Saturday, 20 June 2026
Hard News Team

‘ก.อุตฯ’ เปิดโรงงานผลิตแบตฯ ใหญ่สุดในอาเซียน เตรียมดันไทยสู่สังคมพลังงานสะอาดยั่งยืน

ไม่นานมานี้ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานพิธี เปิดโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจร ทันสมัย มีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ที่สุด ในภูมิภาคอาเซียน โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงแรงงาน, นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายกวิน ทังสุพานิช เลขานุการรัฐมนตรีพลังงาน, รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา, นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ฉะเชิงเทรา พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และคณะผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธี

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทพลังงานบริสุทธิ์จำกัด (มหาชน) หรือ EA ผู้นำนวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียน-พลังงานไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้า กล่าวว่า โรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและระบบกักเก็บพลังงาน จะเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) และการนำพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้ออกแบบให้โรงงานแห่งนี้ใช้ระบบที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังสามารถปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการผลิตได้ง่ายขึ้น เพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยีในอนาคต อีกทั้งโรงงานยังเน้นแนวคิดที่ใช้พลังงานในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ลดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต มุ่งเน้นการรีไซเคิลในกระบวนการผลิตให้มากที่สุด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท อมิตา เทคโนโลยี อิงค์ (ไต้หวัน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในไต้หวันมากว่า 20 ปี

ทั้งนี้ กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ได้เข้าร่วมทุน ถ่ายทอดประสบการณ์และเทคโนโลยีในการสร้างโรงงานจนเป็นผลสำเร็จ ผ่านบริษัทย่อยภายใต้ ชื่อ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด มีกำลังการผลิตขนาดใหญ่มากขึ้นในระดับ World Class เพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชนิด Pouch Cell ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และวัสดุที่มีความปลอดภัยสูงในการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ให้สามารถจุพลังงานได้สูง มีน้ำหนักเบา มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่มีส่วนประกอบของสารที่เป็นอันตราย เช่น กรดหรือตะกั่ว และใช้เทคนิคพิเศษในการผลิตเซลล์ เมื่อหมดอายุการใช้งาน นำไปรีไซเคิล ด้วยการคัดแยกแผ่นขั้วบวกและขั้วลบได้ง่าย เพราะเป็นแบตเตอรี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้แบตเตอรี่ของอมิตายังออกแบบให้เข้ากันกับเทคโนโลยีแบบ Ultra-Fast Charge ที่รองรับการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที พร้อมรองรับการชาร์จได้สูงถึง 3,000 รอบ ที่จะเป็นจุดเด่นสำหรับรองรับการใช้งานของยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจัยเรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญในการใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด”

เฒ่าโหด!! ยิงทนายโจทก์ หลังคุยมรดกไม่ลงตัว ตำรวจเข้าห้าม โดนลูกหลง ทำเจ็บรวม 2

เคลียร์คดีมรดกไม่ลงตัวจ่อยิงทนายความสาหัสในบริเวณลานจอดรถภายในรั้วศาลจังหวัดราชบุรี ขณะที่ตำรวจที่มาทำธุระที่ศาลเห็นเหตุการณ์เข้าไประงับเหตุถูกยิงได้รับบาดเจ็บ

(17 ธ.ค. 64) พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ราชบุรี, พ.ต.อ.โชติช่วง ภาณุทัต ผกก.สส.ภ.จ.ราชบุรี, พ.ต.อ.จุมพล สิกเสน ผกก.สภ.เมืองราชบุรี, พ.ต.ท.ปิยพัชร์ ปลาทอง สารวัตรเวร สภ.เมืองราชบุรี ตรวจสอบที่เกิดเหตุหลังได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกอาวุธปืนยิงได้รับบาดเจ็บ 2 รายบริเวณลานจอดรถภายในรั้วศาลจังหวัดราชบุรี

ที่เกิดเหตุพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ประจำศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจอยู่ในบริเวณดังกล่าวและพบเพียงกองเลือดที่พื้น ส่วนผู้บาดเจ็บทราบว่าเป็นชายทั้ง 2 ราย เป็นทนายความ 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือนายประกาศิต เสริมสมัคร อายุ 52 ปี ถูกยิงเข้าที่ชายโครงด้านขวา 1 นัดอาการสาหัสและอีกรายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.วัดเพลง จ.ราชบุรี ถูกยิงเข้าที่นิ้วหัวแม่มือด้านขวา ซึ่งทั้ง 2 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลราชบุรีไปก่อนหน้านี้แล้ว

