Saturday, 13 June 2026
Hard News Team

นายกฯ อังกฤษ ประกาศแผนคุมเข้มการย้ายถิ่นฐาน หวังลดจำนวนผู้อพยพลงหลักแสนภายใน 4 ปี

(13 พ.ค. 68) เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศแผนปรับกฎวีซ่าและมาตรการตรวจคนเข้าเมืองชุดใหม่ โดยตั้งเป้าลดการย้ายถิ่นฐานลงภายในสี่ปีข้างหน้า พร้อมเน้นว่าระบบใหม่จะ “ยุติธรรม” และ “เลือกสรร” มากขึ้น เพื่อควบคุมการเข้ามาของผู้อพยพอย่างรัดกุม

รัฐบาลสหราชอาณาจักรจะยุติโครงการวีซ่าที่เปิดรับพนักงานดูแลสุขภาพจากต่างประเทศ และบังคับให้นายจ้างจ้างคนในประเทศก่อน พร้อมปรับเกณฑ์คุณสมบัติแรงงานให้เข้มขึ้น เช่น ต้องมีวุฒิปริญญา และยกระดับทักษะภาษาอังกฤษ โดยกระทรวงมหาดไทยคาดว่า แผนนี้อาจลดผู้อพยพได้ปีละราว 100,000 คนภายในปี 2029

นอกจากนี้รัฐบาลเมืองผู้ดีเตรียมขึ้นค่าธรรมเนียมสำหรับนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างชาติสูงสุดถึง 6,600 ปอนด์ (ราว 290,749 บาท) และพิจารณาเก็บภาษีใหม่จากนักศึกษาต่างชาติ มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยจะถูกตั้งเป้าให้มีอัตราเริ่มเรียนและจบการศึกษาของนักเรียนต่างชาติสูงกว่า 90%

ด้านฝ่ายค้านและภาคธุรกิจวิจารณ์ว่า แผนดังกล่าวอาจกระทบแรงงานภาคดูแลและการศึกษาอย่างรุนแรง ขณะที่นักการเมืองฝ่ายซ้ายกล่าวหารัฐบาลว่ากำลังปลุกปั่นกระแสต่อต้านผู้อพยพ ส่วนพรรคอนุรักษ์นิยมและพรรครีฟอร์มโจมตีว่าแผนยังอ่อนเกินไป 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า แผนทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากความหวั่นไหวต่อพรรครีฟอร์ม แต่เป็นเพราะรัฐบาลต้องการควบคุมการย้ายถิ่นฐานอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นให้สหราชอาณาจักรมีระบบตรวจคนเข้าเมืองที่สมดุล และสนับสนุนการเติบโตภายในประเทศ

‘นิสสัน’ จ่อปลดพนักงานเพิ่มกว่า 11,000 ตำแหน่งทั่วโลก หลังเจอวิกฤตหนัก-ยอดขายทรุด ขาดทุนหนักสุดเป็นประวัติการณ์

(13 พ.ค. 68) นิสสัน มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น เตรียมปลดพนักงานเพิ่มมากกว่า 11,000 ตำแหน่งทั่วโลก ตามแผนปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ โดยหากรวมกับการปลดพนักงานก่อนหน้านี้ ตัวเลขการเลิกจ้างทั้งหมดจะอยู่ที่ราว 20,000 คน ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ NHK

ก่อนหน้านี้ นิสสันระบุว่าบริษัทอาจขาดทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีงบประมาณล่าสุด ซึ่งสิ้นสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยคาดว่าตัวเลขจะอยู่ระหว่าง 700,000-750,000 ล้านเยน (ราว 1.56-1.67 ล้านล้านบาท) สาเหตุหลักมาจากต้นทุนด้านค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น 

ทั้งนี้ นิสสันกำลังเผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ลดลงในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐและจีน โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ใหม่ประมาณ 10 รุ่นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเพื่อกระตุ้นยอดขาย ขณะเดียวกันบริษัทได้ลดกำลังการผลิตทั่วโลกลง 20% และปลดพนักงานไปแล้วราว 9,000 คน นับตั้งแต่มีพนักงานกว่า 133,000 คนในเดือนมีนาคมปีก่อน

