Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

‘นันทนา’ ไม่พอใจ ‘สว. สีน้ำเงิน’ ไม่สนเสียงทักท้วง ปมเห็นชอบ ‘อัยการสูงสุด’ ทั้งที่ควรชะลอลงมติไปก่อน

เมื่อวันที่ (15 ก.ค. 68) ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา จากกลุ่มสว. พันธุ์ใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า...
สว.สีน้ำเงิน ลงมติเห็นชอบอัยการสูงสุด เพิ่มอีกตำแหน่ง อย่างเร่งรีบ โดยไม่สนใจเสียงทักท้วงใดๆ

จะต้องใช้ความอดทนเพียงใด ที่จะอภิปราย เพื่อกระตุกต่อมจิตสำนึกของบรรดาสว.ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา 138 คน (เกินครึ่งสภา !) ให้ชะลอการลงมติใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ องค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม

เมื่อยังดันทุรัง ที่จะโหวตต่อ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง สะสมจำนวนให้ได้เสียงข้างมากในทุกองค์กร

ก็ขอทำหน้าที่ของสว. อภิปรายทักท้วงให้ประชาชน ได้ทราบถึง ความบิดเบี้ยว ในสภาแห่งนี้

เมื่อไม่ยอมชะลอการลงมติ ก็ต้องประจานกันต่อไป 

ขอร้องกันดีๆ พูดมาก็หลายที แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อย่างนี้น่าจะเข้าข่าย "สีซอ ให้ค.ฟัง"

กัมพูชาจับ 2 ผู้ต้องหาลอบขนนมจากไทย 496 แกลลอน หลังรัฐบาลห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยอย่างเข้มงวด

(16 ก.ค. 68) เกิดคดี “ลักลอบขนนม” สุดแปลก เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาประจำเขตมาลัย ทำการจับกุมชายชาวกัมพูชา 2 คน พร้อมรถยนต์โตโยต้าแคมรี สีทอง ทะเบียนกัมพูชา หลังพบว่าภายในรถมี นมสดบรรจุแกลลอนจากไทยถึง 496 แกลลอน ซุกซ่อนแน่นคันรถ หวังลักลอบนำเข้าเขตจังหวัดบันเตียเมียนเจย

สื่อ Khmer Times รายงานว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสว่ามีความเคลื่อนไหวผิดปกติในพื้นที่ชายแดนติดกับจังหวัดสระแก้วของไทย จึงนำกำลังไปตรวจสอบจนพบของกลางกลิ่นหอมนมฟุ้ง

ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ตั้งใจลักลอบนำนมสดจากฝั่งไทยเข้ากัมพูชา เพื่อจำหน่ายในประเทศ โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรตามกฎหมาย ทั้งนี้ เป็นช่วงที่กัมพูชาประกาศ ห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะ “นม” ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในหมู่ร้านกาแฟและเบเกอรี่

ด้านฝั่งไทยยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ แต่ดูท่ากระทรวงเกษตรบ้านเราอาจยิ้มบาง ๆ เพราะแม้จะถูกแบน แต่นมก็ยังหาทางไปถึงใจผู้บริโภคกัมพูชาได้อยู่ดี

‘บอสชาตรี’ โพสต์เอง!! แย้มมีไฟต์เดือดมวย ONE ‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ เตรียมปะทะ ‘น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย’

(16 ก.ค. 68) ‘บอสชาตรี’ ชาตรี ศิษย์ยอดธง บอสใหญ่ ONE Championship โพสต์บอกใบ้ถึงไฟต์ถัดไปของ “รถถัง จิตรเมืองนนท์” อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต ว่าอาจต้องดวลกับ “น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย” นักชกจอมเก๋าวัย 38 ปี อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต 

ล่าสุด รถถังโพสต์ถึงว่าที่คู่ชกว่า “นับถือพี่โอ๋มาตลอด เป็นแบบอย่างที่ดีของน้องๆ...เมื่อถึงเวลาต้องเจอกัน ก็ขอให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” พร้อมทิ้งท้ายขำๆ ว่า “ถ้าพี่เตะผมแรง ผมจะฟ้องพี่บอย (บอยท่าพระจันทร์) ให้ห้ามพี่เตะบอลอีก” 

