Sunday, 21 June 2026
Hard News Team

โฆษกรัฐบาล เผย “นายก ฯ” ติดตามสถานการณ์โควิด-19 ตลอด แนะ กลุ่มเสี่ยงรีบฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ ย้ำ เข็มกระตุ้น กันป่วยหนัก-เสียชีวิต

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงแม้ที่อยู่ในระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ ได้ติดตามสถานการณ์โควิด-19  ไทย โดยย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ เพื่อยับยั้งอาการเจ็บป่วยขั้นรุนแรงจากสายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาด ช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่ผู้ติดเชื้อจะต้องรับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน หรือโอกาสที่จะต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากโควิด-19  

นายธนกร กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีกำหนดแผนการบริหารวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ซึ่ง ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เห็นชอบแผนการฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 4 ให้กับประชาชนในพื้นที่ 10 จังหวัดท่องเที่ยว และจังหวัดที่พบการติดเชื้อสูง จากเดิมที่ให้ฉีดเฉพาะกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า และกลุ่มเสี่ยง สำหรับวัคซีนเข็ม 4 ที่จะฉีดให้นั้น กรณีฉีดเข็ม 1 - 2 เป็น Sinovac เข็ม 3 เป็น AstraZeneca เข็ม 4 จะแนะนำเป็น AstraZeneca ขณะที่ คนที่ฉีดเข็ม 1- 2 เป็น AstraZeneca เข็ม 3 เป็น Pfizer เข็ม 4 จะแนะนำเป็น Pfizer ทั้งนี้ ประชาชนที่รับวัคซีนเข็ม 3 ไปแล้วเกิน 3 เดือน สามารถเข้ารับเข็ม 4 ได้  สำหรับ 10 จังหวัดที่ประชาชนสามารถเข้ารับเข็ม 4 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 พื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวที่เปิดรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร ได้แก่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี กระบี่ และพังงา กลุ่มที่ 2 พื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว หรือมีการระบาด

โฆษกรัฐบาลเผย 'นายกฯ' ชื่นชมการทำงานหน่วยงานด้านเศรษฐกิจทำงานเห็นผล เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ขยายตัวกว่า 4.5% ย้ำรัฐบาลเดินถูกทางเร่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรม 6 ด้าน 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ควมคุมการดำเนินนโยบายตามที่ได้สั่งการ และชื่นชมการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ หลังรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจไทยขยายตัวในอนาคต ยืนยันรัฐบาลเดินถูกทางเน้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม 6 ด้าน

จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2565 จะขยายตัวในช่วง 3.5-4.5% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุน เช่น การใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคของภาคเอกชนและภาครัฐ การลงทุนรวม มูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ ดุลการค้า และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่เปิดเผยว่า ในปี 2565 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ยังคงขยายตัว 4-5% เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม หรือจีดีพีภาคอุตสาหกรรม ที่ขยายตัว 2.5-3.5%

โดยไทยมีศักยภาพหลายด้านที่ได้เปรียบประเทศคู่ค้า ทั้งการมีแรงงานทักษะที่มีฝีมือและคุณภาพ วัตถุดิบทางการเกษตร ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางภูมิภาค ตลอดจนโครงการลงทุนต่าง ๆ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สอดคล้องกับแนวนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเมื่อรัฐบาลปลดล็อกการเดินทางระหว่างประเทศแบบ test and go จะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้อีกมาก ทั้งนี้ รัฐบาลเน้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม 6 ด้าน ได้แก่ 

1. ส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรมอัจฉริยะ 
2. พัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับหมุดหมายการพัฒนาตามตารางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) 
3. พัฒนาผู้ประกอบการและภาคการผลิตไปสู่ 4.0 เช่น การสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการอัจฉริยะ ส่งเสริมเอสเอ็มอี เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อย่างสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล
4. พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
5. จัดตั้งและส่งเสริมการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 
และ 6.การยกระดับการให้บริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

‘วันแห่งคอลลาเจน’ ถูกจดสิทธิบัตรอย่างถูกต้อง โดยนักวิจัยชื่อ ‘นิชิฮาระ โทมิโอะ’

วันแห่งคอลลาเจน เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2503 โดยวันที่ 26 มกราคม ของปีดังกล่าว เป็นวันที่คอลลาเจนถูกจดสิทธิบัตรอย่างถูกต้อง โดยนักวิจัยชื่อว่า “นิชิฮาระ โทมิโอะ” 

คอลลาเจน เป็นโปรตีนที่ถูกสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโนในร่างกายของคนเราและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยมีส่วนช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้างต่างๆ ของร่างกาย และยังทำหน้าที่ช่วยปกป้องโครงสร้างของผิวจากการถูกทำร้ายโดยแสงแดด และมลพิษจากสิ่งแวดล้อมอีกด้วย 


