Monday, 15 June 2026
Hard News Team

“ทีมเศรษฐกิจทันสมัย ปชป.” จี้ “คลัง” เร่งพิจารณางบ “ประกันรายได้ ปี 3” หวั่นอนุมัติช้า อาจส่งผลกระทบราคาข้าว 

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย และนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรค ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับโครงการประกันรายได้เกษตรกร ปีที่ 3 

โดยนายปริญญ์ กล่าวว่า นโยบายประกันรายได้เกษตรกรถือเป็นนโยบายหลัก 1 ในเงื่อนไขที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล และประกาศเดินหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังติดขัดอยู่ที่กระทรวงการคลังยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเรื่องงบประมาณ ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการต่อได้จึงเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาข้าวในปัจจุบันที่กำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำ

ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของประเทศที่ทำได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ แต่ประเทศไทยไม่ได้ถังแตก ไม่ได้ขาดเงินหรือขาดงบประมาณแต่อย่างใด โดยเห็นได้จากการออก พ.ร.ก.1 ล้านล้าน และพ.ร.ก.เงินกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้าน รวมไปถึงการขยับเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจาก 60% เป็น 70% และจะมีเงินกู้เพิ่มเติมอีก เม็ดเงินเหล่านี้จึงจำเป็นจะต้องใช้ให้ทันท่วงที และตรงกับกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดจากวิกฤติโควิด ซึ่งรวมถึงกลุ่มพี่น้องเกษตรกรและกลุ่มผู้ส่งออกข้าวด้วย 

“เป็นที่ทราบกันดีว่าขณะนี้ข้าวราคาตก ถ้าเราช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในระยะสั้นเหมือนที่ทำมาแล้วในโครงการประกันรายได้ ปีที่ 1 และปีที่ 2 ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ รมว.คลัง มีความเข้าใจในบริบทและกฎหมายดีอยู่แล้วว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจของรัฐมนตรีที่ต้องเซ็นอนุมัติงบประมาณให้จ่ายออกมาเป็นเงินส่วนต่างสำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรได้อย่างทันท่วงที แม้ในการอนุมัติโครงการของปีที่ 1 และปีที่ 2 จะมีความล่าช้าทำให้ต้องมีการดำเนินการจ่ายย้อนหลังอยู่บ้าง แต่สำหรับในปีที่ 3 หากมีความล่าช้าในการจ่ายเงินประกันรายได้จะส่งผลกระทบต่อราคาข้าว และกระทบข้าวที่กำลังจะออกมาในเดือนพฤศจิกายน สร้างความเจ็บปวดให้พี่น้องเกษตรกรมากขึ้นไปอีก” นายปริญญ์ กล่าว 

นายปริญญ์ กล่าวต่อว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีตัวแทนเกษตรกรจาก อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ได้ร้องเรียนถึงทีมเศรษฐกิจทันสมัย โดยขอให้ ครม. ได้เร่งดำเนินการโครงการประกันรายได้เกษตรกร ปีที่ 3 การจ่ายเงินส่วนต่างล่าช้านอกจากจะสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องเกษตรกรแล้ว ยังจะส่งผลกระทบต่อมาตรการคู่ขนานที่เป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ภายใต้โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรกร หรือที่เรียกว่า “ค่าเก็บเกี่ยว”

ซึ่งในปีที่ผ่านมารัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ จนถึงปัจจุบันเกษตรกรยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามโครการดังกล่าวแต่อย่างใด หากไม่จ่ายเงินประกันรายได้ จะกระทบโครงการคู่ขนานตามไปด้วย ซึ่งจะเป็นผลลบที่เกิดเป็นห่วงโซ่ เป็นวัฎจักรที่กระทบอย่างมีนัยยะสำคัญ กระทรวงการคลังจึงไม่ควรล่าช้าในการอนุมัติเม็ดเงิน เพื่อมาจ่ายให้ทันท่วงที และต้องเร่งทำการเบิกจ่ายให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลตามที่รัฐบาลได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน 
 

“เรืองไกร”เตรียมร้องกกต.26 ต.ค.นี้ ชี้ คลิปสนทนา ”เกรียง-ทักษิณ” เข้าข่ายฝืนพรป.พรรคการเมือง ม.28 เป็นเหตุส่อยุบพรรคหรือไม่ 

