Tuesday, 30 June 2026
Hard News Team

'ดร.สมเกียรติ' เผย มันสมองจีนหลั่งไหลกลับสู่มาตุภูมิ ความ 'เสียดาย - เสียหาย' ที่สหรัฐฯ ต้องแอบหวั่น

ดร.สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

เวลานี้เป็นช่วงของกระแสนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าหัวกระทิ หลั่งไหลกลับสู่มาตุภูมิบ้านเกิด

1.) มหาเศรษฐี หลี่ ไค ฟู่ (李开复) เป็นคนนำหน้า ทิ้งกรีนการ์ดกลับสู่ประเทศจีน ทำให้สหรัฐฯ เสียหายถึง 1 แสน 3 หมื่น ล้านเหรียญ พร้อมทั้งประกาศว่าจะออกจากตลาดสหรัฐฯ ตลอดไป โดยบริษัทใหญ่ที่ทำการวิจัยถอนตัวออกจากหุบเขาซิลิคอน (ซิลิคอนแวลลีย์ 硅谷) ของสหรัฐฯ นำเงินทุนของบริษัท 95% พร้อมทั้งเทคโนโลยีทั้งหมด กลับสู่ประเทศจีน

การกระทำเช่นนี้ยังเป็นการชักจูงแบบโดมิโนให้คนเชื้อชาติจีนชั้นนำ ทยอยกลับประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งนำเงินทุนกลับประเทศมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2.) หยิ่น จื้อ หย๋าว (尹志尧) เทพแห่งซิลิคอนแวลลีย์ แม้ว่าทางสหรัฐฯ จะเสนอเงินทองเงื่อนไขที่ดีเลิศเพียงใดก็มิอาจยับยั้งให้เขาที่มีความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะกลับสู่ประเทศจีนได้

เขาถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในคนเชื้อชาติจีนที่มีความสามารถอย่างยอดเยี่ยมคนหนึ่ง เป็นคนจีนที่ทางสหรัฐฯ ไม่อยากให้จากไปอย่างยิ่ง

เขาไม่เพียงแค่นำพานักวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมทางด้านไมโครชิป 30 กว่าคนกลับไปด้วย เมื่อกลับถึงประเทศจีนแล้ว เขายังเป็นผู้นำกลุ่มเอาชนะการผูกขาดทางเทคโนโลยี โดยสามารถสร้าง 5 nm Etching machine ได้สำเร็จ เปิดตำนานไมโครชิปขึ้นมาใหม่

'เมียนมา' เจอพิษเศรษฐกิจ อาหารขาดแคลน-ราคาพุ่ง ชาวเมียนมาหลายร้อยชีวิต ต้องต่อคิวรับของบริจาค

เอเอฟพี - ท่ามกลางสายฝนโปรายปรายในฤดูมรสุม ชาวพม่าหลายร้อยชีวิตกำลังต่อแถวซื้อน้ำมันพืชราคาถูกที่รัฐอุดหนุนในนครย่างกุ้ง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของพม่า หนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ประสบปัญหาขาดแคลนในประเทศ

เศรษฐกิจของพม่าตกต่ำลงหลังการรัฐประหารของกองทัพเมื่อปีก่อน และยังถูกซ้ำเติมจากความพยายามของรัฐบาลทหารที่จะยึดการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตลอดจนกฎเกณฑ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในการกำกับธุรกิจและการนำเข้า

มาตรฐานการครองชีพกำลังได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อให้ผ่านพ้นและพึ่งพาการอุดหนุนจากรัฐ หรือการกุศลเพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้

“ผู้คนไม่สามารถใช้จ่ายรายได้ของพวกเขาไปกับอาหารได้มากนักเนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น” ขิ่น ขิ่น ธัน แม่บ้านวัย 55 ปี กล่าว ขณะรอเติมน้ำมันลงในขวดพลาสติกที่สมาคมท้องถิ่นนำออกขาย

ราคาตลาดสำหรับน้ำมันพืชราว 1.6 กิโลกรัม พุ่งเป็น 9,000 จ๊าต จาก 5,000 จ๊าต ขิ่น ขิ่น ธัน ระบุ

“ถ้ามีคนทำงานเพียงคนเดียว ครอบครัวจะไม่มีเงินเหลือพอสำหรับค่าอาหาร” ขิ่น ขิ่น ธัน กล่าว

