Saturday, 13 June 2026
Hard News Team

คลังปรับ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ใช่สั่งซื้อเดลิเวอรีออนไลน์ได้

น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ได้ปรับเงื่อนไขการใช้จ่ายโครงการ ยิ่งใช้ยิ่งได้ โดยเปิดโอกาสให้ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้สามารถเข้าร่วมแพลตฟอร์มเดลิเวอรีออนไลน์ได้ ตั้งแต่ช่วงเดือนต.ค.64 ในลักษณะเดียวกับร้านอาหารในโครงการคนละครึ่ง เพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ สามารถสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มสั่งอาหารเดลิเวอรี่ออนไลน์ได้

สำหรับยอดใช้จ่ายผ่านโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ล่าสุดมีการใช้จ่ายไปแล้วกว่า 1,700 ล้านบาท โดยโครงการยิ่งได้ใช้ได้ยังมีสิทธิคงเหลือเข้าร่วมโครงการอีก 929,340 สิทธิ ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนเสนอปรับเพิ่มวงเงินการใช้จ่ายผ่านโครงการ ยิ่งใช้ยิ่งได้ ให้สามารถซื้อสูงสุดถึง 500,000 บาทนั้น ขณะนี้กระทรวงการคลังยังใช้หลักเกณฑ์เดิมอยู่ คือการใช้จ่ายสูงสุด 60,000 บาท จะได้รับบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-voucher) มูลค่าสูงสุด 7,000 บาท โดยใช้จ่ายสูงสุดไม่เกินวันละ 10,000 บาท ซึ่งมีระยะเวลาใช้จ่ายผ่านจี-วอลเล็ตบนแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง เพื่อมาคำนวณสิทธิ e-voucher ถึง 30 พ.ย.นี้

ส่วนความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ที่ผ่านมาได้เชิญผู้ให้บริการฟูด เดลิเวอรี่ ร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ได้รับสิทธิ์คนละครึ่ง กว่า 27 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือนต.ค.นี้

นอกจากนี้กระทรวงการคลัง ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอให้นำโครงการช้อปดีมีคืนกลับมากระตุ้นการใช้จ่ายอีกครั้ง ส่วนจะออกมาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เลยหรือไม่นั้น จะพิจารณาตามสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดอย่างไรก็ดี ช่วงไตรมาสสุดท้ายจะยังมีเม็ดเงินจากโครงการคนละครึ่ง และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่จะยังออกได้

มารู้จัก 'โยชิมิสึ ยาบุตะ' พนักงานแมคโดนัลด์ วัย 93 ปี ผู้รักการทำงาน

"ผมรักการทำงาน" 

นี่เป็นคำพูดของพนักงานแมคโดนัลด์ ที่อายุมากที่สุดในญี่ปุ่น วัย 93 ปี ซึ่งทำงานกะดึกสัปดาห์ละ 4 วัน

แมคโดนัลด์ประเทศญี่ปุ่น ฉลองการครบรอบ 50 ปีร้านสาขาแรกในประเทศ โดยประกาศแคมเปญ 'แวะไปแมคโดนัลด์สาขาที่เป็นที่หนึ่งของญี่ปุ่นกัน!' โดยหนึ่งในนั้น มีพนักงานแมคโดนัลด์ที่อายุมากที่สุดในญี่ปุ่น 'วัย 93 ปี' อยู่ด้วย!!

คุณโยชิมิสึ ยาบุตะ อายุ 93 ปี พนักงานแมคโดนัลด์ประจำสาขาสถานีรถไฟทากาโอกะ เอคิ มินามิ เมืองโทนามิ จังหวัดโทยามะ เป็นพนักงานแมคโดนัลด์ที่อายุมากที่สุดในบรรดา 2,900 สาขาทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยคุณยาบุตะเริ่มทำงานพาร์ทไทม์ในร้านแมคโดนัลด์ ตั้งแต่ปี 2019 ด้วยอายุ 90 ปี ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน ในช่วงกะดึกเป็นเวลา 5 ชั่วโมง โดยเขาทำหน้าที่ทำความสะอาดโต๊ะและจัดเตรียมเมนูอาหารล่วงหน้า

"ผมรักการทำงาน และรักที่ได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานมาก ๆ ด้วย" คุณยาบุตะกล่าวให้สัมภาษณ์อย่างภูมิใจ การทำงานด้วยความมุ่งมั่นของคุณยาบุตะไม่เพียงแค่สนับสนุนภาพลักษณ์ของร้านเท่านั้น แต่ยังสร้างกำลังใจให้กับคนรอบข้างได้อีกด้วย "เขาทำให้เห็นว่า มนุษย์เราสามารถทำสิ่งที่ท้าทายตัวเองได้ ไม่ว่าจะเริ่มจากตอนอายุเท่าไหร่ก็ตาม" เพื่อนร่วมงานของคุณยาบุตะกล่าว 

