Sunday, 21 June 2026
Hard News Team

คณะกรรมการอย.เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่1 ดำเนินการ 4 กลยุทธ์ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนทั้งมูลค่าการค้าและส่งออก ประชาชนได้รับอาหารคุณภาพ  

ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข มอบหมายให้นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2565 (ผ่านระบบ Video Conference) โดยมีนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566-25670) ซึ่งจะเป็นแผนปฏิบัติการ ระยะเวลา 5 ปี ที่อ้างอิงตามกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2561-2580) ระยะ 20 ปี ที่มุ่งการเชื่อมโยงทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับอาหาร บูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความั่นคงทางอาหารของประเทศที่ยั่งยืน ประชาชนได้รับอาหารที่มีคุณภาพ และมีสุขภาวะที่ดีขึ้นจากการได้รับอาหารที่มีคุณภาพ  ทั้งนี้ ตามแผนปฏิบัติการฯ จะดำเนินจัดการด้านอาหารผ่านกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคงอาหาร ด้านการคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหาร ด้านอาหารศึกษา และด้านบริหารจัดการ โดยมีเป้าหมายสำคัญ 6 เป้าหมาย ประกอบด้วย 1.จำนวนคนขาดแคลนอาหารลดลง โดยสิ้นสุดแผนปี 2570 จะต้องมีประชากรที่ขาดแคนอาหารไม่เกินร้อยละ 7 ของจำนวนประชากร 2.ปริมาณการสูญเสียอาหาร และขยะอาหารลดลง 3.ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพและความปลอดภัยอาหารเพิ่มขึ้น โดย ณ ปี 2570 ระดับความเชื่อมั่นต้องอยู่ในระดับดี  

4.มูลค่าการค้าอาหารเพิ่มขึ้น โดยมีตัวชี้วัดเป็นการเติบโตของมูลค่าการส่งออกอาหาร ตั้งแต่ปี 2566-2570 ที่ร้อยละ 3 ต่อปี ดัชนีการส่งออกอาหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 ต่อปี ดัชนีผลผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 ต่อปี 5.จำนวนคนที่มีภาวะทุพโภชนาการ(ขาดและเกิน) ลดลง โดย ณ ปี 2570 เด็กอายุ 0-5 ปี มีภาวะเตี้ยไม่เกินร้อยละ 8 มีภาวะผอมไม่เกินร้อยละ 5 มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนไม่เกินร้อยละ 8  6.มีกลไกประสานงานกลางและบูรณาการดำเนินงาน  โดยหลังจากนี้สำนักงาน อย. ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ  จะเสนอร่างแผนปฏิบัติการฯ  ต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติและนำสู่การปฏิบัติต่อไป   

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า  ที่ประชุมได้เห็นชอบ ข้อเสนอเชิงนโยบายโครงการวิจัยเรื่องการพัฒนากลไกการจัดตั้ง FFC (Food with Function Claims) Thailand  และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งภาคีเครือข่ายต่างๆ ร่วมกันกำหนดแผนการวิจัยบูรณาการ เพื่อให้ได้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือในการสนับสนุนการผลิต ความปลอดภัย และประสิทธิผลของสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่มีผลต่อสุขภาพต่อไป  พร้อมเห็นชอบประกาศคณะกรรมกาาอาหารแห่งชาติ ที่..../2565 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ซึ่งเป็นการปรับปรุงองค์คณะในคณะกรรมการ  4 คณะ ให้มีความเหมาะสมและเป็นปัจจุบัน เพื่อรองรับกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลง และเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลต่อการบูรณาการดำเนินงานของทุกหน่วยงานมุ่งสู่เป้าหมายและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ประกอบด้วย คณะกรรมการขับเคลื่อนด้วยความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ คณะกรรมการขับเคลื่อนด้วยคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมโยงด้านอหารและโภชนาการสู่คุณภาพชีวิตที่ดี และคณะกรรมกาขับเคลื่อนด้วยการบริหารจัดการ   

ศาลอุทธรณ์ยืน "ยกฟ้อง" คดีครอบครัวชัยภูมิป่าแส ฟ้อง กองทัพบก ด้านทนายติดใจหลายประเด็น เตรียมขอรับรองฎีกาสู้ศาลสุดท้าย

ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยยืนตามศาลชั้นต้นคือ ยกฟ้อง คดี "ครอบชัยภูมิ ป่าแสฟ้องกองทัพบก" จากกรณีที่ครอบครัวของนายชัยภูมิ  ป่าแส เยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ เรียกร้องค่าเสียหายจากกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหาร 2 นาย ทำหน้าที่ทหารประจำด่านตรวจรินหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ที่วิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560

โดยมีทนายรัษฎา มนูรัษฎา และ นางสาวจันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความภาคีนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนเป็นผู้ดูแลคดีครอบครัวนายชัยภูมิ ในฐานะทนายความโจทก์ และวันนี้มีนางอังคณา นีละไพจิตร นักสิทธิมนุษยชน เข้าร่วมฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ด้วย โดยศาลใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และพิจารณายกฟ้อง ยืนตามศาลชั้นต้น

นายรัษฎา กล่าวภายหลังศาลอุทธรณ์ยกฟ้องว่า ทางทนายความเคารพคำตัดสินของศาลแต่ก็มีประเด็นที่ติดใจและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะประเด็นกล้องวงจรปิดพี่ศาลไม่ให้ความสำคัญ แต่ให้น้ำหนักพยานบุคคล และศาลเห็นว่า กระสุนจากอาวุธสงครามของทหาร ที่ยิงเข้าต้นแขนและทะลุซี่โครงนายชัยภูมิ เป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิตนั้นเป็นการยิงเพื่อป้องกันตัวของเจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้เป็นการวิสามัญฆาตกรรม รวมถึงกรณีการพิสูจน์ DNA ของนายชัยภูมิ บนวัตถุระเบิด ซึ่งยังมีข้อกังขาอยู่

ทนายรัชฎา เปิดเผยว่า ทางทนายความจะปรึกษาทางครอบครัวนายชัยภูมิและเห็นว่าต้องต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด โดยจะยื่นศาลแพ่งต่อไป ซึ่งลักษณะของคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างยกฟ้องนั้น มีกระบวนการที่จะต้องให้ผู้พิพากษาที่นั่งบัลลังก์หรือตัดสินในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์หรือทั้ง 2 ศาลที่ยกฟ้องคดีไปนั้น "รับรองว่าคดีนี้มีปัญหาสำคัญอันควรเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงหรือศาลฎีกา" ตามกระบวนการ ซึ่งฝ่ายโจทก์ จะดำเนินการหลังจากนี้

“ประวิตร” ถก กกท.สั่ง ติดตาม แก้ไข "พ.ร.บ.ควบคุมการใช้สารต้องห้ามฯ" ปลดล็อกWADAแบนไทย  เน้นใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาพัฒนาจริงจัง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) ครั้งที่1/ 2565 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ 

โดยที่ประชุมเห็นชอบตามที่กกท.เสนอ ขออนุมัติการเดินทางไปปฎิบัติงานของคณะทำงานที่จะเดินทางไปร่วมสังเกตการณ์ การแข่งขันและให้กำลังใจนักกีฬาทีมชาติไทย รายการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว2022 ครั้งที่ 2 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่4-20 ก.พ.และเห็นชอบการจัดสรรงบการดำเนินงานของคณะกรรมการกีฬาจังหวัด ประจำปี65 และการดำเนินงานของการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้แก่ อุดหนุนสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า แห่งประเทศไทย และการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการ "โมโตจีพี 2565" เป็นต้น และเห็นชอบให้ปรับปรุงองค์ประกอบและเพิ่มอำนาจหน้าที่ของอนุกรรมการขับเคลื่อนกีฬามวยไทย สู่โอลิมปิก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 

นอกจากนั้นรับทราบความคืบหน้าการแก้ไข พระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. 2555 โดยครม.อนุมัติพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ.2555  และร่างดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบวุฒิสภา พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา172 ซึ่ง กกท.จะรายงานไปยังองค์การต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก  (WADA )เพื่อยกเลิกโทษแบนของไทย ต่อไป

TGH แจ้งยกเลิกกิจการ 'อาคเนย์ประกันภัย' หลังจ่ายเคลม ‘ประกันโควิด’ อ่วม 9,900 ล้าน

26 ม.ค. 65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ นายโชติพัฒน์ พีชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TGH ได้ส่งหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทเกี่ยวกับการเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมีเนื้อหาดังนี้