ด้านน้องโอ๋ก็คอมเมนต์ตอบด้วยน้ำใจนักกีฬา “ทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่...มันจะเป็นไฟต์ที่ทั้งเราและแฟนมวยทั่วโลกสนุกไปด้วยกัน” ทำให้ไฟต์นี้ถูกจับตาว่าจะเป็นอีกหนึ่งศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ทั้งดุเดือดและเต็มไปด้วยความหมายบนเวที ONE Championship

'กรณ์' เชื่อหากไทยไม่เปิดตลาด 0% ไม่น่าปิดดีลได้ มองอาเซียนไม่ผนึกกำลัง-ขาดเอกภาพไร้อำนาจต่อรอง

(16 ก.ค.68) - นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า

Trump สรุป tariff กับ Indonesia!
อัตราภาษี 19% (จากเดิม 32%) โดยมีเงื่อนไขอินโดนีเซียเปิดตลาด 100% ให้ทุกประเภทสินค้าจากอเมริกา ปลอดภาษี 0% 
มีอัตราภาษี transshipment ต่างหาก

ส่วน EU ประกาศเตรียมมาตรการตอบโต้ USA ในกรณีที่เจรจาไม่สำเร็จ (อัตราภาษีที่ USA ประกาศว่าจะใช้คือ 30%) การตอบโต้จะมีในส่วนของอุตสาหกรรมบริการด้วย

อ่านเกมนี้ในกรณีของไทย
1. ยังมีเวลาเจรจาได้จริง 
2. ข้อตกลงกับเวียดนามเป็นฐานในการเจรจา
3. หากไทยไม่เสนอเปิดตลาด 0% ไม่น่าจะมีดีลได้ หรือถ้าได้คือต้องโดนอัตราภาษีที่สูงกว่าทั้งอินโดและเวียดนาม
4. ทรัมป์ประกาศว่าได้คุยตรงกับประธานาธิบดี Probowo Subianto (ส่วนประธานาธิบดี Marcos jnr. ของฟิลิปปินส์มีแผนเดินทางไปพบทรัมป์อาทิตย์หน้า) ส่วนของเรายังไม่มีนายกรัฐมนตรีให้เขาคุยด้วย
5. พอ ASEAN ไม่ผนึกกำลังกัน อำนาจต่อรองของแต่ละประเทศแทบไม่มี เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งในการขาดเอกภาพ (และแม้แต่มิตรภาพ) ในกลุ่ม ASEAN กันเอง 
6. รัฐบาลไทยต้องตัดสินใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดของคนไทยโดยรวม อย่ายอม lobbyist กลุ่มทุนใด ๆ เป็นกรณีพิเศษ เป็นการตัดสินใจที่ยาก ขอเป็นกำลังใจ
7. จากนี้ไปยุทธศาสตร์การพัฒนาตัวเองสำคัญที่สุด อินโดนีเซียและเวียดนามพร้อมรับการแข่งขัน 0% แต่เรายังทำไม่ได้ ตรงนี้ต้องพัฒนาร่วมกัน

‘รทสช.’ ยันไม่รับร่าง กม.นิรโทษกรรมพรรคส้ม – ประชาชน พร้อมแจ้งวิปรัฐบาลจะรับร่างของ ภท. ชี้ มีหลักการตรงกัน

พรรครวมไทยสร้างชาติ มีมติแจ้งวิปรัฐบาลรับ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ฉบับพรรคภูมิใจไทย ปิดประตูนิรโทษกรรม ม.112 

(15 ก.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2568 ว่า ในการประชุมพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ซึ่งมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาตินำการประชุม 

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาในที่ประชุมวิปรัฐบาลนั้น ทางวิปพรรคร่วมรัฐบาลได้มีมติให้พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคได้หารือในส่วนของพรรคการเมืองถึงการลงมติร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เสนอเพิ่มเติมขึ้นมา จากเดิมร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือในบางฉบับใช้ชื่อว่าร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมมีทั้งหมด 4 ร่าง ได้แก่ 

- ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ 
- ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เสนอโดยนายปรีดา บุญเพลิง 
- ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่เสนอโดยพรรคประชาชน
- และร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เสนอโดยภาคประชาชน 

