Saturday, 13 June 2026
Hard News Team

ผู้เชี่ยวชาญศรีลังกา ยก 'ซิโนฟาร์ม' เป็นวัคซีนโควิดที่เหมาะกับเด็กมากที่สุด

13 กันยายน 2564 สำนักข่าวซินหัวรายงาน ศาสตราจารย์ ทิสสา วิธารานา ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาของศรีลังกา เปิดเผยว่าวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ของซิโนฟาร์มจากจีน เหมาะสำหรับใช้งานในกลุ่มประชากรเด็ก เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนสิงหาคม มหินทรา ราชปักษา นายกรัฐมนตรีศรีลังกา กล่าวว่ารัฐบาลจะเริ่มฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปในอีกไม่ช้า นำไปสู่การถกเถียงของเหล่าผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นว่าวัคซีนตัวใดเหมาะสำหรับนำไปฉีดให้เด็กอายุน้อยมากที่สุด

“หลังจากตรวจดูข้อมูลแล้ว เราต้องจัดโครงการนำร่องด้วยการสุ่มฉีดวัคซีนหลายตัว เพื่อดูว่าวัคซีนแต่ละตัวสร้างแอนติบอดีและมีผลข้างเคียงในเด็กหรือไม่ ผมเชื่อในแนวทางวิทยาศาสตร์และคิดว่าซิโนฟาร์มเป็นวัคซีนดีที่สุดสำหรับเด็ก” หนังสือพิมพ์ดิ ไอส์แลนด์ รายงานอ้างวิธารานา

ทั้งนี้ วิธารานาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยลอนดอนและเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถาบันวิจัยทางการแพทย์แห่งศรีลังการะหว่างปี 1983-1994

ปัจจุบันชาวศรีลังกาฉีดวัคซีนครบโดสกว่าร้อยละ 50 ของประชากรแล้ว และขณะนี้ทางการกำลังดำเนินโครงการฉีดวัคซีนให้ประชากรวัยผู้ใหญ่ทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป


ที่มา : https://www.naewna.com/inter/601686

“บิ๊กป้อม” “เร่งแผน"ความมั่นคงทางทะเลปีอ66-70" รักษาผลประโยชน์ทางทะเล มุ่งประโยชน์ต่อปชช.  กำชับ ศร.ชล. ตรวจเข้ม ยาเสพติด/แรงงานผิดกม./ค้ามนุษย์/โควิด-19 มากับเรือ

พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (นปท.) ครั้งที่ 1/2564 โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เข้าร่วมประชุม ผ่านระบบ Video Conference

ที่ประชุมได้รับทราบ รายงานการประเมินสถานการณ์และความรุนแรง ของภัยคุกคามทางทะเล ประจำปีงป.64  ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ภัยความมั่นคงแบบดั่งเดิม เช่นการแข่งขันของประเทศต่างๆด้านภูมิรัฐศาสตร์ทางทะเล 2) ความมั่นคงของมนุษย์ เช่นความปลอดภัยทางทะเลและอาชญากรรมข้ามชาติ 3) เศรษฐกิจภาคทะเล และ 4) สิ่งแวดล้อมทางทะเล ในภาพรวมยังมีแนวโน้มปัญหาเพิ่มมากขึ้น และรับทราบผลการประเมินการปฏิบัติตามแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล ประจำปีงป.64  

สรุปผล พบว่าสามารถบรรลุเป้าหมาย ครบทั้ง6 ยุทธศาสตร์  แต่ยังมีอุปสรรคจากสถานการณ์ โควิด-19 และอื่นๆ รวมถึง ได้รับทราบผลการปฏิบัติงาน ของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) ในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันการนำเข้ายาเสพติด สินค้าและแรงงานผิดกฎหมาย รวมถึงการค้ามนุษย์ และการแพร่ระบาด ของโควิด-19 จากผู้ที่เดินทางมากับเรือ อย่างเข้มงวด  

ต่อจากนั้นได้ร่วมกันพิจารณาเห็นชอบ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อจัดทำร่างแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล (พ.ศ 2566-2570) และเห็นชอบแนวทางจัดตั้งองค์กร จัดการความรู้ทางทะเลในประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งและได้บรรจุไว้ในแผนระดับชาติ โดยได้ร่วมมือกับสถาบันทางวิชาการในกำกับดูแล ของรัฐ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ที่มีความประสานสอดคล้อง กับหน่วยงานระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติ รวมทั้งมีการบูรณาการร่วมกัน ระหว่างภาครัฐกับภาควิชาการ อันจะเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้ทางทะเล มิติต่างๆ อย่างรอบด้าน

ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร ได้กำชับ คณะกรรมการฯ และคณะทำงาน ให้เร่งรัด ขับเคลื่อน การจัดทำแผนทางทะเลระดับชาติฉบับใหม่ พร้อมสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมให้ครอบคลุมทั้ง23 จังหวัดชายทะเล เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ควบคู่กับการบังคับใช้กม.อย่างจริงจัง สามารถรักษาผลประโยชน์ทางทะเลของชาติ อย่างได้ผล และเป็นรูปธรรม ซึ่งสุดท้ายประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชน และลูกหลานคนไทย อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ต่อไป

“จุรินทร์”ไม่ตำหนิ พรรคเล็กยื่นศาลตีความแก้รธน.ถ้ามีเสียงพอ พร้อมยัน “นายกฯ” ไปดูน้ำท่วม ไม่ใช่สัญญาณยุบสภา 

ที่จ.พังงา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเล็กเตรียมจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความร่างรัฐธรรมนูยที่ผ่านวาระที่3 ว่า สามารถทำได้หากเป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ประชาธิปัตย์ไม่ขัดข้อง แต่คงไม่ไปร่วมยื่นด้วย เพราะเป็นร่างของพรรค และเราก็ยืนยันแล้วว่ากระบวนการทั้งหมดชอบโดยรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่ถ้ามีผู้ใดสงสัยก็เข้าชื่อกันได้ 1 ใน 10 ของสภาผู้แทนราษฎร หรือ 1 ใน 10 ของสมาชิกวุฒิสภา หรือ 1 ใน 10 ของ 2 สภารวมกันก็ทำได้ จะได้ไม่ต้องคาใจว่าเป็นไปโดยชอบตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เข้าใจว่ากระบวนการก็คงใช้เวลาอย่างดีก็เดือนกว่าๆ เพราะเมื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยให้เสร็จภายใน 30 วัน ซึ่มีเงื่อนเวลาล็อคอยู่ ถ้าจะช้าก็ช้าไปเดือนกว่า 

เมื่อถามว่า แสดงว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะให้ศาลรัฐธรมนูญวินิจฉัย นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนก็ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องที่ดีหรอก ถ้าดีก็ควรจะผ่านไปได้ด้วยความราบรื่น แต่ถ้ามีใครสงสัยก็เป็นสิทธิ์ เราก็ไม่ไปขวาง และไม่ไปตำหนิอะไร ซึ่งทำได้ถ้ามีเสียงพอ

นอกจากนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเริ่มลงพื้นที่ของนายกฯ และปัญหาไม่ลงรอยกันในพรรคพลังประชารัฐ สิ่งนี้เป็นสัญญาณหรือไม่ว่าจะมีการยุบสภาในเร็วๆ นี้หรือไม่ ว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติที่นายกฯจะลงพื้นที่ ตนเป็นรองนายกฯ ก็ลงพื้นที่มาต่อเนื่องโดยตลอดยังไม่หยุดเลย ไม่มีวันเสาร์อาทิตย์  เพราะฉะนั้นนายกฯ จะลงพื้นที่ก็เป็นเรื่องธรรมดา และท่านก็ได้ลงไปดูเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมในภาพรวม 

“ไม่ได้แปลว่าเมื่อนายกฯ ลงพื้นที่แล้วจะมีการยุบสภา ผมว่ามันคนละเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ยังไม่คิดว่าจะใช่ ถ้าใช่มันก็เป็นเงื่อนไขอื่น ไม่ใช่เงื่อนไขแค่ลงพื้นที่วันสองวันนี้”นายจุรินทร์ กล่าว

เมื่อถามว่า ประเมิณแล้วว่าภายในปีนี้จะไม่มีการยุบสภาใช่หรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตอบไม่ได้ ตนไม่อยู่ในฐานะที่จะไปการันตีอะไรได้ เพราะตนไม่ใช่นายกฯ ที่มีอำนาจยุบสภา แค่ไปดูน้ำท่วม หรือแก้ปัญหาน้ำ มันคงไม่ถึงกับเป็นสัญญาณอะไรที่จะไปบ่งชี้ว่าจะยุบแล้ว