ที่มา : https://www.newtv.co.th/news/10873
 

กนอ.จัดสัมมนา ‘สร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันโควิด-19’ กระตุ้นบุคลากรเกี่ยวเนื่องในนิคมฯ การ์ดแน่น

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จับมือสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จัดสัมมนา ‘สร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันโควิด-19’ ให้กับบุคลากร กนอ. ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม หวังสร้างการตระหนักรู้ในการป้องกันตนเอง ลดการแพร่กระจายและความเสี่ยง รวมถึงลดภาระสถานพยาบาล

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้มากขึ้น รัฐบาลจึงยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด โดยได้ออกประกาศข้อกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 41) เพื่อใช้ควบคุมสถานการณ์โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาดในไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565 (ข้อ 6) การยกระดับการปฏิบัติงานเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาด ด้วยการประเมินสถานการณ์แพร่ระบาดที่จำนวนผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

กนอ.มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ‘โครงการสร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันโควิด-19’ กับสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564 เพื่อร่วมกันดำเนินโครงการฯ โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แนวทางการดูแลตนเอง การทำ Home Isolation เพื่อรักษาตนเองที่บ้าน และการทำ Company/Factory Isolation รวมถึงการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วย Rapid Antigen Test Kit แก่บุคลากรของ กนอ. และผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อลดอัตราการแพร่กระจายเชื้อ ลดความเสี่ยง รวมถึงลดภาระสถานพยาบาล

รู้จักอาชีพที่ซาอุฯ ห้ามคนต่างชาติทำ

จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พร้อมคณะ ได้เดินทางเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้นำประเทศคนแรกในรอบ 32 ปี ที่เดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ตกต่ำมายาวนาน ขณะที่มีการคาดหมายว่า การไปเยือนในครั้งนี้ จะมีข่าวดีสำหรับแรงงานไทย ที่จะมีโอกาสเดินทางไปทำงานที่ซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง 

ทว่า ก่อนจะไปลุ้นว่า ซาอุดีอาระเบียจะเปิดรับแรงงานจากไทยหรือไม่นั้น เราไปดู ‘19 อาชีพสงวน’ สำหรับชาวซาอุดีอาระเบีย ที่ไม่อนุญาตให้คนต่างชาติทำ กันดีกว่า

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด ได้เผยแพร่ 19 ตำแหน่งงาน ที่อนุญาตให้แรงงานชายหญิงชาวซาอุดีอาระเบียเท่านั้น ได้แก่

1.) ผู้จัดการบริหารทรัพยากรบุคคล (Executive HR manager)
2.) ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR manager)
3.) ผู้จัดการด้านแรงงาน (Labor affairs manager)
4.) ผู้จัดการด้านธุรการ (Staff relations manager)
5.) ผู้เชี่ยวชาญงานธุรการ (Staff relations specialist)
6.) พนักงานเสมียนธุรการ (Staff relations clerk)
7.) พนักงานรับสมัครงาน (Recruitment clerk)
8.) พนักงานกิจการบุคคล (Staff affairs clerk)
9.) เสมียนควบคุมการเข้าร่วมประชุม (Attendance control clerk)

‘อาคม’ ซูฮก ฟื้นสัมพันธ์ไทย - ซาอุฯ ยกเป็น ‘งานชิ้นโบแดงของลุงตู่’ 

นายอาคม มกรานนท์ อดีตพิธีรายการโทรทัศน์ชื่อดัง และอดีตผู้ประกาศข่าว โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Akhom Makaranond" ถึงกรณีการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย โดยมีเนื้อหาว่า งานชิ้นโบว์แดงของลุงตู่....

วันนี้มาสาย เพราะมัวติดตามข่าวการไปเยือนราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียของนายกรัฐมนตรีไทย ที่ถือว่าเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ เพราะเป็นการเยือนในระดับผู้นำรัฐบาลระหว่างสองประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ ๓๒ ปี ระหว่างวันที่ ๒๕ - ๒๖ มกราคมนี้

ความสำคัญอันดับแรก คือ นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ ๒๙ ได้สร้างภาพพจน์ให้เห็นว่าทั้งสองประเทศ ไม่ได้มีความระแวงเรื่องเพชรบลูไดมอนด์ ตามที่มีผู้บิดเบือนความจริงใส่ร้ายโดยมิบังควร 

