Monday, 29 June 2026
Hard News Team

พก.จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคลและสัญชาติให้กับผู้ใช้บริการในสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ”

วันนี้ (20 ก.ค. 65) เวลา 09.30 น. ณ โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ กรุงเทพฯ "นางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ" อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคลและสัญชาติให้กับผู้ใช้บริการในสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ” โดยนางสาวอมรศรี รัศมิทัต ผู้อำนวยการกองคุ้มครองสวัสดิภาพและพัฒนาคนพิการ (กคพ.) เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้กับผู้ใช้บริการในสถานคุ้มครองฯ เนื่องจากคนพิการที่อยู่ในความดูแลภายใต้สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ 11 แห่ง ยังมีผู้ใช้บริการกลุ่มบุคคลไร้รากเหง้าประสบปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติในปัจจุบันมีร้อยละ 10 ของผู้ใช้บริการทั้งหมดที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและบริการต่างๆ จากภาครัฐได้ ซึ่งในปีงบประมาณที่ผ่านมากองคุ้มครองฯ ได้ดำเนินการทบทวนความรู้ตามข้อกฎหมาย และให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจัดทำข้อมูลยื่นคำร้องเพื่อพัฒนาสถานะทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ 

อบต.เกษตรสุวรรณ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เสริมสร้างความรู้สิทธิคนพิการ ตามกฎหมาย

อบต.เกษตรสุวรรณ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เสริมสร้างความรู้สิทธิคนพิการ ตามกฎหมาย

20 ก.ค. 65 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลเกษตรสุวรรณ หมู่ที่ 4 ตำบลเกษตรสุวรรณ อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี จัด "โครงการอบรมให้ความรู้สิทธิที่ควรได้รับสำหรับคนพิการ" จัดโดยสำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเกษตรสุวรรณ  และได้รับเกียรติจาก "นางอมรรัตน์" กตัญชลีกุล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกษตรสุวรรณ เป็นประธานเปิดโครงการฯ พร้อมทั้งกล่าวให้โอวาทกับกลุ่มเป้าหมายผู้เข้ารับการอบรม คนพิการ ผู้ดูแลคนพิการ ครอบครัวคนพิการ กว่า 40 คน เพื่อแสดงถึงความความห่วงใยการยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ครอบครัวคนพิการ ที่อาศัยอยู่ในความรับผิดชอบ และจะมุ่งมั่นสร้างความรัก ความสามัคคี ความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตามนโยบายของภาครัฐ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียนประชาสัมพันธ์ถึงการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการประชุม APEC 2022

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียนประชาสัมพันธ์ถึงการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการประชุม APEC 2022

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนประชาสัมพันธ์ถึงการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการประชุม APEC 2022  ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

กองบัญชาการตำรวจนครบาล แถลงผลการปฏิบัติที่น่าสนใจความผิดต่อชีวิต/ร่างกาย และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

กองบัญชาการตำรวจนครบาล ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ กรณีวันที่ 20 ก.ค.65 เวลา 11.30 น. พล.ต.ท.สำราญ  นวลมา ผบช.น., พล.ต.ต.จิรสันต์  แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รอง ผบช.น., พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สำเริง สวนทอง รอง ผบช.น. พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.น. ได้แถลงผลการปฏิบัติที่น่าสนใจ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

คดีที่ 1 จับกุมคนร้ายประสบปัญหาทางการเงิน ใช้อาวุธปืนปลอมชิงทรัพย์ร้านทอง ในห้างสรรพสินค้าย่านพัฒนาการ สน.คลองตัน บก.น.๕ วันที่ 19 ก.ค.65 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัว นายประภากร หรือ กร อายุ 42 ปี ที่ห้องพักเลขที่ 210 ชั้น 2 ฝันดีแมนชั่น ซอยชยางกูร 38 ถนนชยางกูร อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมได้ตรวจยึดของกลาง