คุณยาบุตะเคยทำงานเป็นช่างไฟฟ้าก่อนจะเกษียณอายุ และผันตัวมาเป็นพนักงานกะดึกในร้านเกมเซนเตอร์ ก่อนจะสมัครเป็นพนักงานแมคโดนัลด์ เนื่องจากสามารถเลือกเวลาทำงานได้อย่างอิสระ "ผมไม่รู้ว่าจะใช้เวลาที่อยู่บ้านเฉย ๆ ไปทำอะไร เลยคิดที่จะทำงานกะดึกเพราะร่างกายยังแข็งแรงดีและคิดว่าคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง" คุณยาบุตะกล่าว

ผู้จัดการร้าน นายเคียวเฮ อิโนโมโตะ (36 ปี) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความมุ่งมั่นในการทำงานของพนักงานวัย 93 ปีคนนี้ว่า "เขาเปรียบเสมือนผู้ปิดทองหลังพระ ที่คอยดูแลรักษาความสะอาดภายในร้าน และจัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานในกะเช้าทำงานต่อได้อย่างราบรื่น" 

ยิ่งไปกว่านั้น ในร้านแมคโดนัลด์สาขาเดียวกันนี้ ยังมีพนักงานที่อายุน้อยที่สุดคือนักเรียนชั้นมัธยมปลายวัย 15 ปี ซึ่งทำให้แมคโดนัลด์สาขานี้ มีพนักงานที่อายุห่างกันมากที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย คุณยาบุตะให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการได้ทำงานร่วมกับคนที่อายุน้อยกว่าว่า "ถ้าความคิดเห็นเราไม่ตรงกัน ผมก็จะพยายามทำความเข้าใจความคิดของทั้งสองฝ่าย"


ที่มา : เพจ J-doradic https://www.facebook.com/192426614202169/posts/4027438394034286/
https://news.yahoo.co.jp/articles/be8e4d497dc6b6e780b123f6bea361dc1a0899a9


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

‘คลัง’ เผย ‘พิโกไฟแนนซ์’ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เข้าช่วยเหลือลูกหนี้แล้วเกือบหมื่นบัญชี

น.ส.สภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อ ‘พิโกไฟแนนซ์’ (สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ ที่อยู่ในความดูแลของสํานักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง) เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งการลดค่างวด, การขยายระยะเวลาการชำระหนี้, การเปลี่ยนประเภทหนี้จากระยะสั้นเป็นระยะยาว การพักชำระค่างวด การพักชำระเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน และการพักชำระเงินต้นและลดอัตราดอกเบี้ย เป็นจำนวนทั้งสิ้น 288 ราย คิดเป็นจำนวนบัญชีที่ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งสิ้น 9,807 บัญชี

สำหรับจังหวัดที่ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา 2,393 บัญชี, ชัยภูมิ 608 บัญชี, สุรินทร์ 554 บัญชี, ขอนแก่น 533 บัญชี และมหาสารคาม 519 บัญชี

ส่วนภาพรวมการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2564 มีจำนวนผู้ที่ได้รับอนุญาตจากรมว.คลัง ให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ และเปิดดำเนินการแล้วสะสมสุทธิ 995 ราย ใน 75 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในภาคอีสาน รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง, ภาคเหนือ, ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2559 ที่กระทรวงการคลังได้เปิดให้มีการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2564 ได้มีการอนุมัติสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ให้กับประชาชนไปแล้ว 586,683 บัญชี รวมเป็นเงิน 13,401 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 22,843 บาทต่อบัญชี

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ซึ่งตั้งแต่เดือน ต.ค. 2559 จนถึงสิ้นเดือน ก.ค. 2564 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการจับกุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบที่กระทำผิดกฎหมายจำนวนสะสม 9,773 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.2564 จำนวน 177 ราย


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

'ไอติม' แนะ ก่อตั้งผู้ตรวจการกองทัพ เพื่อตรวจสอบทหารแทนประชาชน ย้ำ หยุดใช้เงินภาษีไปทำ “นักรบไซเบอร์”

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ "ไอติม" อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ปัจจุบันลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาว่า 

หยุดใช้เงินภาษีไปทำ “นักรบไซเบอร์” - ตั้ง #ผู้ตรวจการกองทัพ ตรวจสอบทหารแทนประชาชน

การอภิปรายของ ส.ส.ณัฐชา บุญไช ยอินสวัสดิ์ เมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่เปิดเผยการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation หรือ ไอโอ) ของกองทัพ โดย ส.ส.ณัฐชาอ้างจากข้อมูลหลักฐานว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมีการทำอย่างเป็นระบบ (เช่น สั่งการผ่านหนังสือราชการ ติดตามและรายงานผลต่อผู้บังคับบัญชาอย่างสม่ำเสมอ) ใช้กำลังพล และงบประมาณจากภาษีประชาชนในการดำเนินการ จุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล และตอบโต้/ลดทอนคุณค่าความเห็นของผู้เห็นต่าง (จากรัฐบาล) ในเวลาเดียวกัน