คลังปิดจ๊อบ พ.ร.ก. 1 ล้านล้าน เตรียมกู้เงินเติมให้ครบ 7.2 หมื่นล้านคลังปิดจ๊อบ พ.ร.ก. 1 ล้านล้าน เตรียมกู้เงินเติมให้ครบ 7.2 หมื่นล้าน

กระทรวงการคลัง แจ้งว่า ในช่วงที่เหลือของเดือนก.ย.64 กระทรวงการคลังมีแผนจะเร่งกู้เงินในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพิ่มเติมอีก 72,313 ล้านบาท เพื่อให้มีวงเงินกู้ครบถ้วนตามกรอบโครงการที่ได้รับการเห็นชอบจาก ครม.วงเงิน 980,826 ล้านบาท หรือคิดเป็น 98% ของวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากในเดือนก.ย.นี้ จะเป็นเดือนสุดท้ายที่คลังมีอำนาจกู้เงินได้ตามที่กฎหมายระบุไว้ โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะต้องมีหน้าที่กู้ให้ครบตามโครงการที่อนุมัติไว้ภายในสิ้นเดือนก.ย.นี้  โดยวิธีการกู้เงินจะไม่มีการเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ แต่จะใช้เครื่องมือการกู้เป็นพันธบัตรรัฐบาล และตั๋วสัญญาใช้เงิน (พี/เอ็น)

ส่วนการกู้เงินตามพ.ร.ก.กู้เงินฉบับใหม่ 5 แสนล้านบาท คลังได้เริ่มทยอยกู้ไปแล้ว 7.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่การเบิกใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้าน ขณะนี้มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 849,466 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณเยียวยา แต่หลังจากนี้โครงการต่าง ๆ ทั้งเยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจ หรือด้านสาธารณสุข ยังมีเวลาที่จะสามารถเบิกใช้จ่ายได้จนถึงสิ้นเดือนธ.ค.64  ซึ่งได้ยินว่ามีอีกหลายโครงการที่เตรียมจะเบิกใช้ในเร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะงบด้านสาธารณสุข

ทั้งนี้การดำเนินการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ได้ให้อำนาจกระทรวงการคลัง สามารถกู้เงินได้จนถึง 30 ก.ย.นี้ และให้โครงการที่จะขอใช้เงินจะต้องผ่านการเห็นชอบจาก ครม.ภายในสิ้นเดือนก.ย.นี้ ส่วนโครงการที่ผ่าน ครม.ไปแล้ว ยังมีสิทธิเบิกใช้เงินได้ไปจนถึงสิ้นปีปฏิทิน อย่างไรก็ตามกรณีมีบางโครงการที่ล่าช้าเบิกจ่ายงบไม่ทัน ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ หรือทำไม่ได้ตามแผนนั้น เป็นอำนาจของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่จะมีการทบทวนปรับปรุงการใช้จ่าย หรือตัดงบบางโครงการให้เกิดความเหมาะสมได้

ลิซ่าปลุกกระแส ‘ลูกชิ้นยืนกิน’ บุรีรัมย์ ช่วยกระตุ้นยอดขาย หลังโดนผลกระทบจากโควิด

กระแส ‘ลิซ่า Blackpink’ ฟีเวอร์ส่งผลแม่ค้าขายลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์เป็นปลื้มมียอดขายดีขึ้นทันที หลังซบเซาจากสถานการณ์โควิด-19 โดยทางเจ้าตัวให้สัมภาษณ์รายการดังอยากกลับบ้านมากิน ‘ลูกชิ้นยืนกิน’ พร้อมกันนี้ต่างขอบคุณที่ไม่ลืมบ้านเกิด ซึ่งลูกชิ้นยืนกินเป็นเอกลักษณ์การกินแห่งเดียวในไทยและในโลก

หลังจากลิซ่า BLACKPINK หรือ ลลิษา มโนบาล ได้ปล่อยซิงเกิลเดี่ยวออกมาจนยอดวิวพุ่งทะลุไม่หยุด ล่าสุดเธอได้ออกมาพูดคุยในรายการ WOODY SHOW ออกอากาศทางช่อง 7HD และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่เธอได้ออกมาให้สัมภาษณ์ โดยเธอเผยว่า เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้วที่เธอไม่ได้กลับประเทศไทยเลย สิ่งแรกที่เธอคิดถึงเลยคือ คุณพ่อคุณแม่ คิดถึงอาหารที่พวกเขาทำให้กิน และบอกว่าอยากกลับไปบ้านเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์