สิ้น ‘จอน อึ๊งภากรณ์’ นักเคลื่อนไหว ผู้ก่อตั้ง iLaw-ประชาไท ถึงแก่กรรมอย่างสงบ ในวัย 77 ปี

(13 พ.ค. 68) สำนักข่าวประชาไท และ นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และเลขาธิการชมรมพิทักษ์ผู้ประกันตน รายงานตรงกันว่า ประชาไทได้รับแจ้งว่า นายจอน อึ๊งภากรณ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)​ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw และผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าวประชาไท เสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพัก ในวัย 77 ปี 

ขณะที่ นายนิมิตร์ ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า หนึ่งชีวิต ตายจาก ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวที่ได้ทำร่วมกัน ร่วมคิดงาน ถกเถียงกัน และช่วยกันดันจนงานนั้นสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง เป็นธรรมดา แต่สิ่งที่แสนจะวิเศษและทำให้ผมเติบโตและกล้าที่จะผลักดันการงานต่างๆ ได้เพราะผม มี อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ เป็นเพื่อนร่วมทางตลอดมา…พวกเราจะช่วยกันจัดงานศพให้ นะครับ

ด้วยรักและเคารพครับ
13 พ.ค.2568

ผลเจรจาสหรัฐฯ – จีน 🇺🇸🇨🇳 ก็แค่พักรบสงครามภาษี มันเป็นได้แค่เกมซื้อเวลา ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงหวาดระแวงการเติบใหญ่ของจีน

(12 พ.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ระบุว่า ...

ผลเจรจาสหรัฐฯ - จีน 🇺🇸🇨🇳 ก็แค่พักรบสงครามภาษี  มันเป็นได้แค่เกมซื้อเวลา  ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงหวาดระแวงการเติบใหญ่ของจีน

แถลงการณ์ร่วม!! การประชุมเศรษฐกิจการค้า 'จีน - สหรัฐฯ' ณ นครเจนีวา ทั้ง 2 ประเทศ ตกลงร่วมดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้าทวิภาคี

(12 พ.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า จีน และสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการประชุมทางเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ ณ นครเจนีวา (Joint Statement on China-U.S. Economic and Trade Meeting in Geneva) ซึ่งระบุว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ("จีน") และรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ("สหรัฐฯ") ตระหนักถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคีต่อทั้งสองประเทศและเศรษฐกิจโลก และตระหนักถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่ยั่งยืนในระยะยาวและเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน

ทั้งสองฝ่ายตกลงจะดำเนินการต่างๆ ภายในวันที่ 14 พ.ค. 2025 ตามการหารือครั้งล่าสุดและความเชื่อที่ว่าการหารืออย่างต่อเนื่องมีศักยภาพจัดการกับข้อวิตกกังวลของแต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงการก้าวไปข้างหน้าด้วยจิตวิญญาณแห่งการเปิดกว้างร่วมกัน การสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือ และความเคารพซึ่งกันและกัน

สหรัฐฯ จะ (1) ปรับการบังคับใช้อัตราภาษีตามมูลค่า (ad valorem rate) เพิ่มเติมกับสินค้าของจีน (รวมถึงสินค้าของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและเขตบริหารพิเศษมาเก๊า) ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งฝ่ายบริหารหมายเลข 14257 ณ วันที่ 2 เม.ย. 2025 โดยระงับอัตราภาษีดังกล่าว 24 จุด เป็นระยะเวลา 90 วัน ขณะคงอัตราภาษีตามมูลค่าที่เหลือไว้ที่ร้อยละ 10 สำหรับสินค้าเหล่านี้ตามเงื่อนไขของคำสั่งดังกล่าว และ 

(2) ยกเลิกอัตราภาษีตามมูลค่าเพิ่มเติมที่แก้ไขแล้วกับสินค้าดังกล่าว ซึ่งกำหนดโดยคำสั่งฝ่ายบริหารหมายเลข 14259 ณ วันที่ 8 เม.ย. 2025 และคำสั่งฝ่ายบริหารหมายเลข 14266 ณ วันที่ 9 เม.ย. 2025

