Friday, 12 June 2026
Hard News Team

'ชิลี' เผยผลการใช้ 'ซิโนแวค' สามารถลดการป่วยหนัก เสียชีวิต เทียบเท่า 'ไฟเซอร์-แอตราฯ'

4 ส.ค. 64 สำนักข่าวรอยเตอร์เสนอข่าว Chilean study shows variations in success of COVID-19 vaccines ระบุว่า ที่ประเทศชิลี มีการเผยแพร่ผลการศึกษาในโลกแห่งความเป็นจริงเกี่ยวกับประสิทธิภาพวัคซีนโควิด-19 จำนวน 3 ยี่ห้อ แบ่งเป็นไฟเซอร์ 4.5 ล้านคน แอสตราเซเนกา 2.3 ล้านคน และซิโนแวค 8.6 ล้านคน เทียบทั้งคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ฉีด 1 เข็ม และ 2 เข็ม ซึ่งชิลีเป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนให้ประชากรอย่างกว้างขวางได้รวดเร็วเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ปัจจุบันประชากรกว่าร้อยละ 60 ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ส่วนใหญ่เป็นวัคซีนซิโนแวค

ราฟาเอล อาเราส์ (Rafael Araos) ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงสาธารณสุขชิลี กล่าวว่า ซิโนแวคมีประสิทธิภาพร้อยละ 86 ในการป้องกันอาการป่วยในระดับต้องเข้าโรงพยาบาล ร้อยละ 89.7 ในการป้องกันอาการป่วยหนัก และร้อยละ 86 ในการป้องกันการเสียชีวิต ขณะที่ไฟเซอร์มีประสิทธิภาพร้อยละ 87.7 ในการป้องกันอาการป่วย ร้อยละ 98 ในการป้องกันอาการป่วยหนัก และร้อยละ 100 ในการป้องกันการเสียชีวิต ส่วนแอสตราเซเนกา มีประสิทธิภาพร้อยละ 68.7 ในการป้องกันอาการป่วย ร้อยละ 98 ในการป้องกันอาการป่วยหนัก และร้อยละ 100 ในการป้องกันการเสียชีวิต

อนึ่ง สำหรับวัคซีนซิโนแวค มีการเปรียบเทียบกับผลการศึกษาเมื่อเดือนเม.ย. 2564 พบว่า มีประสิทธิภาพร้อยละ 67 ในการป้องกันอาการป่วย ร้อยละ 85 ในการป้องกันอาการป่วยในระดับต้องเข้าโรงพยาบาล และร้อยละ 80 ในการป้องกันการเสียชีวิต ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไป ซิโนแวคเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อ แต่ลดประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ

อาเราส์ อธิบายว่า การที่ประสิทธิภาพในการป้องกันของวัคซีนลดลงนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะเมื่อมีความชุกของไวรัสกลายพันธุ์ที่รุนแรงขึ้น อย่างสายพันธุ์อินเดียหรือเดลตา ซึ่งหากมีการระบาดของสายพันธุ์นี้มากขึ้น บวกกับวัคซีนมีการตอบสนองที่อ่อนแอ ก็อาจเห็นประสิทธิภาพลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นตนขอเรียกร้องให้มีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน


ที่มา : https://www.naewna.com/inter/592532


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

สปส. เตือนภัย ผู้ประกันตน ม33 ระวัง “มิจฉาชีพ” หลอกขอข้อมูลรับเงินเยียวยา ผ่าน google form และ sms ปลอม

​นางสาวลัดดา แซ่ลี้ รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการรับสิทธิรับเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งล็อกดาวน์พื้นที่สีแดงเข้ม รวม 13 จังหวัด 9 ประเภทกิจการ ว่า ขณะนี้มีผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวนกว่า 3.1 ล้านคน ที่มีสัญชาติไทย จะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลคนละ 2,500 บาท สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายครั้งเดียวโดยโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขบัตรประชาชนเท่านั้น ซึ่งเงินเยียวยาจะเริ่มโอนเงินรอบแรกในวันที่ 4 - 6 สิงหาคม 2564 นี้ ส่วนที่เหลือจะทยอยโอนให้ ทุกวันศุกร์ ของสัปดาห์ถัดไป โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 สามารถตรวจสอบสิทธิรับเงินเยียวยา ผ่านเว็บไซต์ www.sso.go.th

รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวเตือนไปยังผู้ประกันตนมาตรา 33 ว่า ขณะนี้พบพวกมิฉาชีพได้จัดทำ google form และส่งข้อความผ่าน SMS ปลอม ไปสอบถามข้อมูล ส่วนตัว เพื่อหลวกลวงให้ผู้ประกันตนแจ้งความประสงค์รับเงินเยียวยา 2,500 บาท และให้กรอกเลขบัตรประจําตัวประชาชน เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ จนนำไปกดลิงค์เพื่อยืนยัน ซึ่งเป็นการใช้ความสับสนของผู้ประกันตนมาเป็นกลลวง ที่อาจนำมาซึ่งความเสียหาย ทั้งทรัพย์สิน และการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล ของพวกมิฉาชีพจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ สำนักงานประกันสังคมจึงขอเตือนให้ผู้ประกันตน โปรดระมัดระวังอย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด ด้วยความห่วงใยจากสำนักงานประกันสังคม หากผู้ประกันตนมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามที่สายด่วนสำนักงานประกันสังคม 1506

ประกันสังคม ทยอยโอนเงินเยียวยาวันละ 1 ล้านบัญชี ม.33 10 จังหวัดสีแดง เงินเข้าวันนี้

จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี อนุมัติโครงการเยียวยานายจ้าง และผู้ประกันตน ม.33 ในกิจการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 13 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สงขลา นราธิวาส ยะลา และปัตตานี

ล่าสุด สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ทำการโอนเงินเยียวยาแก่ผู้ประกันตนตาม ม.33 ที่ได้รับผลกระทบใน 9 กลุ่มกิจการ คือ

1.) ก่อสร้าง

2.) ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร

3.) ศิลปะความบันเทิงและนันทนาการ

4.) กิจกรรม บริการด้านอื่น ๆ

5.) การขายส่ง ปลีก ซ่อมยานยนต์

6.) การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า

7.) กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน

8.) กิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ

และ 9.) ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร

ในพื้นที่ 10 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ‘สีแดงเข้ม’ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สงขลา นราธิวาส ยะลา และปัตตานี

โดยโอนผ่านระบบบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน วันละ 1 ล้านบัญชี จากจำนวนผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินเยียวยามีจำนวน 2.87 ล้านคน ตั้งแต่วันที่ 4-6 ส.ค.นี้ สำหรับรายละเอียด การโอนเงิน ผู้ประกันตนตาม ม.33 (พนักงานเอกชนทั่วไป ลูกจ้างที่ยังทำงานในสถานประกอบการที่มีนายจ้าง) ที่จะได้รับการเยียวยา เป็นเงิน 2,500 บาท โอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชนเท่านั้น

ส่วนนายจ้างจะได้รับการเยียวยา ตามจำนวนลูกจ้าง หัวละ 3,000 บาท สูงสุดลูกจ้างไม่เกิน 200 คน โดยนายจ้างบุคคลธรรมดา จะได้รับเงินโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชนเช่นกัน นายจ้างสถานะนิติบุคคล จะโอนเข้าบัญชีธนาคารตามชื่อนิติบุคคล

ส่วนเฟส 2 : 3 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุทธยา, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา รับ 2,500 บาท เงินจะโอนเข้า วันที่ 9 ส.ค.

เฟส 3 : ม.39-40 13 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา, สงขลา, ชลบุรี, พระนครศรีอยุธยา และ ฉะเชิงเทรา จะได้รับเงินโอนผ่านระบบบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชน จำนวนวันละ 1 ล้านบัญชี) รับ 5,000 บาท เงินจะโอนเข้า วันที่ 24 ส.ค. สำนักงานประกันสังคม จะโอนเงินเยียวยาแก่ผู้ประกันตนตาม ม.39 (ผู้ประกันตนที่ลาออกจากพนักงานเอกชนแล้ว) และ ม.40

เฟส 4 : 2 กลุ่ม จะได้รับโอนเงินในวันที่ 25 ส.ค.แก่ผู้ประกันตนตาม ม.39 และ ม.40 ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งข้อกำหนดออกตามความมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 30 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ‘สีแดงเข้ม’ 29 จังหวัด ม.33 รับเงิน 2,500 บาท งวดที่ 2

