Monday, 8 June 2026
Hard News Team

“บิ๊กบี้” สั่ง กรมสวัสดิการทบ. พร้อมอนุเคราะห์ฌาปนสถาน จัดพิธีเผาหรือเคลื่อนย้ายศพผู้ติดเชื้อโควิด ลดภาระครอบครัวโดยให้แจ้งผ่าน ศูนย์ประสานงานต้านโควิด19 ทบ.

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2564 พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่ส กองทัพบกยังคงสนับสนุน ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ COVID- 19 ทุกด้าน ทั้งเรื่องโรงพยาบาลสนาม, สนับสนุนบุคลากร, เครื่องมือทางการแพทย์, ในการเฝ้าตรวจคัดกรองและรักษาผู้ป่วย

โดยพล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เห็นถึงข้อจำกัดและความไม่สะดวกในการจัดการพิธีศพของผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อ โควิด-19 รวมถึง การเคลื่อนย้ายศพจากโรงพยาบาลไปยังวัด เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาได้สั่งการให้กรมสวัสดิการทหารบก ซึ่งเป็นหน่วยรับผิดชอบศาสนสถานของกองทัพบก และหน่วยทหารทั่วประเทศ รวมทั้ง ฌาปนสถานของกองทัพบกในพื้นที่ กทม. ได้แก่ วัดอาวุธวิกสิตาราม เขตบางพลัด, วัดโสมมนัสวรวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย, วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต เขตบางเขน ได้ให้ความอนุเคราะห์ และช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการจัดเตรียมสถานที่ในการประกอบพิธีทางศาสนา การเผาศพให้กับศพของผู้ติดเชื้อโควิดที่ครอบครัวหรือญาติมีความเดือดร้อนและขอรับการสนับสนุน

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ได้มอบให้พิจารณาอำนวยความสะดวกในการจัดยานพาหนะช่วยเคลื่อนย้ายศพไปยังวัด ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อตามที่สาธารณสุขแนะนำอีกด้วย

ทั้งนี้ในการเคลื่อนย้ายศพจากโรงพยาบาลไปยังศาสนสถานของกองทัพบก จะดำเนินการโดย “ศูนย์ควบคุมการเคลื่อนย้าย ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านความมั่นคงกองทัพบก (กองทัพภาคที่ 1)” โดยขั้นตอนทั้งหมดเป็นการฌาปนกิจแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อลดภาระของครอบครัวผู้ติดเชื้อและเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ในขณะนี้
 
ทั้งนี้ครอบครัวผู้เสียชีวิตที่เดือดร้อนหรือประสบปัญหาในการจัดการศพผู้ติดเชื้อ COVID-19 หรือการขนส่งเคลื่อนย้ายศพ สามารถประสานขอรับการสนับสนุน ผ่านศูนย์ประสานงานต้านโควิด-19 กองทัพบก โทร 0-2270-5685-9 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สำหรับการช่วยเคลื่อนย้ายและจัดพิธีเผาศพดังกล่าว เป็นความตั้งใจของผู้บัญชาการทหารบก ที่ประสงค์ดูแลพี่น้องประชาชนเป็นการทำความดีด้วยหัวใจ  นำทรัพยากรและศักยภาพของกองทัพบกที่มีอยู่เพื่อการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุดและลดผลกระทบของ COVID-19 ต่อสังคมไทยโดยรวมอย่างแท้จริง

ล่าสุดมีครอบครัวของผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ซึ่งเป็นหญิงไทย อายุ 84 ปี เสียชีวิตเมื่อ 4 พ.ค.64 ที่โรงพยาบาล รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ได้ติดต่อขอรับการช่วยเหลือในเรื่องการจัดพิธี ฌาปนกิจศพ ซึ่งจะประกอบพิธีในวันนี้เวลา 18.40 น. โดยกองทัพบกได้อำนวยความสะดวกตามการร้องขอจัดพิธีศพให้ในวันนี้ ณ วัดโสมมนัสวรวิหาร