ทั้งนี้ ทางพรรครวมไทยสร้างชาติจึงได้มีการหารือกัน ในส่วนของการลงมติเพื่อรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขของพรรคภูมิใจไทย ว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวมีจุดยืนที่ตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ

1.กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ปิดประตูการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่สำคัญ และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติมีจุดยืนที่เข้มแข็งและชัดเจนในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ 

2.กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ไม่มีการนิรโทษกรรมในคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการทุจริต คอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตในส่วนของการเลือกตั้ง  หรือการทุจริตในกรณีอื่น ๆ โดยเด็ดขาด 

3.กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ไม่มีการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดอาญาร้ายแรง เช่น การกระทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยนั้นมีหลักการเช่นเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ และมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกันดังนั้นทางพรรครวมไทยสร้างชาติจึงมีมติแจ้งไปยังวิปรัฐบาลว่าเราจะรับหลักการในวาระที่ 1 ของร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย

“ซึ่งในวันนี้ ทางพรรครวมไทยสร้างชาติจะมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติเอง ฉบับที่เสนอโดยนายปรีดา บุญเพลิง และฉบับที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และสำหรับร่างพระราชบัญญัติที่ 2 ฉบับที่ทางพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติไม่รับหลักการ ได้แก่ ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาชน เนื่องจากข้อเสนอนิรโทษกรรมเป็นปลายเปิดและอาจจะนำมาสู่การนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ และฉบับที่เสนอโดยภาคประชาชน เนื่องจากระบุชัดเจนว่าจะมีการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดมาตรา 112”  นายอัครเดช กล่าวในตอนท้าย

‘ทรัมป์’ เทหมดหน้าตักให้ขีปนาวุธยูเครน เล็งส่ง Tomahawk ยิงไกลถึงใจกลางมอสโก

(16 ก.ค. 68) มีการเปิดเผยจาก The Washington Post ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี โดยได้ถามตรงๆ ว่าทำไมยูเครนยังไม่โจมตีกรุงมอสโก ซึ่งเซเลนสกีตอบกลับว่า “เราทำได้ ถ้าคุณให้เราใช้ขีปนาวุธ”

ขณะเดียวกัน Financial Times รายงานว่า ทรัมป์ยังสนับสนุนให้ยูเครนโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียมากขึ้น และกำลังพิจารณาส่งขีปนาวุธ โทมาฮอว์ก (Tomahawk) ซึ่งมีพิสัยการยิงไกลถึง 1,600 กิโลเมตร (1,000 ไมล์) ให้ยูเครน และเป็นอาวุธเดียวกับที่สหรัฐฯ ใช้โจมตีอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้

แม้ยังไม่มีการยืนยันว่าจะส่ง Tomahawk อย่างเป็นทางการ แต่อาวุธชนิดนี้สามารถยิงไกลถึงมอสโกได้ และอาจกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ในสงครามยูเครน-รัสเซีย โดยทรัมป์ได้ทุ่มงบอาวุธหลายพันล้านดอลลาร์ให้ยูเครนแล้วในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับท่าทีต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินนั้น ทรัมป์กล่าวว่า "ผิดหวังแต่ยังไม่จบ" พร้อมขู่ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าจากรัสเซียเป็น 100% หากเครมลินไม่ยอมตกลงเจรจาสันติภาพภายใน 50 วันข้างหน้า

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ผนึกกำลังแกนนำองค์องค์กรเครือข่าย ขับเคลื่อนงาน ด้านสุขภาพจิต เพื่อพัฒนาคนพิการทางจิต

(16 ก.ค. 68) สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย นำโดย นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย และแกนนำองค์กรเครือข่ายทั่วประเทศ จัดโครงการเสริมพลังแกนนำองค์กรเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิตกับการพัฒนาคนพิการทางจิต และประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 9 – 12 กรกฎาคม 2568 ณ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ถนนสนามบิน ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่  และที่ห้องประชุมแกรนด์ภูคำ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่  โดยมีสมาชิกชมรมเครือข่ายของสมาคมทั่วประเทศเข้าร่วมงาน  ทั้งนี้ ได้จัดพิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่อลังการ โดยมี นายพิสิฐ  พูลพิพัฒน์  ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์   เป็นประธานในพิธีเปิดงาน  ผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้  มีทั้งภาครัฐ และเอกชน  รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจในกิจกรรมของงาน

นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคม ได้กล่าวว่า สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศ มีชมรมเครือข่ายทั่วประเทศจำนวน 157 ชมรม ที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 สมาคมจะมีการขยายเครือข่ายในเขตกรุงเทพมหานครอีกจำนวน 12 เขต และอีกจำนวน 15 อำเภอ ใน 8 จังหวัดของภาคใต้  ซึ่งสมาคมจะมีสมาชิกชมรมเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านจิตเช  และมีสมาชิกรายบุคคลทั้งหมด 8,423 คน  เป็นสมาชิกสามัญจำนวน 5,970 คน แบ่งเป็นคนพิการทางจิต 4,282 คน ผู้ดูแล 1,686 คน สมาชิกวิสามัญ  2,453 คน  โดยสมาคมฯ พบว่าคนพิการทางจิตส่วนมากยังไม่ได้รับการจ้างงานตามกฎหมายอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการประกอบอาชีพอิสระ ผลมาจากการที่คนพิการทางจิตยังขาดการฟื้นฟูทักษะด้านอาชีพ ซึ่งการมีอาชีพมีงานทำของคนพิการทางจิตถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ เพราะการทำงานมีอาชีพและมีรายได้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน บทบาทและหน้าที่ที่สำคัญของแกนนำขององค์กรเครือข่าย  จึงมีความจำเป็นอย่างมาก  ที่จะช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน   พร้อมผลักดันให้คนพิการทางจิตเข้าถึงสิทธิต่างๆที่รัฐจัดให้ได้เพิ่มมากขึ้น กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมการประชุม ,การเสวนา, การบรรยายความรู้ทางวิชาการในหัวข้อต่างๆ อาทิ
 
• บรรยาย “สติปัญญาทุกลมหายใจเพื่อสันติสุขอย่างยั่งยืน”
วิทยากรโดย พระครูสังฆกิจดิลก, ดร. เจ้าอาวาสวัดสารอด กทม.
• เสวนา“แผนยุทธศาสตร์สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ประจำปี 2568-2571 และแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชของชมรมเครือข่าย”
วิทยากรโดย รศ. ดร.ศุภชัย เหมือนโพธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์และพัฒนาคุณภาพชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงเสน
• เสวนา “โอกาสคืนสู่สังคมของผู้ป่วยจิตเวชกับบทบาทสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว”
วิทยากรโดย 
1.คุณต้นกล้า ชัยอนันต์ ปันชู ผู้ประกาศข่าวช่อง 8 สื่อทีวีดิจิทัล
2.คุณเบนซ์ จิรายุ จันทรวงษ์ อินฟูเรนเซอร์ ชื่อดัง และ ผู้สื่อข่าวโซเชียล
3.คุณบอล ณัฐพล รัตนิพนธ์ ผู้ดำเนินรายการ
• บรรยาย “ปลูกพลังจิตอาสา สร้างเครือข่ายเยียวยาใจในชุมชน”
วิทยากรโดย ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ร่วมด้วยวิทยากรสมทบ และที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ในการแบ่งกลุ่มทำแผนปี 2569   ประกอบด้วย
1.เครือข่ายภาคเหนือ
วิทยากรโดย น.ส.ญาณี ชีวะเจริญ กรรมการบริหารสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
2.เครือข่ายภาคกลาง
วิทยากรโดย นางกัลยา อ่อนจันทร์ ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
3.เครือข่ายภาคอีสาน
วิทยากรโดย นางณัฐกฤตา พึ่งสุข ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
4.เครือข่ายภาคตะวันออก
วิทยากรโดย นางฉวีวรรณ ป้องพาล ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
5.เครือข่ายภาคใต้
วิทยากรโดย พ.ต.ท.สันติ ลามะ ที่ปรึกษาเครือข่ายสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย 
สาขาภาคใต้ 
6.เครือข่ายเขตกรุงเทพมหานคร 
วิทยากรโดย รศ. ดร.ศุภชัย เหมือนโพธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์และพัฒนาคุณภาพชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิททยาเขตกำแพงเสน 
7.ชมรมตะวันทอแสง (ชมรมของคนพิการทางจิตโดยคนพิการทางจิตและเพื่อคนพิการทางจิต) วิทยากรโดย นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ  นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมออกบูทร้านค้าจากแกนนำชมรมเครือข่ายองค์กรภายใต้สมาคม เพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จากภาคต่างๆจำนวนมากกว่า 70 ร้านค้า ที่นำสินค้าจาก ผู้บกพร่องทางจิตเป็นผู้ผลิต  รวมทั้งของแกนนำ อาสาสมัครจากชมรมต่างๆมาจัดจำหน่าย เพื่อเป็นการฝึกอาชีพ ฝึกการขาย ฝึกวิธีการจัดจำหน่ายให้แก่คนพิการและองค์กรเครือข่ายต่างๆทั่วประเทศ  ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก

16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงดนตรีครั้งแรก หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันนี้ เมื่อ 67 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ไปยังหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทรงดนตรีและพระราชทานข้อคิดแก่นิสิตจุฬาฯ อันเป็นการเริ่มต้นของ “วันทรงดนตรี” ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ได้เสด็จฯ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อทรงดนตรีและทรงสังสรรค์ร่วมกับนิสิตนักศึกษาเป็นการส่วนพระองค์ด้วยความเป็นกันเอง สร้างบรรยากาศอันอบอุ่น สนุกสนานและประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ วันทรงดนตรี เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณที่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแก่คณาจารย์และนิสิตจุฬาฯ ที่ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ประสูติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 และด้วยเหตุที่สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์ใหม่ ประสูติในช่วงเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชประสงค์จะพระราชทานนามให้มีคำว่า “จุฬา” อยู่ในพระนามนั้นด้วย และก็ได้พระราชทานนามว่าเจ้าฟ้า “จุฬาภรณ์” 

จากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นิสิตจุฬาฯ เข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2500 ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร ต่อมาได้รับสั่งกับนายสันทัด ตัณฑนันทน์ หัวหน้าวงดนตรีสากล สโมสรนิสิตจุฬาฯ สมัยนั้นว่า จะนำ วงลายคราม มาบรรเลงที่จุฬาฯ งานวันทรงดนตรี ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้เสด็จฯ มาทรงดนตรีที่จุฬาฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2501 – พ.ศ. 2516 หลังจากนั้นทรงมีพระราชภารกิจเพิ่มขึ้นจึงไม่ได้เสด็จฯ มาทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัยอีก

รีสอร์ทสุดหรูในกัมพูชา... ไม่ใช่ฐานทัพหรอก แค่ทำไว้เผื่อพี่ใหญ่มาขอจอดเครื่องบินรบ - เรือดำน้ำ

(15 ก.ค. 68) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จุดเล็ก ๆ บนแผนที่อย่าง “ดาราสากอร์” ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลกัมพูชา กลับกลายเป็นจุดที่สายตาของทั้งโลกหันมาจับจ้อง เพราะแม้จะถูกเสนอให้เป็นโครงการพัฒนาเมืองตากอากาศ รีสอร์ต สนามบินและท่าเรือพาณิชย์ แต่ด้วยรันเวย์ที่ยาวเกินจำเป็น ความลึกของท่าเรือที่สามารถรองรับเรือรบขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนเตรียมพร้อมทางทหาร—ทุกสิ่งนี้ล้วนชี้นำไปในทิศทางเดียวกันว่า “จีนอาจกำลังวางหมากใหญ่ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก”

สหรัฐอเมริกาเองไม่ได้นิ่งเฉยต่อพัฒนาการดังกล่าว และเลือกตอบโต้ผ่านการคว่ำบาตรโดยตรง โดยเจาะเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของกัมพูชา รวมถึงผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียส่วนตัวจากการพัฒนาโครงการท่าเรือเรียม ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังประกาศห้ามการส่งออกอาวุธให้กับกัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่าการอนุญาตให้จีนตั้งฐานที่มั่นในภูมิภาคคือ “การละเมิดอธิปไตย” และเป็นแผนแฝงเพื่อผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์