ในเดือน ก.ค. ธนาคารโลกกล่าวว่า ราว 40% ของประชากรอาศัยอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนแห่งชาติ

ราคาข้าวก็ทะยานขึ้นเช่นกันโดยเป็นผลจากค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นและจากการที่ทหารและนักสู้ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเปลี่ยนพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเป็นสนามรบ

แม้แต่หนังสือพิมพ์โกลบอลนิวไลท์ออฟเมียนมาร์ที่รัฐให้การสนับสนุนก็รายงานข่าวเกี่ยวกับราคาข้าว ไข่ ผัก ค่าเดินทาง และค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้นเกือบทุกวัน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซล 1 ลิตร พุ่งขึ้นประมาณ 6 เซนต์ในชั่วข้ามคืน ไปแตะระดับสูงสุงที่ 2,440 จ๊าตต่อลิตร (1.15 ดอลลาร์) ตามการรายงานของสื่อของรัฐ จากในวันก่อนหน้าการรัฐประหารเมื่อปีที่ผ่านมา ลูกค้าในย่างกุ้งจ่ายเงินเพียง 695 จ๊าต ที่ปั๊มน้ำมัน

ในสัปดาห์นี้ รัฐบาลทหารได้ประกาศว่าได้จัดตั้งคณะกรรมการจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากรัสเซีย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าการจัดซื้อนั้นจะเริ่มเมื่อใดหรืออย่างไร

ผู้ช่วย ผบ.ตร. ชี้แจงปมดราม่า 5 กันยา กฏหมายจราจรใหม่บังคับคนนั่งแคปกระบะต้องคาดเข็มขัด หวั่นประชาชนเข้าใจผิด

วันนี้ (19 ส.ค.65) เวลา 09.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร) พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รองหัวหน้าคณะทำงานและคณะทำงานย่อย เพื่อพิจารณายกร่างกฏหมายลำดับรองและเตรียมความพร้อมในการรองรับการบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 ชี้แจงประเด็นที่สังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันในสื่อโซเชียลเว็บไซต์ pantip ระบุ 

“..หลังวันที่ 5 กันยายน 2565 กฎหมายมีผลบังคับใช้ ให้เบาะที่2 ต้องคาดเข็มขัด ฝ่าฝืนปรับ 2000 กรรมจึงมาตกอยู่ที่กระบะแคป ที่ไม่มีเข็มขัด และออกแบบมาเพื่อการใส่ของ ไม่ได้มีไว้นั่ง แต่คนไทยนั่งมาจะร้อยปีแล้ว ทั้งนั่งท้ายกระบะ นั่งแคป คนชนบทที่ซื้อรถแคปมาก็หวังจะได้ซื้อรถราคาถูกกว่า 4 ประตู ใช้งานได้เอนกประสงค์ หวังว่าจะได้เป็นที่หลบร้อน หลบฝน ต้นทุนชีวิตคนเรามันต่างกัน กฎหมายกำลังบีบบังคับ ลอยแพ ผู้ใช้รถแคปอยู่หรือไม่..”

เรื่องนี้ขอเรียนชี้แจงว่า เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ซึ่งข้อเท็จจริง พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 65 โดย ตร. จะต้องออกประกาศเกี่ยวกับการโดยสารในกลุ่มรถที่มีที่นั่งที่ไม่สามารถติดตั้งเข็มขัดนิรภัยได้ ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ. มีผลใช้บังคับ (ครบกำหนดวันที่ 4 ธ.ค. 65) โดยจะมีคณะทำงานพิจารณายกร่างกฎหมาย ที่มี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. เป็นที่ปรึกษา และ พล.ต.อ.ปรีชา เจริญสหายนนท์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร เป็นหัวหน้าคณะ หารือร่วมกันระหว่าง กรมการขนส่งทางบก กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการจัดทำร่างประกาศฉบับดังกล่าว ซึ่งในเนื้อหาสำหรับรถกระบะแคปนั้นกำหนดให้รัดเข็มขัดนิรภัยเฉพาะแถวหน้า ในส่วนของแคปไม่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย แต่กำหนดให้มีผู้โดยสารไม่เกิน 2 หรือ 3 คน ซึ่งยังอยู่ระหว่างพิจารณาของคณะทำงาน 

