Tuesday, 30 June 2026
Hard News Team

‘ครม.’ เทงบ 4,019 ล้านบาท ปัน 5 กระทรวง บริหารน้ำฤดูฝน 65 เก็บน้ำฤดูแล้ง 65/66

(9 ส.ค. 65) ผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุว่า ครม.อนุมัติงบกลาง วงเงิน 4,019 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในช่วงฤดูฝน ปี 2565 และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้งปี 2565 / 2566 จำนวน 1,361 รายการ ให้กับ 5 กระทรวง 13 หน่วยงาน เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้งในปี 65/66 ในพื้นที่เป้าหมาย คือ พื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย ภัยแล้ง ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด และพื้นที่เสี่ยงที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไข บรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งโดยเร่งด่วน ตามที่หน่วยงานในพื้นที่จังหวัดเสนอผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ใน 5 กลุ่มประเภทโครงการ ได้แก่...

1. การซ่อมแซม ปรับปรุง อาคารชลศาสตร์ เช่น ซ่อมแซม ปรับปรุงพนังกั้นน้ำ คันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ คลองส่ง ระบายน้ำ อาคารบังคับน้ำ สถานีโทรมาตร เป็นต้น

2. การปรับปรุง แก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ และกำจัดผักตบชวา ที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การระบายน้ำและการจัดการพื้นที่น้ำท่วม พื้นที่ชะลอน้ำ

3. การขุดลอกคูคลอง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 

4. การเตรียมความพร้อมวางแผนเครื่องจักรเครื่องมือ เช่น ซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำเครื่องมือเครื่องจักร ยานพาหนะขนย้าย

และ5. การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อเก็บกักไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เป็นการจัดหาแหล่งน้ำรองรับน้ำส่วนเกินในช่วงฤดูฝนสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งถัดไป เช่นสระ /อ่างเก็บน้ำ ระบบกระจายน้ำ ธนาคารน้ำใต้ดิน ขุดเจาะบาดาล ปฏิบัติการฝนหลวง เป็นต้น

สำหรับ 5 กระทรวง 13 หน่วยงาน ที่จะดำเนินการตามโครงการฯ จำนวน 1,361 รายการ ได้แก่…

1. กระทรวงกลาโหม โดยกองทัพบก หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จำนวน 32 รายการ วงเงิน 23.31 ล้านบาท

2. กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) จำนวน 2 รายการ วงเงิน 76.45 ล้านบาท 

3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 411 รายการ วงเงิน 1,190.43 ล้านบาท 

'อลงกรณ์' คิกออฟงานเกษตรปลอดภัย ชูเพชรบุรีโมเดล ต้นแบบเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร(City of Gastronomy)ของยูเนสโก

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าเกษตรปลอดภัยโดยมีนายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ที่ปรึกษารมช.พาณิชย์ อดีต ส.ส.เพชรบุรี ดร.กัมพล สุภาแพ่ง คณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ อดีต ส.ส.เพชรบุรี นายอาณัติ หุ่นหลา เกษตรจังหวัดเพชรบุรี หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ ประชาชนและ เกษตรกรชาวเพชรบุรี ร่วมพิธีเปิดงานแสดงสินค้าเกษตร ณ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ เพชรบุรี อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้ภายหลังเป็นประธานเปิดงานว่า จังหวัดเพชรบุรีเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (Gastronomy) นับเป็นจังหวัดตัวอย่างต้นแบบโดยเฉพาะรูปแบบการสร้างความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในยกระดับการพัฒนาภาคเกษตรและอาหารสอดรับกับเป้าหมายรัฐบาลที่จะก้าวไปสู่ประเทศชั้นนำท็อปเทนของโลกในการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร โดยขณะนี้ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับ 13 ของโลก จาก 200 กว่าประเทศซึ่งจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้โลกและสงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้ทั่วโลกเผชิญกับวิกฤติการณ์ขาดแคลนอาหาร จึงเป็นโอกาสในวิกฤติของประเทศไทยและจังหวัดเพชรบุรีที่จะได้พัฒนาเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