มีบางคนที่พยายามปกป้องรัฐบาลและกองทัพโดยการบอกว่า IO ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เหมือนกับคนทั่วไปที่แสดงความเห็นชื่นชมรัฐบาล แต่ประเด็นที่ต้องชี้ให้เห็นคือ การแสดงความเห็นของ IO กองทัพนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่มาจากการจัดตั้งโดยใช้ทรัพยากรของประเทศ ปัญหาของ IO กองทัพจึงอยู่ที่

1.) ปฎิบัติการ IO เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนไปดำเนินการ ไม่ได้ใช้เงิน เวลา หรือทรัพยากรส่วนตัว

2.) การอวยผลงานรัฐบาล หรือ ตอบโต้คนเห็นต่าง ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพ หากอ้างว่าทำไปเพื่อความมั่นคงของรัฐ ก็ต้องบอกย้ำว่าความมั่นคงของรัฐบาลเป็นคนละสิ่งกับความมั่นคงของรัฐ

แม้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมจะชี้แจงแล้วว่า เอกสารที่ ส.ส.ณัฐชา แสดงในสภานั้น “มีเอกสารที่ไม่เป็นเอกสารจริง” แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการนำงบประมาณไปใช้ในปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร รวมถึงไม่ได้ชี้แจงให้ประชาชนคลี่คลายความกังวลว่าการใช้งบประมาณในเรื่องนี้ เหมาะสม-โปร่งใสหรือไม่

นอกจากใช้งบประมาณไปกับเรื่องที่ดู “ไม่ใช่หน้าที่” แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่น กองทัพยังขึ้นชื่อเรื่องการเป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบยาก มีเอกสาร “ลับ” อยู่ไม่น้อย ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลก็ทำได้ลำบาก หลายครั้งที่หลักฐานเล็ดลอดออกมาจึงเป็นเพราะ “คนใน” แอบส่งให้ ทั้งที่จริง หากหน่วยงานยึดความโปร่งใสเป็นพื้นฐานในการทำงาน เจ้าหน้าที่จะไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลย

ในเมื่อความหวังให้กองทัพปฏิรูปตัวเอง อาจมีความเป็นไปได้น้อย กลไกหนึ่งที่อาจช่วยกระตุ้นและเป็นทางออกของเรื่องนี้ คือการจัดตั้ง “คณะผู้ตรวจการกองทัพ” เป็นตัวแทนของประชาชนเข้าไปตรวจสอบการทำงานของกองทัพ โดยอำนาจหลัก ๆ อาจครอบคลุมไปถึง

1.) การตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม หรือที่ไม่ตรงกับหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ

กองทัพมีหน้าที่รักษาความมั่นคงของรัฐภายใต้รัฐบาลพลเรือน แต่ปัจจุบันเราเห็นกองทัพใช้ทรัพยากรหลายอย่างไปทำสิ่งที่ไม่เข้าข่ายหน้าที่หลักข้อนี้

นอกจากการทำ IO เพื่อชื่นชมผลงานรัฐบาล อีกตัวอย่างหนึ่งคือการที่กองทัพใช้ทหารเกณฑ์มาทำหน้าที่เป็นพลทหารรับใช้ให้กับนายทหารที่มียศสูงกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กองทัพไทยยังมีการกระทำอื่นที่ขัดกับหลัก “กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน” เช่น การที่ผู้นำทหารแสดงออกทางการเมืองในที่สาธารณะ หรือการทำรัฐประหาร

2.) ตรวจสอบการใช้งบประมาณกองทัพ ที่อาจไม่โปร่งใสหรือมีการทุจริต

ข้อมูลบางส่วนของกองทัพเป็นสิ่งที่เข้าถึงยากกว่าหน่วยงานอื่น อาจด้วยประเด็นเรื่อง “ความมั่นคง” ที่มักถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้าง - ผู้ตรวจการกองทัพจึงควรมีหน้าที่ตรวจสอบว่างบประมาณทุกบาทที่ถูกใช้ ไม่มีเรื่องการทุจริต หรือใช้ไปอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งรวมถึง

- การตรวจสอบงบประมาณรายจ่าย (แม้งบของกองทัพในปีงบประมาณ 2565 ในภาพรวมลดลงเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่า - เช่น งบการจัดหายุทโธปกรณ์ เพิ่มเป็น 4,937 ล้านบาท จากเดิมปีงบ 2564 อยู่ที่ 3,132 ล้านบาท ซึ่งต้องตรวจสอบว่าการจัดงบประมาณแบบนี้ จำเป็นหรือไม่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ)