'ตร.' ลุยค้น 13 จุด!! ยึดทรัพย์นายทุนชาวจีนแก๊งยาเสพติด 385 ล้าน

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบช.น. และนายสุนทร ชื่นศิริ ผู้อำนวยการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรุงเทพมหานคร พร้อมกำลังหน่วยอรินทรราช  ตำรวจ สน.ประเวศ นำหมายค้นจากศาล เข้าตรวจสอบที่หมู่บ้านหรูแห่งหนึ่งย่าน ถ.ศรีนครินทร์ หลังมีหมายอายัดทรัพย์สินของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ 

โดย พล.ต.ต.สำราญ กล่าวว่า คดียาเสพติดที่ทาง บช.น. มีการจับกุมตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2563 จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2564 มีการตรวจสอบและขยายผลทางคดี พบว่า มีตวามเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ถึง 8 คดี พบว่า มีเครือข่ายเดียวกัน โดยเส้นทางยาเสพติดจะมาจาก จ.เชียงราย ทางฝั่งเหนือหรือแม่สอด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมและยึดยาเสพติด ยาบ้า 22 ล้านเม็ด ไอซ์ 400-500 กิโลกรัม และจากการสืบทราบพบว่าเป็นของเครือข่ายนายมิน มิน อู ชาวเมียนมาร์ ที่ถูกจับกุมแล้วก่อนหน้านี้

จากนั้นขยายผลต่อ พบความเชื่อมโยงไปถึงนายทุนชาวจีน และมีการขอศาลออกหมายจับไว้แล้ว แต่ตัวของผู้ต้องหาชาวจีน ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ทางตำรวจจึง ประสาน ป.ป.ส. ขออนุมัติการยึดทรัพย์สินทั้งหมด 385 ล้านบาท มีทั้งบ้าน 3 หลัง ในหมู่บ้านย่านศรีนครินทร์ คอนโด 9 ห้องเงินสด 12 บัญชี ที่อายัดไว้ประมาณ 72 ล้านบาท โดยเงินสดได้อายัดไว้ก่อนหน้านี้ ประมาณ 10 เดือน แต่ยังไม่มีใครมาติดต่อเบิกถอน

ทั้งนี้ ผบช.น. เชื่อว่า ทรัพย์สินที่ได้มาจากเครือข่ายค้ายาเสพติด น่าจะมีมากกว่าบ้าน 3 หลัง ซึ่งอาจจะมีถึง 10 หลัง อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานในการขยายผลต่อไป

ผอ.ป.ป.ส.กทม. กล่าวว่า เครือข่ายที่ เข้ามาจับกุมและอายัดทรัพย์สินในวันนี้ เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเงิน นำเงินมาซื้อบ้าน 3 หลัง ซึ่งทางป.ป.ส. ได้อนุมัติให้ทำการยึดอายัดไว้แล้ว โดยเครือข่ายนี้มีถึง 3 สัญชาติ ผู้สั่งการอยู่ในประเทศลาว และบางคนอยู่ในประเทศจีน มาทำธุรกรรมทางการเงิน ส่วนกลุ่มคนไทย จะเป็นกลุ่มที่รับจ้างดูแลบัญชี หรือ การซื้ออสังหาริมทรัพย์ ในลักษณะกลุ่มนอมินี สำหรับมูลค่าทรัพย์สินของเครือข่ายมีมีการยึดอายัดไว้เกือบ 400 ล้านบาท แต่ในทางการสืบสวนขยายผล คาดว่า น่าจะมีมากถึง 1,000 ล้านบาท

รมต.ยุติธรรม มอบเงินให้ญาติเสียชีวิตไฟไหม้ผับ Mountain B 19 ราย 2,090,000 บาท และร้องขอ DSI ช่วยเหลือในคดีเพื่อความเป็นธรรม

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ (19 ส.ค. 65) ที่ห้องประชุมศาลาเอนกประ สงค์เทศบาลเมืองบ้านสวน ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางเข้ามอบเงินช่วยเหลือจากทางส่วนของภาครัฐ ให้กับญาติผู้เสียชีวิต จากเหตุเพลิงไหม้ Mountain B  อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา จำนวน 19 รายๆ ละ 110,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,090,000 บาท 