'ผบช.ภ.4' แจงเหตุตำรวจต้องวิสามัญชายคลั่งยา เพราะอาละวาดไล่ฟันครู ตชด.หัวแบะ

เมื่อวันที่ (9 ส.ค. 2565) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) มีรายงานว่า พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภ.4 ได้รายงานเหตุกรณีที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญคนคลุ้มคลั่งก่อเหตุทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานขณะปฎิบัติการตามหน้าที่ ต่อผู้บังคับบัญชาระดับ ตร.ตามลำดับชั้นว่า ในวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ วันที่ 8 ส.ค.65 เวลาประมาณ 20.30 น.ที่ถนนทางเข้าวัดภูหัวบ้าน ต.โนนทอง อ.นายูง จว.อุดรธานี โดยมีผู้เสียชีวิตคือ นายรัญญูหรือมด ทองอินทร์ อายุ 36 ปี ราษฎร อ.น้ำโสม จว.อุดรธานี มีประวัติเสพยาเสพติด

สำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บ ด.ต.สะเด่น อันทะปัญญา อายุ 48 ปี ผบ.หมู่ ป.สภ.นายูง มีบาดแผลถูกมีดฟันที่ศีรษะยาวประมาณ 5 ซม.ลึกถึงกล้ามเนื้อ แต่ไม่ถึงกะโหลก แพทย์ได้ทำการเย็บแผล และให้รอดูอาการ 1 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนสามารถกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้ เบื้องต้นอาการโดยรวมปลอดภัย ขณะนี้ได้ให้เพื่อนร่วมงานและญาติเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยิงคนร้าย ส.ต.อ.เฉลิมพล ชาภูธร ผบ.หมู่ ป.สภ.นายูง จว.อุดรธานี สำหรับ ของกลางในคดี มีอาวุธปืนพกสั้น ออโตเมติก ยี่ห้อซิก ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก(ที่ตำรวจใช้ยิงผู้ตาย) และอาวุธมีด จำนวน 2 เล่ม(ที่ผู้ตายใช้ก่อเหตุทำร้ายตำรวจ)

"ผบช.ภ.4 รายงานอีกว่าเหตุ" ซึ่งตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นายูง ได้รับแจ้งเหตุชายเมายาบ้าคลุ้มคลั่งใช้อาวุธมีดไล่ฟันครูที่ รร.ตชด.นาเมืองทอง ด.ต.สะเด่นฯพร้อมพวกและอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน จึงได้เข้าไประงับเหตุ เมื่อไปถึง รร.ฯปรากฎว่าชายดังกล่าวได้หลบหนีไปแล้ว จากการตรวจสอบทราบว่าชื่อนายรัญญูฯและได้หลบหนีไปที่บริเวณวัดที่เกิดเหตุ จึงได้ติดตามไปเพื่อป้องกันไม่ให้ไปก่อเหตุไล่ทำร้ายคนอื่นอีก เมื่อไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ พบผู้ตายเดินถืออาวุธมีดอยู่ จึงได้หยุดรถเพื่อที่จะจับกุม ปรากฏว่าระหว่างที่ ด.ต.สะเด่นฯเดินลงจากรถ ผู้ตายได้วิ่งเข้าใช้อาวุธมีดพุ่งเข้ามาฟันที่ศีรษะ ด.ต.สะเด่นฯทันที

โดยที่ ด.ต.สะเด่นฯยังไม่ทันตั้งตัว ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ระหว่างนั้น ส.ต.อ.เฉลิมพลฯเห็นว่า ผู้ตายจะเงื้อมีดทำร้ายร่างกายและก่อเหตุร้ายแรงกับ ด.ต.สะเด่นฯ จึงได้ใช้อาวุธปืนยังไปที่ผู้ตาย จำนวน 2 นัด เพื่อหยุดยั้งการกระทำ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายทันที หลังเกิดเหตุจึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และนำตัว ด.ต.สะเด่นฯส่ง รพ.นายูง เบื้องต้นในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดได้เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว โดยในส่วนของ ภ.4 จะได้มอบเงินเพื่อบำรุงขวัญในลำดับต่อไป

'อดีตบิ๊กศรภ.' ถาม "ทำไมต้องไล่ลุงตู่" ฟันเปรี้ยงยิ่งโหมยิ่งบ่งชี้ถึงความ ‘กลัว’

(9 สิงหาคม 2565) พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2565 แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ผ่านทางเฟซบุ๊ก “พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์” มีเนื้อหาดังนี้....