สิ่งแรกที่จะทำคือกลับไปไหว้คุณตา และอีกหนึ่งสิ่งที่ลิซ่าอยากทำก็คือ ไปกินลูกชิ้นยืนกินที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ เธอเผยว่า ‘ที่เกาหลีไม่มีเลย มันเด็ดตรงที่น้ำจิ้มบุรีรัมย์เจ้านั้นมันเด็ดมาก ๆ หาไม่ได้’ ซึ่งสำหรับลิซ่า จะต้องเป็นเจ้าที่มีน้ำพริกเผาเท่านั้น

จากการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ทางผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บริเวณชานชาลา หลังสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสถานที่เปิดให้พ่อค้าแม่ค้าขาย ‘ลูกชิ้นยืนกิน’ ที่มีอยู่กว่า 10 ร้าน ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ที่มีเอกลักษณ์การกินที่ไม่เหมือนใคร และมีเพียงจังหวัดเดียวในประเทศไทย หรือแห่งเดียวในโลก โดยลูกชิ้นทอดซึ่งเน้นเป็นลูกชิ้นหมูนั้น มีความนุ่มอร่อย ที่สำคัญ น้ำจิ้มเป็นสูตรเฉพาะทำจากน้ำมะขามเปียก พร้อมมีกลิ่นหอมของพริกทอด ทำให้รสชาติเป็นที่ถูกปากของลูกค้า

โดยพ่อค้าแม่ค้าขายลูกชิ้นยืนกินต่างบอกว่า ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบขายไม่ดี ตั้งแต่ช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ ทำให้ลูกค้าลดลง และนักท่องเที่ยวไม่มาซื้อยืนกินลูกชิ้นหน้ารถเข็น ส่งผลให้พ่อค้าขายลูกชิ้นแต่ละร้านมียอดขายลดลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

แต่พอมีข่าว ลิซ่า BLACKPINK หรือ ลลิษา มโนบาล บอกว่า อยากกลับไทย ไปบ้านเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ กินลูกชิ้นบุรีรัมย์ เริ่มมีประชาชนและนักท่องเที่ยวออกมาซื้อและยืนกินที่รถเข็นแล้ว หรือสั่งผ่านแกร็บ ส่งผลให้พ่อค้าขายลูกชิ้นแต่ละร้านมียอดขายเพิ่มขึ้นมาบ้าง

ต่างยังฝากขอบคุณลิซ่า รู้สึกเป็นปลื้ม ดีใจ ที่ไม่ลืมบ้านเกิด และทำให้คนทั่วโลกได้รู้ว่าลูกชิ้นยืนกินยังมีอยู่ และเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนบุรีรัมย์ อีกทั้ง MV ของน้องลิซ่าก็เป็นรูปปราสาทพนมรุ้ง ซึ่งถือเป็นโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์และสวยงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์และประเทศไทย

นางสาวรุ่งอรุณ ชนะทะเล อายุ 44 ปี แม่ค้า เจ้าของต้นตำรับลูกชิ้นยืนกิน ‘ป้านก’ รุ่นที่ 2 ที่ขายมานานกว่า 40 ปี บอกว่า ก่อนหน้านี้ ช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ ทำให้ยอดขายลดลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่าหลังจากลิซ่า BLACKPINK บอกอยากกลับไทยมากินลูกชิ้นบุรีรัมย์ ก็น่าจะทำให้ลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์ขายดีขึ้น ซึ่งก็เริ่มมีประชาชนและนักท่องเที่ยวออกมาซื้อลูกชิ้น หรือสั่งผ่านแกร็บ ส่งผลให้พ่อค้าขายลูกชิ้นแต่ละร้านมียอดขายเพิ่มขึ้นมาบ้าง

“อยากจะขอบคุณน้องลิซ่า รู้สึกปลื้ม ดีใจ ที่ยังไม่ลืมถิ่นฐานบ้านเกิดของเราที่ จ.บุรีรัมย์ และชอบที่น้องพูดว่าอยากมายืนกินลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์ ตรงหอนาฬิกา” นางสาวรุ่งอรุณกล่าว