ศรชล.เข้มมาตรการ COVID-19

ศรชล.เข้มมาตรการ COVID-19

พล.ร.ต.ปกครอง มนธาตุผลิน โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล(ศรชล.) เปิดเผยว่า พลเรือเอก ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ และรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สั่งการให้ ศรชล. ยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเข้มงวดโดยให้กำลังพลของ ศรชล. ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน COVID-19 ให้ปรับการทำงานของกำลังพลเป็นแบบ Work From Home และเน้นย้ำให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคม การใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ การวัดอุณหภูมิก่อนเข้าหน่วย และการใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของ COVID-19 สูง รวมทั้งกำชับให้กำลังพลทุกนายใช้ Application "ไทยชนะ" เมื่อเดินทางไปในพื้นที่สาธารณะต่างๆและสั่งการให้หน่วยต่าง ๆ ปรับลดงบประมาณในการจัดหาพัสดุที่ไม่เร่งด่วนมาใช้ในการจัดหาแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัย และเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกัน COVID-19 

ในส่วนของหน่วยปฏิบัติการทางทะเล รอง ผอ.ศรชล.ได้สั่งการให้ ศรชล.ภาค ศรชล.จังหวัด และศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัด (PSCC) ตลอดจนหน่วยกำลังในพื้นที่ดำเนินการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) อย่างเข้มงวดตามมาตรการ ข้อกำหนด แนวทางปฏิบัติของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มขีดความสามารถ รวมถึง ให้มุ่งเน้นการปฏิบัติงานในเชิงรุกโดยกำกับ ติดตามการปฏิบัติในการตรวจตราเรือสินค้า เรือประมง และเรือต่าง ๆ ในการผ่านด่านทางทะเลเข้าราชอาณาจักรอย่างเข้มงวด รวมทั้งการจัดเจ้าหน้าที่ชุดสหวิชาชีพ บูรณาการการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) ณ บริเวณท่าเรือ และแพปลาภายในจังหวัดที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะการสกัดกั้นผู้อพยพหรือผู้ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้านทางทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ เช่นสายพันธุ์อินเดียซึ่งเพิ่งเริ่มมีการระบาดในประเทศเพื่อนบ้านของเราเข้ามาแพร่ในประเทศไทย

เพจไทยคู่ฟ้า เผยแพร่ข้อมูลยืนยันไฟเซอร์ยังไม่ได้นำเข้าในประเทศไทย ว่า “ยืนยัน! ไฟเซอร์ยังไม่นำเข้าวัคซีนโควิดในไทย

จากกระแสข่าว "มีการนำเข้าวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์มายังประเทศไทย" แล้ว ล่าสุด อย. ยืนยันว่า “ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด” 

ขณะนี้วัคซีนไฟเซอร์ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนและอนุญาตให้นำเข้ามา และเมื่อตรวจสอบไปยังบริษัทผู้ผลิตก็ได้รับการยืนยันเช่นกันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง

วัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยแล้วขณะนี้มี 3 ราย คือ แอสตราเซเนก้า ซิโนแวค และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน โดยมีอีก 3 ราย (โมเดิร์นนา, โควัคซีน, สปุตนิค วี) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาและยื่นเอกสาร 

ดังนั้น หากมีการนำเข้าวัคซีนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจะถือว่าเป็นการกระทำผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าวัคซีนโควิดของไทยที่ถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th

ด้านบริษัทไฟเซอร์ประเทศไทยได้ออกเอกสารชี้แจงเช่นเดียวกันว่า จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีการนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ผ่านสำนักงานในประเทศไทยแต่อย่างใด

#ไทยคู่ฟ้า #รวมไทยสร้างชาติ #ร่วมต้านโควิด19

Website : www.thaigov.go.th
Facebook/Twitter : ไทยคู่ฟ้า
YouTube : ไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
LINE : ไทยคู่ฟ้า (@thaigov)
TikTok : ไทยคู่ฟ้า (@thaigov)

“เสกสกล" ได้ใจ ตะเพิด “รังสิมันต์-ปิยะบุตร” พ้นเมืองไทย อย่าอยู่ให้หนักแผ่นดินไทย