ทำไมต้องไล่ลุงตู่

ปัจจุบันไม่มีใครรู้อนาคตว่าเลือกตั้งครั้งใหม่นั้น ลุงตู่ จะกลับมาเป็นนายกฯได้อีกหรือเปล่า เพราะถ้าวิเคราะห์ตามคำทำนายของทั้งสื่อ ทั้งกลุ่มพลังต่าง ๆ รวมถึงโพลนิด้าเอง ก็ว่า ลุงตู่ ตกยุคไปแล้ว ประชาชนหมดความนิยมไปแล้ว 3ป. ก็แตกแยกกัน พรรค พปชร.ก็แตก ออกหลายส่วน

ดังนั้น ตามคำทำนายต่าง ๆ จะเห็นได้ชัดเจนว่า ลุงตู่ ไปไม่รอดแน่ ดังนั้นจะไปกลัวอะไรกับ ลุงตู่ อีก

นอกจากนั้นในแนวทางการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว ถ้า ลุงตู่ มีสิทธิที่จะไปต่อไป ก็ต้องให้แกลงสมัครแข่งขัน เป็น ส.ส. ต่อไป (คราวนี้ลุงตู่ลงสมัครรับเลือกตั้งแน่นอน)

จะไปขัดขวางไม่ได้ นอกจากนั้น กระแสข่าวที่ทุ่มเทกันออกมา ชี้ให้เห็นว่าประชาชนไม่เอา ลุงตู่ แล้ว แล้วจะไปกีดขวาง ขู่เข็ญ ลุงตู่ ให้เสียชื่อไปทำไม

การออกมาไล่ ลุงตู่ มากขึ้น ๆ แบบนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าทุกฝ่ายยังกลัว ลุงตู่ อยู่ จึงเท่ากับไปหาเสียงให้ ลุงตู่ ในทางอ้อม

ทำอย่างนี้เมื่อไร ลุงตู่ จะได้ไปอยู่บ้านเฉย ๆ ละครับ

ส่วนเรื่อง 8 ปีของ ลุงตู่ นับถึงวันไหนนั้น ผมยกข้อเขียนของคุณ สมชาย แสวงการ มาลงไว้ให้อ่านกัน เพื่อจะได้หาวิธีเคลื่อนไหวไล่ ลุงตู่ ให้เข้าตา “ศาลรัฐธรรมนูญ” บ้าง

คุณสมชาย ว่า ความเห็นทางกฎหมายเป็นได้แค่ 2 ทาง คือ

1.) แบบที่1 คือนายกลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ หัวหน้าคสช.ที่มาจากรัฐประหารและขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐถาธิปัตย์ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เมื่อ (24 ส.ค. 2557) ไม่อาจนับเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาตามกรอบมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญ2560 ได้ เพราะไม่ได้มาจาการเลือกกันในรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

แต่หากยังต้องนำบทเฉพาะกาล มาตรา 264 มานับวันที่ให้ ครม. ที่บริหารราชการแผ่นดินก่อนรัฐธรรมนูญ2560 ทำหน้าที่เป็น ครม.ได้ต่อไป ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ด้วย ดังนั้นการนับครบ8ปีแบบนี้จึงต้องนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญ2560 ใช้บังคับคือ 6 เม.ย. 2560 และนับตามบทเฉพาะกาลมาตรา264