สำหรับ ‘ลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์’ จะเปิดขายทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. ที่บริเวณชานชาลา หลังสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ จะขายไม้ละ 3 บาท 7 ไม้ 20 บาท


ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/116477

Forbes จัดอันดับให้ จ.พระนครศรีอยุธยา ติด 1 ใน 50 สุดยอดจุดหมายปลายทางของโลกควรมาท่องเที่ยว หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คลี่คลาย

นายวิรัติ แข็งขัน ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ขณะนี้ เว็บไซต์ https://www.forbes.com/advisor/travel-rewards/top-50-best-places-to-visit/ โดย Forbes advisor จัดอันดับแหล่งท่องเที่ยวของแต่ละประเทศที่ควรท่องเที่ยวหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คลี่คลาย ยกให้จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น 1 ใน 50 สุดยอดจุดหมายปลายทางของโลกและเป็น 1 ใน 8 แห่งของทวีปเอเชีย พร้อมให้เหตุผลว่าแม้ในซีกโลกตะวันตกไม่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับอยุธยา แต่จริง ๆ แล้วอยุธยา คือเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในช่วงทศวรรษ 1700 เป็นแหล่งโบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์เก่าแก่ สามารถย้อนอดีตไปถึงปี ค.ศ.1350 อีกทั้งมีพื้นที่กว้างขวางก่อเกิดมาจากความแตกต่างทั้งยุคสมัยและวัฒนธรรมที่หลากหลาย

การเดินทางก็สะดวกมีขบวนรถไฟจากกรุงเทพฯ ถึงอยุธยา ใช้เวลาเพียง 90 นาที แต่ยังพบว่าส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวนิยมเที่ยวชมอยุธยาแบบไปเช้าเย็นกลับ หากพักค้างคืนทุกคนจะได้สัมผัสกับภาพวัด โบราณสถานต่าง ๆ ในช่วงเช้าและช่วงเย็น ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบพร้อมสัมผัสกับแสงอาทิตย์ที่สวยสดงดงาม 

นอกจากนี้สำหรับในทวีปเอเชียได้รับคัดเลือกเพียง 8 แห่งเท่านั้น จาก 50 แห่งของโลก ประกอบด้วย
อยุธยา ประเทศไทย
ฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน
ประเทศภูฏาน
อัสสัม ประเทศอินเดีย
ลอมบก ประเทศอินโดนีเซีย
ไทเป ดินแดนไต้หวัน
ประเทศอุซเบกิสถาน
โดฮา ประเทศกาตาร์


ที่มา : https://www.forbes.com/.../top-50-best-places-to-visit/
สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://www.dailynews.co.th/news/257436/

Twitter กำลังผลักให้ผู้คน ‘ดักดาน’ สู่ ‘กะลา’ ของตนเองโดยสมบูรณ์ | NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

Twitter เปิดระบบกรองเนื้อหาอัตโนมัติ (Safety Mode) ผลักผู้คน ‘ดักดาน’ สู่ ‘กะลา’ ของตนโดยสมบูรณ์

NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

โดย อ.ต้อม - กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระและอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ​ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

.

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

ไปรษณีย์ไทย ส่งชุด ATK 8.5 ล้านชุด ให้คนไทยทั่วประเทศตรวจคัดกรองโควิด-19 ผ่านระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ กระจายสู่โรงพยาบาล - ร้านขายยากว่า 1 พันแห่ง

นายพงษ์ทร วิเศษสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ สายงานธุรกิจองค์กร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ล่าสุดไปรษณีย์ไทยได้ช่วยสนับสนุนภาคประชาชน ให้เข้าถึงการตรวจคัดกรองโควิด-19 อย่างทั่วถึง โดยบริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจในไปรษณีย์ไทยซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการขนส่งที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ให้เป็นผู้ขนส่งและกระจายชุดตรวจ Antigen self-test Test Kits (ATK) ไปยังหน่วยบริการ อาทิ โรงพยาบาล ร้านขายยาฯ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ 