นอกจากนี้ ยังพบอาวุธปืนขนาด 11 มม.จำนวน 1 กระบอก ปลอกกระสุนขนาดเดียวกัน 1 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้ที่ก่อเหตุรายนี้คือนายสุกิจ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 83 ปี บ้านอยู่ย่านถนนตลาดสด ต.โพธาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ขณะก่อเหตุ 

สาวไทยเล่าวินาทีโดนทำร้ายที่นิวยอร์ก ด้านตำรวจสหรัฐฯ ยังจับผู้ต้องสงสัยไม่ได้

แม้เติบโตในไทย แต่ "บิว จิรจริยาเวช" (Bew Jirajariyawetch) มองนิวยอร์กในฐานะจุดหมายปลายทางในอุดมคติมาตลอด และมีความฝันย้ายมาอยู่ในมหานครแห่งนี้ แต่เมื่อเดือนที่แล้วสาวผู้เดินตามความฝันกับการเป็นนางแบบ ต้องมาพบเจออีกด้านของนิวยอร์ก หลังเธอถูกทำร้ายร่างกายชิงทรัพย์ที่บริเวณชานชาลาของสถานีรถไฟแห่งหนึ่ง

บิว จิรจริยาเวช ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์เมื่อวันพุธ (15 ธ.ค.) ว่า "ฉันดีใจที่ยังมีชีวิตอยู่" เธอเล่าถึงเหตุการณ์อันน่าสยดสยองของเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ณ สถานี 34th Street Herald Square ซึ่งส่งผลให้เธอเลือดตกยางออกและเป็นแผลถลอก

หญิงสาวรายนี้ซึ่งเพิ่งย้ายมาอยู่ในนิวยอร์กเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา กำลังรอขบวนรถไฟเพื่อเดินทางกลับบ้านที่เขตควีนส์ ตอนเวลา 04.00 น. หลังไปชมคอนเสิร์ตของดาบอยเวย์ แรปเปอร์อเมริกันเชื้อสายไทย กับเพื่อน ๆ

เธอยืนอยู่บริเวณริมขอบชานชาลาของสถานี ตอนที่จู่ ๆ ก็มีคนแปลกหน้าดอดเข้ามาจากด้านหลังและล็อกศีรษะของเธอ เอามือปิดปาก จมูกและตา เพื่อขัดขวางไม่ให้ฉันตะโกนส่งเสียงดังขอความช่วยเหลือ "เขาลากฉันไปในที่ที่ไม่มีใครเห็น ทำร้ายฉันและเอากระเป๋าเงินฉันไป ฉันได้แต่ภาวนาว่าขอโอกาสตะโกนขอความช่วยเหลือสักครั้ง"

ภาพจากกล้องวงจรปิดพบเห็นคนร้ายล็อกคอจากด้านหลังฉุดกระชากลาก บิว เข้าไปในจุดลับตาคน ก่อนเหวี่ยงลงกับพื้นและชกเธอหลายหมัดตอนที่เธอลงไปกองเบื้องล่าง นอกจากนี้แล้ว ผู้ก่อเหตุยังถูกกล่าวหาสัมผัสของสงวนของเหยื่อและขโมยกระเป๋าเงินของเธอไป ก่อนที่ภาพจากกล้องวงจรปิดจะจบลงที่ภาพหญิงสาวลุกขึ้นนั่ง ก่อนยืนขึ้นเดินโซซัดโซเซออกไป 

ท้ายที่สุดแล้วก็มีใครบางคนพบเธอในสภาพถูกทำร้ายและพาเธอไปขอความช่วยเหลือ "ฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่มีใครมาเจอฉันพอดี" บิว จิรจริยาเวช กล่าว

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดย บิว จิรจริยาเวช ซึ่งถ่ายไว้ไม่นานหลังถูกทำร้าย พบเห็นใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยแผลถลอก มีคราบเลือดแห้ง ๆ บริเวณจมูกและใกล้ปาก ส่วนอีกภาพพบเห็นรอยถลอกและรอยเลือดไล่ลงไปตามขาของเธอ