‘เพื่อไทย’ ปัดดีล ‘พปชร.’ เล่นเกมล่มองค์ประชุม ลั่น!! หวนใช้หาร 100 เชื่อทางออกที่ดีที่สุด

(9 ส.ค. 65) ที่รัฐสภา นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่..) พ.ศ. .... รัฐสภา กล่าวถึงองค์ประชุมร่วมรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (10 ส.ค. 65) ว่า ยืนยันฝ่ายค้านไม่มีปัญหา เพราะจะลงชื่อเข้าร่วมประชุมตามปกติ ส่วนกรณีที่จะมีการทำให้องค์ประชุมล่มเพื่อให้การพิจารณาไม่ทัน 180 วัน และกลับไปใช้ร่างเดิมนั้น มองว่าฝ่ายค้านเป็นเสียงข้างน้อยคงไม่สามารถกำหนดอะไรได้ ต้องแล้วแต่เสียงส่วนใหญ่ว่าจะเอาอย่างไร แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยยังยืนยันจุดยืนเดิมมาโดยตลอดในการใช้สูตรหาร100 คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถ้าทำตามนี้แต่แรกก็จบไปนานแล้ว ทั้งนี้ตนอยากให้ฝ่ายเสียงข้างมากในรัฐสภามีความชัดเจนและคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ส่วนกรณีที่หากเกินกรอบ 180 วันและสูตรหาร 500 จะตกไป เราคิดว่าเป็นช่องทางที่ดีที่สุดและช่องทางที่สะดวกที่สุดของฝ่ายเสียงข้างมากที่จะกลับมาหาร100 ทั้งนี้หากจะเดินหน้าหาร 500 พรรคเพื่อไทยก็ไม่มีปัญหาแต่เท่าที่ฟังมาหลายพรรคของฝ่ายรัฐบาลบอกว่าอยากจะกลับมาในทิศทางที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข เรื่องนี้เดินไม่ถูกทิศมาบางส่วน ดังนั้นหากจะกลับมาถูกทิศก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่า ที่บอกว่าไม่มีปัญหากับหาร 500 หมายความว่าเห็นด้วยแล้วใช่หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า เรายืนยันมาตลอดว่าหาร 500 ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย แต่ถ้าจะดันไปข้างหน้าก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เพราะเป็นเสียงข้างมาก แต่เราไม่เคยคิดหรือกลับไปกลับมา ยืนยันว่าหาร 100 ตลอด ส่วนฝ่ายรัฐบาลจะทำอย่างไรก็ไม่กล้าจะคาดเดา

เมื่อถามว่า ได้ประเมินว่ากฎหมายลูกจะผ่านในวันพรุ่งนี้หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า คาดเดายาก รอดูหน้างานเป็นหลัก เมื่อถามว่า หากการประชุมล่มจะสามารถชี้แจงเหตุผลต่อประชาชนได้หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า เราสามารถชี้แจงได้ไม่มีปัญหา ให้เกิดขึ้นก่อน ตอนนี้ยังไม่เกิด เราได้แต่คาดการณ์

"สำหรับพรรคเพื่อไทยหากสูตรหาร 500 ผ่านวาระสาม จะยื่นเรื่องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งอาจจะเกิดได้ 2 กรณีคือ 1. การจงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และ 2. หน้าที่ของผู้แทนราษฎรคืออะไร โดยอีกส่วนหนึ่งเราเตรียมจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดหรือแย้งต่อกฎหมายหรือไม่ แต่หากร่างกฎหมายลูกตกไปในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ หรือทำไม่เสร็จภายใน 180 วัน เราก็คงจะพับแผลนี้ไว้เพราะได้กลับมาที่ร่างเดิมแล้วและเป็นร่างที่พรรคเพื่อไทยรับได้ ทั้งนี้ร่างกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับที่ผ่านรัฐสภาในวาระแรกเสนอสูตรหาร100เหมือนกันหมด ไม่มีฉบับใดเลยที่เขียนว่าหาร 500 และที่ติด ๆ ขัด ๆ ก็เพราะเลือกหาร 500 ถ้าทำถูกหลักแต่ต้นก็จะไม่มีปัญหาเช่นนี้ ตนจึงอยากให้ทุกพรรคทุกคนที่เป็นกรรมาธิการเลิกคิดว่าพรรคเพื่อไทยได้เปรียบและพรรคเล็กเสียเปรียบ มาเริ่มต้นกันใหม่ พรรคใหญ่ก็มีคนมากเป็นธรรมดา พรรคเล็กตั้งใหม่มีขนาดเล็กก็ไม่เป็นไร กฎหมายนี้ไม่ได้ทำเพื่อให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ทำเพื่อพี่น้องประชาชนทั้งหมด เพื่อให้เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ" นายสมคิด กล่าว