ต่อมาทาง ทนายรณรงค์ แก้วเพชร ได้นำญาติผู้เสียชีวิต เข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากผ่านมา 10 วัน ยังไม่ได้รับความช่วยจากทางเจ้าของผับเท่าที่ควร พร้อมทั้งกลัวว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดู ไม่ทำตามคำที่พูดไว้หากผ่านไปเป็นเวลานาน เรื่องก็อาจจะเงียบหาย และต้องการให้คดีนี้เป็นคดีพิเศษ ให้ DSI เข้ามารับคดีนี้ ไปตรวจสอบ

ทนายเผย 'คดีพิงค์กี้' มีผู้เสียหายนับหมื่นราย มูลค่าความเสียหายกว่า 2 หมื่นล้าน

ทนายรณรงค์ เผยคดีพิงค์กี้ มีผู้เสียหายนับหมื่นคน รวมค่าเสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท มีการไกล่เกลี่ยจ่ายจบจนหลือ 2 พันล้านบาท มีดาราร่วมโปรโมทอีกหลายคนที่รอหมายจับ ส่วนคดีมีสิทธิ์ยื่นประกันตัว แต่อยู่ที่ดุลพินิจของศาล เพราะนายอภิรักษ์ ยังหลบหนีไปแล้ว

ทนายรณรงค์ แก้วเพ็ชร ได้เปิดเผยว่าวอเล็ต 3 ดี ใช้วิธีการอ้างว่าเป็นการเอาเงินไปลงทุน แต่คนคิดว่าได้เงินจริงเพราะเป็นค่าเงินต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยยังไม่เป็นที่รองรับในตอนนั้น แต่ปรากฎว่ามีคนสมัครเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพราะมีดาราดังคือ พิงค์กี้ เป็นแอมบัสเดอร์ หรือคนโปรโมทการันตีให้ จึงน่าเชื่อถือ จนกระทั่งมียอดเงินเข้ามากว่า 2 หมื่นล้านบาท มีทั้งประชาชนและมีดาราอีกหลายคนที่หลงเชื่อ แต่พอเป็นคดีความขึ้นมาพิงค์กี้ มีการไกล่เกลี่ยจนหักลบกลบหนี้เหลือกว่า 2 พันล้านบาท และในเคสนี้ มีดารามาร่วมหลายคนในการโปรโมทเป็นพรีเซ็นเตอร์และชักชวนให้คนหลงเชื่อ จนมีผู้เสียหายจากที่ได้พบกับ DSI พบว่ามีดารามีเอี่ยวอีกหลายคน มีรายชื่อทั้งหมดและสมควรที่จะได้รับโทษเหมือนกันเพราะคนที่มาโปรโมท เพื่อเอารายได้จากเงินส่วนนี้ โดยที่ไม่สนใจความเดือดร้อนและเสียหายของชาวบ้าน แต่พิงค์กี้ คือคนเริ่มต้น

'CEO SCB' ส่งสารถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ ช่วยเหลือค่าครองชีพ จำนวน 4,000 บาท

(19 ส.ค. 65) นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ส่งสารถึงพนักงานระดับชั้น Staff และ Officer หรือเทียบเท่า ของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยระบุว่า...

เรียน เพื่อนพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ทุกท่านครับ

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแจ้งข่าวดีให้เพื่อนพนักงานได้รับทราบครับ สืบเนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่มีการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อันส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตโดยรวมของพนักงาน โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานระดับปฏิบัติการ 

ด้วยความห่วงใยต่อเพื่อนพนักงาน และความต้องการที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเพื่อนพนักงานที่อาจได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจดังกล่าว โดยสอดคล้องกับทฤษฎีเก้าอี้ 3 ขา ที่มีพนักงานของธนาคารเป็นหัวใจสำคัญ ตามที่ผมได้แถลงไว้ในวัน Townhall ที่ผ่านมา จึงได้มีมติเห็นชอบร่วมกันของคณะกรรมการธนาคาร และฝ่ายจัดการ ซึ่งได้พิจารณาเห็นสมควรจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษครั้งเดียว เป็นจำนวนเงิน 4,000 บาท ให้กับพนักงานธนาคารในระดับชั้น Staff และ Officer หรือเทียบเท่า โดยจะทำการจ่ายเข้าบัญชีของพนักงาน ในวันที่ 1 กันยายน 2565 นี้

