Tuesday, 30 June 2026
Hard News Team

'ม.นเรศวร' เปิดเวทีประชุมนานาชาติระเบียงเศรษฐกิจ หลวงพระบาง อินโดจีนและเมาะลำไย ครั้งที่ 5 มุ่งส่งเสริมด้านการแข่งขันและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 รองศาสตราจารย์ ดร.วัฒนา พัดเกตุ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นประธานเปิด การประชุมระดับนานาชาติระเบียงเศรษฐกิจ หลวงพระบาง อินโดจีนและเมาะลำไย ครั้งที่ 5 (The 5th LIMEC Academic International Conference) เพื่อถ่ายทอดและขยายผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน บนระเบียงเศรษฐกิจหลวงพระบาง อินโดจีน และเมาะลำไย สู่สถาบันการศึกษา และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นเวทีให้ให้นักเรียน นักวิจัย และคณาจารย์ ได้นำเสนอผลงานวิชาการ และแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ที่เกี่ยวข้องกับระเบียงเศรษฐกิจหลวงพระบาง อินโดจีน และเมาะลำไย เพื่อร่วมมือกันพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจฯ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ในการส่งเสริมด้านการสร้างความสามารถ ในการแข่งขันและส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน 

สำหรับในปีนี้ การประชุมจัดขึ้นในหัวข้อ “เทคโนโลยีดิจิตอลด้านโลจิสติกส์สำหรับฐานชีวิตใหม่” (Logistics for New Normal with Digital Technology) ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตและการดําเนินธุรกิจของเราหลังจากการเกิดขึ้นของ COVID-19 ที่เร่งการพัฒนา และการนําวิธีการทํางานใหม่ๆ มาใช้ เช่น การทํางานจากที่บ้าน บริการจัดส่งอาหารออนไลน์ ธนาคารดิจิทัล และการเว้นระยะห่างทางสังคม และกิจกรรมอื่นๆ แบบไม่ต้องสัมผัส ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นหนึ่งในโซลูชั่นที่สําคัญในการเชื่อมต่อเรา และเพื่อรักษาธุรกิจในหลายภาคส่วน ตั้งแต่การเงินไปจนถึงบริการภาครัฐ สุขภาพ และการศึกษา ตลอดจนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านโลจิสติกส์และปัญญาประดิษฐ์พร้อมนี้ภายในงานจัดให้มีการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ หัวข้อ “มุมมองต่อการนาดิจิทัลทรานฟอเมชั่นมาใช้ในการสร้างการไหลของอุปสงค์และอุปทานในการข้ามแดน” หัวข้อ “Building Supply Chain Resilience in the post-pandemic World-The Role of Digital Technologies” และการเสวนาในหัวข้อ “Digital Technology for the New Normal in Business” เป็นต้น ณ ห้องประชุม 210 อาคารเอกาทศรถ มหาวิทยาลัยนเรศวร และในรูปแบบออนไลน์

‘นิพนธ์’ ควง ‘วสันต์’ แถลงสู้คดี เปิดหน้าซัด ป.ป.ช.ชุดนาฬิกายืมเพื่อน ให้เหตุผลรับคดีนี้ เหตุ ‘นิพนธ์’ ไม่ได้รับความเป็นธรรม ลั่น ถ้าไม่คิดว่าชนะคดี คงไม่รับทำ

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์  อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกันแถลงข่าวคดีรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา

นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์  อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เล่าย้อนถึงความเป็นมาก่อนมารับคดีเป็นทนายความให้กับนายนิพนธ์ ต่อสู้คดีกับ ป.ป.ช. ซึ่งถูกสังคมและสื่อ วิพากษณ์วิจารณ์ว่าเป็นถึงอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วลดตัวมาเป็นทนายว่า อาชีพเดิม เคยเป็นทนายความในสำนักงานหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เมื่อปี 2510 และเริ่มว่าความในปี 2511 ก่อนเข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาปี 2516 อีกทั้งอาชีพที่ตั้งตัวได้คืออาชีพทนายความ ก่อนมาเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ คำพูดแบบนี้มองว่าเป็นการดูถูกอาชีพอิสระ เพราะทุกวงการมีทั้งคนดีคนเลวปะปนกัน และหลังจากลาออกก็ไม่เคยคิดจะไปสู้คดีให้ใคร เพื่อมาสู้กับศาลรัฐธรรมนูญที่เคยเป็นประมุข แต่ก็คงไม่น่าเกลียดเพราะไม่เคยเป็นประธานศาลฎีกา 