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนมาตรา 33 ในพื้นที่ 29 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ‘สีแดงเข้ม’ คือ กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา, สงขลา, ชลบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ฉะเชิงเทรา, กาญจนบุรี, สมุทรสงคราม, สุพรรณบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ราชบุรี, อ่างทอง, นครนายก, ปราจีนบุรี, ลพบุรี, ระยอง, สิงห์บุรี, สระบุรี, นครราชสีมา, เพชรบูรณ์ และตาก ผ่านระบบบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชน งวดที่ 2 จำนวน 2,500 บาท ม.39-40 (29 จังหวัด) รับ 5,000 บาท

ผู้ประกันตนตาม ม.39 (ผู้ประกันตนที่ลาออกจากพนักงานเอกชน) และ ม.40 ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งข้อกำหนดออกตามความ ม.9 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 30 ขยายจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ‘สีแดงเข้ม’ 16 จังหวัด คือกาญจนบุรี, สมุทรสงคราม, สุพรรณบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ราชบุรี, อ่างทอง, นครนายก, ปราจีนบุรี, ลพบุรี, ระยอง, สิงห์บุรี, สระบุรี, นครราชสีมา, เพชรบูรณ์ และตาก โอน 5,000 บาท


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ยื่นป.ป.ช.! “ศรีสุวรรณ” เตรียมร้อง ป.ป.ช. สอบจริยธรรมร้ายแรง “เสรีพิศุทธ์” หลังศาลปกครองสูงสุดยกคำขอเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมเจ้าท่าที่ให้รื้อถอนสิ่งล่วงล้ำลำน้ำในแม่น้ำแควน้อย

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่าวันที่ 5 ส.ค. 64 สมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นกรณีศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้องในคดีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ขอเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมเจ้าท่าที่ให้รื้อถอนสิ่งล่วงล้ำลำน้ำในแม่น้ำแควน้อย อันเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ 

เนื่องจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กระทำการทิ้งหิน ดิน ล่วงล้ำลำน้ำแควน้อยเกินกว่าแนวเขตที่ดินของตนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า ตาม ม.119 แห่ง พ.ร.บ.เดินเรือในน่านน้ำไทย 2456  พร้อมกับมีการปลูกต้นไม้ทำเป็นสวนหย่อมและทำทางเท้าปูด้วยแผ่นหิน อันเป็นการปลูกสร้างสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปในน้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติของแผ่นดิน ตั้งแต่ปี 2551 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นอำนาจโดยชอบตาม ม.118 ทวิ แห่งกฎหมายเดียวกันที่กรมเจ้าท่าใช้อำนาจโดยชอบสั่งให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ รื้อถอนสิ่งล่วงล้ำในแม่น้ำแควน้อยออกไปภายใน 30 วัน  ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว 

การกระทำของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  ซึ่งเป็น ส.ส.และหัวหน้าพรรคการเมือง  จึงอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เฉกเช่นเดียวกันกับกรณีของ ส.ส.ปารีณา ไกรคุปต์  สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย  จึงร้องเรียนขอให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และมีมติส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา และขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกันต่อไปด้วย

นพ.บุญ วนาสิน เปิดเผยเช้านี้ กรณีการจัดหานำเข้าวัคซีนโควิด mRNA ระบุว่า ถอดใจเรื่องนี้แล้ว บอกยากมาก แม้ว่าวัคซีนจะมีการติดต่อซื้อขายกับเอเย่นไปแล้ว แต่ไม่สามารถหาหน่วยงานนำเข้าได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดทางราชการ

นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยเช้านี้ผ่านรายงานเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางช่อง 9 กรณีการจัดหานำเข้าวัคซีนโควิด mRNA ระบุว่า ถอดใจเรื่องนี้แล้ว บอกยากมาก แม้ว่าวัคซีนจะมีการติดต่อซื้อขายกับเอเย่นไปแล้ว แต่ไม่สามารถหาหน่วยงานนำเข้าได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดทางราชการ

ทั้งนี้ พยายามติดต่อหลายหน่วยงาน ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวด้วย เนื่องจากกลัวผลจะได้รับผลกระทบ อาจถูกกล่าวหามุ่งกำไร