- การตรวจสอบรายได้ของกองทัพ เพราะนานมาแล้วที่อำนาจทางการเมืองของกองทัพได้แปรไปเป็นอำนาจในการครอบครองทรัพยากรของชาติ โดยปัจจุบันมีธุรกิจในการดูแลของทหาร (อย่างน้อย) 15 ธุรกิจ เช่น สถานีโทรทัศน์ สนามม้า สนามกอล์ฟ (อ.สุรชาติ บำรุงสุข เรียกว่า “เสนาพาณิชย์นิยม” หรือ military commercialism) ซึ่งสร้างความมั่งคั่งส่วนบุคคลแก่ทหารบางนาย และทำให้เกิดคำถามตามมาว่า รายได้จากธุรกิจเหล่านี้ถูกนำมาพัฒนากองทัพมากเพียงใด


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

สมาคมหาบเร่แผงลอย เข้ายื่นหนังสือขอบคุณให้กำลังใจนายก พล.อ.ประวิตร รมว.สุชาติ ที่รัฐสภา ที่เร่งช่วยเหลือเยียวยาจากผลกระทบโควิด-19 

กลุ่มผู้นำแรงงาน นำโดย นางญาดา พรเพชรรัมภา นายกชมรมหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร นำสมาชิกหาบเร่แผงลอย ได้เข้ายื่นหนังสือขอบคุณและให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้รับหนังสือแทน โดยมี นายสมพงษ์ โสภณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว นายวัชระ ยาวอหะซัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส และพันตำรวจโทฐนภัทร กิตติวงศา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เข้าร่วมในครั้งนี้ ณ จุดรับยื่นหนังสือ ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) 


 นางญาดา พรเพชรรัมภา นายกชมรมหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า วันนี้ดิฉันในนามชมรมหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานครและสมาชิกได้นำหนังสือขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีมายื่นที่อาคารรัฐสภา เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยมีท่านสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ได้ลงมารับหนังสือด้วยตนเอง เราในฐานะกลุ่มรากหญ้า กลุ่มเปราะบาง กลุ่มเราได้รับโอกาสในการเข้าร่วมโครงการปันน้ำใจร้านค้าสู่แรงงานเพื่อจัดทำข้าวกล่องส่งแคมป์คนงาน เราได้รับการทำข้าวกล่องเฟสแรก 200,000 กล่อง ระหว่างวันที่ 12-27 ก.ค.64 และเฟสสองอีก 80,000 กล่อง ระหว่างวันที่ 21-31 ส.ค.64 การได้รับจัดสรรการทำข้าวกล่องตรงนี้เป็นการช่วยต่อลมหายใจให้สมาชิกหาบเร่แผงลอย ที่เราเป็นผู้บอบบางของเมือง แต่เป็นผู้ขับเคลื่อนเมือง วันนี้ผู้ค้ามาด้วยใจ ตั้งใจมาบอก ส.ส.ว่าเราได้รับความช่วยเหลือรวมแล้วเกือบ 5,000 คน รวมทั้งได้สมัครมาตรา 40 ได้เงินเยียวยาคนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 2 เดือน จึงมาเป็นกำลังใจและมาขอบคุณนายกรัฐมนตรี เราเห็นการทำงานของรัฐบาลและกระทรวงแรงงานที่เข้าถึงกลุ่มเราในช่วงโควิด-19 พวกเราไม่มีรายได้ เราจึงอยากแสดงให้สาธารณชนรับรู้ว่า วันนี้เรามาให้กำลังใจและปกป้องคนดีที่ทำงานเพื่อประเทศชาติ 


 นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน กล่าวว่า ผมได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ลงมารับหนังสือขอบคุณจากพี่น้องกลุ่มผู้นำแรงงานด้วยตนเอง ที่เดินทางมาให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเองและท่านรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะที่ท่านกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งติดตามผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ท่านได้สั่งการให้ทุกกระทรวงทำงานบูรณาการร่วมกัน และยังได้ฝากความห่วงใยมายังพี่น้องแรงงานทุกคน ทุกกลุ่ม ผ่านผมในฐานะรัฐมนตรีแรงงานให้ได้ช่วยเหลือเยียวยาดูแลพี่น้องแรงงานอย่างทั่วถึง เพื่อให้ภาคแรงงานเดินได้ ธุรกิจเดินได้ ไปพร้อม ๆ กันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นับเป็นการช่วยประเทศชาติให้ก้าวพ้นวิกฤตโควิดในครั้งนี้ไปด้วยกัน

‘โมเดอร์นา’ พบเหล็กกล้าปนเปื้อนวัคซีนในญี่ปุ่น เรียกคืน 3 ล็อตปัญหาหลังฉีดไปแล้ว 5 แสนคน