ขณะเดียวกันยังยกตัวอย่างหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังไปเป็นทนายความ ขณะเดียวกันเมื่อลาออกจากประธานศาลรัฐธรรมนูญในปี 2556 มาทำอาชีพทนายความปี 2558 โดยว่าความคดีแรกก็ไม่มีใครรู้ว่าตนเองเคยเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญมาก่อน ดังนั้นการที่สื่อบางคน บอกว่าเป็นการลดตัวไปว่าความ และเวลาไปศาลนั้นคนจะยกมือไหว้ตั้งแต่หัวกะไดศาล ไม่เป็นความจริง 

พร้อมกันนี้ยังเปิดเผยว่าเคยรับคดีว่าความสู้กับ ป.ป.ช. มาแล้ว ซึ่งที่รับทำเพราะมีคนถูกกลั่นแกล้ง รังแก หากช่วยพรรคพวกได้ก็ควรช่วย และการรับคดีก็ต้องพิจารณาจะมีทางต่อสู้หรือไม่ ซึ่งหากนายนิพนธ์เป็นฝ่ายผิด คงไม่รับทำคดีให้ เพราะจะเสียฟอร์ม “ตนเป็นทนายเงียบๆ ไม่ได้หิวแสงเหมือนคนอื่น” 

ซึ่งคดีแรกที่ว่าความคือคดีที่ ป.ป.ช. กล่าวหาคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการกระทรวงการคลัง ที่มี นายสมหมาย ภาษีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งชนะคดี

นายวสันต์ ยังเล่าว่าตนไม่คุ้นเคยกับนายนิพนธ์ แต่คุ้นเคยกับ นายสุทัศน์ เงินหมื่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะนำให้นายนิพนธ์ มาพบมาพูดคุยก่อนบอกว่า “ตนอยู่ในวงการยุติธรรมมา 50 ปี มองออกว่าใครได้รับความเป็นธรรม หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม” ทั้งนี้เมื่อตรวจเอกสารรายละเอียดคดี เห็นว่านายนิพนธ์ ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงรับทำคดีให้

สำหรับรายละเอียดของคดี อบจ.สงขลา ซื้อรถเอนกประสงค์ 2 คัน มูลค่ากว่า 40 ล้าน และมีการประมูลทำสัญญาส่งมอบรถ ซึ่งเมื่อนายนิพนธ์ มาเป็นนายก อบจ.สงขลา มีเรื่องร้องเรียนตรวจสอบเอกสารพบสงสัยมีการฮั้ว จึงทำเรื่องให้ผู้ว่าฯ สงขลา ระงับการจ่ายเงินไว้ก่อน และ อบจ.ได้ไปแจ้งความเพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมด้วย และขณะนี้พนักงานอัยการสั่งฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 และออกหมายจับ  นอกจากนี้ ป.ป.ช. ได้ให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งความกล่าวโทษเอกชนที่ฮั้วประมูล ซึ่ง ป.ป.ช. ต้องเชื่อว่ามีการฮั้ว ขณะเดียวกันเอกชนก็ไปฟ้อง ป.ป.ช. ว่าถูก อบจ.สงขลา กลั่นแกล้ง รวมถึงฟ้องศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาให้ อบจ.จ่ายเงิน แต่เมื่อมีการยื่นฟ้องคดีอาญาว่าฮั้ว ศาลปกครองสูงสุดจึงให้พิจารณาใหม่ และก็อยู่ระหว่างพิจารณาคดี
 


 

ทส. มอบรางวัลเชิดชูเกียรติต้นแบบ “เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” ระดับประเทศ ปี 2564 จำนวน 47 แห่ง จากทั่วประเทศ

วันนี้ (1 กันยายน 2565) เวลา 14.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ นายเฉลิมชัย ปาปะทา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ทส. ให้การต้อนรับ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานในพิธีเปิดและมอบรางวัลเชิดชูเกียรติเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ เผยแพร่ผลงานและนวัตกรรมการพัฒนาเมืองของเทศบาลที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองและเป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการยกระดับศักยภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบ Video Conference

โดย นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ให้การสนับสนุนและพัฒนาท้องถิ่นของตนเองให้เป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการพัฒนาเมืองแบบองค์รวม ที่ต้องมีความสมดุลในทุกมิติ มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และต้องได้รับความร่วมมือของภาคีทุกภาคส่วน เพื่อทำให้ชุมชนกับท้องถิ่นเป็นหนึ่งเดียวกัน อันเป็นรากฐานสำคัญให้เกิดภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง พร้อมรับและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทันในอนาคต

BYD ปักธงไทย แห่งแรกในอาเซียน ทุ่ม 1.7 หมื่นล้าน ตั้งโรงงานผลิตรถ EV ใน EEC

BYD รถยนต์ EV สัญชาติจีน ที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก เซ็นสัญญาซื้อที่ดินตั้งโรงงานแรกในพื้นที่ EEC และถือเป็นแห่งแรกในอาเซียน ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท

Reporter Journey เผยว่า BYD รถยนต์ไฟฟ้าจีนพร้อมลงทุนใน EEC โดยวันที่ 8 กันยายน จะเซ็นสัญญาซื้อที่ดิน WHA นิคมฯ ระยอง 36 เพื่อสร้างโรงงานแห่งแรกในอาเซียนมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท

รายงานจากบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 กันยายนนี้ บริษัทเตรียมจัดพิธีเซ็นสัญญาซื้อ-ขายที่ดินระหว่าง WHA Group และ บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด (BYD) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลกจีน ลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตรถ EV แห่งแรกของ BYD ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นิคมอุตสาหกรรมระยอง 36 ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

'สมชัย' เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง 'บิ๊กป้อม' ช่วยส่งสัญญาณให้รัฐสภาฯ รื้อทิ้งอำนาจส.ว.

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบาย พรรคเสรีรวมไทย และเป็นอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะคณะผู้รณรงค์แก้ไข ม. 272 ได้เขียนจดหมายเปิดผนึก ถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาราชการนายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอเสียงสนับสนุนอย่างจริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญ ม. 272 โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

“วันที่ 6 และ 7 กันยายน พ.ศ.2565 นี้ ประธานรัฐสภาได้กำหนดให้เป็นวันประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาวาระสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยในเรื่องด่วน วาระที่ 6 เป็นข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของประชาชน 64,151 รายชื่อ เพื่อแก้ไขในบทเฉพาะกาลมาตรา 272 ประเด็นการตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปีแรกของรัฐสภา

หลักการแก้ไขดังกล่าว เป็นการทำให้ประเทศคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากลและเคยเป็นหลักปฏิบัติในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทุกฉบับ ตลอดจนความจำเป็นที่ต้องมีรัฐบาลที่วุฒิสภาร่วมให้ความเห็นชอบเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้นสิ้นสุดลงแล้ว โดยอิงจากรายงานผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ได้ระบุถึงความสำเร็จของการดำเนินงานในทุกเรื่อง และจะสิ้นสุดในปลายปี พ.ศ. 2565 นี้

'วิโรจน์' ตั้ง 8 ข้อสงสัยผู้บริหารกทม.ชุดเก่า ปมหนี้ BTS ทั้งที่เงินสะสมมีพอ แต่เหตุใดจึงปล่อยให้หนี้พอก

ภายหลังจากที่มีการฟ้องร้องข้อพิพาทรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ BTSC ฟ้องกรุงเทพมหานคร และกรุงเทพธนาคม (KT) ที่ศาลปกครอง ในกรณีที่ BTSC เรียกร้องให้ กทม. จ่ายเงินที่ค้างชำระค่าเดินรถและค่าซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า BTS ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 เป็นเงิน 11,755 ล้านบาท ซึ่งค้างมาตั้งแต่ผู้บริหาร กทม. ชุดที่แล้ว

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่ากทม.พรรคก้าวไกล เปิดเผยว่าตนและทีมงานพรรคก้าวไกลก็ได้เข้าไปสังเกตการณ์ในกรณีนี้ด้วย ซึ่งวิโรจน์ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อกรณีนี้ 8 ประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้...

1. ผู้บริหาร กทม. ชุดก่อน ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร คสช. เคยร้องขอต่อสภา กทม. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร คสช. ให้มีการอนุมัติเงินสะสมของ กทม. มาจ่ายหนี้ค่ารถไฟฟ้า แต่สภา กทม. ในขณะนั้นกลับไม่อนุมัติให้นำเอาเงินสะสมมาจ่ายหนี้ให้แก่ BTSC ทำให้หนี้ค่าจ้างเดินรถ และค่าซ่อมบำรุง สะสมทบต้นทบดอก จนเป็นภาระหนี้สินที่หนักมากขึ้น ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าสงสัยมาก เพราะ กทม. มีเงินสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก เพียงพอต่อการใช้หนี้ ไม่จำเป็นต้องเบี้ยวหนี้ จนดอกเบี้ยทบต้นทบดอก