โดยที่ผ่านมา ดีลตัวแทน ไฟเซอร์ ไปหลายครั้ง หลายประเทศ มีวัคซีน เมื่อไม่สามารถหาองค์กรนำเข้าในเมืองไทย จึงถูกปรับเงินมัดจำ ไปแล้ว 2-3 ครั้ง

ส่วนข่าวที่จะให้องค์กรในกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำเข้านั้น นพ.บุญเผยว่า น้องชายทำธุรกิจของเขาเอง ส่วนตัวเองไม่เคยติดต่อกลาโหม

ส่วนกรณีถูกกล่าวหาว่าปั่นหุ้นนั้น หมอบุญชี้แจงว่า ตนเองมีการซื้อหุ้นทุกเดือนมาโดยตลอดอยู่แล้ว ส่วนการซื้อขายในระดับ 3-4 ล้าน คงเอาไปเทียบไม่ได้กับการต้องไปเสี่ยงกับการเอาเงินราว 3 หมื่นล้านบาทไปซื้อวัคซีน

ทางด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งให้ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) และนายบุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมเพื่อนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ รวมถึงการเสียเงินมัดจำจำนวน 500-600 ล้านบาทจากการผิดเงื่อนไขของสัญญา

สืบเนื่องจากนายบุญ ให้ข่าวผ่านสื่อเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 64 ว่าภายในสัปดาห์นี้จะมีการเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมที่เป็นหน่วยงานนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ ต่อมาในวันเดียวกันโฆษกกระทรวงกลาโหมได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวและยืนยันว่าขณะนี้กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในสังกัดยังไม่มีแผนหรือความตกลงร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนใด ๆ ในการสั่งซื้อหรือนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์แต่อย่างใด

นอกจากนี้ นายบุญยังกล่าวถึงการที่ต้องเสียเงินมัดจำเป็นจำนวน 500-600 ล้านบาท เนื่องจากผิดเงื่อนไขของสัญญาด้วย

ก.ล.ต. เห็นว่าเนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความขัดแย้งกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสำคัญผิด และอาจมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นหรือต่อการตัดสินใจลงทุนหรือต่อการเปลี่ยนแปลงในราคาหลักทรัพย์ ก.ล.ต. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 58 (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้ THG และนายบุญชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องภายใน 7 วันนับแต่วันที่ 4 ส.ค. 64 พร้อมทั้งให้ THG เปิดเผยคำชี้แจงผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้มีหนังสือ 2 ฉบับ ถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ THG และ นายบุญ วนาสิน ในฐานะประธานกรรมการของ THG ให้ชี้แจงกรณีดังกล่าว เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 ส.ค. 64

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทางบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวานนี้ (3 ส.ค.) ชี้แจงกรณีข่าวการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่ได้มีสํานักข่าวแห่งหนึ่งได้ระบุว่า นายแพทย์บุญ วนาสิน ให้สัมภาษณ์ถึงการนําเข้าวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ร่วมกับกระทรวงกลาโหม โดยจะมีการทําสัญญาภายในสัปดาห์นี้ และระบุว่าสามารถนําเข้ามาภายในเดือนสิงหาคมนั้น

บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) (THG) ขอชี้แจงว่า นายแพทย์บุญ ไม่ได้เป็นผู้ให้ข้อมูลที่มีเนื้อหาดังกล่าวแก่สํานักข่าวและได้ดําเนินการแจ้งให้สํานักข่าวแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อนึ่ง THG ยืนยันว่า การติดต่อนําเข้าวัคซีน mRNA และวัคซีนอื่น ๆ ยังดําเนินการอย่างต่อเนื่องและอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้สามารถนําวัคซีนมาช่วยให้ประเทศชาติพ้นวิกฤติให้เร็วที่สุด


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ทัพฟ้า’ สนับสนุนบ้านพักสวัสดิการกองทัพอากาศ (เกาะตะเคียน) จ.ตราด จัดตั้งศูนย์พักคอย (Community Isolation) หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในจังหวัดตราดเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 64 พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) สั่งการให้กรมสวัสดิการทหารอากาศและฝูงบิน 207 จังหวัดตราด ให้การสนับสนุนบ้านพักสวัสดิการกองทัพอากาศ (เกาะตะเคียน) จังหวัดตราด เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์พักคอย (Community Isolation) เป็นการชั่วคราวให้กับเทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดตราดทวีความรุนแรง ทำให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สะสมเพิ่มจำนวนมากขึ้น