เธอถูกพาตัวส่งโรงพยาบาล Lenox Hill HealthPlex ในกรีนวิช วิลเลจ เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ

กรมตำรวจนิวยอร์กเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิด เป็นภาพที่ผู้ต้องสงสัยกำลังกระโดดข้ามประตูหมุนและเดินผ่านเข้าไปในพื้นที่ชั้นลอยรกร้างแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้ต้องสงสัยรายใดถูกจับกุมต่อเหตุทำร้ายร่างกายอันน่าสะอิดสะเอียนครั้งนี้

บิว จิรจริยาเวช ซึ่งเดินทางมายังนิวยอร์กเพื่อเรียนภาษาอังกฤษและเดินตามความฝันเข้าสู่วงการแฟชั่น เล่าว่าเธออยากเห็นมหานครแห่งนี้มาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ "ตอนฉันเป็นเด็ก ฉันคิดฝันมาตลอดว่าเมืองแห่งนี้จะเป็นเมืองแบบไหน ฉันชอบเมืองแห่งนี้ตั้งแต่แรกเห็น น่าเศร้า มันเปลี่ยนไปสำหรับฉัน ตอนนี้ฉันเห็นอีกด้านของมัน"

‘มหาสมปอง’ เข้ากราบลา ‘พระพยอม’ เตรียมสึก หันทำธุรกิจ-งานการเมือง

(17 ธ.ค. 64) พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดัง จากวัดสร้อยทอง เดินทางไปกราบลาพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว หลังตัดสินใจเตรียมลาสิกขา

โดยพระมหาสมปอง กล่าวว่า เบื้องต้นจะลาสิกขาในวันที่ 29 ธ.ค. เวลา 13.09 น. ที่วัดสระเกศ ซึ่งหลังจากลาสิกขา จะมุ่งไปทำธุรกิจเป็นหลัก แต่ก็กำลังพิจารณาเรื่องการเข้าสู่สนามการเมือง เบื้องต้นมีการพูดคุยกับคุณวัน อยู่บำรุง ที่ช่วยพูดคุยให้กับผู้ใหญ่พรรคเพื่อไทย ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุย และขอออกไปทำธุรกิจสักพัก จนถึงเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน

'สุริยะ' สั่งทบทวนกฎหมายโรงงาน เพิ่มโทษจำคุก!! ลักลอบทิ้งกาก ปล่อยน้ำเสีย ไม่ผ่านการบำบัด

กรมโรงงานอุตสาหกรรม ขานรับนโยบายรัฐมนตรีอุตฯ ยันเดินหน้าดูแลประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ ใครแอบลักลอบทิ้ง ถือเป็นอาชญากรทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ต้องได้รับโทษหนัก

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ทบทวนกฎหมายโรงงาน โดยให้เพิ่มโทษจำคุกพวกลักลอบทิ้งกากของเสียและแอบลักลอบปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำลำคลองสาธารณะ ซึ่งเดิมมีเพียงแค่โทษปรับ ทำให้ผู้กระทำความผิดกล้าที่จะเสี่ยงทำโดยไม่ยำเกรงกฎหมาย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมทั่วบริเวณที่มีการลักลอบทิ้ง

นายวันชัย พนมชัย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรอ. ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องการลักลอบทิ้งกากของเสียและการปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัดถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง แต่กฎหมายกำหนดโทษปรับสถานเดียวไม่เกิน 200,000 บาท ส่งผลให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย ประกอบกับโทษปรับมีอายุความในการดำเนินคดีเพียง 1 ปี กว่าจะมีการพิสูจน์หรือหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษบางครั้งก็ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากขาดอายุความ กรอ. จึงเร่งปรับปรุงกฎหมาย พ.ร.บ.โรงงาน โดยเพิ่มโทษผู้กระทำความผิด จากเดิมมีบทลงโทษเฉพาะโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท จะเพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปีหน้า หลังจากผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และขั้นตอนทางกฎหมาย