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2564 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล แสดงความเห็นต่อปรากฎการณ์ “ย้ายประเทศกันเถอะ” ว่า เป็นสิทธิ์ที่จะแสดงกิจกรรม และคงห้ามไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องคนที่ไม่อยากอยู่ในประเทศเกิดตัวเอง แต่เรื่องนี้จะไปเข้าทางนักการเมืองน้ำเน่าหรือพวกฝ่ายแค้นรัฐบาล ที่ชอบหากินทางการเมืองโดยการโหนกระแสโจมตีรัฐบาล หากใครมองว่าประเทศไทยอยู่ไม่ได้ อยากไปอยู่ต่างประเทศ ขอให้ประสบความสำเร็จ ส่วนคนที่อยากอยู่ในแผ่นดินไทยบ้านเกิดตนเองอย่างมีความสุขยังมีมหาศาล และมั่นใจว่าในประเทศไทยยังมีผู้มีความรู้ความสามารถ ที่รักบ้านเกิดรักประเทศ อยากทุ่มเททำงานขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไปข้างหน้าให้เจริญรุ่งเรือง ขณะที่คนไม่เห็นคุณค่าแผ่นดินบ้านเกิด อกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และเป็นคนเนรคุณต่อแผ่นดินถิ่นเกิดคงพอรู้กันอยู่ว่ามีใครบ้าง ที่เป็นแกนนำหลักชอบสนับสนุนกลุ่มม็อบสามนิ้ว และสนับสนุนพวกม็อบจาบจ้วง ก้าวล่วงล้มล้างสถาบัน 

นายเสกกสกล กล่าวว่า แม้นายกรัฐมนตรี รัฐบาล มีเจตนาที่ดีบริหารงานได้ดีและพัฒนาประเทศมากเพียงใด ผู้ที่เห็นต่างก็ไม่ชอบและไม่สนับสนุน ดังนั้นให้ไปอยู่ที่ประเทศอื่น น่าจะเป็นทางออกที่ดีให้ผู้เห็นต่างจะได้สบายใจ และออกไปจริงๆไม่ใช่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น และมองว่าหากประเทศไทย ไม่ดีจริง คนที่หลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศทั้งนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ คงไม่อยากกลับมาอยู่บ้านเกิดของตัวเอง ชาวต่างชาติหลายคนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ไม่อยากจะกลับบ้านเมืองตัวเอง เช่น โค้ช เช ยอง ซอก ผู้ฝึกสอนเทควันโด้ชาวเกาหลี  ที่ยื่นขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นชาวไทย

“นักการเมืองคนไทยบางคน อาทิ นายรังสิมันต์ นายปิยะบุตร แสงกนกกุล พวกชังชาติทั้งหลาย ที่มีภรรยาเป็นชาวต่างชาติ และอาศัยประเทศไทยอยู่ ไปสนับสนุนกิจกรรมนี้ คงอยากไปอยู่ต่างประเทศ หากไม่อยากอยู่จริง รับไม่ได้กับผู้นำประเทศ และประเทศไทย ให้ไปอยู่ที่อื่นและพาภรรยาชาวต่างชาติไปด้วย รีบไปเร็วๆยิ่งไปเร็ว จะทำให้คนไทยมีความสุขสบายใจแผ่นดินไทยจะได้สูงขึ้น ถ้านายรังสิมันต์ และนายปิยบุตร ยังอยู่ มีแต่จะคอยถ่วงความเจริญ  เพราะคนประเภทนี้ที่ชอบสร้างความเดือดร้อนสร้าง ความวุ่นวายให้บ้านเมือง มีแนวคิดสนับสนุนพวกม็อบสามนิ้วก้าวล่วง จาบจ้วงสถาบัน"

“สงคราม” อัด “บิ๊กตู่” มีวาระแอบแฝงปฏิเสธเอกชนช่วยหาวัคซีนชี้รัฐบาลบริหารวัคซีนผิดพลาดทำเศรษฐกิจไทยทรุดหนักไร้ทางฟื้น

วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2564 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวบอำนาจในการบริหารสถานการณ์ การแก้ปัญหาการระบาดของวัสโควิด-19 ไว้แต่เพียงผู้เดียว ส่งผลให้เกิดการบริหารสถานการณ์ที่ผิดพลาด โดยเฉพาะการจัดหาวัคซีนที่ล่าช้า ส่งผลร้ายทั้งประชาชนและทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ถดถอยไปอีกหลายปี

กรณีที่ภาคเอกชนเสนอตัวเข้ามาช่วยในการจัดหาวัคซีนจำนวนมากกว่า 10-15 ล้านโดส เพื่อนำมาฉีดให้ประชาชนรวมทั้งเพื่อเปิดทางเลือกให้ประชาชน สามารถเลือกฉีดวัคซีนได้ เป็นเรื่องที่ดี รัฐบาลไม่ควรที่จะปฏิเสธความปารถนาดีของภาคเอกชน เพราะเมื่อรัฐล้มเหลวในการจัดการวัคซีนการที่เอกชนยื่นมือมาช่วยรัฐควรจะดีใจ แต่รัฐเลือกปฏิเสธเพราะอะไร หรือ มีอะไรแอบแฝงในการจัดหาวัคซีนของรัฐ

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า การที่รัฐบาลอ้างว่ากว่าภาคเอกชนจะหาวัคซีนได้ก็น่าจะเป็นปลายปี ซึ่งจะซ้ำซ้อนกับวัคซีนของรัฐบาล รัฐบาลรู้ได้อย่างไร ด้วยศักยภาพของเอกชนเชื่อว่าจัดหาวัคซีนได้เร็วและมีคุณภาพที่ดีกว่าของรัฐบาลแน่นอน เท่าที่ทราบเอกชนมีการติดต่อกับผู้ผลิตวัคซีนทั่วโลก ทั้งไฟเซอร์ โมเดน่า และยี่ห้ออื่นๆ เพื่อหาวัคซีนให้ประเทศไทย ดังนั้นการปกิเสธเอกชนเท่ากับการปิดโอกาสรอดชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ

“รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกฉีดวัคซีนได้หลัก 10 หลัก100 ล้านโดส และมีการสต็อกไว้ล่วงหน้าอีก 2 ปี นอกจากนี้ยังฉีดให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวประเทศเขาได้เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทย ถึงวันนี้ฉีดวัคซีนแค่หลักล้าน ยังกล้ามาพูดว่าจะฉีดได้ 50 ล้านในปลายปี มันช้ามากคนไทยตายทุกวันและนอนรอความตายทั้งที่บ้านและที่โรงพยาบาล อีกหลาย 100 คน อยากถามรัฐบาลมีเหตุผลอะไรถึงปฏิเสธความช่วยเหลือจากเอกชน หรือมีผลประโยชน์อะไร เพราะเหตุผลที่รัฐบาลอ้างฟังไม่ขึ้น หรือรัฐบาลมีอะไรซ่อนเร้นจึงไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นนำเข้ามา การผูกขาดวัคซีนของรัฐบาลจะเป็นตัวฉุดรั้งความเชื่อมั่นของประเทศให้เสื่อมถอยไปหนักกว่านี้ จนยากที่จะกอบกู้ได้” นายสงครราม กล่าว

“ถาวร" จี้ใช้ยาแรง จัดการต้นตอเอาเชื้อ"โควิด"จากฝั่งเขมร มาปล่อยย่านทองหล่อ ไม่ใช่ลูบหน้าปะจมูก ถึงจะเรียกศรัทธารัฐบาลกลับมาได้ 

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2564 นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในขณะนี้ ว่า ตอนนี้มีการเสนอทางรอดหนึ่งในการแก้ปัญหาโรคโควิด-19 คือต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ทุกฉบับไปจับกุมทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดการแพร่เชื้อคลัสเตอร์ย่านทองหล่อ ตั้งแต่ผู้ที่เดินทางเข้า-ออกประเทศกัมพูชา มายังย่านทองหล่อ แม้วิธีนี้จะช่วยเรียกความศรัทธาจากประชาชนได้ แต่กลับถูกให้ระงับการดำเนินการดังกล่าวเอาไว้ ซึ่งตนเห็นว่าถ้ารัฐบาลต้องการจะเรียกศรัทธาคืน จะต้องจัดการแนวทางนี้อย่างเด็ดขาด
        
