Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

รวบดาว TikTok เวียดนาม โกงภาษีกว่า 100 ล้าน สรรพากรแฉ! ใช้บัญชีคู่–ตั้งบริษัทซ้อน–โอนเงินผ่านบัญชีม้า

(26 มิ.ย. 68) เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ดำเนินคดีอาญากับ Vũ Nam Phương หรือที่รู้จักกันในโลกออนไลน์ในชื่อ 'Cún Bông' TikToker ชื่อดัง พร้อมสามีและผู้ร่วมขบวนการ ฐานกระทำความผิดเกี่ยวกับบัญชีและการเลี่ยงภาษีอย่างมีระบบ โดยมีการจัดทำบัญชีคู่และตั้งบริษัทที่อยู่ตรงกับที่อยู่ของกิจการเพื่อสับเปลี่ยนเอกสารและปกปิดรายได้จริง

จากการสอบสวนพบว่า สามีภรรยาคู่นี้ดำเนินธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและผลิตภัณฑ์ความงามภายใต้ชื่อบริษัท Dược Hoa Kỳ ผ่านช่องทาง Facebook, TikTok และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ มียอดผู้ติดตามรวมหลายแสนราย แต่ในเบื้องหลัง กลับจงใจจัดทำบัญชีสองชุดเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี โดยมีรายได้จริงกว่า 120 พันล้านดอง (ราว 190 ล้านบาท) แต่แจ้งรายได้เพียง 5 พันล้านดอง (7.14 ล้านบาท) ซึ่งจากการกระทำของเธอทำให้รัฐขาดรายได้กว่า 10 พันล้านดอง หรือประมาณ 12 ล้านบาท

นาย Vũ Mạnh Cường ผู้อำนวยการสำนักงานภาษีเขต 1 เปิดเผยว่า นี่เป็นกรณีเลี่ยงภาษีที่มีความซับซ้อนสูง โดยผู้ต้องหาใช้วิธีออกใบเสร็จในนามบริษัทหากลูกค้าขอใบกำกับภาษี แต่หากไม่ขอก็จะขายผ่านชื่อบุคคลธรรมดาเพื่อเลี่ยงการบันทึกรายได้ ซึ่งถือเป็นการวางแผนและดำเนินการอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินผ่านบัญชีส่วนตัวของ Phương ที่มียอดเคลื่อนไหวกว่า 500 พันล้านดอง (622.5 ล้านบาท) พร้อมเตือนว่าปัจจุบันมีผู้ค้าหลายรายใช้วิธีรับเงินสดหรือโอนผ่านบัญชีบุคคลใกล้ชิดเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ อย่างไรก็ตามด้วยการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานภาษี ตำรวจ และธนาคาร พฤติกรรมเลี่ยงภาษีไม่ว่าจะแยบยลเพียงใด ก็สามารถตรวจจับได้ในท้ายที่สุด

ทรัมป์เดือด! ตำหนิสื่อใส่สีอิสราเอลพ่าย ยันแค่ ‘โดนหนักไปหน่อย’ ไม่ได้แพ้อิหร่าน

(26 มิ.ย. 68) ในระหว่างการประชุมสุดยอดนาโต้ที่จัดขึ้นที่กรุงเฮก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกโรงโจมตีสื่อมวลชนอย่างรุนแรง หลังจากที่หลายสำนักข่าวรายงานว่า อิสราเอลอาจพ่ายแพ้ต่ออิหร่านในการสู้รบที่ใช้เวลาประมาณ 12 วัน ทรัมป์กล่าวว่า “อิสราเอลไม่ได้แพ้ แค่พวกเขาโดนหนักไปหน่อย” และเสริมว่าประชาชนอิสราเอลได้รับผลกระทบมากเกินควร เมื่อเห็นว่าขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่านโจมตีอาคารในอิสราเอลจนพังหลายหลัง

ทรัมป์กล่าวอย่างชัดเจนอีกว่า เขาไม่เห็นด้วยกับแนวทางการนำเสนอข่าวของสื่อต่างชาติและในสหรัฐฯ เช่น CNN, The New York Times, MSNBC ที่วิพากษ์วิจารณ์ประสิทธิภาพการป้องกันของอิสราเอล ซึ่งเขายังเรียกนักข่าวบางคนว่า “พวกคนป่วยและทำลายผลงานทางทหาร” พร้อมเรียกร้องให้มีการปลด นาตาชา เบอร์ทรานด์ (Natasha Bertrand) จาก CNN และเรียกสื่อเหล่านี้ว่า “fake news”

