Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และเจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ เยี่ยมบำรุงขวัญทหารเรือชายแดน จว.ตราด

พล.ร.อ.ณัฎฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร. ) และคณะ พร้อมด้วย พล.ร.ต. วชิรวิชญ์ ขาวคม เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ (จก.วศ.ทร.) และคณะ ปฏิบัติราชการ มชด./1 เข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่และความพร้อมจาก มชด./1 พร้อมมอบน้ำดื่ม ขนาด 600 มล. จำนวน 2,000 โหล และฝุ่นโรยเท้า จำนวน 1,400 ขวดให้กับเรือใน มชด./1 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตย และรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จว.ตราด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินหน้ารับฟังความคิดเห็น 'ร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.วิ.อาญา' ต่อเนื่อง จัดเวทีเสวนาภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ที่นครสวรรค์ 

เมื่อวานนี้ (26 มิ.ย. 68)เวลา 09.00 น. ณ ศูนย์ฝึกตำรวจภูธรภาค 6 จังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รับผิดชอบงานด้านกฎหมายและคดี) ร่วมรับฟังการเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “การคุ้มครองสิทธิของประชาชน บนเส้นทางการสืบสวนสอบสวนตาม ป.วิ.อาญา” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต่อร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อาญา (ร่างของ ส.ส.พรรคประชาชน)ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน โดยมี พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6, พล.ต.ท.วสันต์ วัสสานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6, พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน กรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ, พล.ต.ท.ดำรงค์ เพ็ชรพงค์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับ รองผู้บัญชาการ และ ผู้บังคับการ ในสังกัด ตำรวจภูธรภาค 5 และ ภาค 6 ร่วมงานเสวนา   

การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้นับเป็นเวทีครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากที่ ตร. จัดเสวนาอย่างต่อเนื่อง จากเวทีในพื้นที่ภาคกลาง (ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จ.นครปฐม) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จ.ขอนแก่น) และภาคใต้ (จ.ภูเก็ต) โดยมีเป้าหมายเพื่อรับฟังความคิดเห็นที่มีต่อร่างกฎหมาย ให้รอบด้าน ครอบคลุม ทุกมิติ และทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ภายในงาน ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในกระบวนการยุติธรรมร่วมอภิปราย ได้แก่ ท่านเปรมศักดิ์ ศรีนวล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครสวรรค์, พล.ต.ท.ดำรงค์  เพ็ชรพงค์  อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ดร.ชำนาญ ชาดิษฐ์ กรรมการอำนวยการ สำนักงานธนานุเคราะห์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และทนายความ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เครือวัลย์ อินทรสุข ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์, นายโสฬส วัฒนศิลป์ กต.ตร.จังหวัดนครสวรรค์  และ พ.ต.อ.ดร. เทิดสยาม บุญยะเสนา ผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธร ภาค 5 การเสวนาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ประกอบด้วย ตัวแทนหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ภาคประชาชน นักศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง ตลอดจนพนักงานสอบสวนและข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.5 และ ภ.6 ภายหลังการเสวนาในภาคเช้า ยังมีกิจกรรมสัมมนากลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อระดมความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อเสนอในการพัฒนางานสอบสวนจากผู้ปฏิบัติ