ทัพเรือมะกัน เดินตามกองทัพอากาศ เตรียมปลดทหาร ดื้อฉีดวัคซีน

กองทัพเรือสหรัฐฯ เตรียมปลดประจำการทหารที่ปฏิเสธฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ไม่นานหลังจากกองทัพอากาศเพิ่งแถลงเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ว่า จะไล่ออกกำลังพลที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน

เมื่อวันพุธ (15 ธ.ค.) กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุในอัปเดตคำแนะนำ ว่า ทหารเรือรายใดที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับฉีดวัคซีนจะถูกแยกตัวออกมา แต่กำลังพลรายใดที่เคยปฏิเสธฉีดวัคซีนก่อนหน้านี้ แต่เกิดเปลี่ยนใจจะสามารถประจำการในกองทัพได้ต่อไป

"เพื่อรับประกันฉีดวัคซีนเต็มรูปแบบ นโยบายของกองทัพเรือคือ ลำดับแรกเลยกองกำลังพลของกองทัพเรือทุกนายต้องฉีดวัคซีนตามคำสั่ง และกำลังพลรายใดก็ตามที่ปฏิเสธฉีดวัคซีนจะถูกดำเนินการแยกตัวออกมาในโอกาสที่รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" พล.ร.ท.จอห์น บี โนเวลล์ จูเนียร์ หัวหน้าฝ่ายบุคลากรของกองทัพระบุ

จนถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กองทัพเรือยังมีกำลังพลที่ไม่ฉีดวัคซีน 5,731 นาย ในนั้น 2,705 นายได้ยื่นขอยกเว้นด้วยเหตุผลทางศาสนา แต่กองทัพยังไม่ได้อนุมัติคำร้องขอทบทวนข้อเรียกร้องขอยกเว้นด้วยเหตุผลทางศาสนาใด ๆ อย่างไรก็ตาม กำลังพลเหล่านี้จะยังไม่ถูกปลดประจำการระหว่างการยื่นคำร้อง

จากข้อมูลล่าสุด พบว่า กำลังพลของกองทัพเรือฉีดวัคซีนครบเข็มแล้วหรือบางเข็มคิดเป็นสัดส่วนถึง 98% กองทัพเรืออนุมัติคำขอยกเว้นทางการแพทย์ไม่ฉีดวัคซีนแบบถาวรจำนวน 7 นาย ข้อยกเว้นทางการแพทย์แบบชั่วคราว 326 นาย และขอยกเว้นทางกฎหมาย 124 นาย

'หมอยง' มอบทนายแจ้งหมิ่นประมาท หญิงลงคลิป วิจารณ์วัคซีนสูตรไขว้

“หมอยง” มอบทนายแจ้งหมิ่นประมาท!! หญิงลงคลิป วิจารณ์วัคซีนสูตรไขว้ ลง TikTok

จากกรณีมีหญิงอายุ 27 ปี ได้โพสต์คลิป TikTok พูดเสนอความเห็นในลักษณะหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาหรือให้ข้อมูลอันเป็นที่กล่าวหาใส่ร้าย ศ.นพ.ยง จำนวน 2 คลิป

ล่าสุด “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” หรือ “หมอยง” ผู้เสียหาย ได้ตรวจสอบพบว่าคลิปที่โพสต์ใน TikTok พูดเสนอความเห็นในลักษณะหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาหรือให้ข้อมูลอันเป็นที่กล่าวหาใส่ร้าย ศ.นพ.ยง จำนวน 2 คลิป จึงได้มอบอำนาจให้ นายพยง โชคชัยเสรี มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดี

>> โดยคลิปที่ 1 เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 64 หลังจากที่มีการนำเสนอข่าว นพ.ยง รับอาสาสมัครฉีดไฟเซอร์-โมเดอร์นา เข็ม 3 แบบครึ่งโดสและเต็มโดส โดยหญิงวัย 27 ปี ได้โพสต์คลิปลง TikTok และวิพากษ์วิจารณ์ถึงสูตรใหม่ดังกล่าว ว่าคนใกล้ตัวเพิ่งเสียชีวิตจากวัคซีนสูตรไขว้ที่ ศ.นพ.ยง เป็นคนคิด พร้อมทั้งระบุว่าให้หยุดคิดวัคซีนสูตรไขว้ เนื่องจากได้รางวัลเยอะแล้ว