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันหรือไม่ว่าจะไม่เล่นเกมทำให้องค์ประชุมล่ม นายสมคิด กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเล่นเกม พรรคเพื่อไทยทำองค์ประชุมล่มไม่ได้ถ้าเสียงข้างมากไม่ทำ พรรคเพื่อไทยเป็นเสียงข้างน้อย

เริ่มแล้ว !! มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2565 จัดทีมนำข้าวสารพร้อมเครื่องอุปโภคลงพื้นที่แจกจ่ายให้กับผู้ขาดแคลน จังหวัดนครราชสีมา

เมื่อวานนี้ (วันจันทร์ 8 สิงหาคม 2565) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จัดทีมเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร นำโดย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ รักษาการหัวหน้าแผนกสาธารณภัย พร้อมด้วย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ  ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา แจกจ่ายชุดข้าวสารพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช น้ำปลา บรรจุกระเป๋าผ้าดิบมูลนิธิฯ แก่ผู้ขาดแคลนในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอสูงเนิน อำเภอปากช่อง และอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา รวม 4 อำเภอ ชุดข้าวสารจำนวน 2,000 ชุด รวมงบประมาณทั้งสิ้น 700,000 บาท (เจ็ดแสนบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนหน่วยงานรัฐ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี รวมทั้งนายสัญญา พรนารายณ์  นายสดใส รุ่งโพธิ์ทอง นายสิริพงศ์ สุขสมนาค (กิ๊ฟ โคกคูน) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี

และในช่วงกลางเดือนสิงหาคม - เดือนกันยายน 2565 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดลงพื้นที่แจกจ่ายชุดข้าวสารพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ขาดแคลนในพื้นที่จังหวัดชลบุรี สมุทรสาคร และ 50 เขต กรุงเทพมหานคร เป็นลำดับต่อไป คิดมูลค่าดำเนินการงานแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2565 ไม่ต่ำกว่า 11.7 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 8 กรกฎาคม - 24 สิงหาคม 2565 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมงานบุญมหากุศลประจำปี “ประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2565” สักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) เพื่อความเป็นสิริมงคล ทำบุญชุดข้าวสารให้ผู้ล่วงลับ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ  พร้อมกับสมทบทุนข้าวสารและเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นการทำทานให้ผู้ขาดแคลนต่อไป

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ที่ยังคงมีการแพร่ระบาดในขณะนี้ เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่ระบาด ในปีนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังคงรูปแบบการทำบุญทิ้งกระจาดแบบลดการสัมผัส เป็นการบริจาคทรัพย์เพื่อสมทบทุนในการจัดซื้อชุดข้าวสาร อาหารแห้ง พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ โดยสามารถทำบุญได้ 3  ช่องทาง ดังนี้ 

1. ทำบุญชุดข้าวสาร ที่ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ
(ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ขอความร่วมมือในการงดรับข้าวสาร หรือสิ่งของอื่น ๆ เพื่อลดการสัมผัส)
2. ทำบุญชุดข้าวสารออนไลน์: ผ่านบัญชีมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 
3. เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ เพื่อลดความเสี่ยงและการเพิ่มมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาด มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จึงจัดให้มีช่องทางการร่วมทำบุญทิ้งกระจาดใหม่ ผ่านระบบออนไลน์ https://pttfny.net/newsh/ ในอีกทางหนึ่ง