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  เปิดเผยว่า ตนถอดคำพูดจากภาพและเสียงระหว่างนายเกรียง กัลป์ตินันท์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย วิดีโอคอลกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พบว่ามีเหตุที่ต้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคลิป ดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนพรป. พรรคการเมือง มาตรา28 "ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม" หรือไม่ โดยประกอบกับการพิจารณาเพิ่มเติมจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา45 คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2563 ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย คำวินิจฉัยและหนังสือกกต. ต่างๆและมาตรฐานทางจริยธรรม

นายเรืองไกร กล่าวว่า ข้อความในคลิปที่นายเกรียง ถามนายทักษิณ เช่น เรื่องหัวหน้าพรรคคนใหม่ “นายเกรียง บอกว่าสิ้นเดือนจะไปพบเจ้านาย ส่วนอดีตนายกฯบอกว่า ผมมีหลายแนวทางอยู่ รับรองว่าแต่ละแนวทางส.ส.ที่คิดจะออก เพราะรับตังค์เขามาแล้ว ต้องเอาตังค์ไปคืน และที่บอกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเราที่ยังอยู่กว่าร้อยสามสิบหกคน แข็งแรงทุกคน แล้วสามารถขยายเส้น ขยายเขต ในจังหวัดใกล้เคียงกันได้อีก” ล้วนแต่เป็นการสนทนาที่มีนัยทางการเมือง 

นายเรืองไกร กล่าวว่า นายเกรียง ยอมรับข้อเท็จจริงต่อสื่อไปแล้ว จึงอาจจะมีลักษณะในทางที่เข้าข่ายเป็นการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง ต่อมายังนำลายมือชื่อที่สื่อระบุว่าเป็นของนายทักษิณ ที่เขียนคำว่า “พรรคเพื่อไทย” หรือคำว่า “พรุ่งนี้เพื่อไทย” มาใช้ในเฟซบุ๊กของพรรคและเฟซบุ๊กของสมาชิกพรรค ซึ่งข้อความน่าจะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรมของพรรคการเมือง รวมทั้งน่าจะยังมีการนำลายมือดังกล่าวไปใช้ในการประชุมพรรคเพื่อไทย ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 ต.ค.นี้ 

“โฆษกรัฐบาล” แจง แบงค์ชาติจับมือสมาคมธนาคาร หามาตรการเข้มป้องสวมรอยธุรกรรมการเงิน หลัง “นายก”สั่ง ดูแลปชช.จากการตัดเงินบัตรเครดิต-เดบิต ผิดปกติ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รับทราบรายงานความคืบหน้ากรณีมิจฉาชีพสวมรอยทำธุรกรรมการเงิน โดยตัดเงินผิดปกติผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตธนาคาร จำนวน 10,700 ใบ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 130 ล้านบาท  โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการยกระดับป้องกันการทำธุรกรรมการเงิน ผ่านช่องทางระบบออนไลน์และบัตรเครคิต รวมทั้งขอให้สถาบันการเงินช่วยดูแลประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งธนาคารรายงานว่า ได้คืนเงินให้ลูกค้าบัตรเดบิตที่ได้รับความเสียหายครบทุกรายแล้ว ส่วนบัตรเครดิตได้เร่งตรวจสอบและยกเลิกรายการ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนโดยเร็วที่สุดต่อไปด้วย

นายธนกร กล่าวว่า ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประสานกับสมาคมธนาคารไทย ยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนแล้ว ได้แก่ 1.ตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ ให้ครอบคลุมธุรกรรมที่มีจำนวนเงินต่ำและที่มีความถี่สูง 2. ติดตามเฝ้าระวังรายการธุรกรรมจากต่างประเทศเป็นพิเศษ 3.แจ้งเตือนลูกค้าในการทำธุรกรรมทุกรายการตั้งแต่รายการแรก และ4. ประชาสัมพันธ์วิธีการป้องกันความเสี่ยง เช่น การปรับวงเงินในบัตรให้เหมาะสมกับการใช้จ่าย หลีกเลี่ยงการผูกบัตรกับเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มที่ไม่น่าไว้ใจ 