"ผมเสนอด้วยความหวังดี ผมไม่พูดการเมืองมานาน แต่ตอนนี้เห็นคนไทยเดือดร้อน จึงทนไม่ได้ และมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่ามีนักการเมือง พ่อค้า ผู้มีอิทธิพล ไปปลูกกัญชาฝั่งกัมพูชาจำนวนมาก และไปทำบ่อนการพนันด้วย การเข้า-ออกของคนเหล่านี้มีอภิสิทธิ์ จนส่งผลให้นำเชื้อโควิด-19 เข้ามาด้วยอีกทางหนึ่งแล้วนำมาแพร่ในบ้านเรา” นายถาวร กล่าว
         
นายถาวร กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ใช้อำนาจตาม พรก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ใช้กลไกหลายอย่างและใช้กฎหมายอีกหลายฉบับ ซึ่งมีการระบุไว้อยู่แล้วว่าใครบ้างที่เป็นผู้รักษาการ ตามกฎหมายแต่ละฉบับ คนเหล่านั้นจึงถือเป็นผู้รับผิดชอบต้องจัดการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้นขอให้รัฐบาลฉีดยาแรง และทำทันที จึงจะเรียกศรัทธากลับคืนมาได้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในแต่ละรอบ ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะคนยากจน ไม่ได้ทำมาหากิน ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการฟื้นฟูและเยียวยา รวมถึงพัฒนาประเทศ 
          
“การระบาดแต่ละรอบ ทำให้ประชาชนถูกจำกัดสิทธิ คนจนไม่ได้ทำมาหากิน เศรษฐกิจหยุดชะงักทุกด้าน ดังนั้นรัฐบาลต้องบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง เข้มข้น ไม่ลูบหน้าปะจมูก ถึงจะเอาอยู่ครับ"นายถาวร กล่าว

‘บิ๊กตู่’ นั่ง ผอ.ศูนย์แก้โควิดกทม.-ปริมณฑล ดึง 8 อาจารย์หมอ นั่ง ‘ที่ปรึกษา’ ให้ เลขาฯ สมช. นั่ง ประธาน กก.เฉพาะกิจบูรณาการด้านการแพทย์ ส่วน “หมอหนู-หมอตี๋” เป็นแค่ ‘ที่ปรึกษา’

พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวัน ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค. ได้ลงนามคำสั่งตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขโควิด-19 พื้นที่ กทม.และปริมณฑล ตามที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เสนอรายละเอียด

โดยมีนายกฯ เป็น ผอ.ศูนย์ฯ แบ่งการทำงานเป็น 5 ฝ่าย ได้แก่

1.) ฝ่ายอำนวยการ

2.) ฝ่ายปฏิบัติการการตรวจเชิงรุก

3.) ฝ่ายบริหารจัดหารผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยง

4.) ฝ่ายบริหารจัดการพื้นที่

5.) ฝ่ายบริหารจัดการการฉีดวัคซีน โดยให้ผอ.เขต , ผอ.ศูนย์ควบคุมการแพร่ระบาดโควิดในระดับเขต จะทำงานร่วมกับศูนย์ใหญ่ บริหารจัดการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกัน

นอกจากนี้ นายกฯยังได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง คณะที่ปรึกษาด้านการสาธารณสุขศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ความเห็น และข้อเสนอแนะทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับมาตรการสาธารณสุขและแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาสถานการณ์ ฉุกเฉินอันเกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ประกอบด้วย

1.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

2.) นพ.อุดม คชินทร

3.) นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา

4.) นพ.สุทธิพงศ์ วัสรสิทธุ

5.) นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา

6.) นพ.อนันต์ ศรีเกียรติขจร

7.) พญ.จิรายุ เอื้อวรากุล และ

8.) นพ.ไพโรจน์ จงบัญญัติเจริญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อการบูรณาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 โดยมีคณะกรรมการ 22 คน ประกอบด้วย