'บิ๊กตู่' แง้ม!! กำลังพิจารณายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ย้ำ!! มีไว้ควบคุมโควิด-19 ไม่มุ่งหวังประเด็นอื่น

'บิ๊กตู่' เผย ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังอยู่ขั้นตอนพิจารณา ยันมีไว้บูรณาการทุกหน่วยงานคุมโควิดเท่านั้น ไม่มุ่งหวังประเด็นอื่น วอน ปชช.ฉีดเข็มกระตุ้น หวั่นเชื้อกลายพันธุ์​ ขณะที่ 'หมออุดม' ยันศบค.ยังไม่เคาะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รอศบค.ชุดใหญ่ถกนัดหน้า

วันที่ 19 สิงหาคม 2565 เวลา 11.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ครั้งที่ 11/2565 ว่า วันนี้เป็นการประชุมศบค.อีกครั้งหนึ่ง และประชุมแต่ละครั้งมีความสำคัญทุกครั้ง ซึ่งได้รับทราบถึงสภาวะโดยรวม ทั้งการแพร่ระบาดและการเตรียมการมาตรการรองรับต่าง ๆ ซึ่งเรามีแผนรองรับไว้ทุกตัว ทุกระดับของสถานการณ์ ทั้งเรื่องวัคซีนและการฉีด สิ่งที่ต้องเน้นในวันนี้ทำอย่างไรให้คนไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมากยิ่งขึ้น และให้ความสำคัญกับคนกลุ่ม 608 มากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ไม่อยากฉีดกัน และจากสถิติพบว่ามีหลายคนไม่อยากฉีด คิดว่าตัวเองปลอดภัยแล้วเลยไม่ฉีด นี่คืออันตรายพอสมควร แม้เป็นการฉีดแบบสมัครใจแต่ก็อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญในเรื่องนี้ วันนี้แม้เราจะปลอดภัยแต่การแพร่ระบาดก็ยังมีอยู่ อย่าเพิ่งคิดว่าเมื่อสถานการณ์ลดลงแล้วระวังตัวน้อยลงอะไรทำนองนี้ ขอให้ระมัดระวังตัวเหมือนเดิมและให้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะมีเชื้อกลายพันธุ์อยู่หลายตัวในขณะนี้ แต่จากการได้รับรายงานเรายังสามารถรับมือได้อยู่หลายๆ อย่างด้วยกัน และวันนี้มีความก้าวหน้าของวัคซีนที่เราผลิตเอง ซึ่งมีความก้าวหน้าไประยะที่ 3 แล้ว 

“สิ่งที่นายกฯ อยากจะพูดคือขอร้องให้ทุกคนไปฉีดเข็มกระตุ้น มันมีให้เลือกอยู่แล้วถ้าทุกคนไม่สบายใจยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ก็สามารถเลือกฉีดได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อตัวเองและคนอื่นด้วย สิ่งที่ห่วงและกังวลในตอนนี้คือการท่องเที่ยวของเรากำลังเดินหน้า และการเปิดสถานประกอบการ ศูนย์การค้า ร้านอาหารต่างๆ มากขึ้น ก็จะเป็นรายได้ให้ประเทศและทุกคนได้เข้าถึงรายได้ที่มากขึ้น ดังนั้นถ้าทุกคนช่วยกันก็จะเดินหน้าไปด้วยดี เป็นห่วงเรื่องนี้มากที่สุด ส่วนรายละเอียดต่างๆ โฆษกศบค.จะชี้แจง เพราะการพิจารณาในศบค.มีหลายเรื่อง แต่ยืนยันทุกอย่างเราสามารถที่จะดูแลได้ เมื่อเปรียบเทียบกับหลายๆ ประเทศในโลกใบนี้ แต่อย่าวางใจในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตัวเองแบบครอบจักรวาล รวมถึงการใส่หน้ากาก ซึ่งดีใจ ผมมีโอกาสไปประชุมเปิดงานตามศูนย์การค้าต่างๆ คนส่วนใหญ่ยังสวมหน้ากากกันอยู่ ทั้งนี้ต้องขอความร่วมมือให้มากที่สุดในเรื่องการติดเชื้อ การตรวจ ATK อะไรต่างๆ บางคนขณะนี้ก็ตรวจกันเองได้ด้วย ก็ขอให้ระวังตัวเองก็แล้วกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามถึงการพิจารณายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกฯ กล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา การมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เพื่อที่จะเสริมเท่านั้นเอง ถ้าสามารถที่จะลดระดับลงได้ตนก็พร้อมที่จะลดให้ ซึ่งวันนี้ยังหารือกันอยู่ในความจำเป็น เรื่องการบูรณาการ การใช้หน่วยงาน การมีไว้ใช้จะเป็นการสำรองไว้ ตนไม่ได้มุ่งหวังใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อประเด็นอื่นเลย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในเรื่องของโควิด-19 เท่านั้น คือสิ่งสำคัญ เพื่อให้หลายหน่วยงานได้ทำงานร่วมมือกัน อย่างวันนี้เรื่องน้ำท่วมอะไรต่างๆ เหล่านี้ก็ต้องร่วมมือกันทุกอัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าทุกหน่วยงานพยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลือเต็มที่ ขอให้มองในแง่ดีบ้าง มีแล้วมันเกิดประโยชน์อะไร ถ้าไม่มีมันจะเกิดอะไรขึ้นก็ลองดูแล้วกัน ขึ้นอยู่กับประชาชนจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ อยู่ที่สื่อมวลชนด้วยช่วยกันทำความเข้าใจ