สำหรับร่าง แก้ไข ป.วิ.อาญา มีสาระสำคัญคือ การให้อัยการมีอำนาจกำกับดูแลงานสืบสวนสอบสวน  เช่น ในการสืบสวนเมื่อพบเหตุต้องแจ้งให้พนักงานอัยการทราบทันที การออกหมายเรียก หรือขอศาลออกหมายจับ ต้องให้พนักงานอัยการให้ความเห็นชอบก่อน รวมถึงให้อำนาจพนักงานอัยการมากำกับการสอบสวนในคดีสำคัญ หรือคดีที่มีการร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งในเวทีเสวนาวันนี้หลายฝ่ายได้แสดงความเห็นว่า ขั้นตอนการปฏิบัติที่ร่างกฎหมายกำหนด อาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการสอบสวน เพราะกระบวนการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อนระหว่าง พนักงานสอบสวน อัยการ และศาล  ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนที่เป็นผู้เสียหายทำให้เข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้ล่าช้าขึ้น ย่อมจะกลายเป็นความไม่ยุติธรรม (Justice delayed is justice denied) ในเวทีเสวนา ยังได้ยกตัวอย่างคดีในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งต้องมีการสืบสวนสอบสวนคดียาเสพติดเพื่อป้องกันปัญหาการนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน หากนำขั้นตอนการปฏิบัติตามร่างกฎหมายมาใช้ อาจไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์ ในการสืบสวนสอบสวน จับกุม ตรวจค้น คดียาเสพติดได้ในพื้นที่ได้ นอกจากนี้ในวงเสวนายังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องงบประมาณของรัฐที่จะต้องจัดสรรเพิ่มเติมให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานอัยการ ในการจัดหาบุคลากร ทรัพยากรต่างๆ  และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มเติม เพื่อรองรับภาระงานต่างๆ ที่มีเพิ่มขึ้นจากร่างกฎหมายนี้        

ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่มีการแลกเปลี่ยนกันในการเสวนา คือ การแก้ไขกฎหมายต้องมีเหตุผลและความจำเป็นที่เหมาะสม  แต่การเสนอแก้ไข ป.วิ.อาญา ครั้งนี้  เป็นการยกปัญหาเป็นข้อบกพร่องส่วนบุคคล ในงานสอบสวนแค่บางส่วน แต่มาเสนอแก้หลักการของกฎหมายแม่บท ทั้งที่การแก้ไขปัญหานั้นสามารถดำเนินการผ่านกลไกการประสานงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หรือการแก้ไขระเบียบและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เหมาะสม และรวดเร็วกว่า โดยไม่จำเป็นต้องไปแก้ไข ป.วิ.อาญา เพราะจะทำให้ไปกระทบหลักการของระบบกฎหมายอาญาที่เป็นระบบกล่าวหาของประเทศไทยทั้งระบบโดยไม่จำเป็น นอกจากนั้น ร่าง ป.วิ.อาญาฉบับแก้ไข เน้นประเด็นการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาค่อนข้างมาก 

ทั้งที่โดยหลักแล้วกระบวนการยุติธรรมต้องมีความสมดุลกันระหว่าง ผู้เสียหายและผู้ต้องหา และยังต้องคำนึงถึงมิติการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมอาชญากรรม (Due process) ตามหลักอาชญาวิทยาด้วย หากร่างกฎหมายมุ่งแก้ไขเพียงบางประเด็น จะทำให้เกิดความไม่สมดุลในกลไกของกระบวนการดำเนินคดี  และยังส่งผลให้ขัดหรือแย้งกับมาตราอื่นๆ ที่ไม่ได้เสนอแก้ไขในคราวเดียวกันนี้อีกด้วย อาจเกิดความไม่ชัดเจนในการปฏิบัติ  สุดท้ายย่อมส่งผลกระทบให้เกิดความล่าช้าในการสอบสวนโดยไม่จำเป็น และส่งผลเสียต่อประชาชนผู้เสียหายในที่สุด     

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รวบรวมผลการเสวนาทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือ นำมาจัดทำเป็นเล่มรายงานทางวิชาการ 4 ฉบับ เพื่อเป็นข้อมูลการทำความเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมาย เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งเผยแพร่ให้ผู้สนใจ ได้ศึกษาข้อมูลผลการเสวนาดังกล่าวต่อไป

27 มิถุนายน พ.ศ. 2404 สยามส่งทูตฯ (แพ บุนนาค) พบ ‘นโปเลียนที่ 3’ ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศสถวาย ‘วัวกระทิง’ ชั้นเยี่ยม ตอบแทนมิตรไมตรี