นายธนกร กล่าวว่า นอกจากนี้  ธปท. และสมาคมธนาคารไทย จะผลักดันให้ผู้ให้บริการบัตรกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการบังคับใช้การยืนยันตัวตนก่อนทำรายการชำระเงินกับบัตรเดบิตสำหรับทุกร้านค้าออนไลน์ โดยเฉพาะร้านค้าในต่างประเทศ เช่น การใช้เลข OTP ยืนยันตัวตนก่อนร้านค้าทำการตัดบัญชี รวมทั้งนำเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันและตรวจจับภัยคุกคามทางการเงินในรูปแบบใหม่ ทั้งนี้นายกฯ เตือนประชาชน ถึงภัยออนไลน์โดยเฉพาะภัยจากธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบใหม่ เนื่องจาก ปัจจุบันระบบการเงินของไทยมีการก้าวหน้ามาก

“โฆษกรัฐบาล” ชวน “โชเฟอร์แท็กซี่-วินจยย.” อายุเกิน65 ปี ในพื้นที่ 29 จ. ลงทะเบียนจองคิวรับเงินเยียวยาในระบบ ผ่าน “แอพฯDLT Smart Queue -เว็บไซต์ https:// gecc.dlt.go.th” ลดแออัด ก่อนยืนยันตัวตนที่ขนส่ง 25 พ.ย.นี้

นายธนกรนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพผู้ขับรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ที่มีอายุเกิน 65 ปี ที่ไม่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33, 39 และมาตรา 40 ที่ขับรถอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด โดย ผู้ขับรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ใน 13 จังหวัด จะได้รับเงินช่วยเหลือ 10,000 บาทต่อคน ส่วน 16 จังหวัด จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อคน ว่า

ขณะนี้กรมการขนส่งทางบกเปิดให้ผู้ขับรถแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ที่เข้าเงื่อนไข มีรายชื่อในฐานข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก แบ่งเป็นผู้ขับรถยนต์รับจ้าง(แท็กซี่)ประมาณ12,000 คน และผู้ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ (วินมอเตอร์ไซค์) ประมาณ 3,000 คน สามารถลงทะเบียนจองคิวรับบริการตั้งแต่วันที่18 ต.ค.-วันที่ 5 พ.ย.นี้ ผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue หรือเว็บไซต์ https://gecc.dlt.go.th มีผู้จองคิวผ่านระบบแล้วประมาณ 7,000 คน ถือเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกและลดความแออัดตามมาตรการด้านสาธารณสุข ก่อนจะเปิดให้เดินทางมาลงทะเบียนด้วยตัวเอง เพื่อยืนยันตัวตนและตรวจสอบเอกสารในวันที่  25 ต.ค. นี้

นายธนกร กล่าวว่า หลังจากจองสิทธิ์ในระบบแล้ว ผู้ขับรถแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ต้องเดินทางมาลงทะเบียนด้วยตนเองเป็นการยืนยันศักยภาพในการขับรถสาธารณะ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ ระหว่างวันที่ 25 ต.ค – 5 พ.ย.นี้ ที่อาคาร 6 ชั้น 7 กรมการขนส่งทางบก กลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-4 และกลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ โดยเตรียมเอกสาร ได้แก่ ใบคำขอเพื่อรับสิทธิช่วยเหลือ ที่จุดลงทะเบียน ,บัตรประจำตัวประชาชน ,ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ,บัตรประจำตัวผู้ขับรถสาธารณะ กรณีรถเช่า ต้องมีข้อมูลทะเบียนรถที่เช่าขับและผู้ให้เช่ารถได้ โดยกรมการขนส่งทางบกจะทำการตรวจสอบข้อมูลจากผู้ให้เช่าก่อนรับสิทธิ รถที่ใช้ประกอบอาชีพต้องชำระภาษีครบถ้วน 

สำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือจะจ่ายผ่านบัญชีพร้อมเพย์ เฉพาะการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน แบ่งเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 8-12 พ.ย.2564 สำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะและรถแท็กซี่ส่วนบุคคล และรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 22-26 พ.ย. 2564 สำหรับรถแท็กซี่ที่เช่าขับ 