โมเดอร์นา อิงค์ และ ทาเกดะ ฟาร์มาซูติคัล เปิดเผยเมื่อวันพุธ (1 ก.ย.) กำลังร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น ในการเรียกคืนวัคซีนโควิด-19 ของทางบริษัท จำนวน 3 ล็อต หลังพบปนเปื้อนเหล็กกล้าไร้สนิม (stainless steel) ในบางขวด

เจ้าหน้าที่ระงับใช้วัคซีนโมเดอร์นาล็อตเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งสิ้น 1.63 ล้านโดส เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังได้รับแจ้งเกี่ยวกับปัญหาปนเปื้อน

กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นระบุในวันพุธ (1 ก.ย.) ว่าตามข้อมูลที่ได้รับจากการสืบสวนของทั้งสองบริษัท พวกเขาไม่เชื่อว่าอนุภาคของโลหะผสมจะก่อความเสี่ยงทางสุขภาพใด ๆ เพิ่มเติม ส่วนโมเดอร์นา เผยว่าปัญหาปนเปื้อนเหล็กกล้าไร้สนิม บางทีอาจเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต

ทาเกดะ ฟาร์มาซูติคัล รับผิดชอบจำหน่ายและกระจายวัคซีนโมเดอร์นาในญี่ปุ่น

โมเดอร์นา ระบุในถ้อยแลงร่วมกับทาเกดะ มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่ต้นตอของการปนเปื้อนจะเกี่ยวข้องกับเหตุเสียดสีกันของเหล็ก 2 ชิ้นในเครื่องจักรที่ใช้สำหรับวางฝาจุกปิดขวดวัคซีน พร้อมยืนยันว่าวัตถุแปลกปลอมดังกล่าวได้แก่เหล็กกล้าไร้สนิม (stainless steel)

ทางโมเดอร์นา ได้ดำเนินการสืบสวนในเรื่องนี้ร่วมกับพันธมิตรอย่าง ทาเกดะ และ โรวี บริษัทสัญชาติสเปน เจ้าของโรงงานที่เหตุปนเปื้อนเกิดขึ้น

"เหล็กกล้าไร้สนิม มักถูกใช้ในลิ้นหัวใจ ข้อต่อเทียม ไหมโลหะและลวดเย็บ ด้วยเหตุนี้จึงไม่คาดหมายว่าการฉีดอนุภาคที่พบในล็อตเหล่านี้ในญี่ปุ่น จะก่อความเสี่ยงทางการแพทย์ใด ๆ เพิ่มเติม" ทาเกดะและโมเดอร์นาระบุในถ้อยแถลงร่วม

หุ้นของโมเดอร์นา ขยับขึ้น 2.6% หลังคำแถลง ส่วนหุ้นของโรวี ดีดตัวถึง 4.5% หลังจากก่อนหน้านี้ร่วงลงมากกว่า 10% จากข่าวระงับใช้วัคซีน ขณะที่ ทาเกดะ ก็ปรับขึ้นประมาณ 2%

ญี่ปุ่นระงับฉีดวัคซีนโมเดอร์นาจากทั้ง 3 ล็อต หลังพบวัตถุแปลกปลอมปนเปื้อนในวัคซีน 39 ขวด ซึ่งทั้งหมดมาจากล็อตเดียวกัน แต่ได้มีการสั่งระงับใช้วัคซีนล็อตอื่น ๆ เพิ่มเติม 2 ล็อต เนื่องจากมันผลิตที่โรงงานเดียวกันของบริษัทโรวี ส่วนหนึ่งในมาตรการป้องกันไว้ก่อน

ถ้อยแถลงร่วมยืนยันว่ามีวัคซีนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านการผลิตเพียงแค่ 3 ล็อตดังกล่าว และทาง โรวี ได้ทำการตรวจสอบโรงงานผลิตอย่างเต็มรูปแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงได้ใช้กระบวนการด้านการผลิตใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยในอนาคต

วัคซีนโมเดอร์นาล็อตอื่น ๆ ก็ถูกระงับใช้ชั่วคราวใน 3 จังหวัดของญี่ปุ่นในสัปดาห์นี้ ในบางกรณี พบสารแปลกปลอมในขวดวัคซีนที่ยังไม่ได้ใช้งาน ส่วนอื่น ๆ ดูเหมือนจะเป็นผลจากการแทงเข็มฉีดยาอย่างไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้ฝาจุกปิดขวดวัคซีนแตก

ประเด็นพบการปนเปื้อนนี้ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น หลังจากกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุุ่นเปิดเผยในวันเสาร์ (28 ส.ค.) ว่าชาย 2 คน อายุ 38 และ 30 ปี เสียชีวิตในเดือนสิงหาคม ภายในเวลาไม่กี่วันหลังจากเข้ารับวัคซีนโมเดอร์นาเข็ม 2 ซึ่งทั้งคู่ล้วนฉีดวัคซีนล็อตที่ถูกระงับ