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งคณะราชทูตนำโดยเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (แพ บุนนาค) เดินทางไปกรุงปารีส เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ถือเป็นภารกิจสำคัญที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศของสยามในยุคต้นรัตนโกสินทร์

ของขวัญพิเศษจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการครั้งนั้น คือเครื่องมงคลราชบรรณาการจำนวนมหาศาล ซึ่งมีบันทึกว่ารวมถึงพระบรมรูปและเครื่องราชูปโภคของใช้ส่วนพระองค์ ส่งผ่านเรือข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังยุโรป โดยมีการต้อนรับคณะทูตไทยอย่างอบอุ่นที่พระราชวังฟองเตนโบล ในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861)

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ก็ได้ตอบแทนด้วยราชบรรณาการแด่พระเจ้ากรุงสยาม หนึ่งในของขวัญที่ถูกกล่าวถึงมากคือ “วัวกระทิง” พ่อพันธุ์ชั้นเยี่ยมของฝรั่งเศส ซึ่งได้รับรางวัลจากงานเกษตรแห่งชาติในปีเดียวกัน คณะทูตไทยตั้งชื่อให้ว่า “ศาลาไทย” หวังนำกลับมาเพาะพันธุ์ในสยาม ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองชาติ

สำหรับของขวัญประเภทสัตว์ไม่ใช่เรื่องแปลกในยุคนั้น เพราะก่อนหน้านี้ รัชกาลที่ 4 ก็เคยมีพระราชดำริถวาย “ช้าง” แด่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับในประวัติศาสตร์จีนที่เคยมีการส่ง “ยีราฟ” เป็นบรรณาการมาแล้วเมื่อกว่า 400 ปีก่อน โดยแม้จะไม่แน่ชัดว่าวัวกระทิงตัวดังกล่าวรอดข้ามซีกโลกมาถึงกรุงเทพฯ หรือไม่ แต่อย่างน้อยก็บ่งบอกถึงความตั้งใจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แนบแน่นในยุคนั้น

ศรชล. ร่วมกับ UNODC จัดการประชุม ASEAN Coast Guard Forum 2025 (ACF 2025) ภายใต้หัวข้อ 'Fostering Maritime Safety, Security, and Prosperity in ASEAN'

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ผอ.ศรชล.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมหน่วยยามฝั่งอาเซียน ปี พ.ศ.2568 (ASEAN Coast Guard Forum 2025 : ACF 2025) พร้อมทั้งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (นปท.) ร่วมคณะในครั้งนี้ด้วย โดยมี พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ/รอง ผอ.ศรชล. และ พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เสนาธิการทหารเรือ/เลขาธิการ ศรชล. ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมฮิลตัน พัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา

ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (Thai Maritime Enforcement Command Center: Thai-MECC) และ United Nations of Drugs and Crime (UNODC) เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุม ACF 2025 โดยประเทศสมาชิกอาเซียน ได้ส่งหน่วยงานยามฝั่ง หน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายทางทะเล ตลอดจนผู้สังเกตการณ์ เข้าร่วมประชุมฯ อีก 9 หน่วยงาน ได้แก่ หน่วย Royal Brunei Police Force (RBPF) หน่วย Indonesia Maritime Security Agency (Badan Keamanan Laut Republik Indonesia: BakamlaRI) หน่วย Embassy of Laos People’s DemocraticRepublic หน่วย Malaysian Maritime EnforcementAgency (MMEA) หน่วย Myanmar Coast Guard หน่วย Philippine Coast Guard (PCG) หน่วย SingaporePolice Coast Guard หน่วย Vietnam Coast Guard(VCG) และ หน่วย The Naval Component of theTimor-Leste Defence Force (F-FDTL) โดยมี UNODC เป็นผู้สนับสนุนหลักของจัดการประชุมฯ ซึ่งสาระสำคัญของการประชุม ACF 2025 คือ “Fostering Maritime Safety, Security, and Prosperity in ASEAN” หรือ “การส่งเสริมความปลอดภัย ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองทางทะเลในอาเซียน”

โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี/ผอ.ศรชล. ได้กล่าวถึงความสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ทางทะเลในภูมิภาคอาเซียนว่า ความมั่นคงและความปลอดภัยทางทะเลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคอาเซียน โดยได้เน้นย้ำ “ความสำคัญของการสร้างเครือข่ายของภูมิภาคอาเซียน (Network of ASEAN) และ เครือข่ายความเป็นหุ้นส่วน’ (Network of Partnerships) ในการร่วมมือกันปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเลของชาติอาเซียน (Common Maritime Interests) บนความไว้เนื้อเชื่อใจ (Mutual Trust) เพื่อให้ภูมิภาคมีความปลอดภัย  (Safety) และทุกประเทศสามารถดำเนินกิจกรรมทางทะเลได้อย่างมั่นคง (Stable) มั่งคั่ง (Prosperity) และมีความยั่งยืนร่วมกันในภูมิภาค (Regional-Shared Sustainability) ” โดยการประชุม ACF.จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนของทุกความสำคัญข้างต้น

ทั้งนี้ การประชุม ACF มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสริมสร้างและพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลและการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในภูมิภาค สำหรับการประชุม ACF 2025 ในครั้งนี้ นับเป็นการประชุมหน่วยยามฝั่งอาเซียนครั้งที่ 4 โดยการประชุม ACF ครั้งที่ 1 และ 2 เป็นเจ้าภาพโดย BAKAMLA (อินโดนีเซีย) และการประชุมครั้งที่ 3 มี PCG (ฟิลิปปินส์) เป็นเจ้าภาพ

ซึ่งภายหลังพิธีเปิดการประชุมฯ นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมรับชมการฝึกค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานประสบภัยในทะเล และการแพทย์ฉุกเฉินในทะเล ประจำปี 2568 ร่วมกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมทั้งหัวหน้าหน่วยงานยามฝั่งและผู้แทน อีกด้วย

เชียงใหม่-ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต จัด 'อบรมดับเพลิงและซ้อมอพยพหนีไฟ' ประจำปี 2568 

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต จัดอบรมดับเพลิงและซ้อมอพยพหนีไฟเต็มรูปแบบประจำปี 2568 โดยคุณศิระ สันติตรานนท์ ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต พร้อมด้วยพนักงานในเครือ Central Group, ตัวแทนจากสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองสุเทพและเทศบาลนครเชียงใหม่, งานกู้ชีพ กู้ภัยเทศบาลเมืองสุเทพ พร้อมด้วยพนักงานร้านค้า และผู้สังเกตุการณ์จากภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมการซ้อมอพยพครั้งนี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยของพนักงาน และลูกค้าที่มาใช้บริการที่ต้องมาเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ตอบสนองต่อนโยบายด้านความปลอดภัยตามประกาศของกระทรวงแรงงาน เรื่องการป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการ 

รวมถึงความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างและผู้ใช้อาคาร ให้สามารถรู้ถึงการปฏิบัติตน เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ในกรณีมีการอพยพหนีไฟ สามารถขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม มีความชัดเจน เป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพ

‘ชูวิทย์’ กลับมาในฐานะพลพรรครักประเทศไทย ลั่นถึงเวลาทำลายวงจร “ธุรกิจการเมือง”

(26 มิ.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า.. ชูวิทย์กลับมาอีกครั้ง

หลังจากผมไปรักษาตัวมา 2 ปี วันนี้กลับมาในสถานะ “พลพรรครักประเทศไทย”

ชีวิตที่เฉียดความตาย ประคับประครองร่างกายที่ถูกโรคร้ายกัดกิน จนน้ำหนักเหลือเพียง 58 กิโลกรัม จากเดิม 80 กิโลกรัม

ไม่ต้องบอกว่าทรมานแค่ไหน แต่อยากบอกกับทุกคนว่า “ต้องสู้แค่ไหน” มากกว่า

สารภาพกันตรงๆ

“สู้กับคน ไม่ยอมคนมามากมาย ยังไม่เหนื่อยเท่าการต่อสู้กับตัวเอง”