“โฆษกรัฐบาล” เผย ยอดฉีดวัคซีนสะสม 70 ล้านโดส ลั่น พร้อมรับนทท.ต่างชาติ “บิ๊กตู่” ย้ำ ปชช.เข้มมาตรการป้องติดเชื้อ มีส่วนพลิกโฉมประเทศ 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีน เพื่อเตรียมพร้อมรับเปิดประเทศ ตามนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลด้านสาธารณสุขของประชาชนไทย ว่า ยอดการฉีดวัคซีนสะสมของไทยกว่า 70 ล้านโดส เข็มที่ 1 สะสม 39,836,306 โดส คิดเป็น 55.28 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยทั่วประเทศ เข็มที่ 2 สะสม 28,293,679 โดส คิดเป็น 39.26 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรไทยทั่วประเทศ หรือคิดเป็น 56.59 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มเป้าหมายประมาณ 50 ล้านคน หรือ 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยทั่วประเทศ เข็มที่ 3 สะสม 2,072,629 โดส และเข็มที่ 4 สะสม 1,631 โดส รวม 70,204,245 โดส 

ส่วนการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับเด็กนักเรียนอายุ 12 ขึ้นไป นักเรียนชั้น ป.6,ม.1นักศึกษา ปวช. 1-3,ปวส. 1-2 ฉีดสะสมแล้วจำนวน 2,032,794 คน คิดเป็น 53.78 เปอร์เซ็นต์ (จากจำนวนที่ประสงค์ฉีดวัคซีน 3,779,871 คน) เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 ในรูปแบบในที่ตั้ง 

นายธนกร กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าฉีดวัคซีนตามแผน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเริ่มลดลงต่อเนื่อง  และเห็นผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม  โดยเฉพาะจำนวนผู้เสียชีวิต ที่ต่ำกว่า 100 ราย มากว่าครึ่งเดือนแล้ว โดยวันนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวน 9,742 ราย และหายป่วยกลับบ้าน 10,182 รายยอดผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 เม.ย. 2564 จำนวน 1,812,268 ราย และยอดหายป่วยสะสม 1,693,203 ราย  ซึ่งยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่มีจำนวนลดลงต่ำกว่าหมื่นราย ติดต่อกันหลายวันแล้ว ส่วนยอดผู้ป่วยหายกลับบ้านมีจำนวนเพิ่มขึ้น ยอดผู้เสียชีวิตลดลง สะท้อนความบริหารสถานการณ์โควิด -19 ของรัฐบาลและความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทุกภาคส่วนได้เป็นอย่างดี

'ก.เกษตรฯ' เร่งขับเคลื่อนภารกิจ​ จับมือ 5 คลัสเตอร์สภาอุตสาหกรรมผนึก 'พาณิชย์-หอการค้า'​ ลุยตลาดโลก 6 ล้านล้านบาท

'เฉลิมชัย'​ รุกนโยบายอาหารแห่งอนาคต​ (Future Food) ส่งเสริม​ 'ไข่น้ำ-คาเวียร์เขียว'​ (Green Caviar) เป็นซูเปอร์ฟู้ด (Super Food) ดาวรุ่งสร้างอาชีพใหม่ให้เกษตรกรฝ่าวิกฤติโควิด19 ด้าน​ 'อลงกรณ์'​ เร่งขับเคลื่อนจับมือ 5 คลัสเตอร์สภาอุตสาหกรรมผนึก 'พาณิชย์-หอการค้า' ลุยตลาดโลก 6 ล้านล้านบาท

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) เปิดเผย (23ต.ค.64) ภายหลังกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ศักยภาพของไข่น้ำสำหรับเกษตรกรไทยและการส่งออก” ว่า...

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดนโยบายอาหารแห่งอนาคต​ (Future Food Policy) เป็นหนึ่งในนโยบายหลักเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ​ ให้กับประเทศตลอดห่วงโซ่เกษตรและอาหารเป็นการตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลก​ใน​ยุคนิวนอร์มอล (New Normal)

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ จึงร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยภายใต้การขับเคลื่อนของ​ 'กรกอ.'​ ้ดินหน้าส่งเสริมพืชเศรษฐกิจตัวใหม่คือ​ 'ผำ'​ หรือ 'ไข่ผำ'​ หรือไข่น้ำ​ (Wolffia) ซึ่งเป็นพืชน้ำล้ำค่ามีฉายาว่า​  'คาเวียร์เขียว'​ (Green Caviar) ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นสุดยอดซูเปอร์ฟู้ด​(SuperFood) ของอาหารแห่งอนาคต​ (Future Food) โดยสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