อย่างไรก็ตามสาเหตุุการเสียชีวิตของทั้ง 2 คนยังอยู่ระหว่างการสืบสวน

โมเดอร์นาและทาเกดะ ระบุในถ้อยแถลงว่าไม่พบหลักฐานว่าเหตุเสียชีวิตดังกล่าวมีต้นตอจากวัคซีน "เวลานี้เรามองว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเรื่องบังเอิญ" ทั้งสองบริษัทระบุในถ้อยแถลง 

ทาโร โคโน รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโครงการฉีดวัคซีน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ (27 ส.ค.) ว่ามีประชาชนชาวญี่ปุ่นราว ๆ 500,000 คน ที่ฉีดวัคซีนโมเดอร์นา ใน 3 ล็อตที่ถูกระงับใช้ ส่วนทางโมเดอร์นาระบุไม่สามารถยืนยันว่าวัคซีนล็อตดังกล่าวถูกจ่ายไปมากน้อยแค่ไหน


(ที่มา:รอยเตอร์)
https://mgronline.com/around/detail/9640000086726
ภาพ : The Japan Time


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

“ทิพานัน”ปลื้ม ส.ส.ฝ่ายค้าน ลดใช้วาทสร้างความเกลียดชัง ชี้ ใช้เอกสารปลอม โทษผิดอาญา ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง 

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพรวมวันที่สองของการอภิปรายไม่ไว้ว่า บรรยากาศดีกว่าวันแรก และขอบคุณผู้นำฝ่ายค้านและส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ตรวจสอบโดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำหยาบคาย หรือถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง ทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของสภาฯ และความศรัทธาของประชาชน แต่ยังเป็นห่วงเรื่องของเอกสารหลักฐานมาประกอบการอภิปราย จะต้องเป็นหลักฐานที่แท้จริง ไม่ใช่เอกสารเท็จที่มีการตกแต่งหรือปลอมแปลงมาเพื่อหวังผลสร้างกระแสดิสเครดิต

ยกตัวอย่าง กรณีที่นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล ที่แฉกระทรวงกลาโหมสนับสนุนงบฯทำไอโอ ซึ่งต่อมากองทัพภาคที่ 2 และพล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ได้ตรวจสอบเอกสารที่นายณัฐชา นำมาใช้อภิปรายแล้วพบว่า ไม่ใช่เอกสารที่แท้จริง มีพิรุธถึง 7 จุด เช่น ลายมือชื่อในเอกสารไม่ตรงกัยลายมือชื่อจริง นอกจากกองทัพภาคที่ 2 จะยืนยันว่าเอกสารเป็นเอกสารเท็จที่ได้มีการปลอมแปลง จึงได้แจ้งความลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานในเบื้องต้นแล้ว

“สุดท้ายประชาชนจะไม่ไว้วางใจฝ่ายค้าน ฉะนั้นต้องช่วยกันยกระดับมาตรฐานการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ก่อนจะตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ต้องรู้จักการตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำเสนอเฉพาะข้อเท็จจริง เพราะถึงแม้ส.ส.จะมีเอกสิทธิ์คุ้มครองในการอภิปราย แต่ก็ไม่คุ้มครองไปถึงการอภิปรายด้วยข้อมูลเอกสารเท็จที่ปลอมแปลงขึ้นมา”

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า อยากขอให้พรรคต้นสังกัด ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆก่อนที่จะให้ส.ส.มาอภิปราย และถ้าเห็นแล้วปล่อยให้อภิปรายก็เปรียบเหมือนทำการบ้านมาผิด แล้วครูยังปล่อยให้ผ่านไป เด็กจะสอบตก ฉะนั้นหวังว่าการอภิปรายในวันนี้จะไม่พบการปั้นน้ำเป็นตัว นำข้อมูลปลอม เอกสารเท็จมาอภิปรายลดทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้านและลดศรัทธาของประชาชนที่อาจตั้งคำถามว่าที่ผ่านมาใช้เอกสารปลอมมาตลอดหรือไม่

ก.แรงงาน ดึง ก.ล.ต. ฝึกแรงงานเพิ่มทักษะบริหารเงิน ต่อยอดการลงทุน

กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงนามออนไลน์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  เสริมความรู้การเงินการลงทุนให้แก่แรงงานทั่วประเทศ  

ศาสตราจารย์ นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ว่าด้วยการส่งเสริมความรู้เรื่องการเงินการลงทุนสำหรับแรงงาน ระหว่าง นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน กับ นางสาวรื่นวดี  สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยมี นางสาวจิราภรณ์  ปุญญฤทธิ์  รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนางสิริวิภา  สุพรรณธเนศ  รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นพยานในการลงนาม ผ่านระบบประชุมทางไกลเพื่อการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีความรู้ ทักษะการบริหารจัดการด้านการเงินและต่อยอดสู่การลงทุนได้อย่างเหมาะสม