เรื่องที่สอง คือ การท่องเที่ยว ชาวซาอุฯ มีอำนาจในการใช้จ่ายสูง เคยมีบุคคลชั้นนำของซาอุฯ เดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยและรักษาตัวจำนวนไม่น้อย ที่ห่างเหินกันไปตั้งแต่เกิดเหตุร้ายกับคนของเขา

ดังนั้น การเดินทางไปครั้งนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เพราะเป็นการเดินทางไปในห้วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของซาอุดีอาระเบีย จากการปกครองแบบราชาธิปไตยสุดโต่ง มาเป็นการปฏิรูปการปกครองแบบราชาธิปไตยทันสมัยและผ่อนคลายมากขึ้น

32 ปี ที่รอคอย!! 'ไทย' ได้อะไรคืนมา หลังความสัมพันธ์ 'ซาอุดีอาระเบีย' กลับมาหวานชื่น

สัมพันธ์ไทย - ซาอุดีอาระเบีย แตกร้าวยาวนานกว่า 30 ปี 

ตลอด 3 ทศวรรษ ทุกรัฐบาลพยายามลบปมร้าว
แต่...ไม่สำเร็จสักรัฐบาล

ส่งผลให้ไทยสูญเสียโอกาสอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในด้านแรงงาน และการค้า - การลงทุน จากการที่ซาอุดีอาระเบียลดระดับความสัมพันธ์ ทั้งการลดระดับตัวแทนทางการทูตเป็นระดับอุปทูต, ห้ามชาวซาอุดีอาระเบียเดินทางมาไทย และเปิดรับคนไทยไปทำงานในซาอุดีอาระเบีย 

เปิดประวัติ ‘หมอกระต่าย’ หมอจักษุคนเก่ง คนคุณภาพที่ต้องจากไปก่อนวัยอันควร 

แม้วันนี้ พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือ ‘หมอกระต่าย’ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจักษุวิทยา ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะจากโลกนี้ไป จากกรณีถูก ส.ต.ต นรวิชญ์ บัวดก ผบ.หมู่ กองร้อยที่ 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (กก.1 บก.อคฝ.) ขี่บิ๊กไบค์ชนจนเสียชีวิต แต่เชื่อว่าวันนี้ชื่อของเธอน่าจะประทับอยู่ในหัวใจของคนไทยทั้งประเทศ ในฐานะบุคลากรคุณภาพที่ประเทศชาติไม่ควรเสียไปอีกนานเท่านาน

1.) พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือ หมอกระต่าย เกิดเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2531 เป็นจักษุแพทย์เช่นเดียวกับคุณพ่อ นายแพทย์อนิรุทธ์ สุภวัตรจริยากุล มีลูกสาว 2 คน เป็นจักษุแพทย์ตามรอยคุณพ่อทั้งหมด

2.) หลังจากเรียนจบชั้นประถม หมอกระต่ายได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน และเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี รุ่นที่ 42 ก่อนกลับไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลสระบุรี

3.) หลังจากนั้นหมอกระต่าย ไปเรียนต่อเฉพาะทางจักษุวิทยา ที่ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยา โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ก่อนจะต่อยอดจักษุวิทยาภูมิคุ้มกันอักเสบ และศึกษาต่อเฉพาะทาง ต่อยอดจอตาและวุ้นตา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

4.) หมอกระต่าย กำลังจะเข้ารับราชการที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่ต้องมาเสียชีวิตก่อนวันเกิดตัวเองด้วยอุบัติเหตุบนท้องถนน

‘ลุงป้อม’ ยิ้มรับ!! แม้เด็กสามกีบชู 3 นิ้ว โผล่ประชิด สะท้อนผู้ใหญ่บ้านเมือง ‘เอ็นดู’ มากกว่าเคืองโกรธ

นายนิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา นักธุรกิจ ฟาร์มปลาสวยงาม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า… "ไทยๆ"

เมื่อวานได้ดูคลิปหนึ่งซึ่งชื่นชอบ จนอยากจะนำมาเล่า

คือเป็นคลิปที่ลุงป้อมแกออกมาช่วยเดินหาเสียงให้ผู้สมัครที่หลักสี่ แล้วในทางเดินแคบๆ นั้น ก็เจอน้องๆ REDEM มายืนรอชูสามนิ้วขวางอยู่

ถ้าเป็นประเทศอื่นๆ รวมทั้งมหาอำนาจทางประชาธิปไตย ประเทศไหนก็ตาม น้องๆ นั้นน่าจะโดน หน่วยรักษาความปลอดภัย ผลักดันหรือล็อกตัวออกไปแน่นอน

แต่ภาพที่เห็นคือ ต่างก็เดินมาจนชิดกัน ลุงป้อมยิ้มตาหยีผ่านหน้ากาก (คือหยีกว่าปรกติ) แล้วน้องเขาก็หันมายกมือไหว้