สมาคมกุ้งไทย บุกทำเนียบฯ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี

วันที่ 9 สิงหาคม 2565 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ได้มีกลุ่มสมาคมกุ้งไทย ได้เข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี โดยมี นายสมหมาย เอี่ยมสะอาด ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล พร้อมนางสุภิญกัลย์ พิภพสิทธิโภคิณ เลขานุการฯ / คณะทำงานศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ฯ ร่วมเข้ารับหนังสือจากนายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย โดยทางกลุ่มมีข้อเรียกร้องดังนี้ 
1. ขอให้สินค้ากุ้งเป็นวาระแห่งชาติ 
2. การแก้ไขปัญหาเรื่องโรค ให้พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 
3. กุ้งเป็นสินค้าสำคัญของประเทศ จำเป็นต้องได้รับการปกป้องดูแลจากภาครัฐฯ  โดยนายสมหมายได้รับปากทางกลุ่มว่าจะรีบนำเรื่องดังกล่าวนี้ไปกราบเรียนให้ พณฯนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ และจะประสานส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยหาทางแก้ไขปัญหานี้ และขอให้พี่น้องทุกท่านได้โปรดสบายใจได้ จากนั้นทางกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก็ได้แยกย้ายการชุมนุม


โกสินธ์ จินาอ่อน ผู้ช่วยหัวหน้าคณะทำงาน รายงาน

‘บิ๊กตู่’ ลั่น ยังไม่สรุปขึ้นค่าไฟฟ้างวดใหม่ ชี้ หากปรับขึ้น ก็แค่หน่วยสตางค์เท่านั้น

‘บิ๊กตู่’ ยันยังไม่ขึ้นค่าไฟ แต่ถ้าจะขึ้นก็เป็นแค่หน่วยสตางค์ อ้างราคาต่อหน่วยปัจจุบันก็ 3 บาทกว่าอยู่แล้ว วอน เข้าใจเหตุผลและความจำเป็น เผย กรรมการฯหารือแล้ววานนี้

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ (9 ส.ค. 65) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ ถึงความคืบหน้าการพิจารณาขึ้นค่าไฟฟ้าว่า วานนี้ (8 ส.ค. 65) ได้มีการหารือกันซึ่งเป็นการวางแผนล่วงหน้าที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งเขาต้องดำเนินการกันอยู่แล้ว ก็จะต้องมีการพิจารณากันในช่วงต่อไป ในเดือน ก.ย.-ธ.ค.เป็นระยะเวลา 4 เดือนซึ่งก็ต้องพิจารณาว่าทำอย่างไรจะให้เดือดร้อนน้อยที่สุดก็ต้องคำนึงถึงเหตุผลและความจำเป็นต่าง ๆ

“ขอยืนยันเนื่องจากมีหลายคนเอาไปพูดว่าในเรื่องของค่าไฟ จะขึ้นไปหน่วยละ 4 บาท ก็ปัจจุบันราคาก็อยู่ที่ 3 บาทกว่าอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการขึ้นในตรงนี้ ซึ่งจะขึ้นหรือไม่ขึ้นยังไม่รู้ แต่ถ้าจะขึ้นก็จะขึ้นเป็นสตางค์เท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่าไปบิดเบือนว่าค่าไฟจะขึ้นเป็น 4 บาทต่อหน่วย เพราะปัจจุบันราคาก็ 3 บาทกว่าอยู่แล้ว และถ้าจำเป็นต้องขึ้นก็ต้องดูว่าขึ้นเพราะอะไรต้องหาสาเหตุให้เจอ วันนี้เราก็ใช้เงินกองทุนพลังงานมาอุดหนุนเกือบทุกส่วน ทั้ง ไฟฟ้า พลังงาน แก๊ส ใช้เงินเป็นแสนล้านบาทไปแล้ว ก็ต้องไปดูว่าจะดูแลช่วยเหลือได้อย่างไรมากน้อยกันแค่ไหน ก็ขอให้เข้าใจในภาพรวมด้วย  อะไรก็ตามที่ประชาชนเดือดร้อน ผมก็ไม่อยากที่จะทำให้ทุกคนเดือดร้อน แต่ก็ขอให้รับฟังเหตุผลและความจำเป็นกันบ้าง ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด” นายกรัฐมนตรีกล่าว