จีนจะ (1) ปรับการบังคับใช้อัตราภาษีตามมูลค่าเพิ่มเติมกับสินค้าของสหรัฐฯ ตามที่ระบุไว้ในประกาศของคณะกรรมการภาษีศุลกากรแห่งคณะรัฐมนตรี ฉบับที่ 4 ประจำปี 2025 โดยระงับอัตราภาษีดังกล่าว 24 จุด เป็นระยะเวลา 90 วัน แต่ยังคงอัตราภาษีตามมูลค่าเพิ่มเติมที่เหลือไว้ที่ร้อยละ 10 สำหรับสินค้าดังกล่าว และยกเลิกอัตราภาษีตามมูลค่าที่แก้ไขแล้วกับสินค้าดังกล่าว ซึ่งกำหนดโดยประกาศของคณะกรรมการภาษีศุลกากรแห่งคณะรัฐมนตรี ฉบับที่ 5 ประจำปี 2025 และประกาศของคณะกรรมการภาษีศุลกากรแห่งคณะรัฐมนตรี ฉบับที่ 6 ประจำปี 2025 และ 

(2) ปรับใช้มาตรการฝ่ายบริหารที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อระงับหรือยกเลิกมาตรการตอบโต้ที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรที่ดำเนินการกับสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. 2025

หลังจากดำเนินการข้างต้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งกลไกการหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าต่อไป โดยคณะผู้แทนจากฝ่ายจีนสำหรับการหารือนี้ ได้แก่ เหอลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และคณะผู้แทนจากฝ่ายสหรัฐฯ ได้แก่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ และเจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งการหารือเหล่านี้อาจจัดขึ้นสลับกันในจีนและสหรัฐฯ หรือในประเทศที่สามตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย และทั้งสองฝ่ายอาจจัดการปรึกษาหารือระดับปฏิบัติการในประเด็นเศรษฐกิจและการค้าที่เกี่ยวข้องหากจำเป็น

‘ปลากะพง 3 น้ำ’ เนื้อขาว แน่นนุ่ม กลิ่นละมุน เลี้ยงธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี ได้รับการรับรองคุณภาพ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

(12 พ.ค. 68) ‘Mahasmutfoods’ เชิญชวนมาร่วมกดติดตามเพจ ‘Mahasmutfoods’

เพื่อไม่พลาดกับความอร่อยในการสั่งซื้อปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เนื้อขาว แน่นนุ่ม กลิ่นละมุน ปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา เป็นกลุ่มแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพานิชย์

สามารถกดติดตามเพจได้ที่ลิงค์ : https://www.facebook.com/share/JpBX3VBVHZwJoE1w/?mibextid=LQQJ4d

รวมสุดยอดอาหารสดจากทะเลสาบสงขลา ไว้ที่นี่แล้ว!!

‘ปลากะพง 3 น้ำ’จากทะเลสาบสงขลา เป็นกลุ่มแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพานิชย์ 

เลี้ยงธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี
ไม่มีกลิ่นคาว ใช้เทคนิคญี่ปุ่นแบบอิเคะจิเมะ
เนื้อแน่นฟู สีชมพู รสชาติหวานอร่อย

พร้อมเสริ์ฟที่ร้านมหาสมุทรฟู้ดทุกสาขาส่งตรงจากทะเลสาบสงขลา สดๆใหม่ๆ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้ทุกคนลิ้มลองแล้วที่ 

Gourmet Market Siam Paragon ชั้น G(โซนซีฟู้ด) ตั้งเเต่เวลา 10.00-23.00น

Gourmet Market The Mall ท่าพระ ชั้น B1 (หน้าร้าน You Hunt We Cook) ตั้งเเต่เวลา 10.00-22.00.

Gourmet Market สาขา The Emquartier, ชั้น G (โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น.

Tops สาขาเซ็นทรัล บางนาที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00น.