ในช่วงที่เขาออกมาประกาศว่า อิสราเอลและอิหร่านตกลงหยุดยิง (ceasefire) ภายหลัง 'สงคราม 12 วัน' ทรัมป์แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนเมื่อเห็นอิสราเอลยังปล่อยขีปนาวุธ แม้ว่าเขาจะประกาศหยุดยิงแล้วก็ตาม ทั้งนี้เขาเน้นย้ำว่าอิสราเอล “โดนหนักไปหน่อย” แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ความล้มเหลว 

‘ฮุน เซน’ นั่งฮ. ลงพื้นที่ชายแดนกัมพูชา ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจหลังไทยยกระดับเข้มเปิด-ปิดด่าน

(26 มิ.ย. 68) ฮุน เซน ลงพื้นที่ชายแดนกัมพูชา ตรวจเยี่ยมกองทัพ หลังไทยยกระดับเข้มเปิด-ปิดด่าน

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน กระทรวงประชาสัมพันธ์กัมพูชา รายงานว่า สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา นั่งเฮลิคอปเตอร์ ลงพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัย หรือ อุดดอร์เมียนเจ็ย ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกองทัพและพบปะประชาชน

ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊ก Samdech Hun Sen of Cambodia ของ "สมเด็จฮุน เซน" ซึ่งได้กลับมาเปิดให้คนไทยมองเห็นอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ปิดกั้นไอพีประเทศไทยไว้ ทำให้คนไทยไม่สามารถมองเห็นเนื้อหาและได้เข้าโพสต์ในเฟซบุ๊กดังกล่าวได้

โดย "สมเด็จฮุน เซน" ได้เผยแพร่คลิปเดินทางลงพื้นที่เยี่ยมกองทัพและประชาชนที่จังหวัดชายแดนกัมพูชา-ไทย ซึ่งพบว่ามีคนไทยเข้าไปคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

‘แยม-ฐปณีย์’ ได้พบชาวอุยกูร์ที่ซินเจียงแล้ว แต่เสียดายไม่ได้พบกลุ่มที่ถูกส่งกลับจากไทย

เมื่อวันที่ (25 มิ.ย. 68) แยม - ฐปณีย์ เอียดศรีไชย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงการได้ร่วมทริป นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางเยือน เมืองอรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยระบุว่า...

มาตามคณะประธานรัฐสภา อ.วันนอร์ 
เยือนซินเจียง ที่แรกเขาพามาที่
สถาบันอิสลามศึกษาซินเจียง
ก็ได้เห็นตามคณะไปก่อนนะคะ
เพราะมาภารกิจของประธานรัฐสภา
งานฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน
ไม่มีกำหนดพบชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับ
แต่ถือว่าได้มาดูเมือง ดูในสิ่งที่อยากรู้
เท่าที่เวลาจะอำนวย เพียง 2 วัน

ตำรวจภูธรภาค 2 เร่งเครื่องเสริมแกร่ง พนักงานสอบสวน ติดอาวุธสุดล้ำทักษะ AI ปั้นรุ่น 3 ลดภาระงาน เพิ่มประสิทธิภาพ

(25 มิ.ย. 68) ที่ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 2 (ศฝร.ภ.2) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจพนักงานสอบสวนที่เข้าร่วม “การอบรมการใช้ AI เพื่อพัฒนางานสอบสวน รุ่นที่ 3” ซึ่งถือเป็นรุ่นสุดท้ายในโครงการยกระดับงานสอบสวนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ตำรวจภูธรภาค 2 ดำเนินการต่อเนื่อง

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เปิดเผยว่า การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นอย่างเข้มข้นในรูปแบบค่ายฝึกเฉพาะกิจ โดยมีพนักงานสอบสวนจากตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทราเข้าร่วม หลายคนสละเวลาจากงานประจำเพื่อมาเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์คดี แปลผลข้อมูล และจัดการเอกสารสำนวน ซึ่งเป็นจุดที่มักใช้เวลานานในระบบสอบสวนแบบเดิม