สืบเนื่องจากปัญหาของสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในภาพรวม ซึ่งก่อนหน้านี้ บริษัท เครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทในช่วงปลายปี 2564 ดังนี้

1.) การจำหน่ายหุ้นของบริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ให้แก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ (กลุ่ม TCC)

2.) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ ไทยประกันภัย ซึ่งนำไปชำระเป็นค่าสินไหมทดแทนจากการเคลมประกัน COVID-19 ของลูกค้าผู้ถือกรรมธรรม์ของทั้งไทยประกันภัย และบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นเงินจำนวน 9,900 ล้านบาท

เงินสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ดังกล่าวได้นำมาชำระเป็นค่าสินไหมทดแทนจากการเคลมประกัน COVID-19 ในส่วนของอาคเนย์ประกันภัย (ผ่านการทำสัญญารับประกันภัยต่อที่เข้าทำไว้กับไทยประกันภัย) เป็นจำนวนประมาณ 8,060 ล้านบาท ซึ่งช่วยให้อาคเนย์ประกันภัยยังสามารถคงสถานะมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินและสามารถประกอบกิจการต่อเนื่องมาได้ในช่วงที่ผ่านมา โดย ณ วันที่ 1 มกราคม 2565 อาคเนย์ประกันภัยมีสินทรัพย์สุทธิคงเหลือกว่า 1,800 ล้านบาท และยังสามารถดำรงอัตราส่วนความพอเพียงของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 170

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการกลายพันธุ์และการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งยังคงเพิ่มความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินและการดำรงอัตราส่วนความพอเพียงของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio) ของอาคเนย์ประกันภัยให้ลดต่ำลงกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดในระยะเวลาอันใกล้นี้

อาคเนย์ประกันภัยจึงได้เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อให้พิจารณามีมติดำเนินการเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและส่งคืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยต่อนายทะเบียนตามกฎหมาย และโอนกิจการของอาคเนย์ประกันภัยให้แก่บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาร่วมกับตัวแทนฝ่ายจัดการของอาคเนย์ประกันภัยอย่างรอบด้าน

โดยมีความมุ่งหมายที่จะดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไม่ให้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างดังเช่นกรณีที่บริษัทประกันวินาศภัยอื่นที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจะไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงผู้เอาประกันตามกรมธรรม์ประกันภัย COVID-19 เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้เอากรมธรรม์ประกันภัยประเภทอื่นๆ

ประกอบกับหากในกรณีที่อาคเนย์ประกันภัย ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ก็จะทำให้กองทุนประกันวินาศภัยมีภาระทางการเงิน อันเนื่องจากต้องเข้ามาช่วยเหลือแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องอันจะเป็นภาระแก่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโดยรวมอีกด้วย ประกอบกับเมื่อพิจารณาสถานะทางการเงินของอาคเนย์ประกันภัยในขณะนี้ ซึ่งยังมีสินทรัพย์สุทธิกว่า 1,800 ล้านบาทและเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio) ประมาณร้อยละ 170

อาคเนย์ประกันภัยย่อมสามารถจ่ายเงินคืนผู้เอาประกันภัยได้ครบถ้วนทุกราย และยังมีเงินเหลือพอที่จะชำระหนี้ให้คู่ค้าทั้งหมดรวมถึงพนักงานลูกจ้างทุกคน ซึ่งความสามารถในการชำระหนี้ ของอาคเนย์ประกันภัยจะลดลงหากการตัดสินใจดำเนินการในเรื่องนี้ล่าช้าออกไป

ดังนั้น การเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยโดยสมัครใจในขณะที่อาคเนย์ประกันภัยยังคงมีสถานะทางการเงินที่เพียงพอ และยังดำรงเงินกองทุนได้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

โดยขอให้คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย พิจารณาให้กองทุนประกันวินาศภัย เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการในเรื่องการดำเนินการคืนเบี้ยประกันให้กับผู้เอาประกันภัยทุกราย ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ อาคเนย์ประกันภัย ยังมีภาระผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อผู้เอาประกันภัยนั้นๆ (ซึ่งรวมถึง กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รวมทั้งการจัดหาผู้รับประกันภัยราย ใหม่ให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามหลักเกณฑ์และแนวทางของกองทุนประกันวินาศภัย