แต่นี่คือวิถีชีวิตปกติของมนุษย์คนหนึ่ง

“พลพรรครักประเทศไทย” ไม่ได้เป็นพรรคการเมือง ที่ต้องนำเงินมาทุ่มกับการแข่งขัน และแสดงเทคนิคหาเสียงเพื่อได้ ส.ส. มาแปลงเปลี่ยนเป็นอำนาจ เอื้อประโยชน์ สนองตัณหาตนเอง แล้วนำเงินที่ได้จากการเมืองกลับมาใช้เป็นทุนหาเสียงแสวงรักษาอำนาจในครั้งต่อไป

ทำแม้กระทั่งแจก ”กล้วย“ ดึง ส.ส. มาสังกัดพรรคเหมือนเปลี่ยนรองเท้า เพื่อจะเอาไปต่อรองร่วมรัฐบาล

ประชาชนเขามองเป็นเรื่องขบขัน เสมือนหนึ่งนั่งดูหนังละครที่จบไปเป็นซีรี่ย์

แต่นี่กลับเป็นเรื่องจริงที่น่าสมเพช

การทำลายวงจร “ธุรกิจการเมือง” จึงจำเป็น อย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน

หากระบบการเมืองไทยยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป อนาคตของเราคงคาดเดาได้ไม่ยาก เพียงแต่บางท่านยังมองไม่ถึงจุดนั้น

ถึงเวลาต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำอะไรให้ประเทศนี้บ้าง“ ก่อนจะถามว่า ”ประเทศทำอะไรให้เราบ้าง”

ผมเคยถามมหาเศรษฐีที่มากด้วยเงินทอง อำนาจ วาสนา แล้วกลับล้มละลายลงว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?

พวกเขาตอบเหมือนๆ กันว่า

มันเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนไม่ทันตั้งตัว แรกๆ ก็คิดว่าจะผ่านไปได้ แต่เมื่อถึงวันที่หมดสิ้นก็ช้าเกินกว่าจะแก้ไขเสียแล้ว

นั่นเป็นเรื่องของธุรกิจ

แต่เราไม่สามารถเอาประเทศไปเดิมพันให้ล้มละลายแบบนั้นได้ ประเทศไทยยังอยู่ที่เดิมบนแผนที่โลก

ชีวิตของประชาชนอย่างพวกเราต่างหาก ที่จะเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม

การ “สร้างภูมิปัญญา“ เพื่อรู้เท่าทันผู้ปกครองที่อ่อนแอ ฉ้อฉล เสพติดในอำนาจ จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ พึงกระทำ

นโยบายสาธารณะที่ใช้กับพวกเราจะต้องเป็นเรื่องที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านได้ เพื่อให้บรรดาผู้ปกครองบ้านเมืองตระหนักว่า ประชาชนไม่เห็นด้วย

อย่างเรื่องกัญชาที่เป็นยาเสพติด แค่ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา พวกเราประชาชนยังสับสนไม่เข้าใจ

เพราะบางทีก็ว่า “กัญชาเสรี” บางทีก็ว่า “กัญชาทางการแพทย์”

จากเป็นยาเสพติดอยู่แท้ๆ ดันเอาออกมาขายกันได้เสรีทั่วไป คนซื้อมาสูบข้างถนนจนกลิ่นคลุ้งไปทั่ว ผู้ปกครองต้องระวังลูกหลานของตัวเองไม่ให้ไปเผลอลองสูบกัญชา

จนวันนี้กลับมาควบคุมใหม่ จะเอากลับไปเป็นยาเสพติดอีก

นโยบายสำคัญเกี่ยวกับยาเสพติดอันมีผลร้ายแรงต่อเยาวชนคนทั่วไป กลับทำเหมือนเด็กเล่นขายของ แล้วโยนให้ประชาชนไปสุ่มเสี่ยงกันเอาเอง โดยไม่มีใครยอมรับว่าเป็นต้นเหตุ