หรือสั่งตรงได้ที่ เพจ Mahasmutfoods
https://www.facebook.com/share/192moAR946/

พิเศษสุด ... Ready to Eat by มหาสมุทรซีฟู้ด มีอาหารปรุงสุก ให้ทุกท่านได้ลิ้มลองแล้ว วันนี้

‘วิกรม’ แนะ!! ผู้ประกอบการไทย ปรับตัวรับ ‘ภาษีทรัมป์’ กระจายตลาดส่งออกสินค้า พัฒนาศักยภาพการผลิต!! สร้างฐานการผลิตสินค้าใหม่ ป้อนตลาดทั่วโลก

(12 พ.ค. 68) นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า จากนโยบายการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐ ที่เรียกเก็บจากประเทศผู้ส่งออกทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เชื่อว่าทุกประเทศที่เป็นฐานผลิตเพื่อการส่งออกจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน  แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลการเจรจา ซึ่งผู้ผลิตต้องปรับตัวเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว เช่นการขยายไปยังตลาดใหม่ๆ  ลดการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯเพียงอย่างเดียว ปรับแผนการผลิตโดยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สอดรับกับทิศทางของตลาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการกระจายสินค้าไปได้ทั่วโลก

ขณะเดียวกันมูลค่าการค้าระหว่างกลุ่มประเทศในอาเซียน มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 10% ในทุกๆปี  ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการค้าในอาเซียน และจีนเป็นตลาดใหญ่ โดยเฉพาะจีน ที่มีจำนวนประชากรและอัตราการเติบโตรายได้ต่อหัวค่อนข้างสูงทำให้ยังเป็นโอกาสสำหรับสินค้าไทยที่จะส่งออกไปยังประเทศจีน โดยอาศัยความได้เปรียบในด้านภูมิศาสตร์ที่สามารถส่งสินค้าไปได้ ทั้งระบบขนส่งโดย รถยนต์ และระบบราง เป็นต้น  

“สิ่งที่เกิดขึ้นเราต้องปรับตัวให้ได้ เพราะผู้ประกอบการที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ไม่ได้มีเป้าหมายส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ อย่างเดียว แต่ส่งสินค้าไปยังทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ แอร์  ทำให้เกิดกระจายตลาดไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก จากอดีตที่ตลาดส่งออกของไทยให้ความสำคัญกับ 3 กลุ่มประเทศหลักประกอบด้วย สหรัฐฯ  ยุโรป และญี่ปุ่น  ซึ่งกินส่วนแบ่งตลาดอย่างน้อย 20% ในแต่ละประเทศ แต่สถานการณ์ปัจจุบันจะพึ่งพิงตลาดในอาเซียน และจีนเพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วน ของ 3ประเทศหลักเดิม มีสัดส่วนลดลงมาอย่างต่อเนื่อง” นายวิกรมกล่าว

นายวิกรม กล่าวอีกว่า การปรับตัวที่จะสามารถยังคงรักษาการเติบโตต่อไปได้ ต้องนำบทเรียนของประเทศต่าง ๆ ที่พัฒนาเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง แม้ว่าต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจในทุกรูปแบบมาโดยตลอด เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน รวมทั้งสิงคโปร์ ที่เป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ  โดยเริ่มการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ จากการเปิดรับ บุคลากร ที่มีความสามารถจากประเทศอื่นๆ เข้ามาร่วมมือกับคนในประเทศ ขณะที่ประเทศไทยควรนำมาเป็นแบบอย่าง เช่น ดึงคนเก่งจากต่างประเทศมาเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพในการผลิตและบุคคลากร  รวมถึงนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี หรือ โนฮาวน์ มาพัฒนาการผลิตสินค้าใหม่ๆตรงกับความต้องการของตลาด  เพื่อยกระดับสินค้าไทย 

“ปัจจุบัน ผู้ประกอบการที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะของไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตเพื่อการส่งออก 80% เป็นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง สามารถกระจายไปยังทั่วโลก และพึ่งพิงตลาดในประเทศเพียง 20%” นายวิกรมกล่าว

ด้านนายโอซามู ซูโด รักษาการประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) กล่าวว่า  เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมไทยและปรับตัวเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลจากขึ้นภาษีของสหรัฐฯเนื่องจากเรามีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการที่เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจระดับโลก ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในการเลือกไทยเป็นฐานการผลิตและการลงทุน รวมถึงศักยภาพทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมและเป็นศูนย์กลางทางการผลิตในภูมิภาคเอเชียทำให้เราสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง 