2. มีสัญญาระหว่างกรุงเทพธนาคม กับ BTSC อยู่ 2 ฉบับ ที่เป็นสาระสำคัญ ที่ กทม. ควรพิจารณาเปิดเผยต่อสาธารณะ ได้แก่ สัญญาจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง ส่วนต่อขยายที่ 1 ที่ กทส.006/55 ลงวันที่ 3 พ.ค. 2555 และสัญญาจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง ส่วนต่อขยายที่ 2 ที่ กทส.024/59 ลงวันที่ 1 ส.ค. 2559 ซึ่งตัวเลขหนี้สินต่าง ๆ ที่ กทม. และกรุงเทพธนาคม ค้างจ่ายให้กับ BTSC ล้วนคำนวณมาจากสัญญา 2 ฉบับนี้

3. สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเส้นหลัก ที่มีอายุสัญญาสัมปทาน 30 ปี จะสิ้นสุดลง ณ วันที่ 4 ธ.ค. 2572 แต่สัญญาจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง ทั้ง 2 ฉบับข้างต้น ยังคงผูกพัน กทม. และกรุงเทพธนาคม ไปจนถึงปี พ.ศ. 2585 นั่นหมายความว่าสัญญาทั้ง 2 ฉบับนี้ มีผลกระทบอย่างมากต่อการเปิดประมูลสัมปทานใหม่ ดังนั้นการอ่านทานสัญญาทั้ง 2 ฉบับนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ประธานบริษัทน้ำมันรายใหญ่รัสเซียดับปริศนา หลังร่วงตกหน้าต่างโรงพยาบาลในกรุงมอสโก

ราวิล มากานอฟ ประธานบริษัทลุคออย ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของรัสเซีย เสียชีวิตในวันพฤหัสบดี (1ก.ย.) หลังร่วงตกลงมาจากหน้าต่างของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก จากการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2 คน กลายเป็นนักธุรกิจรัสเซียรายล่าสุดที่ตายอย่างกะทันหันและไม่สามารถอธิบายได้

แหล่งข่าวยืนยันรายงานข่าวจากสื่อมวลชนรัสเซียหลายแห่ง ระบุว่านักธุรกิจวัย 67 ปีรายนี้ ตกลงมาเสียชีวิต แต่กรณีแวดล้อมของเหตุตกหน้าต่างโรงพยาบาลนั้น ยังไม่เป็นที่ชัดเจน

สำนักข่าวทาสส์ นิวส์ สื่อมวลชนแห่งรัฐของรัสเซีย รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ระบุว่าเหตุเสียชีวิตครั้งนี้เป็นการฆ่าตัวตาย และแหล่งข่าวเผยด้วยว่า มากานอฟ เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หลังมีอาการหัวใจวายและกำลังใช้ยารักษาโรคซึมเศร้า

รอยเตอร์บอกว่าไม่สามารถยืนยันรายละเอียดเหล่านี้ พร้อมอ้างแหล่งข่าว 3 คนที่เป็นคนรู้จักใกล้ชิดกับ มากานอฟ ไม่เชื่อว่าประธานบริษัทลุคออยจะฆ่าตัวตาย

แหล่งข่าวอีกคนที่ใกล้ชิดกับบริษัท บอกกับรอยเตอร์ ระบุมีความเชื่อภายในระดับผู้บริหารของลุคออย ว่าเขาฆ่าตัวตายจริง แต่แหล่งข่าวรายนี้ไม่พบเห็นหลักฐานหรือเอกสารที่สนับสนุนความเชื่อดังกล่าว

สำนักข่าวรอยเตอร์ติดต่อสอบถามไปที่ตำรวจมอสโก แต่ทางตำรวจบอกว่าคำถามต่าง ๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของมากานอฟ ให้ไปสอบถามที่คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

ลุคออย เป็นบริษัทเอกชนที่แข่งขันกับ รอสเนฟต์ รัฐวิสาหกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย และในถ้อยแถลงของบริษัทระบุว่า มากานอฟ เสียชีวิตตามหลังมีอาการป่วยร้ายแรง "พนักงานหลายพันชีวิตของลุคออย เสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียที่น่าเศร้านี้ และขอแสดงความเสียใจด้วยความจริงใจถึงครอบครัวของ ราวิล มากานอฟ"

ก่อนหน้านี้มีนักธุรกิจชาวรัสเซียอย่างน้อย 6 คน ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงาน เสียชีวิตอย่างกะทันหันในกรณีแวดล้อมที่ไม่ชัดเจน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