'สิงห์สยามโพล' เผยเสป๊กคนกรุงฯ อยากได้ ผู้ว่า กทม. ไม่สังกัดพรรค ร้อยละ84.1 มีความรู้และความสามารถ แก้ปัญหาจราจรอันดับแรก ด้าน สนาม ส.ก. ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยหลัง 51.1

ที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “สิงห์สยามโพล”  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย จิตรเหล่าอาพร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยสาขารัฐศาสตร์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เรื่อง การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) โดยทำการสำรวจข้อมูลระหว่าง วันที่ 1 - 10 ธันวาคม 2564 ด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากประชาชนในเขตกรุงเทพที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,642 ตัวอย่าง  โดยใช้การสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบหลายขั้นตอน (Multi Stage Random Sampling) เพื่อเลือกพื้นที่ในการเก็บข้อมูลในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล และเขตภาคกลางดำเนินการเก็บข้อมูลโดยการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) เพื่อเก็บข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป 

โดยผลสำรวจระบุว่า ผู้ว่าฯ กทม. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง โดยด้านคุณลักษณะของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีเห็นว่า คุณลักษณะของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ควรมีความรู้ความสามารถ มากที่สุดถึงร้อยละ 31.1 มากกว่า คุณลักษณะด้านภาวะผู้นำและซื่อสัตย์สุจริต คิดเป็นร้อยละ 15.6 หรือประเด็นอื่นๆ เช่น การเป็นนักประสานผลประโยชน์ระดับชาติและพื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 11.1 และโดยเฉพาะการมีคุณธรรม จริยธรรม และอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 8.9 และการมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และ ยึดมั่นในกฎระเบียบ คิดเป็นร้อยละ 4.4 ขณะที่ด้านการสังกัดพรรคการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้ง พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง คิดเป็นร้อยละ 84.1 แต่หากจำเป็นต้องเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมือง พบว่า

พรรคเพื่อไทย คิดเป็นร้อยละ 11.1 พรรคก้าวไกล คิดเป็นร้อยละ 8.9 พรรคอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 6.72 พรรคประชาธิปัตย์ คิดเป็นร้อยละ 6.7 และสุดท้ายพรรคพลังประชารัฐ และพรรคกล้า คิดเป็นร้อยละ 2.2 ซึ่งต่างมีความนิยมใกล้เคียงกัน แต่พบข้อสังเกตว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์นั้นถือเป็นคู่แข่งสำคัญในสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อมองถึงคาดหวังต่อนโยบายของกรุงเทพมหานครจากผู้ว่า กทม. คนใหม่นั้น พบว่า สภาพปัญหาที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครรู้สึกอึดอัดและต้องการการแก้ไขปัญหามากที่สุดยังคงเป็นเรื่องของปัญหาการจราจร (ร้อยละ 26.7) และปัญหาเรื่องของวิถีการใช้ชีวิตปกติ (ร้อยละ 20.0) ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19

โดยมีปัญหาเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม และการฉีดวัคซีนเป็นปัญหาที่มีความสำคัญตามมา ทั้งนี้ย่อมพบว่า วัคซีนที่ทางกรุงเทพมหานครได้รับการจัดสรรจากทางรัฐบาลนั้น ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในกรุงเทพมหานคร ดังเห็นได้ว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีความต้องการ Pfizer, Moderna และ Johnson & Johnson รวมเกินกว่าร้อยละ 70

เมื่อพิจารณาเรื่องภูมิหลังด้านการประกอบอาชีพของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่ามาจากอาชีพอื่นๆ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 80.0 รองลงมาคือ นักการเมือง คิดเป็นร้อยละ 11.1 และสุดท้ายคืออาจารย์ และทหาร คิดเป็นร้อยละ 4.4) ตามลำดับ ย่อมอธิบายได้ว่า ประชาชนในกรุงเทพมหานครนั้นไม่ให้ความสำคัญกับภูมิหลังในการประกอบอาชีพของผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมากนัก ซึ่งเป็นผลเกิดจากความต้องการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถ และเข้าใจปัญหาในรูปแบบ “การแก้ไขแบบสหวิถี (Multi-Application Solution) ที่ต้องบูรณาการทั้งองค์ความรู้ เทคนิค และวิธีการ ที่สอดคล้องกับสภาพหรือบริบทปัญหาที่แตกต่างกัน บนพื้นฐานความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง

ประสบการณ์การทำงานที่เชี่ยวชาญเพียงด้านใดด้านหนึ่งจึงอาจไม่เพียงพอในการตอบโจทย์ของปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนในมหานครของกรุงเทพมหานคร
ส่วนแนวโน้มเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานครตามพรรคหรือกลุ่มที่สังกัดของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่แน่ใจหรือลังเลใจ คิดเป็นร้อยละ 51.1 และรองลงมาคือ เลือกตามพรรคหรือกลุ่มที่สังกัด คิดเป็นร้อยละ 28.9 ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าผู้สมัครควรเป็นผู้สมัครอิสระ คิดเป็นร้อยละ 51.1 

โฆษกทบ. ยืนยันกองทัพบกร่วมกับจังหวัดชายแดนพร้อมรองรับปัญหาผู้หนีภัยจากการสู้รบ ตามแนวชายแดนไทยเมียนมาพร้อมย้ำเหตุการณ์ปะทะใกล้ชายแดนจังหวัดตากยุติแล้ว ประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านทยอยเดินทางกลับแล้ว

พล.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ เสนาธิการทหารบก ในฐานะโฆษกกองทัพบกระบุถึงเหตุปะทะ บริเวณแนวชายแดนจังหวัดตาก ทำให้มีประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านข้ามมาฝั่งไทยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลา 10 นาฬิกาเมื่อวานนี้ บริเวณพื้นที่ตรงข้ามอำเภอแม่สอดจังหวัดตาก

โดยเป็นการปะทะกันของกำลังประเทศเพื่อนบ้านในระยะที่ติดกับแนวชายแดนทำให้ประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านส่วนหนึ่งข้ามมายังฝั่งไทยเพราะคิดว่ามีความปลอดภัย 

สำหรับแนวทางปฏิบัติตามแนวชายแดนจะมีพื้นที่ความปลอดภัยรองรับให้ประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านในจุดต่างๆ โดยการปฏิบัติตามหลักการมนุษยธรรม แต่ส่วนใหญ่แล้วเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านก็จะเดินทางกลับไปอย่างเช่นในกรณีที่เกิดขึ้นปะทะเมื่อวานนี้ใกล้ชายแดนจังหวัดตาห ประชาชนไม่ได้ตั้งใจที่จะเข้ามาพักค้างแรมในฝั่งไทย เพียงแค่เข้ามาเพื่อต้องการพื้นที่ปลอดภัย และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็ทยอยเดินทางกลับ ซึ่งจากการติดตามเหตุปะทะเมื่อวานนี้สิ้นลงในเวลา 17 นาฬิกา และ ไม่มีการสูญเสียใดๆ

สำหรับการตรวจสอบและแยกการดำเนินระหว่างกรณีผู้หนีภัยจากการสู้รบ กับผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ถ้าเป็นเรื่องของการฉีดวัคซีนนั้นเป็นเรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลโดยตรง ซึ่งจะให้ความสำคัญกับคนในประเทศเป็นลำดับแรก ส่วนการดูแลประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านก็จะเป็นลักษณะของการดูแลตามหลักมนุษยธรรมเป็นหลัก

กรมชลฯ เปิดแผนจัดสรรน้ำรับฤดูแล้ง ยันเขื่อนหลักมีน้ำเพียงพอ

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 58,692 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 77% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 34,760 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 14,586 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 59% ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 7,890 ล้าน ลบ.ม. 

ทั้งนี้กรมชลประทาน ได้วางแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 (วันที่ 1 พ.ย.2564 – 30 เม.ย.2565) จากปริมาณน้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พ.ย. 2564 จำนวน 37,857 ล้าน ลบ.ม. โดยมีแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้งทั้งประเทศจำนวน 22,280 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับความสำคัญดังนี้ เพื่อการเกษตรฤดูแล้ง 11,785 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,535 ล้าน ลบ.ม. อุตสาหกรรม 518 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 7,442 ล้าน ลบ.ม. และสำรองน้ำไว้ต้นฤดูฝนปี 65 อีก 15,577 ล้าน ลบ.ม. 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top