แต่ท่าทีแข็งกร้าวของวอชิงตันกลับไม่ได้ส่งผลเท่าที่คาดในระดับภูมิภาค นักยุทธศาสตร์อาเซียนจำนวนมากยังคงรักษาความสงบและวางท่าทีอย่างระมัดระวัง หลายคนยอมรับว่าการที่จีนมีอิทธิพลลึกซึ้งในกัมพูชาเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้เสนอทางเลือกที่น่าดึงดูดหรือช่วยเหลือในระดับที่เท่าเทียมกัน พวกเขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจหากกัมพูชาจะเอนเอียงไปในทิศทางที่ผลประโยชน์พาไป

สำหรับประเทศไทยซึ่งอยู่กึ่งกลางของแรงกดดันจากทั้งสองขั้ว—จีนผู้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจรายใหญ่ และสหรัฐฯ ผู้เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงยาวนาน—สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุลและวางตัวเป็นกลางอย่างมียุทธศาสตร์ ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ เองก็เริ่มเข้าใจว่าการบีบให้ไทยเลือกข้างอย่างชัดเจนนั้นอาจไม่เป็นผลดีในระยะยาว เพราะไทยมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการประคับประคองเสถียรภาพของภูมิภาค

สิ่งที่น่าจับตาในขณะนี้คือแม้จีนจะยังไม่ส่งทหารเข้าประจำการที่ดาราสากอร์หรือเรียมแบบเปิดเผย แต่โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังสร้างขึ้นนั้นก็พร้อมรองรับการใช้งานทางทหารทันทีหากเกิดความจำเป็น และแม้จีนจะอ้างว่าเป็นเพียงการ “ป้องกันตัว” ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ และพันธมิตร แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหมากนี้ส่งผลกระทบต่อสมดุลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในโลกที่กำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากการช่วงชิงอิทธิพล การไม่เปิดโอกาสให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ยังพอรักษาความสงบสุขของภูมิภาคไว้ได้ และหากจะมีบทบาทใดที่ไทยควรรับเอาไว้ในห้วงเวลานี้ คงไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการ “ค้ำเสถียรภาพ” อย่างที่เคยทำมาตลอดในประวัติศาสตร์การทูตไทย

‘โคลอมเบีย-แอฟริกาใต้’ เปิดเวทีต้านอิสราเอล 20 ชาติจ่อใช้ “กฎหมายระหว่างประเทศ” เอาผิดยิว

(15 ก.ค. 68) กลุ่มประเทศ 20 ชาติ นำโดยโคลอมเบีย-แอฟริกาใต้ ร่วมจัดงานซัมมิตฉุกเฉินวันที่ 15-16 ก.ค. ที่กรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เพื่อลงมติใช้มาตรการจริงกดดันอิสราเอล หลังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศจากปฏิบัติการในกาซา โดยมีสมาชิกหลักอย่างมาเลเซีย คิวบา และเซเนกัล ในกลุ่ม “ฮากกรุ๊ป” ที่ก่อตั้งเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา เข้าร่วมด้วย

สหรัฐฯ แถลงประณามเวทีนี้ทันที โดยระบุว่าการใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นภัยต่อระเบียบโลก และอาจเปิดทางให้กลุ่มประเทศต่อต้านตะวันตกโจมตีไม่เพียงแต่อิสราเอล แต่รวมถึงสหรัฐฯ และพันธมิตรด้วย

ด้านคณะผู้แทนอิสราเอลประจำยูเอ็นออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า “สิ่งที่หลายประเทศในเวทีนี้ลืม คือจุดเริ่มต้นของสงคราม มาจากการสังหารประชาชนกว่า 1,200 รายเมื่อ 7 ต.ค. 2023 โดยฮามาส และจนถึงวันนี้ ยังมีชาวอิสราเอลอีก 50 คนถูกจับตัวไว้ในกาซา” พร้อมย้ำว่า “สงครามจะไม่ยุติ ตราบใดที่ตัวประกันยังไม่ถูกปล่อย”

เวทีนี้มีผู้แทนจากกว่า 20 ประเทศเข้าร่วม เช่น จีน ตุรกี สเปน ไอร์แลนด์ แอลจีเรีย อินโดนีเซีย รวมถึงผู้แทนปาเลสไตน์ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเอ็น เช่น ฟิลิปป์ ลาซซารินี จาก UNRWA และฟรานเชสกา อัลบาเนเซ นักสิทธิมนุษยชนที่เพิ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ร่วมกล่าวถ้อยแถลงผ่านวิดีโอด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top