ศาสตราจารย์ นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอกประวิตร์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ และเน้นย้ำการทำงานในรูปแบบประชารัฐ บูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับฝีมือแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่มในการบริหารจัดการการเงินซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะชีวิตที่จำเป็น และต่อยอดสู่การลงทุนได้อย่างเหมาะสมมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงเป็นการดำเนินงานตามแนวนโยบายของนายกฯ ที่มุ่งเน้นพัฒนาแรงงานด้านการจัดการลงทุนอย่างตรงจุด 

นายธวัช เบญจาทิกุล  อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า ปี 2564 กพร.ร่วมกับ ก.ล.ต. จัด CSR สร้างโอกาสคนพิการในรูปแบบการเสวนา เพื่อขับเคลื่อนให้คนพิการมีทักษะ ประสบการณ์ สามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ และร่วมจัดสัมมนา “ให้กลไกตลาดทุนเกื้อหนุนผู้พิการสร้างงานสร้างอาชีพ” เพื่อสนับสนุนให้เพิ่มการจ้างงานคนพิการ เพิ่มการจัดสัมปทาน และเพิ่มกิจกรรมทางสังคม โดยในปี 2564 – 2569 กพร.จะร่วมพัฒนาหลักสูตรที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเงินการลงทุนเพื่อเพิ่มทักษะและองค์ความรู้เสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการการเงินและการลงทุนอย่างถูกวิธี และจัดเตรียมกลุ่มผู้รับการฝึกอบรม อาทิ คุณสมบัติการส่งเสริมทักษะการเงินการลงทุนให้แก่ผู้รับการฝึกฯ โดยออกแบบชุดความรู้ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน จัดฝึกอบรม และติดตามประเมินผลผ่านระบบออนไลน์ ทั้งนี้ มอบหมายหน่วยงานในสังกัด กพร. ได้แก่ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) จัดฝึกอบรมให้แก่แรงงานอย่างครอบคลุมทั่วประเทศในปี 2565 ต่อไป

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสในความร่วมมือครั้งนี้ เนื่องจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับกลุ่มแรงงานทั่วประเทศ สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะเริ่มให้ความรู้เกี่ยวกับการเงินการลงทุนเป็นกลุ่มแรก ๆ คือ แรงงานที่เข้ารับการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยเน้นไปที่แรงงานกลุ่มเปราะบางที่เป็นผู้พิการ เพื่อให้มีความรู้ด้านนี้ด้วย โดย ก.ล.ต. จะสนับสนุนเนื้อหาและสื่อความรู้ที่ใช้ในการฝึกอบรม รวมถึงวิทยากรที่จะให้ความรู้ ทั้งความรู้เชิงทฤษฎีและการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อสร้างทักษะผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ก.ล.ต. จะนำรูปแบบการให้ความรู้ผ่าน trainer หรือ train the trainer ซึ่งประสบผลสำเร็จด้วยดีจากหลายโครงการที่ผ่านมา มาประยุกต์ใช้ โดย trainer เป็นผู้ที่ใกล้ชิดและมีความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี จึงสามารถสื่อสารและส่งต่อความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจะช่วยขยายผลการส่งต่อความรู้ไปในวงกว้างและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ทั่วประเทศได้ดียิ่งขึ้น

DSI จับผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับในคดีพิเศษเกี่ยวกับการบุกรุกป่าเขาดวงนก เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี

กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว ได้ดำเนินการแกะรอย ติดตาม และจับกุมตัวนายสุเทพ วังส์ด่าน ผู้ต้องหาในคดีพิเศษ ที่ 2/2564 ตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1093/2564 ในความผิดฐาน “ยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น” ได้ที่ ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี นำส่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดี

กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2548 ต่อเนื่องถึง ปี พ.ศ. 2550 นายสุเทพ ผู้ต้องหากับพวก ได้เข้าทำการยึดถือครอบครองพื้นที่เกิดเหตุ บริเวณเขาดวงนก หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นที่เขาและมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์มาโดยตลอด เนื้อที่ประมาณ 96 ไร่ และแผ้วถางและทำลายสภาพป่าในพื้นที่ มีการนำรถแบคโฮและคนงานเข้าไปปรับสภาพพื้นที่ ทำถนนรอบแปลงที่ดิน และมีการใช้หลักฐานการแจ้งการครอบครอง (สค.1) ของที่ดินแปลงอื่น จำนวน 4 ฉบับ เนื้อที่รวม 26–3–20 ไร่ มาแสดงเป็นหลักฐานของที่ดินที่กระทำความผิด และยังได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ใช้ ส.ค.1 ทั้ง 4 ฉบับดังกล่าวเป็นหลักฐานในการออกโฉนดที่ดิน เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 26493 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 96–3–84 ไร่ โดยมิชอบ และยังได้ร่วมกับพวก จดทะเบียนตั้งบริษัทฯ เพื่อมาถือครองที่ดินดังกล่าวในนามนิติบุคคล ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนความผิดของเจ้าหน้าที่ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ในการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ และได้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการฟ้องเจ้าหน้าที่