“ผู้เข้าร่วมได้รับการถ่ายทอดความรู้จาก ดร.สุขยืน เทพทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยเน้นการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี ตั้งแต่ระบบช่วยวิเคราะห์หลักฐาน จัดเรียงเอกสารอัตโนมัติ ไปจนถึงการลดข้อผิดพลาดในการเขียนสำนวน โครงการนี้มีเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่
•ลดภาระงานซ้ำซ้อน ของพนักงานสอบสวน ด้วยการใช้ระบบอัจฉริยะมาช่วยจัดการข้อมูล
•เพิ่มความแม่นยำของสำนวนคดี ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI
•เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมในกระบวนการยุติธรรม ให้เท่าทันโลกยุคดิจิทัล“

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เปิดเผยด้วยว่า การอบรมรุ่นที่ 3 นี้เป็นรุ่นสุดท้ายในเฟสแรกของโครงการ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ เราไม่ได้แค่สอนใช้โปรแกรม แต่เรากำลังสร้างวัฒนธรรมใหม่ของการทำงานที่มีเครื่องมืออัจฉริยะเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ โดยเราได้อบรมติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้พนักงานสอบสวนใน ภ.2 รวมแล้วร่วมเกือบ 1,000 นาย

ตำรวจภูธรภาค 2 เชื่อมั่นว่าหลังจบการอบรม พนักงานสอบสวนจะสามารถนำ AI ไปใช้ได้จริงในงานประจำวัน ทั้งในด้านความเร็ว ความถูกต้อง และประสิทธิภาพ โดยคาดว่าผลลัพธ์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ไม่น้อยกว่า 3 เท่า

“แม้จะเป็นการอบรมรุ่นสุดท้ายของโครงการนี้ แต่ทางตำรวจภูธรภาค 2 ยังเตรียมแผนติดตามผลการใช้งานจริงในพื้นที่ พร้อมรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาแนวทางฝึกอบรมในอนาคตให้ตอบโจทย์ภาคสนามมากยิ่งขึ้นการเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ตำรวจภูธรภาค 2” ไม่ได้อยู่เฉยรอการเปลี่ยนแปลง แต่เลือกเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง พัฒนาเจ้าหน้าที่ให้พร้อมรับมือกับปัญหายุคใหม่ ทั้งการขาดแคลนบุคลากรและความซับซ้อนของคดี พร้อมเดินหน้าสู่การสอบสวนอัจฉริยะที่เท่าทันเทคโนโลยีโลกในทุกมิติ” พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว

นายกฯ จีน ชูแนวคิด ‘สร้างสรรค์-ร่วมมือ’ บนเวทีเศรษฐกิจโลก กระตุ้นนานาชาติปกป้องการค้าเสรี-พลิกฟื้นเศรษฐกิจ

(25 มิ.ย. 68) นายหลี่ เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีของจีน กล่าวเปิดการประชุม 'ดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน ครั้งที่ 16' ที่จัดขึ้นในนครเทียนจิน ทางตอนเหนือของจีน โดยเรียกร้องให้นานาประเทศร่วมมือกันด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศในรูปแบบที่สร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีของจีน อธิบายว่า “การดำเนินงานอย่างสร้างสรรค์” หมายถึง การลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องการค้าเสรีและระบบความร่วมมือระหว่างหลายประเทศ (พหุภาคี) พร้อมทั้งผลักดันให้เศรษฐกิจโลกมีความมั่นคงมากขึ้น แม้จะเผชิญกับความท้าทายรอบด้านในปัจจุบัน

นอกจากนี้ นายหลี่ เฉียง ยังเน้นถึงความสำคัญของการแก้ไขข้อพิพาททางการค้าโดยสันติวิธีผ่านการเจรจาอย่างเท่าเทียม โดยชี้ว่าแม้ความขัดแย้งระหว่างประเทศจะเป็นเรื่องปกติในการทำการค้า แต่หากยึดหลักเคารพซึ่งกันและกันก็สามารถหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้

เขายังเน้นย้ำให้ทุกประเทศร่วมกันปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันผ่านความร่วมมือที่เกื้อกูล พร้อมสนับสนุนให้มีการประสานนโยบายมหภาค เพื่อรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก

ทั้งนี้ จีนจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับตลาดโลกอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความยืดหยุ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน ภายใต้แนวคิด 'ความเป็นผู้ประกอบการในยุคใหม่' และมีผู้นำจากกว่า 90 ประเทศเข้าร่วมมากกว่า 1,700 คน