1.)  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นที่ปรึกษา

2.) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นที่ปรึกษา

3.) เลขาธิการ สมช. เป็นประธานกรรมการ

4.) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธานกรรมการ

5.) ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานกรรมการ

6.) อธิบดีกรมการปกครอง  เป็นกรรมการ

7.) อธิบดีกรมการแพทย์ เป็นกรรมการ

8.) อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นกรรมการ

9.) อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นกรรมการ

10.) อธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นกรรมการ

11.) อธิบดีกรมอนามัย เป็นกรรมการ

12.) ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เป็นกรรมการ

13.) เลขาธิการองค์การอาหารและยา เป็นกรรมการ

14.) เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เป็นกรรมการ

15.) เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นกรรมการ

16.) ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เป็นกรรมการ

17.) เสนาธิการทหาร เป็นกรรมการ

18.) ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการ

19.) นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เป็นกรรมการ

20.) อธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นกรรมการและเลขานุการ

21.) รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และ

22.) ผู้ช่วยเลขาธิการ สมช. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

รัฐบาล ยัน สปสช. พร้อมเยียวยาคนแพ้วัคซีนโควิด-19 ของรัฐ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล ยืนยันให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ช่วยเหลือดูแลคนไทยทุกสิทธิ์ทั้งสิทธิประกันสังคม บัตรทอง และสิทธิราชการ รวมทั้งบุคลากรสาธารณสุข หากได้รับความเสียหายจากการรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยรัฐ โดยเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วัคซีนเข็มแรกที่ฉีดให้คนไทย เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2564 ตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ มาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยประชาชนสามารถยื่นเรื่องได้ทั้งที่โรงพยาบาล สาธารณสุขจังหวัด และเขต สปสช. ซึ่งจะมีคณะกรรมการพิจารณาอัตราช่วยเหลือเยียวยา ภายใน 5 วัน หลังจากที่อนุกรรมการได้รับเรื่อง 

“ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลดูแลความมั่นคงด้านสุขภาพของคนไทยทุกคน อย่างดีที่สุดรวมทั้งในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทั้งประชาชนบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ด่านหน้า หากท่านได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขหรือกรณีของการรับวัคซีนโควิด-19 ของภาครัฐ ที่บางรายเท่านั้นที่เกิดอาการหรือผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ จะได้รับการดูแลช่วยเหลือจากรัฐบาล”

สำหรับปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนรับวัคซีนโควิด-19 จนถึงวันที่ 5 พ.ค. 2564 (ณ เวลา 08.00 น.) รวมจำนวน 1,016,893 คน โดยลงทะเบียนผ่านไลน์ 818,962 คน และแอปพลิเคชั่น 197,931 คน โดยได้มีการรายงานให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว 1,573,075 โดส เป็นเข็มที่ 1 จำนวน 1,150,564  ราย และมีผู้ได้รับแล้ว 2 เข็มจำนวน 422,511 ราย สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สะสมแล้ว 285,735 โดส

ส่วนจังหวัดภูเก็ตมีรายงานว่า มีประชาชนที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้วราว 1 แสนคน โดยโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตร่วมกับภาคเอกชน กระจายจุดฉีดวัคซีน 5 จุดใน 3 อำเภอ ที่ รร.อังสนา ลากูนา / สะพานหิน / ภูเก็ต ออร์คิด รีสอร์ท / ห้างจังซีลอน ด้วย

หวั่นเจอทัวร์ตุ๋นหลอกพาไปฉีดวัคซีนเมืองนอก

กรมการท่องเที่ยว แจ้งว่า หลังพบข้อมูลข่าวเผยแพร่บนสื่อออนไลน์ กรณีบริษัทนำเที่ยวเปิดขายทัวร์พร้อมฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ในต่างประเทศ หรือเรียกว่า "วัคซีนทัวร์" ซึ่งนำเสนอรายการนำเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ แต่ดึงดูดความสนใจของประชาชนด้วยการพาไปฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยรายการนำเที่ยวลักษณะนี้เริ่มมีแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักเน้นไปที่ประชาชนที่มีกำลังซื้อสูง สามารถเดินทางไปฉีดวัคซีนในต่างประเทศได้ แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้การเดินทางไปต่างประเทศเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากขึ้น เพราะต้องปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลไทยและข้อกำหนดของประเทศปลายทาง