สำหรับบ้านพักสวัสดิการกองทัพอากาศ (เกาะตะเคียน) เป็นหนึ่งในกิจการสวัสดิการกองทัพอากาศ ตั้งอยู่ในพื้นที่ของฝูงบิน 207 จังหวัดตราด ประกอบด้วยอาคารบ้านพักจำนวน 20 หลัง และอาคารสำนักงาน 1 หลัง ซึ่งปัจจุบันปิดการดำเนินการชั่วคราวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยการจัดตั้งเป็นศูนย์พักคอย (Community Isolation) เทศบาลเมืองตราดจะรับผิดชอบค่าสาธารณูปโภคและการปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่ให้เป็นไปตามมาตรฐานข้อกำหนดทางการแพทย์ การสาธารณสุข

ทั้งนี้ กองทัพอากาศพร้อมให้การสนับสนุนกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ทรัพยากรของกองทัพอากาศ และพร้อมให้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กร อย่างเต็มกำลังความสามารถในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้พี่น้องประชาชนสามารถกลับมาดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ก.แรงงาน ร่วม อินเตอร์ลิงค์และเครือข่าย เฟ้นหาสุดยอดเยาวชนด้านเน็ตเวิร์ก ปีที่ 9

กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับ บริษัท อินเตอร์ลิงค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)  สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และสมาคมเคเบิลลิงค์ไทย ยกระดับทักษะเยาวชนไทย จัดการแข่งขันสุดยอดทักษะสายสัญญาณและเน็ตเวิร์ก ปีที่ 9 ชิงถ้วยพระราชทาน พร้อมรับเงินรางวัล 400,000 บาท 

นางดรุณี  นิธิทวีกุล  รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นายสุชาติ  ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และศาสตราจารย์ นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน มีนโยบายด้านการบูรณาการร่วมภาคีเครือข่ายตามแนวทางประชารัฐในการพัฒนาทักษะนักเรียน นักศึกษาให้มีความพร้อมเป็นแรงงานคุณภาพในอนาคต ได้มอบหมายให้ กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับ บริษัท อินเตอร์ลิงค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และสมาคมเคเบิลลิงค์ไทย ส่งเสริมการเรียนรู้ความเข้าใจพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมระบบสายสัญญาณและอุปกรณ์การสื่อสาร และอุปกรณ์กระจายสัญญาณได้อย่างถูกต้อง สามารถต่อยอดการใช้งานแนวทางใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้พัฒนาทักษะความรู้ในการใช้ทรัพยากรที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศอย่างคุ้มค่า และช่วยกระตุ้นสถาบันการศึกษาให้พัฒนา ผลิตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านนี้ให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต 
   
รองอธิบดี กล่าวต่อไปว่า ในปี 2564 กพร.ได้ร่วมจัดการแข่งขันสุดยอดทักษะสายสัญญาณและเน็ตเวิร์ก ปีที่ 9 ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  และเงินรางวัล 400,000 บาท ซึ่งจะมีพิธีเปิดการแข่งขันในวันที่ 11 สิงหาคม 2564 ณ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ผ่านโปรแกรมออนไลน์ Zoom Meeting โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ประกอบด้วย รอบคัดเลือก จะคัดเลือกผู้ชนะในแต่ละภูมิภาคจากทั่วประเทศ ระหว่างเดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน 2564 จำนวน 55 คน จากทั้งหมด 5 ภาค ได้แก่ ภาคกลางและกรุงเทพฯ ภาค ภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคเหนือ เพื่อเข้าค่ายทำกิจกรรม CSR เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของกิจกรรมเป็นแบบออนไลน์ทั้งหมด ทั้งนี้ ผู้เข้ารอบทั้ง 55 คน จะได้รับมอบชุดเครื่องมือ มูลค่า 2,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร และจะได้รับการพิจารณาเข้าทำงานในเครือของบริษัทฯ ภายหลังจากจบการศึกษาด้วย และรอบชิงชนะเลิศ  โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลพระราชทานฯ และประกาศเกียรติคุณ รองชนะเลิศ รับทุนฯ 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี รางวัลที่ 3 รับทุนฯ 10,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล และรางวัลชมเชย รับทุนฯ 5,000 บาท 
        
คุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นนิสิต นักศึกษาตั้งแต่ระดับอาชีวศึกษาขึ้นไป จนถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรีอายุไม่เกิน 25 ปี  ต้องมีสถาบันการศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษารับรองโดยเป็นตัวแทนของสถาบันไม่เกิน 2 คนต่อสถาบัน ซึ่งผู้สมัครจะต้องกำลังศึกษาอยู่ในเขตพื้นที่ของภูมิภาคนั้นๆ ผู้ที่เคยผ่านการแข่งขันในรอบคัดเลือกในปีอื่น ๆ ไม่สามารถสมัครเข้าร่วมแข่งขันซ้ำได้อีก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร 02-6661111 ต่อ 368-374 หรือสมัครออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ http://cablingandnetworkingcontest.com อีเมล [email protected] รองอธิบดีกล่าวทิ้งท้าย

พท.แนะ พปชร.ประกาศให้ชัดเสนอ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ อีก พรรคร่วมรบ.ยืนยันไม่ถอนตัว หนุน “ประยุทธ์” เป็นนายกฯ ต่อ เย้ยรอรับผลหลัง ลต.ได้เลย

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พร้อมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ออกมาย้ำภาพความสัมพันธ์ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว หลังล้มเหลวในการแก้ปัญหาโควิด-19 ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่ง ผู้เสียชีวิตเพิ่มยิ่งกว่านิวไฮ จนอาจเป็นนิวนิวไฮ มาตรการล็อกดาวน์ต้องขยายจาก 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัดสีแดงเข้ม เป็นหลักฐานยืนยันว่ามาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาล ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เลย แม้รัฐบาลจะไอโอว่าไม่ทิ้งประชาชน แต่ประชาชนเกือบทั้งประเทศได้ทิ้งรัฐบาลไปนานแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลเชื่อมั่นพล.อ.ประยุทธ์ สวนทางกับประชาชนที่ไม่หลงเหลือความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล ดารา คนรุ่นใหม่ ประชาชนทุกภาคส่วนออกมาคอลเอาต์ เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ทุกอย่างต้องรอ ตั้งแต่รอวัคซีน รอตรวจ รอเตียง รอหมอ จนถึงรอเมรุ น่าเสียใจที่นักการเมืองมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ไม่รับรู้ความเดือดร้อนของประชาชน พรรคร่วมรัฐบาลมีสิทธิตัดสินใจอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ แต่เมื่อกล้าท้าทายความรู้สึกของประชาชน ถึงวันเลือกตั้งต้องรอฟังและเคารพการตัดสินใจของประชาชน ยอมรับชะตากรรมจากการตัดสินใจสวนทางกับประชาชน 

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ภาพการอุ้มชู พายเรือให้พล.อ.ประยุทธ์นั่ง ไม่สนใจปัญหาเดือดร้อนความทุกข์ยากของประชาชน จะอยู่ในความทรงจำของประชาชนอย่างยาวนาน เพื่อให้เป็นหลักฐานชัด ขอให้พรรคร่วมรัฐบาลดำเนินการยืนยัน 3 ข้อดังนี้ 1.พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคควรออกมายืนยันว่าจะไม่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล 2.พรรคพลังประชารัฐควรออกมายืนยันให้ชัดว่าจะเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า 3.พรรคร่วมรัฐบาลควรออกมายืนยันจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ทั้งนี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นการทำหน้าที่ครั้งสำคัญของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ส่วนจะมีอภิปรายรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่นั้น จะหารือกันต่อไป

“ขอให้พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค จำวันที่พวกท่านเชื่อมั่นพล.อ.ประยุทธ์ จำวันที่ท้าทายประชาชนไว้ให้ดี เมื่อได้ตัดสินใจแล้ว ต้องรอรับผลการตัดสินใจของประชาชนในวันเลือกตั้ง และก้มหน้ายอมรับผลนั้นให้ได้” นายอนุสรณ์ กล่าว

พรบ. ทุนรัฐวิสาหกิจเปิดทางให้มูลค่าสินทรัพย์รัฐบาลเพิ่มกว่า1 ล้านล้านบาท จาก ปตท. และ ทอท.