‘สุวัจน์’ เปิดตัว ‘กรณ์’ ร่วมทีมศก.พรรคชาติพัฒนา อาสา ‘กู้-แก้’ วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ

(2 ก.ย. 65) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา แถลงเปิดตัวนายกรณ์ จาติกวนิช หัวหน้าพรรคกล้า เข้ามาร่วมทำงานเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคชาติพัฒนาเพื่ออาสาทำหน้าที่กอบกู้และแก้วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ 

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ หลังจากพิษโควิด-19 ระบาดหนักได้กระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทยหลายด้าน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่ส่งผลให้ผู้คนตกงาน ขาดรายได้ เข้าสู่การกู้หนี้ยืมสิน เป็นหนี้กันถ้วนหน้า ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่ได้รับผลพวงจากสงครามรัสเซียยูเครน ทำให้ราคาพลังงาน และสินค้าอื่นสูงขึ้นตามไปด้วยนั้น ก็เป็นการตอกย้ำประชาชนอีกระลอก

“พรรคชาติพัฒนา มีความตั้งใจและหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ และหวังได้ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมาทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ จึงเห็นควรที่จะเชิญชวน นายกรณ์ มาร่วมเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจของพรรค ด้วยดีกรีทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ซึ่งมั่นใจว่าจะเข้าถึงการแก้ปัญหาของประชาชนได้” สุวัจน์ กล่าวเสริม

ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องทำงานด้วยความยืดหยุ่นเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติ สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจ เกิดความหวังแก่คนรุ่นใหม่ นำมาสู่ความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยการติดสินใจในวันนี้ เป็นการตัดสินใจที่ได้พูดคุยกับคนในพรรคกล้าแล้ว และทุกคนก็ต่างเห็นดีเห็นงาม ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถบอกได้ ว่าสมาชิกในพรรคกล้าจะตามมาอยู่ร่วมกับพรรคชาติพัฒนาหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม มีการยืนยันว่าการแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการการรวมพรรคระหว่างพรรคกล้า กับพรรคชาติพัฒนา ขณะที่นายกรณ์ ได้ยืนยันด้วยว่า ‘พรรคกล้า’ ยังไม่ยุบ

'แอปฯ เป๋าตัง' คว้ารางวัล The Disruptor ตอกย้ำผู้นำดิจิทัลแพลตฟอร์มแห่งปี

แอปพลิเคชัน 'เป๋าตังค์' รับรางวัลด้านเทคโนโลยีชั้นนำแห่งปี ในงาน Techsauce Global Summit 2022 

โดยนายจักรกฤษณ์ กลิ่นสมิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้เป็นผู้แทนธนาคารรับรางวัลด้านเทคโนโลยีชั้นนำแห่งปี ในงาน Techsauce Global Summit 2022 ซึ่งแอปพลิเคชัน 'เป๋าตัง' ได้รับรางวัล The Disruptor จากความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการดิจิทัล ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มในทุกมิติ สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการลดความเหลื่อมล้ำ สนับสนุนเศรษฐกิจยั่งยืน

สำหรับ แอปฯ เป๋าตัง นั้น สามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ทั้งในด้านการลดความเหลื่อมล้ำ สนับสนุนเศรษฐกิจยั่งยืน เป็น Thailand Open Digital Platform ที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย (Infinitas by Krungthai) เปิดกว้างให้ทุกคนใช้งานโดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย สามารถเชื่อมต่อกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นในทุกวัน ผ่านบริการ G-wallet กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ ช่วยขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งต่อมาตรการรัฐให้ถึงมือประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง โปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ

'บิ๊กตู่' สั่งกำลังทหารรับมือน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมขอบคุณที่ช่วยกันทำให้ประชาชนปลอดภัย

 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 ก.ย. 65 พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม พร้อม รมช.กลาโหม และ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยาและการปฏิบัติงานของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพในพื้นที่

โดยรมว.กลาโหม ได้เดินทางไปยังวัดกษัตราธิราชเจ้า รับฟังสถานการณ์น้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมทั้งการเตรียมการป้องกันสถานที่สำคัญๆ ชุมชนและการรับมือกับปริมาณน้ำในแม่น้ำที่เพิ่มขึ้น ก่อนที่จะเดินทางต่อไปสังเกตการณ์สถานการณ์น้ำและการสนับสนุนของหน่วยทหารในพื้นที่พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย และพื้นที่บริเวณพระตำหนักสิริยาลัย พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top