ทุกคนอ้างว่า “ทำเพื่อประชาชน“ กันหมด

แต่ประชาชนกลับรู้สึกเหมือนนั่งดูเด็กทะเลาะกัน “ฉันให้เธอได้ เพราะเป็นพวกฉัน ตอนนี้อยู่คนละพวกแล้ว ฉันไม่ให้” ทั้งที่แต่ก่อนก็เล่นกระโดดยางด้วยกันอยู่แท้ๆ

ขนาดเป็น ”ยาเสพติด“ ยังทำกันป่นปี้แบบนี้ กลับไปกลับมาในระยะเวลาสั้นๆ แค่ 2 ปี ทุกอย่างกลับตาลปัตร 2 ตลบ ตีลังกาจนประชาชนตั้งตัวไม่ทัน แล้วที่ผ่านไปใครรับผิดชอบ?

นี่ไม่ใช่เพราะนักการเมืองหรือ?

อย่างนี้พวกท่านคิดยังไง?

ไม่ใช่ผมไม่เห็นด้วย เพราะผมรณรงค์ให้เป็น “กัญชาทางการแพทย์” มาโดยตลอด แต่สมเพชกับการเห็นเรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องเล่นๆ

มีประเทศไหนเขาทำกันแบบนี้?

ผมกลับมาครั้งนี้คงเป็นวาระสุดท้าย เสมือนเส้นด้ายที่กำลังถูกดึงออกจากแกน และใกล้จะหมดไป

เมื่อถึงวันที่เส้นด้ายหมด ก็เอากันได้แค่นั้น ชีวิตมันสั้นครับ

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น บางทีเสียงกระซิบของผม ท่ามกลางความเงียบงัน อาจเป็นเสียงที่กังวาลให้ท่านได้ระลึกถึงบ้างก็ได้ไม่มากก็น้อย

ขอขอบคุณทุกท่าน ที่ยังระลึกถึงผมอยู่

รองนายกฯ กัมพูชา จวกไทยหยุดเล่นละครน้ำเน่า ปมปิดชายแดน!! ลั่นคนเขมรจนกว่า แต่มีศักดิ์ศรีมากกว่า

(26 มิ.ย. 68) ซาร์ โสกา (Sar Sokha) รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกแถลงการณ์ตำหนิไทยอย่างรุนแรง กรณียิงกันบริเวณชายแดนมมเปย จังหวัดพระวิหาร จนทหารกัมพูชาเสียชีวิตเมื่อ 28 พฤษภาคม 2568 โดยกล่าวหาว่า ไทยจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างความสับสน และ “แสดงละครตบตา” เพื่อกลบเกลื่อนวิกฤติการเมืองภายในของตนเอง

รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่า ฝ่ายไทยแสร้งเปิดด่านชายแดนแต่ยังไม่อนุญาตให้ผ่านจริง พร้อมใส่ร้ายว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายรุกราน ทั้งที่ไทยเป็นผู้ปิดกั้นและใช้กลยุทธ์สร้างภาพลักษณ์เท็จให้โลกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ถูกรังแก ขณะเดียวกันกลับไม่ยอมรับความจริงหรือหาทางแก้ปัญหาอย่างจริงใจ

เขากล่าวอีกว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่สะท้อนพฤติกรรมยั่วยุต่อเนื่องของไทยตลอดแนวชายแดน พร้อมเตือนว่า “กัมพูชาอาจยากจนกว่า แต่เรามีศักดิ์ศรี” และเสริมว่า ไทยไม่ควรดูแคลนบทเรียนจากอดีตที่กัมพูชาเคยเผชิญสงครามมาอย่างยาวนาน

สุดท้าย ซาร์ โสกา ย้ำว่า กัมพูชายึดมั่นในสันติภาพบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ไทยแสดงความจริงใจ ด้วยการเปิดพรมแดนอย่างแท้จริง พร้อมทำงานร่วมกันอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ด้วย “การทูตหลอกลวง” ที่หวังเพียงล้างภาพตัวเองในสายตาชาวโลก