ทั้งนี้กรมฯ มีความเป็นห่วงถึงเรื่องดังกล่าว โดยประชาชนที่สนใจรายการนำเที่ยวในรูปแบบวัคซีนทัวร์ขณะนี้ ควรตรวจสอบและพิจารณาข้อมูลให้ครอบคลุมทุกด้านก่อนตัดสินใจซื้อทัวร์ ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยต้องตรวจสอบการมีใบอนุญาตของบริษัทนำเที่ยวที่เว็บไซต์กรมการท่องเที่ยว www.dot.go.th เช็กประวัติการร้องเรียนบริษัทนำเที่ยว การซื้อทัวร์เป็นการจ่ายเงินซื้อบริการล่วงหน้า ให้พิจารณาความเป็นไปได้ของการเดินทางทุกครั้ง และติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งการซื้อทัวร์ที่ราคาต่ำกว่าทุน 

พร้อมทั้งเก็บหลักฐานต่าง ๆ เช่น ใบเสร็จรับเงิน แผนการเดินทาง หากมีกรณีร้องเรียน ตรวจสอบการอนุญาตเดินทางระหว่างประเทศว่า มีมาตรการกักตัวก่อนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศปลายทางอย่างไร สำหรับประเทศไทยยังคงมาตรการกักตัวผู้เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ 14 วัน ติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในต่างประเทศก่อนตัดสินใจซื้อทัวร์ได้ที่ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

ครม. เคาะแล้วมาตรการเยียวยารอบใหม่ มาเป็นแพ็ค คนละครึ่ง เฟส 3 แจกคนละ 3,000 บาท 31 ล้านคน ใช้งบ 9.3 หมื่นล้าน ฟื้น ศก. ไตรมาส 3-4 เพิ่มสิทธิใช้ร้านทำผม ร้านนวด พร้อมขยายสิทธิเราชนะ-ม33เรารักกัน

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงความคืบหน้าของมาตรการต่าง ๆ ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของมาตรการด้านการเงินผ่านการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 และการออกพ.ร.ก. ด้านการเงินต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ รวมถึงมาตรการด้านภาษี ทั้งการลดภาษีและการขยายกำหนดเวลาต่าง ๆ อีกทั้งมาตรการด้านการคลังผ่านโครงการเยียวยา และมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งโครงการที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เช่นโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-2 โครงการเพิ่มกำลังซื้อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ เช่น โครงการเราชนะ

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในที่ประชุมเรื่องความจำเป็นที่ต้องพิจารณามาตรการที่จะออกมาใหม่ในรอบนี้ด้วยความรวดเร็วและด้วยความรอบคอบ

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการโครงการ "คนละครึ่งเฟส 3" เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งเพื่อระงับยับยั้งและป้องกันการแพร่ระบาดของสถานการณ์โรคโควิด-19 ระลอก 3 คนละ 3,000 บาท จำนวน 31 ล้านคน คิดเป็นวงเงินงบประมาณ 93,000 ล้านบาท ระยะเวลาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2564 โดยเป็นโครงการที่ช่วยประคองกำลังซื้อในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปีนี้

สำหรับรูปแบบการใช้จ่าย จะใกล้เคียงกับโครงการคนละครึ่งเฟสแรก และเฟส 2 แต่มีการเสนอรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมขยายสิทธิให้ร้านค้าภาคบริการอย่าง ร้านทำผม ร้านนวด เข้าร่วมด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียงร้านขายสินค้าและอาหารเท่านั้น ทั้งนี้ จะต้องรอการชี้แจงรายละเอียดอีกครั้ง

นอกจากนี้ ให้สิทธิเพิ่ม โครงการเราชนะ อีก คนละ 2,000 บาท แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ 33 ล้านคนใช่จ่ายถึง 30 มิ.ย.64

และขยายสิทธิโครงการ ม33เรารักกัน สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 คนละ 2,000 บาท จำนวน 9.27 ล้านสิทธิ์ ใช้จ่ายถึง 30 มิ.ย.64


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top