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ คือ ปตท. การไฟฟ้าทั้ง 3 ทีโอที+กสท. กสทช. การท่าอากาศยาน และ องค์การเภสัช

ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ในฐานะรองประธาน ได้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ และขอให้แต่ละแห่งต้องบริหารการเงินให้ดีเพราะงบประมาณของรัฐในอนาคตจะไม่มีงบเพื่อสนับสนับสนุนรัฐวิสาหกิจเช่นในอดีต ปตท. และการท่าอากาศยานได้รับความสำเร็จในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่น่าเสียดายที่ไฟฟ้าและโทรคมนาคมพลาดโอกาส เมื่อ 20 ปีก่อนที่ตนผลักดันพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ได้ถูกต่อต้านอย่างมาก จนถูกกล่าวหาว่าเป็นกฎหมายขายชาติ 

แต่ผลในปัจจุบันปรากฏว่ามูลค่าทุนของ ปตท. ที่รัฐเคยถือไว้ก่อนเข้าตลาดได้เพิ่มจาก 30,000  ล้านบาท เป็น 600,000 ล้านบาท ในปัจจุบันและทุนของการท่าอากาศยานได้เพิ่มจาก 5,747 ล้านบาทเป็น 575,000 ล้านบาท รวมทั้งสองแห่งเท่ากับว่า พรบ. ทุนฯ ได้เปิดทางให้มูลค่าทุนของรัฐบาลเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านล้านบาท นอกเหนือจากเงินปันผลที่ได้รับอีกกว่า 1 ล้านล้านบาทในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โดยที่กระทรวงการคลังยังถือหุ้นใน ปตท. และ ทอท. 60 % และ 70 % ตามลำดับ

ดร.พิสิฐ กล่าวชม ปตท. ในความสำเร็จที่ผ่านมาจนได้เป็นบริษัทที่มี ฐานะเป็นอันดับ 1 ในตลาดหลักทรัพย์ โดยได้ขยายสัดส่วนในตลาดน้ำมันจาก 10% มาเป็น 40% ในปัจจุบัน นอกจากการเน้นการค้า LNG ปตท. ยังพยายามสร้างธุรกิจใหม่ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งการผลิตรถ EV 
ส่วนการไฟฟ้าทั้ง 3 ผลจาก COVID-19 ทำให้กำไรลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ดร.พิสิฐ ขอให้มุ่งหน้าพัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

สำหรับการควบรวมทีโอทีและ กสท. จะมีการลดพนักงานโดยการให้สมัครใจลาออกพร้อมค่าสอบแทนเป็นแรงจูงใจถึง 6,000 นายในรอบ 3 ปี ดร.พิสิฐ ขอให้มีการดูแลให้คนที่ออกมีการยกระดับความรู้ (reskill) เพื่อกลับเข้าตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพและขอให้พิจารณาการให้บริการ free WiFi โดยเฉพาะเพื่อการศึกษาในยุคของ WFH และให้ดูตัวอย่างของออสเตรเลียที่สามารถชักนำให้ Facebook ต้องจ่ายเงินเพื่อช่วยสื่อสารมวลชนที่ถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

สำหรับการท่าอากาศยานในรอบ 3 ปี มีความเสียหายจากคนไม่เดินทางเพราะ COVID-19 รวมเป็นการตกต่ำของรายได้ถึง 100,000 ล้าน แต่ฐานะการเงินของ ทอท. ก็ยังมั่นคง อาจไม่จำเป็นต้องรับความช่วยเหลือจากรัฐ

คนรุ่นใหม่ ปชป. วอน ศบค. และ กพท. ทบทวนเดินทางด้วยบัสมาใช้เครื่องบินแทนสำหรับนักท่องเที่ยวภูเก็ต แซนด์บ๊อกซ์  เหตุใช้เวลาเดินทางกว่า 14 ชม. เสี่ยงติดเชื้อ 

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่าจากมาตรการยกระดับระลอกใหม่ ของศบค. เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 ได้ส่งผลให้ทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ออกประกาศห้ามสายการบินรับส่งผู้โดยสารเข้าหรือออกพื้นที่สีแดงเข้ม ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทำให้เที่ยวบินทุกสายในประเทศ ต้องหยุดทำการบินทันที เพื่อรองรับมาตรการควบคุมโรค