‘Apple’ ขอซัปพลายเออร์ไต้หวันติดฉลาก ‘ผลิตในจีน’ เหตุหวั่นถูกปรับ - ปฏิเสธการนำเข้าสินค้า

แอปเปิล (Apple) ได้แจ้งไปยังซัปพลายเออร์ในไต้หวันให้ติดฉลากบนผลิตภัณฑ์ที่จะส่งไปจำหน่ายในจีนแผ่นดินใหญ่ว่า ‘ผลิตในประเทศจีน’ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหากับด่านศุลกากรจีน หลังการไปเยือนไทเปของประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ทำให้ประเด็นข้อพิพาทไต้หวันกลับมาร้อนระอุหนัก

หนังสือพิมพ์นิกเกอิของญี่ปุ่นรายงานว่า แอปเปิล ได้แจ้งกำชับไปยังซัปพลายเออร์ในไต้หวันให้ปฏิบัติตามระเบียบของจีนอย่างเคร่งครัด โดยระบุแหล่งผลิตสินค้าที่จะส่งไปจีนว่ามาจาก 'Chinese Taipei’ หรือ ‘Taiwan, China’ เนื่องจากการติดฉลาก ‘Made in Taiwan’ นั้นอาจจะทำให้สินค้าถูกกัก ถูกสั่งปรับ หรือแม้กระทั่งถูกปฏิเสธการนำเข้าจีน

ในส่วนของไต้หวันเองนั้นกำหนดให้ผู้ส่งออกสินค้าระบุแหล่งผลิตว่ามาจาก ‘Taiwan’ หรือ ‘Republic of China’ ซึ่งเป็นชื่อทางการของเกาะแห่งนี้

นโยบายล่าสุดของแอปเปิลเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากพอสมควร โดย GreatFire.org ซึ่งรณรงค์ต่อต้านมาตรการเซ็นเซอร์สื่อออนไลน์ของจีน ระบุว่า แอปเปิลใช้มาตรการที่หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ โดยก่อนหน้านี้ก็เคยเอา emoji รูปธงไต้หวันออกจากคีย์บอร์ดสำหรับผู้ใช้สินค้าแอปเปิลในจีนและฮ่องกงมาแล้ว

'ผบ.ตร.' บรรยายพิเศษ นรต.76 – 79 พี่สอนน้อง เล่าบทเรียนชีวิตตำรวจ ฝากข้อคิด “การรับราชการตำรวจอย่างมีคุณค่า”

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) บรรยายพิเศษแก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ชั้นปีที่ 1 – 4  (นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 76 – 79 ) จำนวน 806 นาย ในหัวข้อ “การรับราชการตำรวจอย่างมีคุณค่า”  ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จว.นครปฐม เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา 

พล.ต.อ.สุวัฒน์ฯ เริ่มบรรยายโดยเล่าเกร็ดชีวิตการรับราชการตำรวจของตนเอง ตั้งแต่เข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 20 เข้าเรียนนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 36 บรรจุในตำแหน่ง รองสารวัตรสอบสวน สน.หัวหมาก เลื่อนตำแหน่งเป็นสารวัตร รองผู้กำกับการ ผู้กำกับการ รองผู้บังคับการ ผู้บังคับการ รองผู้บัญชาการ ผู้บัญชาการ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. กระทั่งได้รับการแต่งตั้ง เป็น ผบ.ตร. 