1.สร้อยข้อมือทองคำจี้ รูปหัวใจ พบในขวดโลชั่นทาผิว NIVEA จำนวน 1 เส้น

2.สร้อยข้อมือทองคำจี้ รูปปี่เชี้ยะ พบในขวดโลชั่นทาผิว NIVEA จำนวน 1 เส้น 

3.สร้อยข้อมือทองคำลายลูกคิดพลอย พบในขวดโลชั่นทาผิว NIVEA จำนวน 1 เส้น 

4.สร้อยข้อมือทองคำจี้เลข 8 พบในขวดโลออนครีม NIVEA จำนวน 1 เส้น 

5.สร้อยข้อมือทองคำจี้กุหลาบหัวใจเลข 9 พบในขวดโลออนครีม NIVEA จำนวน 1 เส้น 

6.สร้อยข้อมือทองคำลายดอกพิกุล พบในขวดแป้ง POND'S จำนวน 1 เส้น

7.ตะขอทองคำรูปตัว S พบในขวดแป้ง POND'S จำนวน 1 ชิ้น 

8.ธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับ 500 บาท พบในกระเป๋ากางเกงข้างหน้าซ้าย ตัวที่ผู้ต้องหาสวมใส่อยู่   จำนวน 1 ฉบับ

9. ธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับ 50 บาท พบในกระเป๋ากางเกงข้างหน้าช้ายที่ผู้ต้องหาสวมใส่อยู่    จำนวน 1 ฉบับ

10. ธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับ 1,000 บาท จำนวน 12 ฉบับ

11. โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Realme จำนวน 1 เครื่อง 

12. โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Redmi จำนวน 1 เครื่อง

13. ชิมโทรศัพท์ AIS พบในกระเป๋ากางเกงข้างหน้าด้านขวาจำนวน 1 เบอร์

โดยกล่าวหาว่า “ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้โดยมีอาวุธโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อพ้นการจับกุม และพาอาวุธเข้าไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร”

จากการตรวจสอบประวัติ นายประภากร เคยมีประวัติการต้องโทษ คดีฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน โดยประสบปัญหาการขาดทุนจากร้านที่เปิดและถูกดำเนินคดี กรณีไม่ปิดจุดเสี่ยง สถานบันเทิง ห้าง คลินิก บ่อน อาบ อบนวด

คดีที่ 2  กรณีผู้ก่อเหตุขับรถยนต์ชนเด็กแล้วอุ้มขึ้นรถไปวางทิ้งไว้หน้าโรงพยาบาลสุขสวัสดิ์ สน.บุคคโล บก.น.8 เมื่อวันที่ 19 ก.ค.65 เวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บุคคโล ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะ ว่ามีชาย อายุประมาณ 50 ปี สวมเสื้อยืดสีฟ้า ได้อุ้มเด็กซึ่งได้รับบาดเจ็บมาวางทิ้งไว้หน้า โรงพยาบาลสุขสวัสดิ์ แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะ ได้รับข้อมูลจากเด็กที่ถูกวางทิ้งไว้หน้าโรงพยาบาล อายุประมาณ 4 ปี และถูกรถชนบริเวณลานจอดรถห้างบิ้กซี สาขาดาวคะนองแล้วถูกอุ้มขึ้นรถแล้วนำมาวางทิ้งไว้หน้าโรงพยาบาลดังกล่าว 

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บุคคโล ได้ออกตรวจที่เกิดเหตุและตรวจสอบกล้องวงจรปิดของห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาดาวคะนอง บริเวณทางเข้า – ออก และภายในบริเวณลานจอดรถของห้างฯ พบว่ารถยนต์ที่ขับมาชนเด็กเป็นรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด กะบะด้านหลังติดตั้งตู้ทึบ สีขาว หมายเลขทะเบียน 2 ฒฒ 348 กรุงเทพมหานคร โดยขับรถเข้ามาภายในห้างฯ เวลาประมาณ 12.45 น. จากนั้นได้จอดเพื่อนำของมาส่งที่ห้างๆ ต่อมาได้ขับรถเลี้ยวเข้ามาภายในลานจอดรถเพื่อที่จะเดินทางกลับ และเมื่อเวลาประมาณ 13.15 น. ได้ขับรถชนเด็ก (ตามคำบอกเล่าพยานที่เห็นเหตุการณ์) จากนั้นเวลาประมาณ 13.19 น. ได้ขับรถออกจากห้างฯ เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าเมื่อเวลาประมาณ 13.21 น. รถยนต์คันดังกล่าวขับมุ่งหน้าผ่านบริเวณแยกดาวคะนอง แขวงดาวคะนอง เขตธนบุรี กรุงเทพฯ และได้ขับมุ่งหน้าไปทางแยกพระรามที่ 2 ไปตามถนนสุขสวัสดิ์ จากนั้นเวลาประมาณ 13.25 น. ได้ขับผ่านบริเวณห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาบางปะกอก และได้กลับรถบริเวณแยกราษฎร์พัฒนา แขวงบางปะกอก  เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ ต่อมาเวลาประมาณ 13.28 น. ได้เลี้ยวรถจอดบริเวณหน้า โรงพยาบาลสุขสวัสดิ์แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ จากนั้นคนขับรถได้อุ้มเด็กลงมาวางทิ้งไว้ที่หน้าโรงพยาบาลดังกล่าว แล้วขับรถหลบหนีไป มุ่งหน้าแยกพระรามที่ 2 

เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้สอบข้อมูลจากทะเบียนรถคันดังกล่าว จึงได้ทราบว่ามีนายอานนท์ฯ อายุ 52 ปี เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว และนำตัวเด็กไปวางทิ้งไว้ที่หน้าโรงพยาบาลสุขสวัสดิ์ จึงได้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

จากการตรวจสอบประวัติ นายอานนท์ ไม่มีประวัติการต้องโทษ ผลการตรวจวัดไม่มีแอลกอฮอล์ในร่างกาย ไม่มียาเสพติดในร่างกาย

คดีที่ 3 191 เปิดแผนวิเคราะห์อาชญากรรมสยบโจรลอบตัดสายไฟเมืองกรุง วันที่ 15 ก.ค.65เวลา 00.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย บริเวณริมถนนราษฎร์รัฐพัฒนา แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ดังนี้

1.นายอณุ (สงวนนามสกุล)  อายุ  29 ปี

2.น.ส.ปารวตรี (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี

พร้อมด้วยของกลาง

1.สายเคเบิ้ล น้ำหนัก 16 กิโลกรัม

2.สายเคเบิ้ล อยู่ภายในท่อพลาสติกสีดำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 ซม. ยาว 6 เมตร    จำนวน    1 เส้น

3.สายเคเบิ้ล อยู่ภายในท่อพลาสติกสีดำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 ซม. ยาว 6.5 เมตร  จำนวน    1 เส้น

4.คีมตัดสายไฟ สีเขียว - ดำ  จำนวน    1 อัน

5.ปลอกหุ้มสายเคเบิ้ลเปล่า จำนวน  13 อัน

6.รถกระบะอีซูซุ รุ่นดีแม็ก สีขาว หมายเลขทะเบียน XXX-8982 กรุงเทพมหานคร   จำนวน    1 คัน

โดยแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือ การพาทรัพย์นั้นไป”

สืบเนื่องจากในห้วงเดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2565 มีผู้เสียหายและประชาชนพลเมืองดี ได้แจ้งเหตุผ่านโทรศัพท์สายด่วน 191 เกี่ยวกับเหตุลักสายไฟในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องจำนวนหลายเหตุ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ในวงกว้าง ตามดำริของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล “นครบาลใส่ใจ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน” กองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ได้รวบรวมสถิติ วิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมและพฤติกรรมของกลุ่มคนร้าย เพื่อเฝ้าระวังติดตามป้องกันมิให้คนร้ายสามารถก่อเหตุอาชญากรรมซ้ำ ตลอดจนสืบสวนติดตามพฤติกรรมกลุ่มบุคคลต้องสงสัยที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุมาอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งในวันที่ 15 ก.ค.65 เวลา 00.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจงานสายตรวจ 2 กองกำกับการสายตรวจได้ออกตรวจพื้นที่ตามแผนวิเคราะห์อาชญากรรม ซึ่งมีการวางแผนวิเคราะห์และประเมินพื้นที่กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสในการเกิดอาชญากรรม โดยขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจตราไปตามเส้นทางที่กำหนดได้พบรถกระบะต้องสงสัยจอดอยู่ในบริเวณ ซอยเคหะร่มเกล้า 78 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร และเมื่อเฝ้าสังเกตการณ์จึงพบว่ารถกระบะคันดังกล่าวเป็นรถที่อยู่ในกลุ่มต้องสงสัยในการก่อเหตุลักลอบตัดสายไฟสายเคเบิ้ล โดยมีชายเป็นผู้ขับขี่ ทราบชื่อต่อมาในภายหลังว่า นายอณุ ได้ลงมาจากรถ จากนั้นได้ปีนขึ้นไปบนสายเคเบิ้ลในบริเวณดังกล่าว และมีผู้หญิงคนหนี่งคอยให้ความช่วยเหลือ ซึ่งทราบชื่อต่อมาในภายหลังว่า น.ส.ปารวตรี เป็นผู้ที่นั่งรถมาด้วยกัน ได้ขนสายเคเบิ้ลที่ถูกตัดกองทิ้งลงมาขึ้นไปที่บริเวณท้ายรถกระบะ และทั้งสองได้ขับรถออกจากบริเวณดังกล่าวไป 