ลุงแกก็แซวขำๆ ว่า ชูสองนิ้วก็พอแล้ว น้องเขาก็พูดขำๆ ตอบว่า "คุณลุงก็ชูสามนิ้วเหมือนกันได้" แล้วก็หัวเราะกันเฮฮา ลุงแกก็ตบบ่าด้วยความเอ็นดู

แม้บทสนทนาจะรู้สึกได้ชัดเจนว่า ไม่ได้อยู่ในแนวความคิดเดียวกัน แต่ภาพที่ออกมานั้น เต็มไปด้วยมารยาทและมิตรภาพ ซึ่งน่ารักมากๆ

ITEL ผนึกพันธมิตรจากออสเตรเลีย เพิ่มศักยภาพขยายฐานลูกค้า Data Center

บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม หรือ ITEL ประกาศเปิดตัวพันธมิตร ดาต้าเซ็นเตอร์ ยักษ์ใหญ่จากประเทศออสเตรเลีย "Etix Everywhere" คาดช่วยขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ให้บริการ Cloud ในต่างประเทศที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานที่ตั้งสำหรับ Data Center 

นายณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงกับ Etix Everywhere พันธมิตร Data Center ระดับโลกจากออสเตรเลีย เพื่อซื้อหุ้นจากบริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ที่ถือหุ้นใน เจเนซิส ดาต้า เซ็นเตอร์ คิดเป็นร้อยละ 67 เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา

โดย เจเนซิส ดาต้า เซ็นเตอร์ ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ห่างจาก ศูนย์กลางของกรุงเทพฯ 30 กิโลเมตร ศูนย์รับฝากข้อมูลแห่งนี้จะเป็นพื้นฐานของศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ผสมผสานระหว่างประสบการณ์เฉพาะด้านของบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) และความรู้ระดับสากลของ Etix Everywhere และฐานลูกค้าของทั้งสองฝ่าย โดยปัจจุบัน เจเนซิส ดาต้า เซ็นเตอร์ เฟสแรกมีอัตราการใช้พื้นที่ 85% และบริษัทฯ เตรียมขยายเฟส 2 ซึ่งมีพื้นที่ให้บริการ 180 racks การที่ GDC เข้ามาซื้อหุ้นจาก AIT และ WHA และกลายเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งระดับโลกของ ITEL ทำให้ ITEL สามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ให้บริการคลาวด์ในต่างประเทศที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานที่ตั้งสำหรับ Data center

"บริษัทฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง Etix Everywhere ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้ บริษัทฯ เชื่อว่าการเป็นพันธมิตรธุรกิจของทั้งสองบริษัทฯ จะเสริมความแข็งแกร่งและสนับสนุนศูนย์รับฝากข้อมูลและอุตสาหกรรมคลาวด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเฟื่องฟู และนำพาบริษัทของเราสู่ความสำเร็จร่วมกัน" นายณัฐนัย กล่าว

ล่าสุด "เจเนซิส ดาต้า เซ็นเตอร์" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ETIX Bangkok #1" และตั้งเป้าที่จะขยาย ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้เพื่อรองรับลูกค้าในอนาคตได้สูงถึง 2.4 เมกะวัตต์ โดยดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้จะเป็นแห่งแรกที่มีการเข้าถึงของโครงข่ายจากผู้ให้บริการโครงข่าย 4 เส้นทาง และรับไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟที่มาจาก 2 สถานีย่อยที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ การเพิ่มของ Data Usage ไม่ว่าจะเป็นจากการ Digitalize หรือการมาของ Metaverse ในอนาคต ส่งผลให้ดีมานด์ของ Data Center เพิ่มสูงขึ้นเพราะผู้ให้บริการจำเป็นต้องมีแหล่งจัดเก็บข้อมูลที่ใกล้ลูกค้ามากที่สุด

ด้านมร.หลุยส์ บลองโช (Louis Blanchot) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Etix Everywhere กล่าวว่า บริษัทฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศการขยายธุรกิจสู่เอเชียโดยเริ่มต้นจากการเข้าซื้อกิจการในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีพลวัตสูงสุดในภูมิภาคนี้ ก้าวแรกดังกล่าวในเอเชียนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์ของ Etix Everywhere ในการสนับสนุนลูกค้าทั่วโลกของบริษัทฯ ด้วยการให้บริการจัดสรรพื้นที่สำหรับการจัดวางหรือติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ เพื่อให้องค์กรหรือหน่วยงานตลอดจนผู้ใช้งานทั่วไป (Co-Location) ที่ดีที่สุดในระดับเดียวกันสำหรับทุกๆ ที่ที่ลูกค้าต้องการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top