สำหรับแผนเดินหน้าของของกลุ่มอมตะในปีนี้ ยังคงรักษาการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากบริษัทกลุ่มอมตะ มีนิคมอุตสาหกรรมในหลายประเทศที่รองรับการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน ทั้งนิคมฯ อมตะในไทยประเทศเวียดนาม    และที่อยู่ระหว่างการพัฒนาใน สปป.ลาว   ดังนั้นการตัดสินใจของนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในนิคมฯ ต้องใช้องค์ประกอบหลายด้านในการย้ายฐานการผลิต เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว ต้องพิจารณาถึงสิทธิประโยชน์ โครงสร้างพื้นฐาน ศักยภาพแรงงาน สิ่งอำนวยความสะดวกต่อการลงทุน  ที่สำคัญผู้ประกอบได้มีการเตรียมตัว และคาดการณ์เพื่อรับผลกระทบที่เกิดขึ้นของตลาดสหรัฐฯล่วงหน้าอยู่แล้ว และส่วนใหญ่เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์เกิดขึ้นไว้ในระดับหนึ่ง

เปิดตัวเลขค่าไฟฟ้า หลัง ‘พีระพันธุ์’ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี บริหารจัดการอย่างจริงจัง ช่วยคนไทย ประหยัดค่าไฟ เซฟไปถึง 2.7 แสนล้าน คืนเข้าสู่กระเป๋า ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน

(12 พ.ค. 68) เพจ ‘พีระพันธุ์ FC’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

เซฟค่าไฟให้คนไทย 2.7 แสนล้าน!!... ทราบหรือไม่?! 

เราคนไทยทั้งประเทศประหยัดค่าไฟรวมกันแล้วกว่า 2.7 แสนล้านบาท นับตั้งแต่ที่ พี่ตุ๋ย-พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เข้ามารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยก่อนหน้าที่ ‘พี่ตุ๋ย’ จะเข้ามารับตำแหน่ง (ก่อนเดือน ก.ย. 66) อัตราค่าไฟอยู่ที่ 4.77 บาท/หน่วย ซึ่งหากไม่มีการบริหารจัดการอย่างจริงจัง เราจะต้องจ่ายค่าไฟระหว่างช่วงเดือน ก.ย. 66 - ส.ค. 68 เป็นเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,985,025 ล้านบาท โดยคำนวณจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยของคนไทยทั้งประเทศ (อ้างอิงจากระบบของ กฟผ.)

แต่ผลจากการบริหารจัดการตามแนวทางของ ‘พี่ตุ๋ย’ ประชาชนคนไทยจ่ายค่าไฟในช่วงดังกล่าวเป็นเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,710,368 ล้านบาท โดยส่วนต่างที่ประหยัดได้ถึง 274,657 ล้านบาทนี้ ถือเป็นดอกผลแห่งความทุ่มเทและการทำงานหนักของ ‘พี่ตุ๋ย-พีระพันธุ์’ ที่คืนเข้าสู่กระเป๋าคนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน และ ‘พี่ตุ๋ย’ ยังคงเดินหน้าลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้พี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องแม้จะมีแรงต้านอย่างหนักจากผู้เสียผลประโยชน์ ช่วยกันเป็นกำลังใจให้ ‘พี่ตุ๋ย’ ครับ!!

'อ.ไชยันต์' ยกธรรมะ!! นิยามความเมตตา สรุปใช้ไม่ได้กับ 'ทักษิณ' ชี้!! เมตตาเท่าเทียมกัน แต่ไม่ใช่ปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน

(12 พ.ค. 68)  ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ความเมตตา กับคุณทักษิณ” โดยระบุว่า …

ช่วงนี้ มีคนมากกว่าหนึ่งคนออกมาขอให้สังคมมีความเมตตาต่อคุณทักษิณ ผมเลยไปหาความรู้เกี่ยวกับความเมตตา เพราะก่อนจะเมตตา น่าจะต้องมีปัญญากำกับ เลยได้ความมาดังนี้ครับ “เมตตาเท่าเทียมกัน แต่ไม่ใช่ปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน”