1.การวิจัยและพัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC)และสวก.
2.การส่งเสริมการผลิต โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมประมง สปก. วิสาหกิจชุมชน เกษตรแปลงใหญ่ และเอสเอ็มอี.เกษตร
3.การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างแบรนด์ใน5คลัสเตอร์อุตสาหกรรม
4.การตลาดออนไลน์และออฟไลน์ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศโดยกระทรวงพาณิชย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย​ ตั้งเป้าเจาะตลาดมูลค่าสูงถึง 2​แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ​ หรือ 6 ล้านล้านบาท 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันปิยมหาราช ประจำปี 2564

เนื่องในโอกาสวันปิยมหาราช ประจำปี 2564 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีต่อประเทศชาติบ้านเมือง พสกนิกรชาวไทย และข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่อดีตจนสืบเนื่องถึงปัจจุบัน

(23 ต.ค. 64)​ ณ พระลานพระราชวังดุสิต (ลานพระบรมรูปทรงม้า) กำหนดจัดพิธีวางพวงมาลาหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธีฯ อย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

สำหรับในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท. ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้แทนจากสมาคมแม่บ้านตำรวจ เข้าร่วมพิธีฯในฐานะผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ

ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 9 คน พร้อมของกลางยาบ้ากว่า 2 ล้านเม็ด ไอซ์ 67 กก. เฮโรอีน 7 กก. ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

ตามนโยบายของรัฐบาล ในการปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามและอาชญากรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้สร้างผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร., พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.รอย  อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./หน.ศอปส.ตร. ได้มอบนโยบายให้ทุก บช. เร่งรัดติดตามจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง ตามแผนปฏิบัติการ ด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดน เพื่อสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดเข้ามาตอนในของประเทศ ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมนั้น


     
กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงค์ คำลือ ผบก.บก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ชินวิช วิชัยธนพัฒน์ ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พ.ต.อ. พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล รอง ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พ.ต.อ.รัฐพล น้อยช่างคิด ผกก.สส.ภ.จว.เชียงราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม สภ.เชียงแสน, สภ.เมืองเชียงราย, สภ.แม่สรวย, สภ.แม่ลาว, กก.สส.ภ.จว.เชียงราย

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2564 เวลา 13.30 น. ได้มีการแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ ดังนี้ 

คดีที่ 1  จับกุมผู้ต้องหา 5 คน ยาบ้า 310,000 เม็ด ไอซ์ 58 กก., เฮโรอีน 20 แท่ง ประมาณ 7 กก. 
1.นายสงกรานต์ หรือบ่าว เดชฤทัยภักดี อายุ 22 ปี 
2.นายเรวัต หรือวัฒน์ รุ่งกระจ่าง อายุ 37 ปี 
3.นายธีรวัฒน์ หรือเก็ต หลวงแก้ว อายุ 23 ปี 
4.น.ส.รุ่งทิวา หรือน้ำ ชูวงศ์ประทาน อายุ 34 ปี 
5.น.ส.นารีรัตน์ หรือเก๋ ก๋าแก้ว อายุ 25 ปี 

พฤติการณ์   
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมตำรวจภูธรภาค 5  ได้สืบสวนจากแหล่งข่าวพบว่านายเรวัต รุ่งกระจ่าง ผู้ต้องหาตามจับคดียาเสพติด ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับพวกลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนด้านจังหวัดเชียงราย เข้าสู่พื้นที่ จว.นครปฐม - กาญจนบุรี จึงสืบสวนจากแหล่งข่าวพบว่า นายเรวัต รุ่งกระจ่าง ใช้รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า สีขาว เลขทะเบียน 1ขฬ 7383 กรุงเทพมหานคร เป็นยานพาหนะ ขับวนไปในพื้นที่แนวชายแดน อ.แม่สาย - เชียงแสน โดยมีรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ ติดแผ่นป้ายทะเบียน สีแดง ก 4369 เชียงใหม่ ขับติดตามมา เชื่อว่าจะลำเลียงยาเสพติด จึงสะกดรอยติดตาม 