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามรถกระบะต้องสงสัย จนกระทั่งพบว่ารถกระบะได้ถูกนำไปจอดที่บริเวณริมถนนราษฎร์รัฐพัฒนา แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบพบว่าบุคคลทั้งสองกำลังช่วยกันปลอกสายเคเบิ้ลที่เพิ่งจะลักลอบตัดมา และพบสายเคเบิ้ลจำนวนมากอยู่ในบริเวณท้ายรถกระบะ ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองให้การ “รับสารภาพ” ว่า ได้นำสายเคเบิ้ลที่ลักลอบตัดมาจากสถานที่ต่างๆมาปลอกเพื่อเอาทองแดงข้างในไปขายต่อในราคากิโลกรัมละ 180-190 บาท โดยก่อนหน้านี้ได้เคยก่อเหตุลักลอบตัดสายไฟและสายเคเบิ้ลในพื้นที่กรุงเทพมหานครมาแล้วจำนวนหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสอง พร้อมด้วยของกลางนำส่ง พนักงานสอบสวน สน.บางชัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาทั้งสองราย ผลปรากฏดังนี้

1.นายอณุ เคยต้องโทษ คดียาเสพติดเมื่อ ปี 2554 สภ.ห้วยยาง จว.ประจวบคีรีขันธ์

2.น.ส.ปารวตรี มีประวัติ ข้อหาจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา  

พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น. ได้เน้นย้ำเพื่อให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า จะมุ่งเน้นการป้องกันอาชญากรรม ให้กับพี่น้องประชาชน และเมื่อเกิดเหตุแล้วจะเร่งทำการ สืบสวน ติดตามจับกุม คนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็วทุกคดีและจะดำเนินการกวาดล้างอาชญากรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครมีความปลอดภัยมากที่สุด

แม่บ้านตำรวจนครบาล นำทีมลงพื้นที่ เยี่ยมกำลังพลและครอบครัว ตามโครงการ "ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน"

(20 ก.ค. 65) ชมรมแม่บ้านตำรวจนครบาล นำโดย คุณศิริเพ็ญ ตั้งทวีสุโข นวลมา ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจนครบาล และคุณลภัทธิตา จินตกานนท์ รองประธานชมรมแม่บ้านตำรวจนครบาล นำคณะชมรมแม่บ้านตำรวจนครบาล ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ ผบก.น.2, ผู้แทน สน.สุทธิสาร, ผู้แทนสน.วังทองหลาง, ผู้แทน กก.ต่อต้านการก่อการร้าย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมการให้ความช่วยเหลือข้าราชการตำรวจและครอบครัว เพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล 
โดยได้เดินทางไปเยี่ยมและมอบสิ่งของเครื่องใช้ให้แก่...

1. ตรวจเยี่ยม ร.ต.ท.ประสิทธิ คำปาปัว รอง สว.จร.สน.สุทธิสาร และ นายกฤษฏิ์สรัช คำปาปัว(บุตร) ณ แฟลต สน.วิภาวดี 

2.ตรวจเยี่ยม ร.ต.ท.จักรวาล วงศ์ชัย รอง สว.จร.สน.วังทองหลาง และ ด.ญ.ธนิดาพร วงศ์ชัย (บุตร) ณ แฟลต สน.วังทองหลาง 

3. ตรวจเยี่ยม ส.ต.ท.กฤษดา การุณ ผู้บังคับหมู่ ปฏิบัติงานสังกัดกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 กก.ต่อต้านการก่อการร้าย บก.สปพ. ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ ผู้ก่อเกตุยิงประชาชนและเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตที่บริเวณห้างสรรพสินค้า เทอมินอล 21 จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 8 ก.พ.63 และขณะนี้อยู่ระหว่างพักฟื้นรักษาตัว 