จากมาตรการดังกล่าว ทำให้สายการบินไม่สามารถทำการบินเที่ยวบินในประเทศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมืองได้ ขณะที่บางสายการบินย้ายฐานการบินไปยังท่าอากาศยานอู่ตะเภา จ.ระยอง เพื่อให้บริการผู้โดยสาร แต่หลังจากที่ ศบค. ได้ประกาศพื้นที่ควบคุมสถานการณ์โควิด-19 เพิ่มเป็น 29 จังหวัด ในวันที่ 1 ส.ค. โดยพบว่าจังหวัดระยองเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่สีแดงเข้ม) ทำให้ไม่สามารถทำการบินได้ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.เป็นต้นไป จึงส่งผลกระทบกับการเดินทางของนักท่องเที่ยวภายใต้โครงการ “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์”

ภาครัฐจึงได้จัดโครงการ “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ เอ็กเปรส บัส” เพื่อทดแทนเครื่องบินที่ไม่สามารถทำการบินได้ และรถโดยสารประจำทางที่หยุดให้บริการเดินรถ ให้บริการเฉพาะผู้โดยสารโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ผู้ติดตามและสมาชิกครอบครัวของผู้โดยสารเท่านั้น ต้นทางจังหวัดภูเก็ต ปลายทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เดินทางจากภูเก็ตตั้งแต่ 05.00 น. ถึงกรุงเทพมหานครเวลา 21.00 น. ใช้เวลาเดินทาง 14 ชั่วโมง ใน ขณะที่การโดยสารทางเครื่องบิน ใช้เวลาเพียง 1.30 ชั่วโมงเท่านั้น 

นายพันธ์พิสุทธิ์ นุราช หนึ่งในคนรุ่นใหม่พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีอาชีพเป็นนักบิน และเป็นส่วนหนึ่งของทีมอาสาศูนย์ประสานงานฉุกเฉินในสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด-19 พรรคประชาธิปัตย์ (ศปฉ.) ได้มีความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวว่าการที่ผู้โดยสารต้องใช้เวลาอยู่บนรถบัสถึง 14 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ในการเดินทางร่วมกับผู้โดยสารท่านอื่นที่อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ในขณะที่การโดยสารทางเครื่องบินนั้นมีความเสี่ยงน้อยกว่ากันมาก ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยในเรื่องของระบบระบายอากาศ และระยะเวลาในการเดินทางที่สั้นกว่า 
“จาก 14 วันที่ผ่านมา (21 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม) ตั้งแต่การประกาศหยุดบินครั้งแรก 14 วัน ก่อนที่จะมีการต่อขยายนั้น จะพบว่าไม่สามารถช่วยควบคุมสถานการณ์ได้เลย ผู้ติดเชื้อยังคงสูงทุกวัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอาจเป็นแนวทางที่ไม่ได้ผล แต่ในทางกลับกันเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้ซ้ำร้ายยิ่งกว่าเดิม” นายพันธ์พิสุทธิ์ กล่าว

นายพันธ์พิสุทธ์ ยังกล่าวต่อด้วยว่านอกจากนี้การปิดการบินในประเทศยังทำให้คนมีความจำเป็นต้องเดินทางในระยะทางไกล ต้องหาหนทางอื่นในการเดินทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นการผลักดันคนกว่า 20,000 ชีวิตเป็นอย่างน้อยในอุตสาหกรรมนี้ให้กลายเป็นคนตกงานหรือว่างงานทันที จึงอยากให้ ศบค. และ กพท. ทบทวนการหยุดบินในประเทศแบบ ”เร่งด่วน” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในกลุ่มที่มีความจำเป็นในการเดินทาง และเป็นการช่วยเหลือกลุ่มสายการบินให้ต่อลมหายใจต่อไปได้ โดยอาจเพิ่มมาตรการบางอย่างในการเดินทางเพื่อลดความเสี่ยง เช่นการนั่งเว้นที่ หรือแม้กระทั่งใช้เอกสารยืนยันการฉีดวัคซีน หรือผลตรวจโควิดมาใช้เป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top