จนกระทั่งวันที่ 20 ต.ค.2564 เวลาประมาณ  04:00 น. พบ รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ ติดป้ายทะเบียน สีแดง ก 4369 เชียงใหม่ ขับนำ รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า สีขาว เลขทะเบียน 1ขฬ 7383 กทม. จากแนวชายแดนทางด้าน อ.เชียงแสน มุ่งหน้า อ.เมืองเชียงราย ในลักษณะขับนำ ขับตาม จึงได้สะกดรอยติดตามไป พร้อมทั้งประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจเรียกตรวจค้น 

จนกระทั่งรถยนต์ทั้งสองคัน ขับผ่าน อ.แม่ลาว จว.เชียงราย  ได้เลี้ยวขวา มุ่งหน้าไป จว.เชียงใหม่  จึงได้ประสานด่านตรวจท่าก้อ สภ.แม่สรวย จ.เชียงราย  ให้เรียกตรวจค้น เมื่อรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ ติดแผ่นป้ายทะเบียน สีแดง ก 4369 เชียงใหม่ เข้าด่านตรวจท่าก๊อ จึงเรียกตรวจค้น พบผู้ต้องหาที่ 2 - 5 คือ  นายเรวัต หรือวัต รุ่งกระจ่าง อายุ 37 ภูมิลำเนา ต.ท่ามะกา อ.ท่ามะกา จว.กาญจนบุรี เป็นคนขับรถ, นายธีรวัฒน์ หรือเก๊ต หลวงแก้ว ภูมิลำเนา ต.แม่ปูคา อ.สันกำแพง  จว.เชียงใหม่, น.ส.รุ่งทิวา หรือน้ำ ชูวงศ์ประทาน อายุ 34 ปี ภูมิลำเนา  ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จว.เชียงใหม่  และ น.ส.นารีรัตน์ หรือเก๋ ก๋าแก้ว ภูมิลำเนา ต.บ้านแป้น อ.เมืองลำพูน จว.ลำพูน นั่งโดยสารมาด้วย 

เมื่อรถยนต์เก๋งคันแรกถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจค้น  รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า สีขาว เลขทะเบียน 1ขฬ 7383 กรุงเทพมหานคร ขณะขับมาก่อนจะถึงด่านตรวจท่าก๊อ  ได้เลี้ยวกลับรถมุ่งหน้าไปทาง อ.แม่สรวย จึงได้ขับรถไล่ติดตามไป จนกระทั่งมาถึง โรงแรม บริเวณถนนทางขึ้นดอยวาวี ต.แม่สรวย อ.แม่สรวย  ได้จอดรถแล้ววิ่งหลบหนี  จึงได้วิ่งไล่ติดตามไปและควบคุมตัวคนขับรถ คือ  นายสงกรานต์ หรือบ่าว เดชฤทัยภักดี อายุ 22 ปี ภูมิลำเนา ต.สันกำแพง อ.สันกำแพง จว.เชียงใหม่ มาตรวจค้นภายในรถ  พบยาเสพติดของกลาง บรรจุอยู่ในกระสอบฟางสีรุ้ง รวมจำนวน 5 กระสอบ โดยวางอยู่บนเบาะที่นั่งภายในห้องโดยสารและอยู่ในช่องเก็บสัมภาระท้ายรถยนต์  

จากการซักถามขยายผล ผู้ต้องหาที่ 1-5 รับว่าร่วมกับลำเลียงยาเสพติด จากแนวชายแดน อ.เชียงแสน จว.เชียงราย ไปส่งให้กลุ่มค้ายาเสพติดในพื้นที่ จว.นครปฐม โดยรถยนต์คันแรกมีหน้าที่ขับนำ สำรวจเส้นทาง ให้กับรถยนต์คันที่ 2 ที่บรรทุกยาเสพติด  จึงจับกุมส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

'ทรัมป์' ปั้น 'Truth Social'​ โซเชียลมีเดียของตัวเอง หลังโดนปิดกั้นหนัก เอาใจเหล่าสาวกเดนตาย