“ท่านเคยเปรียบเทียบเหมือนคนเลี้ยงม้า ท่านไปสอนคนเลี้ยงม้า บอกม้าบางตัวนิสัยมันดี ว่าง่ายสอนง่าย เขาก็ให้มันกินอาหารพอดีๆ พามันออกกำลังกาย พามันฝึก บางตัวมันดื้อเขาก็ทรมานมันต่างๆ นานาเพื่อปราบพยศมัน บางตัวสอนไม่ได้ฝึกไม่ได้ พระพุทธเจ้าถามว่า ถ้าเจอม้าเกเรฝึกไม่ได้จะทำอย่างไร เขาบอกเขาก็ฆ่าทิ้ง

พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าท่านก็ทำแบบเดียวกัน ตัวไหนดีท่านก็อบรมอย่างเรียบร้อย ไม่ดุเดือดอะไร พวกที่หยาบหน่อยก็สั่งสอนแบบดุเดือดหน่อย พวกสั่งสอนไม่ได้ท่านฆ่าทิ้ง ฆ่าทิ้งคือไม่สอน

ถ้าจิตใจเรากระด้างจนครูบาอาจารย์ไม่สอน รู้เลยเราเป็นม้าระดับถูกฆ่าทิ้ง ฉะนั้นถ้าครูบาอาจารย์ยังดุด่าว่ากล่าวอยู่ แสดงว่ายังเป็นม้าชนิดฝึกได้อยู่

ความเมตตา ไม่ใช่ว่าเมตตาแล้วปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน อย่าเข้าใจผิดว่าถ้ามีความเมตตาแล้ว เราปฏิบัติกับคนดีคนชั่วเสมอกัน คนหยาบคนละเอียดเสมอกันอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ๆ

ถึงเราเมตตาเท่าเทียมกันกับคนทุกคน แต่การปฏิบัติ ปฏิบัติให้สมควรแก่คนๆ นั้นที่เขาจะได้ประโยชน์สูงสุด เราอยู่ในบริษัท ลูกน้องเราเยอะ เราเมตตาทุกคน เรารู้ว่าแต่ละคนมีความทุกข์ทั้งนั้น เราเมตตาทุกคน คนไหนมีฝีมือนิสัยดีก็โปรโมต ให้เขาเติบโตไป ให้โอกาสเขาทำงาน

คนซึ่งแย่ลงมาคุณสมบัติบกพร่องตรงนั้นตรงนี้ ก็สั่งสอน สั่งสอนแล้ว ให้โอกาสปรับตัว ให้โอกาสทำงาน ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ให้ออก ให้ออกก็คือเหมือนเราฆ่าทิ้ง ถามว่าฆ่าทิ้งด้วยความโหดร้ายทารุณไหม ไม่ใช่ เมตตามาก่อนแล้ว สุดท้ายก็ลงที่อุเบกขา

สัตว์โลกแต่ละตัวๆ มันมีอัธยาศัยใจคอแตกต่างกัน บางตัวยังหยาบเกินไป ก็ต้องปฏิบัติกับเขาอย่างหนึ่ง

นอกจากนี้ ศ.ดร.ไชยันต์ ได้เขียนในคอมเมนต์ถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยว่า 

ท่านได้รับความเมตตา อภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปีมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้น เชื่อว่าคนไทยเราก็เตรียมใจให้อภัยและมีเมตตาให้ท่าน หากท่านสำนึกน้อมรับการจำคุก ที่จริงคนระดับท่านถูกจำคุกจริงๆ ไม่ต้องถึงปี ดีไม่ดี คนไทยขี้สงสารใจอ่อน ท่านจะออกมาใส่กำไลอีเอ็มกลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ก็คงไม่มีใครว่า รังแต่จะมีความเมตตาเห็นใจท่าน แต่ท่านไม่เข้าใจความเมตตาของคนไทยที่พร้อมจะให้ท่าน ท่านกลับคิดถึงแต่ตัวท่านเอง และยังมีทิฐิอยู่มาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top