แลกหมัด!! ประเสริฐ VS จุรินทร์ ศึกอภิปรายซักฟอกรัฐบาล

จากกรณีที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงกรณีการทุจริตถุงมือยาง โดยระบุว่า หากนายจุรินทร์รีบ อายัดเงิน ไม่ปล่อย ละเลย ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้น และอย่ามาอ้างตนเองไม่มีอำนาจหน้าที่ เพราะองค์การคลังสินค้า (อคส.) อยู่ภายใต้กำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ อย่าอ้างไม่รู้ โง่จริงหรือจงใจแกล้งโง่

ด้าน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์  ได้ชี้แจงว่า ท่านฉายหนังเก่าซะ 90% แค่เติมว่า ผมไม่มีความคืบหน้า ผมเล่าแบบนี้ภารกิจของ อคส.ในการที่ต้องทวงเงินคืนนั้น ไม่ได้มีแค่เรื่องถุงมือยาง แต่มีเงิน 3 ก้อน 1.ทุจริตจำนำข้าว 2.ทุจริตถุงมือยาง 2 พันล้านพร้อมดอกเบี้ย และ3.ทุจริตมันสำปะหลังคู่แฝดทุจริตจำนำข้าวนั่นเอง 

แต่ในกรณีทุจริตถุงถือยาง 2 พันล้าน พร้อมดอกเบี้ย เกิดขึ้นเพราะอดีตรักษาการณ์ผู้อำนวยการ อคส. ไปทำสัญญาขายถุงมือยาง 125,000 ล้านบาทให้กับ 7 บริษัท หลังจากนั้ นก็มาทำสัญญาถุงมือยางกับ บริษัท การ์เดียน โกลฟส์ 110,000 ล้านบาท เพื่อจะได้เป็นเงื่อนไขในการเบิกเงิน อคส.ไป 2,000 ล้านบาท ที่อ้างว่าไปจ่ายค่ามัดจำ

‘ปกรณ์วุฒิ’ จ่อยื่นป.ป.ช.ตรวจสอบ ‘ศักดิ์สยาม’ ปมโอนหุ้นเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่

"ปกรณ์วุฒิ"  ชี้ "ศักดิ์สยาม" แจงไม่เคลียร์ แสดงหลักฐานขายหุ้น 120 ล้าน แต่ หจก. ยังเป็นหนี้ 69 ล้านเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ทั้งที่หุ้นส่วนผู้จัดการเปลี่ยนมือ - เชื่อไม่มีการซื้อขาย เป็นธุรกรรมอำพรางชัดเจน

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แถลงข่าวตอบโต้ภายหลังศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงกรณีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องส่อทุจริตซุกหุ้น โดยให้นอมินีถือหุ้นกิจการแทน ว่า ท่านรัฐมนตรีได้แสดงหลักฐานว่ามีการจ่ายเงิน โอนหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) จริงๆ ในราคา 120 ล้านบาทโดยประมาณ เรื่องนี้ตนได้อภิปรายไปว่า หจก.ที่มีสินทรัพย์ มีรายได้มากขนาดนี้ การซื้อขายที่ 120 ล้านบาท หรือเป็นราคาทุนนั้น ดูไม่สมเหตุสมผล เพราะหลังจากที่ขายไปแล้วก็พบว่า หจก.นี้ก็กลับมาได้งานของกระทรวงคมนาคมที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มูลค่าเป็น 1,000 ล้านบาท หากจะบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่จะขายกิจการเท่าไหร่ ตรงนี้ก็เคารพ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ แต่ส่วนที่ว่าจะสมเหตุสมผลหรือไม่ ประชาชนคงจะตัดสินได้เอง ว่าการกระทำธุรกรรมครั้งนี้เป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่

ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า อีกประเด็นที่ตนเองได้ทิ้งไว้ในการอภิปรายคือ ถ้ามีการโอนเงิน 120 ล้านบาท แล้วมันหายไปไหนจากบัญชีทรัพย์สินของท่าน เพราะการซื้อขายนั้น เกิดขึ้นประมาณ 16 เดือนก่อนที่จะมีการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท่านั้น และอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ มีการโอนเงินค่าหุ้นงวดแรกก่อนที่จะโอนหุ้นจริงๆ ถึง 5 เดือน ซึ่งเป็นการซื้อขายที่แปลกมาก คือ จ่ายเงินก่อน แต่ยังไม่มีการโอนหุ้นให้กัน ต้องเชื่อใจกันมากแน่ 

และอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ หจก.แห่งนี้ ท่านรัฐมนตรีขายหรือโอนออกไปต้นปี 2561 ซึ่งถ้าย้อนไปดูปลายปี 2560 หจก.แห่งนี้เป็นเจ้าหนี้หุ้นส่วนผู้จัดการ 69 ล้านบาท คือหมายความว่าก่อนที่จะโอนหุ้นออก คุณศักดิ์สยามเป็นหนี้ห้างหุ้นส่วนแห่งนี้ 69 ล้านบาท แต่พอถึงสิ้นปี 2561 จำนวนหนี้ยังเขียนเหมือนเดิมว่า เป็นเจ้าหนี้หุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ 69 ล้านบาท ทั้งที่หุ้นส่วนผู้จัดการเปลี่ยนชื่อไปแล้ว ก็เลยสงสัยว่ามีการโอนหนี้ออกไปหรือเปล่าตอนที่มีการขายหุ้นกัน

"ผมแบ่งเป็น 3 กรณี คือ 1.ถ้าขาย 120 ล้านบาท ถ้าโอนหนี้ให้กับผู้จัดการคนใหม่ แปลว่าท่านได้กำไรจากการขายกิจการ 69 ล้าน ต้องยื่นภาษี แต่ท่านไม่ได่ยื่น 2. ถ้าท่านไม่ได้โอนหนี้ออกไป แปลว่าหนี้นี้ เป็นหนี้สินส่วนตัวของท่าน ก็ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งท่านก็ไม่ได้ยื่น 3.ถ้ามีการบอกว่าเอาเงินที่ขายหุ้นไปใช้หนี้ ตัวเลขมันแปลกมากที่สิ้นปี 2560 กับสิ้นปี 2561  ตัวเลขในงบการเงินแสดงฐานะของกิจการ ยังเป็น 69 ล้านบาทเท่าเดิม ซึ่งสุดท้ายแล้วผมเข้าใจว่าตัวเลขตัวนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และไม่มีการจ่ายหนี้อะไรกันเลย ไม่มีการโอนหนี้เลย และหนี้นี้ต้องเป็นของท่านที่ติดหนี้ หจก.อยู่ และท่านก็ไม่ได้แสดงในบัญชีทรัพย์สินด้วย ผมว่าเรื่องนี้ท่านไม่มีทางออกแล้ว สิ่งที่พูดมา หลักฐานที่อภิปรายไป หลักฐานงบการเงินทั้งหมด ค่อนข้างมัดตัวได้แน่น จากนี้ผมคิดว่าเตรียมพูดคุยกับฝ่ายกฎหมายของพรรค และพรรคร่วมฝ่ายค้านที่อภิปรายเรื่องนี้ ยื่นเรื่องไปยัง ป.ป.ช. เพื่อทำการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน การถือครองธุรกิจที่ใช้นิติกรรมอำพรางเพื่อเอาผิดต่อไป" ปกรณ์วุฒิ กล่าว

แลกหมัด!! ศึกอภิปรายซักฟอกรัฐบาล 19 กรกฎาคม 2565

>> นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง หรือหมอเก่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล 
อนุทิน จงใจสร้างสุญญากาศทางกฎหมายในการควบคุมกัญชา จนทำให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชน เสี่ยงมีปัญหาทางการทูต การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ และที่อ้างว่า การปลดล็อกกัญชานั้นเป็นการปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์ แต่ที่ผ่านมา อนุทินได้โฆษณาชวนเชื่อกับประชาชนว่าทุกคนจะปลูกกัญชาได้จนร่ำรวย สามารถนำกัญชาไปผสมอาหารหรือเสพได้ ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของกัญชาทางการแพทย์เลย 

>> อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 
ข้อกังวลที่เกิดขึ้นกับนโยบายกัญชาทางการแพทย์นั้น อยู่ในจุดที่ควบคุมได้ จึงไม่จำเป็นต้องรีรอ และทุกอย่างมันเป็นไปตามกระบวนการ สมควรแก่เหตุแล้ว ทุกคนเห็นด้วยที่จะให้กฎหมายออกมาโดยเร็ว แต่การเอาคลิปมาโจมตี ที่พูดเรื่องอนุญาตให้ใช้ในบ้านนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกลก็เขียนเหมือนกัน ทั้งนี้ เรื่องคลิป ต้องการให้ดูกันทั้งคลิป อย่าเพิ่งตัดสินจากเนื้อหาเพียงบางส่วน