“แรมโบ้” เชื่อมั่น ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศยินดีนายกฯเยือนซาอุฯครั้งนี้ ฟื้นความสัมพันธ์ 32 ปี ส่งผลประเทศได้รับประโยชน์หลายด้าน ซัด “ฝ่ายค้าน” มองใหม่ ผลงานดีกว่ารัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ที่ รมว.ตปท.จ้องแต่จะคืนพาสปอร์ตให้นายใหญ่จนถูกศาลพิพากษาลงโทษ

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการที่นายกฯ เยือนราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ 2 ประเทศได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ในรอบ 32 ปีและจะได้ปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียให้เป็นปกติอย่างสมบูรณ์ รวมถึงรื้อฟื้นและส่งเสริมความร่วมมือในมิติต่างๆ 

นายเสกสกล ยังเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ปลื้มใจยินดีกับการที่นายกฯเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ด้วย เพราะจะเกิดประโยชน์กับประเทศและประชาชนเป็นอย่างมากมายหลายด้าน เช่น ด้านแรงงาน การท่องเที่ยว พลังงาน การค้าการขาย การลงทุน ความมั่นคง ด้านอาหาร เป็นต้น

‘โรม’ ลุยช่วย ‘เพชร กรุณพล’ หาเสียงหลักสี่ ปรับกลยุทธ์ปูพรมแบบเคาะประตูบ้านขอคะแนน

"รังสิมันต์ โรม" ลุยช่วยหาเสียงเลือกตั้งจตุจักร-หลักสี่ ชี้รัฐบาลล้มเหลวหมดความชอบธรรมในการบริหาร อาจเหลือแค่ 2 พรรคได้ลุ้น - ลั่นเวลาที่เหลือพร้อมทำงานหนักส่ง "เพชร กรุณพล" เข้าสภา 

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เดินทางรณรงค์หาเสียงให้กับ เพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ เบอร์ 6 ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตจตุจักร-หลักสี่ ที่บริเวณตลาดหน้าปากซอยแจ้งวัฒนะ 6 โดยนอกจากจะมีการปราศรัยย่อยบริเวณด้านหน้าตลาดแล้ว ยังเดินพบปะกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในตลาดด้วย

'เพื่อไทย' ชี้ ศก.ไทยเข้าภาวะ 'ชะงักงัน-เงินเฟ้อ' แนะรัฐเร่งลดค่าใช้จ่ายประชาชนทุกด้าน

"เพื่อไทย" ชี้ เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ Stagflation แล้ว เหตุเงินเฟ้อเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นแต่เศรษฐกิจไทยยังติดลบ แนะรัฐบาลต้องลดค่าใช้จ่ายประชาชนทุกด้าน ชง “พล.อ.ประยุทธ์” ชะลอการบังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รัฐจะจัดเก็บ 100% ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลดภาระกองทุนน้ำมัน

วันที่ 26 ม.ค. 65 นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย กรรมการบริหารและคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนกันอย่างมากจากข้าวของที่แพง ค่าครองชีพที่สูงขึ้นเกือบทุกอย่าง แต่รายได้ไม่เพิ่ม แถมหลายคนยังตกงานไม่มีงานทำ ซึ่งยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีงานทำ สาเหตุของราคาสินค้าที่แพงขึ้นหลายคนเชื่อว่า เกิดมาจากเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งก็เป็นความจริง โดยเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลกนั้น สาเหตุมาจากเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในโลก ได้ฟื้นตัวจากวิกฤตไวรัสโควิดอย่างรวดเร็ว และยังขยายตัวมากกว่าที่ตกลงมา เช่น สหรัฐฯ ขยายตัว 5.6% ในปี 2564 จากที่ติดลบ -3.5% ในปี 2563 ประเทศจีนขยายตัวถึง 8.1% ในปี 2564 จากปี 2563 ที่ขยายได้ 2.3% เกาหลีใต้ขยายตัวได้ 4% ในปี 2564 ในขณะที่ปี 2453 ติดลบ -0.6% เป็นต้น แต่ในขณะที่ประเทศไทยกลับตรงข้าม เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวจากการวิกฤตไวรัสโควิดเลย การขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2564 ที่ผ่านมายังต่ำเตี้ยไม่ถึง 1% หลังจากที่ ปี 2563 ตกลงหนักถึง -6.1% นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนไทยถึงลำบากกันทั้งประเทศ เพราะรายได้ลด แต่ข้าวของแพง