ที่กระทำความผิดแล้ว ส่วนความผิดที่เกี่ยวกับการยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ โดยรับเป็นคดีพิเศษที่ 2/2564 และศาลอาญาได้ออกหมายจับนายสุเทพฯ ตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1093/2564 ในความผิดฐาน “ยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น” และจับกุมตัวได้ ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา และนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญาแล้ว โดยในส่วนของเอกสารสิทธิที่ดินที่ออกโดยมิชอบนั้น กรมที่ดินได้ดำเนินการตรวจสอบและได้มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน เลขที่ 26493 ตำบลบ่อผุดฯ ดังกล่าวแล้ว ตามคำสั่งกรมที่ดินที่ 1264/2550 ลงวันที่ 5 เมษายน 2550

การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เป็นไปตามภารกิจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนโยบายของผู้บริหาร
ที่เน้นการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของรัฐ โดยมุ่งมั่นในการทุ่มเทสรรพกำลัง
เพื่อรักษาความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติ และให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ เพื่อทวงคืนผืนป่าซึ่งเป็นของแผ่นดิน ที่มีการนำไปยึดถือครอบครองเป็นของส่วนตัว กลับมาเป็นสมบัติของประเทศชาติ ตลอดจนเพื่อปกป้องดูแลทรัพยากรป่าไม้และที่ดินอันเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ เพื่อคนรุ่นหลังต่อไป

“ประวิตร” ประชุม คกก. เห็นชอบ แนวทางขับเคลื่อนฯ  มุ่งสู่เป้าหมาย "อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน"  เน้นสร้างการรับรู้/มีส่วนร่วม ปชช.น้อมนำ "หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"  เร่งแก้ปัญหาความยากจนทุกกลุ่ม 

พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์  ผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า.  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตร เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการขจัดความยากจน และพัฒนาคนทุกช่วงวัย อย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (คจพ.) ครั้งที่ 2/2564 ผ่านระบบ Video Conference  โดยมี  รมว.มท.,รมว.พม. เข้าร่วมการประชุม 

ที่ประชุมได้รับทราบ การจัดตั้ง ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจน และพัฒนาคนทุกช่วงวัย อย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในระดับจังหวัด และระดับต่างๆ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบ จาก คจพ. เมื่อ 19 มี.ค.64 และดำเนินการจัดตั้งแล้ว ได้แก่ ศูนย์ฯจังหวัด 76 ศูนย์ ,ศูนย์ฯ กทม.1 ศูนย์ และทีมปฏิบัติการระดับตำบล 7,097ทีม ,ทีมระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 166 ทีม เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อน ต่อไป  หลังจากนั้น คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเห็นชอบ แนวทางการขับเคลื่อนการปฏิบัติการขจัดความยากจน และการพัฒนาคนทุกช่วงวัย บนพื้นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ในระดับพื้นที่ ให้ครอบคลุมกลุ่มคนเป้าหมาย ของระบบ TPMAP และกลุ่มคนเปราะบางทุกกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือคนยากจนอย่างทั่วถึง จริงจัง บนหลักการวงจรการบริหารงานคุณภาพ (PDCA) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ Plan :แนวทางการขับเคลื่อนการแก้ไขความยากจนฯ, Do :ลงมือดำเนินการ ,Check :ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และ Act :ปรับปรุงการดำเนินการ วิเคราะห์และประมวลข้อมูลจากการติดตาม ตรวจสอบ 

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้กำชับ กระทรวงมหาดไทย , กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้น้อมนำ"หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เพื่อใช้ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจน และพัฒนาคนทุกช่วงวัย อย่างยั่งยืน โดยเร่งรัดสำรวจเพิ่มเติม และปรับปรุงข้อมูลบุคคล/ครัวเรือน ปี64 ในระบบ TPMAP และระบบแฟ้มบ้านพัฒนาคนไทย (Logbook) ให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธ.ค.64 เพื่อให้มีฐานข้อมูลที่สมบูรณ์ เชิงประจักษ์ และนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนา คือ"อยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน" พร้อมทั้งเน้นให้มีการประชาสัมพันธ์ และสร้างการมีส่วนร่วม ของประชาชน อย่างทั่วถึงด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top