รัฐบาล แจง ผลสำรวจประเทศยิ้มไม่มีจริง หลังสื่อตีข่าวไทยยิ้มให้ผู้คนอยู่อันดับ 9 ในอาเซียน

รัฐบาล เผยผลสำรวจ Gallup Global Emotions 2022 ไม่มีเนื้อหาการจัดอันดับประเทศไทยยิ้มให้ผู้คนเป็นอันดับ 9 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่ได้มีการรายงานข่าวผ่านสื่อหลายช่องทาง เกี่ยวกับผลสำรวจ Gallup Global Emotions Report 2022 ในหัวข้อ  A Southeast Asian Country That Treats People With a smile (ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยิ้มแย้มให้ผู้คนมากที่สุด) โดยอ้างอิงข้อมูลจากเพจ Southeast Asia Stats และในรายงานดังกล่าวระบุว่า ประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับ 9 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น  จากการตรวจสอบต้นฉบับรายงาน Gallup Global Emotions 2022  ซึ่งมีการอ้างอิงตามรายงานข่าวแล้ว ไม่พบเนื้อหารายงานหรือการสำรวจในหัวข้อ A Southeast Asian Country That Treats People With a smile แต่อย่างใด  

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ประเด็นหลักของการสำรวจและการจัดทำรายงาน Gallup Global Emotions 2022  เป็นการระบุถึงดัชนีของอารมณ์เชิงบวก เชิงลบ ความเครียด ตลอดจนความกังวลของผู้คนทั่วโลก โดย Gallup ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการสำรวจได้เก็บข้อมูลและสัมภาษณ์ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ใน 122 ประเทศ เกือบ 127,000 คนในปี 2564 และต้นปี 2565 ที่ผ่านมา โดยพบว่าในภาพรวมดัชนีประสบการณ์เชิงลบของคนทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีความกังวล ความเครียดมากยิ่งขึ้นในช่วงที่โลกได้เผชิญกับภาวะสงคราม เงินเฟ้อ และการระบาดใหญ่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประสบการณ์เชิงบวกในภาพรวมปรับตัวลดลง ทั้งนี้ ตามรายงานระบุถึงประเทศที่ผู้คนได้รับมีประสบการณ์เชิงบวกมากที่สุด(Highest Positive Experiences)  5 ประเทศได้แก่ ปานามา(85) อินโดนีเซีย(84)  ปารากวัย(84) เอลซัลวาดอร์(82) และฮอนดูรัส(82) ส่วนประเทศที่มีประสบการณ์เชิงบวกน้อย (Lowest Positive Experiences)  5 ประเทศ ได้แก่ อัฟกานิสถาน(32) เลบานอน(37) ตุรเคีย(42) อียิปต์(52) และเนปาล(53)   

'หมอชลน่าน' ชม ฝ่ายค้านทำผลงานได้ดี ฉะ!! รมต. ตอบคำถามแทบไม่ได้เลย

“เมื่อวานนายศักดิ์สยาม ไม่ตอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันแรกๆ ไม่ใช้โอกาสทองในการตอบ ภาพจำขึ้นทุกแพลตฟอร์ม เป็นภาพจำที่ซุกหุ้น ทำนิติกรรมอำพราง ผมว่ารอฟังในศาลได้เลย” 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว 
ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) 
กล่าวเมื่อ 20 ก.ค. 65

(20 ก.ค. 65) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันแรก ว่าพวกเราฝ่ายค้านทำหน้าที่ได้ดีมาก โดยเฉพาะการจัดอันดับการอภิปรายเมื่อวาน เราเห็นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายและตามยุทธการเด็ดหัว สอยนั่งร้าน นั่นไม่ใช้มวย 5 ยก แต่เป็นไทยไฟต์ชก 3 ยก ดังนั้นยกแรกเราจึงจัดเต็ม ซึ่งรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายเมื่อวานนี้เป็นของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถือเป็นนั่งร้านที่สำคัญ และเป็นการเรียงลำดับอภิปรายของฝ่ายค้านสอดประสานกัน เหมือนเป็นซีรีส์โดยเฉพาะเรื่องกัญชา หากติดตาม พรรค พท. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) และพรรคประชาชาติ เห็นว่าทำงานแบบสอดประสานกัน โดยนำแต่ละประเด็น และจุดเด่นของแต่ละคนมานำเสนอได้อย่างดียิ่ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top