'ส.ส.ก้าวไกล' ข้องใจ เหตุใดงบซ่อมถนน จ.บุรีรัมย์นำโด่ง งงหนัก!! หลายจังหวัดถูกตัดงบ ทั้งที่ถนนก็พังเหมือนกัน

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ร่วมอภิปรายในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 มาตรา 15 งบประมาณกระทรวงคมนาคม 1.8 แสนล้านบาท ขอแปรญัตติปรับลด 5.5 % โดยระบุว่า ปัญหาในการจัดงบยังคงเป็นรูปแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ทั้งที่ในวาระแรกและในชั้นกรรมาธิการก็ได้มีการชี้ให้เห็นปัญหา แต่ปรากฏว่าเมื่อมาสู่วาระ 2 ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะ กมธ.เสียงข้างมากไม่ฟังเหตุผล ไม่นำไปปรับปรุงแก้ไข สิ่งที่เกิดขึ้นยังคงเป็นเหมือนวาระแรกคือ 'บุรีรัมย์นำโด่ง' ได้งบในการซ่อมถนน โดยกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท มากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 4.29 เท่า ตามมาด้วยสุรินทร์ 3.58 เท่า ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ กมธ.ต้องตอบ และไม่ต้องอ้างว่ารัฐมนตรีตอบแล้ว เพราะท่านรัฐมนตรีตอบไม่ตรงที่ถาม เพราะถามงบซ่อมปีนี้ กลับตอบงบสร้างย้อนหลัง 10 ปี แถมเลือกมาให้ดูโดยเทียบบุรีรัมย์กับจังหวัดใหญ่ๆ อย่าง เชียงใหม่ อุดรธานี ถามเรื่องงบซ่อมถนน ซึ่งทั่วประเทศก็พังคล้ายกันหมด แล้วทำไมไปลงอยู่แต่กับที่บุรีรัมย์

"สิ่งที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้คืองบพื้นฐาน ซึ่งคิดเป็น 32% ของงบประมาณทั้งหมดที่กระทรวงคมนาคมจะได้รับในปีนี้ ตาม 'แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน' มูลค่า 58,065 ล้านบาท และงบก้อนนี้จากวาระที่ 1 มาถึงวันนี้ในวาระที่ 2 ปรับลดไปเพียงแค่ 89 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.15% เท่านั้น โดยกรมทางหลวงปรับลด 0.07% ขณะที่กรมทางหลวงชนบทลด 0.15% และเมื่อไปดูในส่วนที่เป็นประเด็นปัญหาคือ งบซ่อมถนนของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ปรากฏว่าถูกปรับลดไปเพียง 0.05% แถมไปตัดผิดที่ด้วย คือ บุรีรัมย์นำโด่งแต่ไม่โดนตัด แต่กลับไปตัดที่นครราชสีมา, ชลบุรี, ชัยภูมิ, นนทบุรี, บึงกาฬ, ราชบุรี, เลย, สตูล และขอนแก่น แต่อย่างไรก็ตามภาพรวมแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย เพราะตัดไปเพียง 0.05% จาก 4.06 หมื่นล้าน สำหรับงบซ่อมถนน"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top