หลังจากที่อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเสียบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัว ที่มียอดผู้ติดตามสูงถึง 88.7 ล้านคน และยังถูกปิดกั้นการเข้าถึงช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ ทั้ง Facebook รวมถึง YouTube ที่เคยใช้ ซึ่งล้วนมียอดผู้ติดตามมหาศาล อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ การบุกรุกอาคาร 'เดอะ แคปปิตอล'​ ของกลุ่มผู้สนับสนุน ที่ต้องการขัดขวางกระบวนการรับรองคะแนนเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2021 ที่เชื่อว่าเกิดจากข้อความปลุกระดมในโซเชียลมีเดียของทรัมป์

ทั้งนี้​ การปิดกั้นช่องทางสื่อสารทางโซเชียล มีผลกับอดีตประธานาธิบดี ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักสร้างกระแสคนดังที่สุดแห่งยุคอย่างมาก เพราะทรัมป์ชื่นชอบ การสื่อสารผ่านทางทวิตเตอร์มาก ที่มักจะโพสต์ข้อความถึงกลุ่มฐานเสียงทุกวันอย่างสม่ำเสมอ 

อย่างไรก็ตาม​ เมื่อปิดกั้นกันนัก ท่านเสี่ยทรัมป์ก็เลยควักกระเป๋า เปิดช่องโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเองซะเลย โดยใช้ชื่อว่า Truth Social ที่เตรียมจะเปิดตัวในขั้นทดสอบและรับสมาชิกในเดือนพฤศจิกายนปีนี้

ตม.จว.เลย ลุยกวาดล้างเข้มต่อเนื่อง จับกุมแรงงานเถื่อนชาวลาวหลบหนีเข้าเมือง นายจ้างคนไทย และหนุ่มเขมร อยู่เกินหลบในไทยถึง 354 วัน ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

(21 ต.ค.64)​ พ.ต.อ.ชนะพณ สุวรรณศรีนนท์  ผกก.ตม.จว.เลย แถลงผลการจับกุมบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย โดย ผกก.ตม.จว.เลย สั่งการให้พ.ต.ท.สุทธิรักษ์  นามวงษ์ รอง ผกก.(สอบสวน)ฯ รรท.รอง ผกก.ตม.จว.เลย และ  พ.ต.ท.หญิง สุนิสา  ธรรมโชติ สว.ตม.จว.เลย โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.เลย ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ออกตรวจพื้นที่ตามมาตรการป้องกันปราบปรามการกระทำผิด เพื่อป้องกันผู้ที่กระทำผิดกฎหมายก่อเหตุอันตราย และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเมื่อวันที่ผ่านมาสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 4 ราย ดังนี้... 

1. ท้าวจีด แสงจัน สัญชาติลาว โดยกล่าวหาว่า “เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต (หลบหนีเข้าเมือง) จับกุมได้ที่บริเวณ ชายป่าริมแม่น้ำโขง ด้านข้างโรงเรียนบ้านคกงิ้ว ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย ควบคุมตัว ส่ง พงส.สภ.เชียงคาน ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

2. นายแล่ จันทะวง สัญชาติลาว  โดยกล่าวหาว่า “เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร   โดยไม่ได้รับอนุญาต (หลบหนีเข้าเมือง) และเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ฝ่าฝืนมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๖๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๑ จับกุมได้ที่บริเวณ ร้านหลังเขาเซ็นเตอร์ เลขที่ ๓๖ หมู่ ๔ ต.โนนปอแดง อ.ผาขาว จ.เลย ควบคุมตัว 

3. นายสมศักดิ์ (สงวนนามสกุล) โดยกล่าวหาว่า “เป็นนายจ้างรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน” จับกุมได้ที่บริเวณร้านหลังเขา เซ็นเตอร์ เลขที่ ๓๖ หมู่ ๔ ต.โนนปอแดง อ.ผาขาว จ.เลย 

4. MR.CHUON CHHENGKEU สัญชาติกัมพูชา โดยกล่าวหาว่า “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY) จำนวน ๓๕๔ วัน” จับกุมได้ที่บริเวณริมถนนหน้าวัดไชยศรียาราม หมู่ ๔ ต.โนนปอแดง อ.ผาขาว จ.เลย ผู้ต้องหา ที่ 2-4 ควบคุมตัวทั้งหมด ส่ง พงส.สภ.ผาขาว เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top