MASTER รุกตลาดใหม่หนุนวงการมอเตอร์สปอร์ต ประเดิมอัดฉีด ‘มิวสิค-วรัญญู’ ลุยสนาม Bangsaen

(25 มิ.ย. 68) MASTER ประกาศเดินหน้าสนับสนุนวงการกีฬาในฐานะหนึ่งในโครงการ CSR ขององค์กร ล่าสุดส่งแผนก Men’s Health by Masterpiece Hospital หนุน “มิวสิค-วรัญญู หิญชีระนันทน์” นักแข่งรถวัย 19 ปี ลงแข่งสนามจริงครั้งแรกในรายการระดับโลก Bangsaen Grand Prix 2025 วันที่ 5 ก.ค. 2568 ณ สนามบางแสน สตรีทเซอร์กิต จ.ชลบุรี

นางสาวลภัสรดา เลิศภานุโรจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER ในนามโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช ผู้นำอันดับต้นของอุตสาหกรรมด้านความงามในไทยและเอเชีย ในฐานะ Regional Company เปิดเผยว่า MASTER เดินหน้าสนับสนุนวงการกีฬา เป็นหนึ่งในโครงการ CSR ขององค์กร โดยล่าสุดส่งแผนก Men’s Health by Masterpiece Hospital สนับสนุนนักแข่งรถรุ่นใหม่ ลงแข่งสนามจริงครั้งแรกในรายการระดับโลก Bangsaen Grand Prix 2025 วันที่ 5 ก.ค. 2568 ณ สนามบางแสน สตรีทเซอร์กิต จ.ชลบุรี

“เราสนับสนุนทุกคน ไม่ใช่แค่ลูกค้า เพราะ MASTER เชื่อว่า การสนับสนุนด้านกีฬา เป็นการลงทุนเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน เราไม่ได้มองแค่ธุรกิจความงาม แต่เราสนใจสุขภาพและความมั่นใจของทุกคนในฐานะคนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน ในวันนี้เราภูมิใจที่ได้สนับสนุนนักแข่งรุ่นใหม่อย่าง ‘มิวสิค’ ที่แม้จะอายุน้อย แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจฝึกซ้อมกว่า 5-6 เดือนเต็ม กับทีม Nexkart Racing จนพร้อมลงสนามจริง เราอยากเห็นเขาประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้ และเชื่อว่าความมั่นใจที่มาจากสุขภาพและจิตใจที่แข็งแรงคือกุญแจสำคัญ” นางสาวลภัสรดากล่าว

ด้านหมอวี-แพทย์หญิงสรัลรัสษ์ คงถนอมรักษ์ แพทย์ชำนาญการด้านศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะแห่ง Men’s Health by Masterpiece Hospital กล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังการสนับสนุนครั้งนี้ว่า “รถแข่งก็เหมือนคุณผู้ชายหลายคน ที่อาจเริ่มจากความธรรมดา แต่เมื่อนำมาปรับแต่งอย่างถูกวิธี ก็สามารถ ‘ซิ่ง’ ได้อย่างเต็มศักยภาพ ไม่ต่างจากที่เราดูแลคุณผู้ชายให้ดูดี แข็งแรง และเพิ่มความมั่นใจในแบบของตัวเอง

นายวรัญญู หิญชีระนันทน์ หรือ มิวสิค นักแข่งรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นและความสามารถสูง กล่าวว่า จะเข้าร่วมการแข่งขันในรายการต่างๆ ภายในงานพร้อมทั้งมีการวางแผนที่จะใช้เทคนิคการขับขี่และประสบการณ์จากการฝึกซ้อมมาอย่างหนัก เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมและแฟนคลับทั่วโลก 

“ผมขอขอบคุณ MASTER และ Men’s Health by Masterpiece Hospital มากครับที่ได้ให้โอกาสผมได้แสดงความสามารถในสนามนี้ การได้รับการสนับสนุนจาก MASTER เป็นความภูมิใจของผมมากครับ ปีนี้สนามบางแสนจะมีการแข่งขันที่หลากหลายและเข้มข้น ผมตั้งใจฝึกซ้อมมานาน ผมพร้อมที่จะทุ่มเทในทุกการแข่งขัน และหวังว่าจะสร้างผลงานที่ดีที่สุดในสนามบางแสนที่เป็นสนามแรกของผม” มิวสิค-วรัญญู กล่าว