ผบ.ตร.ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต โดยเล่าว่า ทุกช่วงชีวิตรับราชการตำรวจ ต้องมุ่งมั่นทำงาน ทำหน้าที่ในตำแหน่ง ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ยกตัวอย่าง เช่น การจัดระเบียบภายในสถานีตำรวจ ขับเคลื่อนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งด่านตรวจค้น จับกุมสิ่งผิดกฎหมาย ในช่วงดำรงตำแหน่ง สวป.สน.หนองแขม ต่อมาครั้งดำรงตำแหน่ง ผกก.สน.ลุมพินี จัดระเบียบใน สน. การกวาดล้างจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ในพื้นที่ สน.ลุมพินี ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อประเทศทำให้อาจถูกกีดกันทางการค้า การปฏิบัติอย่างจริงจังส่งผลให้ประเทศไทยผ่านการประเมินจากนานาชาติ รอดพ้นจากการติดบัญชีประเทศเฝ้าระวัง ขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นทำงานสืบสวนซึ่งเป็นงานที่ชอบ ถนัด และมีทักษะอย่างมุ่งมั่น ตั้งใจ จนเป็นที่ยอมรับ และมักได้รับมอบหมายให้สืบสวนคลี่คลายคดีสำคัญ เช่น คดีระเบิดในกทม. คดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คดีฆ่านักท่องเที่ยวที่เกาะเต่า จว.สุราษฎร์ธานี และยังริเริ่มทำหลักสูตรฝึกอบรมด้านการสืบสวน พัฒนานักสืบ จนกลายเป็นต้นแบบหลักสูตรการสืบสวนในปัจจุบัน สร้างตำรวจที่เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนจำนวนมาก

ทั้งนี้ ผบ.ตร. ได้ฝากข้อคิดการรับราชการตำรวจ แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ดังนี้

1. อยากจะเจริญก้าวหน้า ต้องหาเรื่องยาก ๆ ทำ อย่าทำเรื่องง่าย ๆ

2. ทุกการเดินทางในแต่ละช่วงชีวิต มีบทเรียนให้เราเรียนรู้เสมอ เช่น การทำคดีเกาะเต่า คดีการเสียชีวิตของแตงโม ดาราสาว ที่โซเชียลมีเดีย และอินฟลูเอนเซอร์ เข้ามามีบทบาท แสดงความคิดเห็นไหลไปตามกระแสสังคม ตำรวจซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรม ต้องยึดหลักให้ได้ แม้จะสวนกระแสสังคม ดังนั้นต้องเรียนรู้ ปรับตัว ยอมรับ เอาตัวรอดให้ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง 

3. ชีวิตขึ้นต้นมาเรื่องหนึ่ง เราไม่รู้ตอนลงท้ายเป็นอย่างไร อาจมีคนเขียนบทละครไว้ อย่าไปตั้งเป้ายศถาบรรดาศักดิ์ หรือตำแหน่ง เด็กบางคนมีเป้าหมายมีฐานะ ติดยศเร็ว คิดแบบไหนก็ไม่มีใครผิด แล้วแต่จริตของแต่ละคน 

4. ชีวิตเดินคนเดียวไม่ได้ การทำงานต้องมีผู้บังคับบัญชา และต้องรักษาลูกน้องให้ดี “ผมเป็นแบบนี้ถ้าจะเลือก ระหว่างงาน ผู้บังคับบัญชา ประโยชน์ จะด้วย เกียรติยศ ชื่อเสียงเงินทอง ผมเลือกงาน กับผู้บังคับบัญชาก่อน ผมเลือกงานที่ชอบและมีผู้บังคับบัญชาที่ดี เพราะประสบการณ์ชีวิต สอนเราว่า ชีวิตนี้เราเดินคนเดียวไม่ได้ เราต้องหาคนไปกับเรา หาผู้บังคับบัญชา หาเพื่อนร่วมงาน หาลูกน้อง โดยเฉพาะลูกน้องที่ดีต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ เป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานมา ไม่ต้องคบคนเยอะ ดูแลลูกน้องที่เขาเดินตามเรา เราดูแลเขา เขาดูแลเรา เรื่องความเจริญก้าวหน้า เงินทอง เอาไว้ทีหลัง ผมไม่เคยเอามาเป็นตัวพิจารณาในการรับราชการ” ผบ.ตร.กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top