ทั้งนี้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จึงได้เพิ่มขีดความสามารถและความแข็งแกร่งในด้านโลจิสติกส์ไทยร่วมกับบริษัทในเครืออย่าง บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในการใช้ระบบการขนส่งแบบด่วนพิเศษด้วยรถขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (ไม่เกิน 30 องศา) และรองรับพื้นที่เก็บชุดตรวจ ATK จำนวน 8.5 ล้านชิ้นในห้องควบคุมอุณหภูมิ (ไม่เกิน 30 องศา) เช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพของชุดตรวจ ATK ไปจนถึงปลายทาง

นายพงษ์ทร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ไปรษณีย์ไทยพร้อมจัดส่งชุดตรวจ ATK ที่ประชาชนทั่วไปได้สั่งจองในโครงการเราไม่ทน จากบริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เปิดให้จองจำนวน 1 ล้านชิ้นนั้น ชุดตรวจ ATK ได้ถูกส่งเข้าคลังสินค้าครบวงจรของไปรษณีย์ไทยที่หลักสี่เพื่อดำเนินการแพ็กและจัดส่งตามออเดอร์และที่อยู่ของลูกค้า โดยคาดว่าจะถึงมือผู้ที่สั่งจองภายในกลางเดือนกันยายน 2564 นี้

ทั้งนี้ ด้วยความพร้อมเป็นกลไกในการขับเคลื่อนความเป็นอยู่และช่วยลดความเสี่ยงของสังคมไทยในสถานการณ์โควิด-19 การเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ระหว่างไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่นจะช่วยให้คนไทยในทุกระดับทุกพื้นที่ ได้เข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีครอบคลุมทั่วประเทศ


https://www.posttoday.com/economy/news/663004

เว็ปไซต์ สบน. เผย ตัวเลขหนี้สาธารณะพุ่งเฉียด 9 ล้านล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซด์ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้เผยแพร่ รายงานสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2564 พบว่า มียอดหนี้จำนวน 8,909,063.78ล้านบาท หรือคิดเป็น 55.59% ของจีดีพี ใกล้ระดับเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% โดยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะของประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 8.3 หมื่นล้านบาท โดยยอดหนี้สาธารณะเดือน มิ.ย. 2564 อยู่ที่ 8,825,097.81ล้านบาท หรือ 55.20% ของจีดีพี

สำหรับหนี้สาธารณะเดือน ก.ค. 2564 ที่เพิ่มสูงขึ้น มาจากการกู้โดยตรงของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ โดยหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 7,836,723.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. 2564 ที่ 7,760,488.76 ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง จำนวน 7,071,423.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และเป็นการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. โควิด-19 จำนวน 817,726.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ 732,726.05 ล้านบาท และเป็นการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีกด้วยอย่างไรก็ดี หนี้ของรัฐวิสาหกิจ อยู่ที่ 781,052.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. 2564 ซึ่งอยู่ที่ 772,090.49 ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน อยู่ที่ 399,141.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 398,843.56 ล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน อยู่ที่ 381,911.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 373,246.93 ล้านบาท ส่วนหนี้ของรัฐวิสาหกกิจที่ทำธุรกิจในภาคการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) อยู่ที่ 284,141.61 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 285,356.96 ล้านบาท ขณะที่หนี้ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย อยู่ที่ 7,146.04 ล้านบาท

นายกฯ ให้ปลัดสปน. ลงพื้นที่ ให้กำลังใจ กลุ่มแพทย์อาสา-จนท. ออกตรวจเชิงรุกตลาดคลองเตย

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมาตนลงพื้นที่ชุมชนตลาดคลองเตย เขตคลองเตย กทม. ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ลงพื้นที่ ประสานงานกับ ผอ.เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร กลุ่มแพทย์อาสา CoCare นำโดย นายแพทย์ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล กลุ่มอาสาสมัครทางการแพทย์ เครือข่ายมูลนิธิศุภนิมิตร อิสรชน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กลุ่มคลองเตยดีจัง และสภากาชาดไทย ร่วมกันจัดหน่วยแพทย์อาสาและจิตอาสา ลงตรวจหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุก โดยได้รับการสนับสนุนรถตรวจเคลื่อนที่พระราชทาน รวมทั้งเครื่องเวชภัณฑ์ จากกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค  สปสช. สภากาชาดไทย กทม. สำนักงานจิตอาสาภาครัฐ สำนักนายกรัฐมนตรี และผู้นำชุมชน 