ทั้งนี้ MASTER ขอเชิญชวนแฟนกีฬาความเร็วทุกคนร่วมให้กำลังใจ มิวสิค-วรัญญู หิญชีระนันทน์ รถหมายเลข 8 นักแข่งที่ MASTER ภูมิใจสนับสนุน ในวันแข่งจริง วันที่ 5 ก.ค. 68 นี้ ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความมันส์ระดับโลกได้ที่สนามบางแสน สตรีทเซอร์กิต จ.ชลบุรี และร่วมเชียร์ต่อเนื่องสนามที่ 2 แข่งที่ภูเก็ตวันที่ 15-17 ก.ย., สนามที่ 3-4 แข่งที่บุรีรัมย์ วันที่ 12-14 ส.ค., และสนามที่ 5 แข่งที่เชียงใหม่ วันที่ 14-16 พ.ย.นี้ 

สำหรับงาน Bangsaen Grand Prix 2025 เป็นเทศกาลเฟสติวัลแห่งความเร็วริมทะเล ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 กรกฎาคม 2568 โดยมีรถแข่งกว่า 200 คัน จากนักแข่งและทีมแข่งกว่า 26 ประเทศ ไฮไลต์ของงานคือการแข่งขันในรายการ Thailand Super Series, Porsche Carrera Cup Asia, และ Formula 4 South East Asia (F4SEA) และในปีนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่บางแสนจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันรถล้อเปิด (Open Wheeler) ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานได้ฟรี 

‘กัมพูชา’ เมื่อเกมการเมืองกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง ผยองตัดไฟฟ้าประชดไทยสุดท้ายเศรษฐกิจชายแดนเจ๊ง

จากที่เฝ้าติดตามมาตลอดตั้งแต่ช่วงต้นจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่ากัมพูชาเดินเกมทางการเมืองเหมือนจะดูดุดันนะครับ แต่จริง ๆ แล้วกลับออกแนว 'ร้อน' เหมือนคนแก่เล่น Facebook อารมณ์ไม่นิ่ง เดี๋ยวดิ้น เดี๋ยววีน แล้วก็พลาดซ้ำซาก ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังครับ

เริ่มกันที่กรณี 'ตัดไฟฟ้าประชดไทย' ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และตอนนี้กำลังย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองอย่างชัดเจน

การที่กัมพูชาตัดไฟในเขตปอยเปตนั้น แม้จะดูเหมือนเป็นมาตรการตอบโต้ทางการเมืองที่แข็งกร้าว แต่เบื้องหลังก็เต็มไปด้วยการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดซ้ำซ้อน และความพยายามเล่นเกมทูตแบบย้อนแย้งไร้แผนรองรับ

ต้องย้อนกลับไปดูช่วงแรกของวิกฤตชายแดน กัมพูชามีท่าที 'ชะล่าใจ' ค่อนข้างมาก ขุดคูเลตทหาร โชว์กำลัง กดดันไทยว่าเขามีสิทธิ์ในพื้นที่ โดยเชื่อว่าไทยจะไม่กล้าตอบโต้แรง เพราะตอนนั้นรัฐบาล โดยเฉพาะคุณแพทองธาร (อุ๊งอิ๊ง) ยังนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ไม่แสดงท่าทีแข็งกร้าวใด ๆ ทำให้ฝั่งเขาเชื่อไปว่าไทยไม่กล้าปิดด่านจริงจัง

ในทางกลับกัน ฝ่ายทหารและความมั่นคงของไทยกลับแสดงท่าทีขึงขัง ชัดเจนว่า “อธิปไตยไทยไม่ใช่ของเล่น” มีการใช้มาตรการเบื้องต้น เช่น ปรับเวลาเข้า–ออกด่าน และเตือนว่า “หากกัมพูชายังคุกคาม จะตัดไฟ”

แต่ฝั่งกัมพูชากลับคิดว่าไทยไม่กล้า ด้วยความมั่นใจที่อาจมาจากความสัมพันธ์ทางเครือญาติ จึงตัดสินใจบลัฟกลับ โดยอ้างว่าไทยเป็นฝ่ายจะปิดด่านก่อน แล้วก็เลยตัดไฟฟ้าเอง เป็นการ “ประชดกลับ” แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง

แต่การ “อ่านเกมผิด” ครั้งนี้ ทำให้พังทั้งกระดาน

แม้รัฐบาลไทยจะลังเลในตอนแรก แต่เมื่อแรงกดดันจากสังคมและภาครัฐเพิ่มขึ้น การปิดด่านก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในคืนวันที่ 23 มิ.ย. 68

สิ่งที่ตามมาคือ “ภาวะช็อก” ของผู้นำกัมพูชา ที่ประเมินผิดทุกจุด

แก๊งพนันออนไลน์ในปอยเปตเริ่มอพยพออกจำนวนมาก ระบบเศรษฐกิจชายแดนกลายเป็นอัมพาตทันที

แม้กัมพูชาจะพยายามปล่อยข่าวว่าตัวเองมีไฟฟ้าใช้ได้ตามปกติ แต่ข้อเท็จจริงคือ ไฟฟ้าในประเทศมีไม่เพียงพอ (ไฟฟ้าส่วนใหญ่ของประเทศถูกนำเข้ามาจากประเทศไทย  การตัดไฟที่โชว์ไปแต่แรกก็เป็นเพียงแค่การบลัฟ เพียงเล็กน้อย เพราะยังซื้อไฟฟ้าจากประเทศไทยอยู่อีกหลายจุดแต่ไม่ปรากฏเป็นข่าว) และการจะหันไปซื้อไฟจากเวียดนามก็เป็นไปไม่ได้ ทั้งจากข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและปริมาณกำลังผลิต

การบลัฟว่ามีไฟสำรองจ่ายนั้น หลอกได้แค่คนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง เพราะ…
1. ไฟฟ้าในเวียดนามผลิตได้พอใช้แค่ภายในประเทศ
2. ไม่มีเส้นทางส่งไฟฟ้าจากเวียดนามมายังฝั่งตะวันตกของกัมพูชา
3. หากจะสร้างโครงข่ายสายส่งใหม่ ต้องใช้เวลาหลายปีและเงินมหาศาล
และที่พังยิ่งกว่าคือ การกระทำของกัมพูชา กลับไปกระทบเวียดนามอย่างจัง

ข้อมูลบางส่วนระบุว่า กัมพูชาอาจปิดด่านล่วงหน้าโดยหวังโยนความผิดให้ไทย แล้วหวังว่าไทยจะเปิดก่อน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ตัวเองในสายตาต่างประเทศ

แต่กลายเป็นว่า “ไทยไม่เดือดร้อน” กลับเป็น “เวียดนามซวยแทน”

เพราะเส้นทางนำเข้าสินค้าจากไทยไปเวียดนามจำนวนมากต้องผ่านกัมพูชา เมื่อด่านปิด เวียดนามก็ถูกตัดเส้นทางทันที ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกับความขัดแย้งนี้เลยแม้แต่นิดเดียว

อีกด้านหนึ่ง กัมพูชาก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าไทยลังเลจะปิดด่าน จึงรีบ “แสดงบทแข็ง” หวังจะชิงพื้นที่สื่อและปลุกกระแสภายในประเทศ เพื่อเอาใจฐานเสียงเดิมและฟื้นภาพลักษณ์ของตระกูลฮุน

แต่ผลที่ได้ คือ คนเวียดนามและไทย “พร้อมใจกันไม่ประทับใจ”

สิ่งที่สำคัญคือ การปิดด่านนี้ทำลายเศรษฐกิจของกัมพูชาเองอย่างจัง เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของฝั่งปอยเปต มาจากระบบเศรษฐกิจ “สีเทา” ไม่ว่าจะเป็นบ่อนพนันออนไลน์, call center, hacker ฯลฯ ซึ่งเมื่อช่องทางเข้า–ออกถูกตัด รายได้พวกนี้ก็เหือดหายไปทันที และหากปิดยาว ก็ยิ่งเจ็บลึก

ขณะที่การคว่ำบาตรไม่ซื้อน้ำมันจากไทยก็เป็นอีกการตัดสินใจที่ย้อนแย้ง เพราะน้ำมันไม่ใช่สินค้าที่สั่งวันนี้ได้พรุ่งนี้

ในตลาดโลกตอนนี้ ประเทศต่าง ๆ เริ่มอั้นน้ำมันเพื่อใช้ภายใน การจะหาน้ำมันจากแหล่งอื่นต้องใช้เวลา 3–6 เดือน เพราะเป็นระบบสัญญาล่วงหน้า ราคาก็สูงกว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด

แม้จะหันไปสิงคโปร์ ก็ยังต้องรอขนส่งอีกหลายเดือน ขณะที่กัมพูชาไม่มีระบบน้ำมันสำรองเหมือนไทย จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนเขมรแห่กักตุนจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่เรื่อย ๆ

สุดท้าย ท่าทีของกัมพูชาที่ดึงดันเดินเกมนี้นานขึ้น ยิ่งทำให้เพื่อนบ้านในภูมิภาคหมดความอดทน โดยเฉพาะเวียดนามและลาว

การกระทำของกัมพูชาจึงไม่ใช่แค่พลาดทางยุทธศาสตร์ แต่กำลังเร่งให้ภูมิภาคหมดความเกรงใจในตัวเขา

สุดท้ายแล้ว คนที่ควรได้รับผลกระทบจากเรื่องทั้งหมดนี้ ไม่ควรเป็นแค่ประชาชนตาดำ ๆ ที่หาเช้ากินค่ำ จำเป็นต้องเดินทางข้ามแดนไทย–กัมพูชาเพื่อเอาตัวรอด แต่กลับต้องกลายเป็นผู้รับกรรมในเกมการเมืองที่ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย

ไม่ใช่พวกชนชั้นนำหรือครอบครัวตระกูลฮุนหรอกครับที่จะลำบากอะไร
พวกเขายังอยู่ในคฤหาสน์ มีไฟฟ้าใช้ มีรถกันกระสุน มีน้ำมันเติม

แต่ชาวบ้าน? ต้องอยู่กับความเสี่ยง ไฟดับ น้ำไม่ไหล น้ำมันแพง และข้าวของขึ้นราคาแบบทวีคูณ
ทั้งหมดนี้เพียงเพราะ 'อีโก้' ของผู้นำประเทศ ที่อยากเอาชนะให้ได้ในเกมที่ตัวเองเป็นคนเริ่ม

และหากพูดถึงเรื่อง 'ดินแดน' — ถ้าไทยยืนยันหนักแน่นว่านั่นคือแผ่นดินไทย กัมพูชาก็ไม่มีวันได้อยู่ดี ต่อให้กดดันแค่ไหน ก็เท่ากับทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้นเอง

ทัพทหารอิสราเอลถังแตก! เรื่องอาวุธ…หลังรบยืดเยื้อ นักวิเคราะห์ชี้ เป็นฝ่ายต้องการหยุดยิงมากกว่าอิหร่าน

(25 มิ.ย. 68) รายงานจาก NBC News อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนอาวุธ โดยเฉพาะกระสุนและยุทโธปกรณ์หลักหลายชนิด หลังเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา

อิสราเอลกล่าวหาอิหร่านว่าแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ จึงเริ่มโจมตีเป้าหมายต่างๆ ในอิหร่านก่อน จนนำไปสู่การตอบโต้ทันทีจากอิหร่าน ซึ่งยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพหลายแห่งในอิสราเอลในปฏิบัติการที่ชื่อว่า ‘True Promise 3’

แม้อิหร่านจะปฏิเสธว่าตนไม่มีโครงการนิวเคลียร์ แต่สหรัฐฯ ได้ร่วมกับอิสราเอลในวันที่ 22 มิถุนายน โจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน 3 แห่ง ส่งผลให้อิหร่านโต้กลับด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ที่กาตาร์ แต่ไม่เกิดความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บ

ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า อิสราเอลและอิหร่านตกลงหยุดยิงหลังสู้รบยืดเยื้อ 12 วัน ขณะที่นักวิเคราะห์บางฝ่ายชี้ว่า อิสราเอลน่าจะต้องการหยุดยิงมากกว่า เนื่องจากศักยภาพการรบลดลงอย่างมาก

สมุทรปราการ- 'อบีนาช มาจี้' CEO ร่วมเวทีสัมมนาระดับเอเชีย ตอกย้ำการเป็นผู้นำการจัดการขยะชุมชน

(25 มิ.ย.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ห้องฟูจิ 2 บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมนิกโก้ กรุงเทพฯ กลุ่มบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด (EEP Group) ได้ตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำด้านการจัดการขยะชุมชนและพลังงานสะอาดของประเทศไทย บนเวทีสัมมนาระดับภูมิภาค (เอเซีย) ในงาน “9th Waste Management & Waste to Energy Asia Summit Thailand Focus” 

