นี้ เป็นปีที่ ๓ ในการขับเคลื่อนการยกระดับอาหารถิ่นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นนโยบายที่สำคัญของกระทรวงวัฒนธรรม และนอกเหนือจากการค้นหาเมนูอาหาร “รสชาติ...ที่หายไป” แล้ว ยังมุ่งพัฒนาเมนูอาหารถิ่นสู่การจัดสำรับเครื่องดื่มพื้นบ้าน (assortment of traditional cuisine and beverages) ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เกิดการอนุรักษ์และเผยแพร่องค์ความรู้และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอาหารของประเทศ ตลอดจนการนำเสนอเมนูอาหารที่สร้างสรรค์สู่สากล

📝👥 สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๖ - ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ณ ห้องศรีวราแกรนด์บอลรูม ชั้น ๒ โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โดยการประชุมดังกล่าว กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้ร่วมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน อาทิ กรมการแพทย์แผนไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง (strengthening) ให้กับชุมชน มุ่งสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy) อย่างมีส่วนร่วมทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ อันจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ (Thailand Creative Culture Agency : THACCA) ได้อย่างมีศักยภาพ

‘ภูมิธรรม’ ตอกสหรัฐ-ชาติตะวันตก เคยเสนออุยกูร์ลี้ภัย แต่ถูกเมิน เพราะคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศตัวเอง ยันไทยไม่มีทางเลือก-ปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ วอนสื่อไทยบางราย อย่าโหมจนเป็นเรื่อง ไม่กังวลเรื่องก่อการร้าย

(28 ก.พ. 68) ที่กระทรวงกลาโหม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีข้อกังวล จะมีเหตุก่อการร้าย หลังจากส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน ว่า หากเราส่งชาวอุยกูร์แล้วได้รับอันตรายจนถึงแก่ชีวิต ก็เป็นเรื่องที่จะต้องขบคิดกัน แต่การดำเนินการครั้งนี้ เรามีหนังสือที่เป็นทางการจากจีนที่ควรแก่การเชื่อถือ ในขณะเดียวกันจีนมีสิทธิที่จะขอตัวชาวอุยกูร์ ที่ถูกควบคุมตัวในประเทศไทยมานานกว่า 11 ปี เป็นเรื่องที่ไม่สมควรเหตุเพราะเรา แก้ไขปัญหาที่ผ่านมาไม่ได้ ขณะเดียวกันเรื่องการส่งตัวไปประเทศที่ 3 เราดำเนินการมา 11 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ที่ส่งไปตุรกีกว่าร้อยคนเราประสบความสำเร็จ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครตอบรับเลย และตนก็ได้บอกกับชาติตะวันตกแล้วว่าหากเขารับไป ก็ไม่มีปัญหา แต่เขาก็ไม่รับ เพราะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเขา ดังนั้นเมื่อทางการจีนยืนยันว่าทั้งหมดเป็นพลเรือนของจีนที่มีเชื้อสายอุยกูร์ มีที่อยู่ชัดเจน จึงอยากขอตัวกลับไป เราจึงดำเนินการตามขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ชี้แจงกับประเทศตะวันตกหลายชาติ เช่น สหรัฐ ก็ได้พูดคุยกับตน ซึ่งก็ได้ย้ำไปว่า เราจะทำภายใต้อธิปไตยและกฎหมายของไทย คำนึงถึงหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ให้เกิดความผิดพลาดในเรื่องนี้ รวมถึงคำนึงถึงกฎหมายที่จะไม่ส่งคนไปเสียชีวิต เรามีสถานะอยู่แค่นี้กักตัวเอาไว้ก็ทำผิดกฎหมาย เราไม่มีทางเลือก และชัดเจนว่าเราไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรในเรื่องนี้ เพียงแต่ต้องดำรงประเทศให้มีความถูกต้องและเหมาะสม เพราะการที่เราขังชาวอุยกูร์ ก็ถูกร้องเรียนมาตลอดว่าเป็นการทรมาน ซึ่งขัดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 2565 ดังนั้น การส่งอุยกูร์กลับไปจีน จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด อีกทั้งรัฐบาลก็จะติดตามเรื่องของความปลอดภัยเป็นระยะ

นายภูมิธรรม ยังขอวิงวอนให้สื่อไทยและสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะสื่อในประเทศไทยบางราย ที่นำเสนอเหมือนอยากให้ประเด็นไม่จบ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศเลย อยากให้คำนึงถึงประเทศไทยด้วย ยืนยันรัฐบาลไทยมีความปรารถนาดี เพื่อไม่ให้ไทยถูกกล่าวหาและปฏิเสธจากทุกฝ่าย เราไม่ได้มีเจตนาร้าย หรือโหดเหี้ยม อำมหิต ที่จะส่งคนไปตาย เพียงแต่ต้องการแก้ไขปัญหาภายในประเทศของเรา เพื่อไม่ต้องมารับภาระ และจากการติดตามตอนนี้ไม่มีอะไรน่ากังวลสิ่ง แต่หลังจากนี้ก็ต้องติดตามและพิจารณาเป็นระยะ พร้อมยืนยันว่าไทยมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่าการส่งอุยกร์กลับจีน ปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง และมองว่าไม่น่าจะมีอะไรที่ทำให้เป็นเรื่อง

เมื่อถามว่าในด้านการข่าว มีการเคลื่อนไหวในเรื่องการก่อความไม่สงบหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า อยากให้ช่วยกัน เราไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้น เราไม่ได้มีการละเมิดใคร หากส่งเขาไปเสียชีวิตอาจต้องกังวล แต่ปัจจุบันนี้เขายังอยู่ดี แต่หากมีปัญหาหลังจากนี้ ก็เป็นเรื่องของคนที่ผิดจากสิ่งที่ควรจะเป็น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top