นายธีรภัทร กล่าวว่า ตนได้คำขอบคุณและความห่วงใยของนายกรัฐมนตรี ส่งถึงเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครทางการแพทย์ จิตอาสาและผู้นำชุมชน ที่ร่วมกันช่วยดูแลทุกชุมชน พร้อมทั้งได้ขอให้ทุกคนร่วมกันยกระดับป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขั้นสูงสุดตามหลัก Universal Prevention เพื่อสร้างสมดุลการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับสถานการณ์โควิด-19

นายธีรภัทร กล่าวว่า โดยกลุ่มแพทย์อาสาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีแผนการตรวจหาเชื้อโควิด – 19 เชิงรุกระดับชุมชนต่อเนื่องพร้อมกันในพื้นที่ กทม. จำนวน 4 ชุมชน ทั้งนี้ผลการตรวจเชื้อมีแนวโน้มผู้ติดเชื้อมีจำนวนลดลง ดังนี้ ระหว่างวันที่ 9 -12 กันยายน 2564 ที่ชุมชนตลาดคลองเตย เป็นการตรวจเชิงรุกต่อเนื่องสัปดาห์แรก มีผู้เข้ารับการตรวจทั้งพ่อค้าแม่ค้า แรงงานชาวไทยและแรงงานชาวเมียนมาร์ รวม 3,530 ราย พบจำนวนผู้ติดเชื้อรวม 19 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.54 ของจำนวนผู้ตรวจเชื้อทั้งหมด

วันที่ 11-12 กันยายน 2564 ที่ชุมชนโรงหมู เขตคลองเตย เป็นการตรวจเชิงรุกซ้ำต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 รวม 735 ราย พบผู้ติดเชื้อรวม 43 ราย ลดลงจากสัปดาห์แรกจากร้อยละ 9.5 เหลือร้อยละ 5.85  , วันที่ 12 กันยายน 2564 ที่ชุมชนซอยคู้บอน 27 ถนนคู้บอน เขตบางเขน กทม. ซึ่งเป็นชุมชนแออัดขนาดเล็กมีความยากลำบากในการเข้าพื้นที่ เป็นการตรวจเชิงรุกสัปดาห์แรก มีผู้เข้ารับการตรวจ 318 ราย พบผู้ติดเชื้อ 19 ราย (ร้อยละ 5.97 ของจำนวนผู้ตรวจเชื้อทั้งหมด) , วันที่ 12 กันยายน 2564 ที่ชุมชนเอกชัย 89/4 เขตบางบอน กทม. ซึ่งเป็นชุมชนแออัดขนาดเล็กมีความยากลำบากในการเข้าพื้นที่ มีผู้เข้ารับการตรวจ 113 ราย เป็นการตรวจเชิงรุกสัปดาห์แรก พบผู้ติดเชื้อ 2 ราย (ร้อยละ 1.77 ของจำนวนผู้ตรวจเชื้อทั้งหมด)

นายธีรภัทร กล่าวว่า การทำงานเชิงรุกของทีมแพทย์อาสา CoCare กลุ่มจิตอาสา กระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร เป็นการตรวจเชื้อแบบ " Clean and Clear" ตามแนวทาง Smart Control and Living with COVID-19 หรือ “การควบคุมโรคแนวใหม่ที่สมดุลกับการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยจากโควิด-19” ตรวจซ้ำในพื้นที่ชุมชนเดิม หากพบผู้ป่วยติดเชื้อยืนยัน จะคัดแยก ดูแล แนะนำ พร้อมให้ยาฟาวิพิราเวียร์ และแจกถุงยังชีพ ทันที เพื่อลดการแพร่ระบาดและจำนวนผู้ติดเชื้อในชุมชน หากพบผู้ติดเชื้อมีอาการหนักจะประสานส่งโรงพยาบาลสนามทันที โดยกลุ่มแพทย์อาสามีแผนการลงตรวจซ้ำในพื้นที่เดิม ตั้งเป้าหมายลดผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ในชุมชน ไม่เกิน 2% ซึ่งปัจจุบันบางพื้นที่สามารถควบคุมและลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้ตามเป้าหมายแล้ว และกำลังเริ่มขยายผลไปยังพื้นที่ชุมชนในจังหวัดต่างๆต่อไป อย่างไรก็ตามทุกชุมชนต้องไม่ประมาทและทุกคนต้องร่วมกันดำเนินมาตรการป้องกันตนเองขั้นสูงสุดอย่างเข้มข้นด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top