ซึ่งจัดขึ้นโดย Innovation Networking Brainstorm Connection (INBC Global) โดยในงานนี้ นายอบีนาช มาจี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มบริษัท EEP ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรปาฐกถาพิเศษ บรรยายภายใต้หัวข้อ “The latest development and future planning of EEP's waste management and Waste to Energy Business” การเข้าร่วมงานสัมมนาของกลุ่มบริษัท EEP ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจการบริหารจัดการขยะชุมชนอย่างครบวงจร 

ด้วยแนวทางที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาพรวมการดำเนินงานของ EEP Group บริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด (EEP) ดำเนินธุรกิจบ่อฝังกลบขยะชุมชนภายในศูนย์บริหารจัดการขยะชุมชนแบบครบวงจร ตั้งอยู่ที่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ 

โดยยึดแนวคิด Zero Waste ในการบริหารจัดการ รองรับขยะชุมชนจากรถเก็บขนขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบและนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ RDF สำหรับป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ RDF ขนาด 9.9 เมกะวัตต์ ภายใต้ บริษัท ราชบุรี-อีอีพี รีนิวเอเบิ้ล เอนเนอจี้ จำกัด (R-EEP) รวมถึงบริการเก็บขนขยะชุมชนให้แก่บางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสมุทรปราการ

มายังบ่อฝังกลบขยะของบริษัท EEP ดำเนินงานโดย บริษัท สมุทรปราการ รีนิวเอเบิ้ล เอเนอร์จี้ จำกัด (SRE) และโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชนและบริหารจัดการโรงไฟฟ้า ทั้งหมด 3 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าที่มีขนาดกำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ จำนวน 1 โรง และขนาดกำลังการผลิต 3.0 เมกะวัตต์ จำนวน 2 โรง ของบริษัท มหานคร กรีน เอเนอร์จี้ จำกัด (MHG) โดยมีกำหนดเริ่มเดินเครื่องภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2569

บริษัท EEP มีเป้าหมายในการก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการขยะชุมชนแบบครบวงจร ภายใต้การนำของนายอบีนาช มาจี้ CEO กลุ่มบริษัท EEP โดยใช้แนวคิดการบริหารจัดการขยะชุมชน แบบ 360 องศา ซึ่งคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว อาทิเช่น การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการจัดการก๊าซมีเทน โดยใช้วัสดุเสมือนดินที่ได้จากกระบวนการรื้อร่อน มาเป็นวัสดุปิดทับขยะบริเวณบ่อฝังกลบ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นชั้น Methane oxidation layer : MOL ช่วยลดปริมาณก๊าซมีเทนและกลิ่นจากการฝังกลบขยะได้ พร้อมนำนวัตกรรมการฝังกลบแบบกึ่งเติมอากาศ (Semi-aerobic landfill) มาใช้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย รวมถึงใช้โดรนตรวจวัดอุณหภูมิ (Thermal Drone) เพื่อตรวจจับความร้อนสะสม (Hot spot) ลดความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้ในหลุมฝังกลบขยะ

ในด้านการจัดการกลิ่น กลุ่มบริษัท EEP ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ในการนำเทคโนโลยี E-Nose (จมูกอิเล็กทรอนิกส์) มาติดตั้งในพื้นที่ชุมชนโดยรอบ พร้อมระบบแจ้งเตือนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับมือกับกลิ่นไม่พึงประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงติดตั้งระบบตรวจวัดค่าฝุ่น PM 2.5 ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพอากาศโดยรอบในพื้นที่ชุมชนและสถานประกอบการ

วิสัยทัศน์เพื่ออนาคตด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของผู้บริหารกลุ่มบริษัท EEP ในการเป็นผู้นำด้านการจัดการขยะชุมชนอย่างยั่งยืนระดับประเทศ โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในการวิจัยและพัฒนาโครงการในอนาคตเพื่อยกระดับการบริหารจัดการขยะในระดับประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero Emission ของประเทศไทย และแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกตามที่ได้ตกลงไว้ในการประชุม COP26 ที่มุ่งเน้นการจำกัดอุณหภูมิโลก และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน กลุ่มบริษัท EEP มุ่งมั่นขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับชุมชน สังคมในจังหวัดสมุทรปราการและประเทศชาติอย่างแท้จริง


 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top