ทั้งนี้อยากตอกย้ำว่าเศรษฐกิจไทยได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ (Stagflation) อย่างเต็มรูปแบบแล้ว เพราะเศรษฐกิจไทย ขยายตัวได้ต่ำ มีเงินเฟ้อสูง อีกทั้งยังมีว่างงานสูง ซึ่งองค์ประกอบครบถ้วน และภาวะเศรษฐกิจนี้เป็นภาวะเศรษฐกิจที่แย่ที่สุดและน่ากลัวที่สุดตามหลักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งจะแก้ไขได้ยากมาก ต้องใช้เวลานานจึงจะแก้ไขได้ ขณะที่ผู้นำจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเศรษฐกิจอย่างดีและต้องแก้อย่างเป็นระบบ ถึงจะแก้ไขได้

'นันทิวัฒน์' ยกเครดิต 'ดอน' มิตรภาพใหม่ 'ไทย-ซาอุฯ' ไม่เข้าใจ 'คนติ' ทั้งๆ ที่สิ่งดีๆ กำลังจะตามมา

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ครั้งใหม่ โดยมีข้อความ ระบุว่า...

สิ่งดีๆ กำลังจะตามมา

วันนี้ลุงตู่ได้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย ความสำเร็จของการปรับความสัมพันธ์ครั้งนี้ต้องยกเครดิตให้ท่านดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.กต. ที่เพียรพยายามมาหลายปี
 

ไทย - ซาอุฯ ร่วมฟื้นสัมพันธ์ 32 ปี สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่

ภายหลังเสร็จสิ้น การเดินทางมาเยือนราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันให้ปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียให้เป็นปกติอย่างสมบูรณ์แล้ว และพร้อมที่จะเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างกันต่อจากนี้ ซึ่งในระยะแรกจะมีการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตและการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีในมิติต่างๆ เช่น การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และแรงงาน เป็นต้น

ซึ่งการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ยังจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนสำหรับไทยและซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับ โดยเฉพาะการเสริมสร้างบทบาทของไทยในฐานะ “ครัวโลก” เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของซาอุดีอาระเบีย และในฐานะ “ศูนย์กลางทางการแพทย์และการท่องเที่ยว” ของไทย โดยคาดว่า นักท่องเที่ยวจากซาอุดีอาระเบียที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ จะช่วยสร้างรายได้ให้ไทยไม่ต่ำกว่าปีละ 5,000 ล้านบาท อีกทั้งจะช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของไทย ในฐานะที่ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันอันดับต้นของโลก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน มอบอาชีพ “สร้างชีวิต” อย่างยั่งยืนแก่ครัวเรือนยากจนจังหวัดน่าน 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสังคมสงเคราะห์ เป็นประธานในพิธีมอบอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 18 ครัวเรือน  คิดเป็นมูลค่า จำนวน 316,450 บาท เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพแก่ครัวเรือนยากจนสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ ”บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ” ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย  

โดยมี นายกฤชเพชร เพชระบูรณิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน   และนายอาทร พิมชะนก ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย นายวิทยา จงประสาธน์สุข ประธานคณะกรรมการพ่อค้าน่านโรงเรียนซินจง จ.น่าน ร่วมในพิธี  ณ  บริเวณหอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองน่าน  จังหวัดน่าน

ซึ่งในปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพในพื้นที่ภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดอุทัยธานี สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ พะเยา เชียงราย และน่าน แล้วรวม 10 จังหวัด 146 ครัวเรือน มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพทั้งสิ้น จำนวน 2,197,380 บาท (สองล้านหนึ่งแสนเก้าหมื่นเจ็ดพันสามร้อยแปดสิบบาทถ้วน)

การดำเนินการ “โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ” มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสังคมสงเคราะห์  จะจัดทีมลงพื้นที่ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมให้ความรู้ ทักษะ และมีวัสดุอุปกรณ์ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดหาอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจน เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ตลอดจนสร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยในปีงบประมาณ 2563 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและกรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย 500 ครัวเรือน งบประมาณดำเนินงานทั้งสิ้น 10,000,000 บาท (สิบล้านบาทถ้วน) 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top