‘ฮุนเซน’ โต้ข่าวปลด ผบ.ทบ. เสียบตำแหน่งแทน ลั่นไม่จำเป็น เพราะตนเป็นรองแค่กษัตริย์เท่านั้น

'ฮุนเซน' โพสต์โวยสื่อไทยตีข่าวปลด ผบ.ทบ.แล้วตั้งตัวเองเป็นแทน ลั่น ไม่จำเป็น เพราะในกัมพูชาตนเป็นรองกษัตริย์เท่านั้น 

(26 มิ.ย. 68) เมื่อเวลา 16.11 น. ในเฟซบุ๊ก Somdech Hun Sen of Cambodia ของนายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา มีการโพสต์ข้อความว่า

“ข้าพเจ้าไปเยี่ยมทหาร เจ้าหน้าที่ และประชาชนที่พลัดถิ่นในจังหวัดอุดรมีชัยและพระวิหาร

“ข้าพเจ้าไม่ได้ไปออกคำสั่งในนามของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือผู้บัญชาการทหารบก แต่ไปเยี่ยมให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือกองทัพที่กำลังปกป้องประเทศและดินแดน

“ผู้บัญชาการทหารบกเรียกข้าพเจ้าว่า เจ้าหน้าที่สนับสนุนอาวุโส ข้าพเจ้ายินดีช่วยสนับสนุนด้านการสนับสนุน นอกเหนือจากการสนับสนุนของรัฐบาล

“ตำแหน่งนี้ไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งเพราะเป็นเรื่องตลก หนังสือพิมพ์ไทยฉบับหนึ่งรายงานว่า ข้าพเจ้าปลดผู้บัญชาการทหารบกและแต่งตั้งตนเองเป็นผู้บัญชาการทหารบกเพื่อเตรียมการโจมตีประเทศไทย

“ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่าถ้าคุณจะบ้าคุณก็บ้าไปเถอะ ข้าพเจ้าเป็นคนที่สองรองจากกษัตริย์ ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บัญชาการทหารบก แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ใช่นายกรัฐมนตรี ข้าพเจ้าก็จะไม่ทำเช่นนั้นอีกต่อไป หยุดเถอะ และอย่ามารุกรานหน้า Facebook ของข้าพเจ้าอีกเลย” นายฮุนเซนระบุ

‘ค่า Ft’ คำนี้ที่คนไทยคุ้นหู!! อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ค่าไฟแพง

‘ค่า Ft’ คำนี้ที่คนไทยคุ้นหู!! อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ค่าไฟแพง เพราะคำนวณจากการลอยตัวของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ไม่สามารถควบคุมได้ และผู้ใช้ไฟต้องแบกรับภาระ โดยปฏิเสธไม่ได้

เชียงใหม่-กองบิน 41 ให้การต้อนรับคณะโครงการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับผู้ปฏิบัติงานระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศประชาชนเวียดนาม

เมื่อวานนี้ (25 มิ.ย. 68) นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 พร้อมด้วยรองผู้บังคับการกองบิน 41 ให้การต้อนรับคณะโครงการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับผู้ปฏิบัติงานระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศประชาชนเวียดนาม ณ กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่

การมาเยือนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพอากาศทั้งสองประเทศ และแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ รวมถึงแนวทางการปฏิบัติงานด้านการบินและกิจการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาความร่วมมือต่อไป

ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนจากกองทัพอากาศประชาชนเวียดนามได้รับฟังบรรยายสรุปภารกิจของกองบิน 41 และเยี่ยมชมกิจการศักยภาพของกองบิน 41 อาทิ การปฏิบัติงานของฝูงบิน และระบบการสนับสนุนการบิน ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของกองทัพอากาศไทยในการปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศและการช่วยเหลือประชาชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top