Sunday, 5 July 2026
Hard News Team

นิพนธ์ฯ จี้!! กระทรวงศึกษาเร่งตรวจสอบ 'ครูสาว' ใช้อคติส่วนตัวบิดเบือนประวัติศาสตร์ระหว่างสอน

นิพนธ์ฯ จี้ กระทรวงศึกษาเร่งตรวจสอบพร้อมดำเนินการตามระเบียบและกฎหมาย ย้ำ!! ประวัติศาสตร์-ประชาธิปไตย สอนได้แต่อย่าบิดเบือน กรณีการสอนของครูสาวใช้อคติส่วนตัวบิดเบือนประวัติศาสตร์ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายและความแตกร้าวในสังคม 

ไม่นานมานี้ นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง สิ่งที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อและโลกออนไลน์ จากกรณีครูสาวโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย กรุงเทพมหานคร สังกัดสพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการสอนเนื้อหาในวิชาประวัติศาสตร์ โดยพาดพิงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ด้วยเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเพราะตลอดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการทหารบก นายกรัฐมนตรี ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทเสียสละ ทำความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติ ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย จึงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี ประธานองคมนตรี เป็นรัฐบุรุษ และเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นั้น จนถึงแก่อสัญกรรม เป็นแบบอย่างของความจงรักภักดีต่อสถาบันและประเทศชาติบ้านเมืองที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทุกคนควรเอาเป็นแบบอย่าง สิ่งดีงามที่ท่านได้ทำเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินนั้น จึงทำให้เป็นที่รักของชาวสงขลา เป็นรัฐบุรุษของคนไทยทั้งประเทศ แต่เรื่องราวจากข่าวที่เกิดขึ้นได้สร้างความไม่สบายใจให้คนจำนวนมาก

‘ดีอีเอส - ETDA’ เตรียมลุย 10 จังหวัดทั่วไทย เร่งสร้างภูมิคนไทยรู้ทันปัญหาออนไลน์

วันนี้ (23 ธ.ค. 65) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) จัดงานแถลงข่าว Kick off เปิดตัวโปรเจค ‘1212 ETDA Workshop : สร้างภูมิคนไทยรู้ทัน ปัญหาออนไลน์’ จับมือพาร์ตเนอร์ลุยพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันโลกออนไลน์และกระบวนการช่วยเหลือหากต้องตกเป็นเหยื่อภัยออนไลน์ แก่เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ 10 จังหวัดทั่วประเทศ เริ่มจังหวัดแรก 25 มกราคมนี้

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทุกกิจกรรมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและการทำธุรกรรมออนไลน์กันแทบทั้งสิ้น แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยอำนวยความสะดวก ให้เราสามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ติดต่อสื่อสาร ทำงาน ตลอดจนทำธุรกิจได้รวดเร็ว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่ตามมา คือ ภัยหรือปัญหาที่แฝงมากับโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น การฉ้อโกงและอาชญากรรมออนไลน์, แก๊ง Call Center, บัญชีม้า, การหลอกลวงลงทุน-ระดมทุนออนไลน์และหลอกลวงทางการเงิน, การพนันออนไลน์, การหลอกลวงซื้อขายสินค้าและเว็บไซต์ผิดกฎหมาย เป็นต้น 

ปัญหาเหล่านี้ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเงาตามตัว โดยจากการให้บริการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ ของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212ETDA พบว่า ปี 2565 (มกราคม - พฤศจิกายน 65) ได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์สูงถึง 59,794 ครั้ง สูงกว่าปี 2564 ที่มีจำนวนติดต่อ 54,348 ครั้ง 

โดยปัญหาซื้อขายออนไลน์ยังคงครองแชมป์ สูงเป็นอันดับ 1 รองลงมา คือ ปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย, สอบถามข้อสงสัย และแจ้งเบาะแส แก๊ง Call Center SMS หลอกลวง ฯลฯ แม้จากการให้บริการช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ของ 1212ETDA พร้อมกับพาร์ตเนอร์ที่เกี่ยวข้องครอบคลุมทั่วประเทศในระดับชุมชน สามารถผลักดันให้ประชาชนผู้ประสบปัญหาเข้าถึงการช่วยเหลือดูแลแล้วกว่า 95% จากจำนวนผู้ร้องเรียนทั้งหมด แต่การทำให้ผู้ใช้งาน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ ผู้นำในชุมชน เกิดความรู้ความเข้าใจและรู้เท่าทันภัยออนไลน์ ตลอดจนรู้วิธีการรับมือ การเข้าถึงกระบวนการการช่วยเหลือผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อนั้น จึงเป็นอีกประเด็นที่ทุกภาคส่วนต่างให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำ

ดังนั้น กระทรวงดิจิทัลฯ โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งยกระดับและส่งเสริมให้คนไทยเกิดการทำธุรกรรมออนไลน์ที่มั่นคงปลอดภัยน่าเชื่อถือ จึงร่วมกับพาร์ตเนอร์ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.), สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.), สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, กรมการค้าภายใน, ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) ฯลฯ จึงจัดกิจกรรม ‘1212 ETDA Workshop : สร้างภูมิคนไทย รู้ทันปัญหาออนไลน์’ เพื่อนำผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้และจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการสร้างความรู้ ความเข้าใจต่อภัยออนไลน์ ตลอดจนรู้วิธีป้องกัน การช่วยเหลือ และการจัดการปัญหาออนไลน์แก่ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานระดับภูมิภาค ผู้นำชุมชน และประชาชนที่สนใจ ตามพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ รวมกว่า 10 จังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 2,000 คน ภายใต้เนื้อหาที่น่าสนใจและเข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็น การอัปเดตเทรนด์ภัยออนไลน์ รูปแบบกลลวงในรูปแบบต่าง ๆ วิธีการรับมือ ตลอดจนแนวทางการให้คำแนะนำ การให้ความช่วยเหลือ การประสานติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นและส่วนกลางที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น และการสร้างความตระหนักรู้และการรู้เท่าทันออนไลน์ในการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ ไปกับหลักสูตร EDC หรือ  ETDA Digital Citizen เป็นต้น

‘อนุทิน’ ปลื้ม!! วิจัยวัคซีนโควิด รุดหน้าเฟส 3 แล้ว เชื่อ!! หากผลิตใช้เองได้ ไทยจะมั่นคงด้านวัคซีน

‘อนุทิน’ เปิดทดลองวัคซีนโควิด HXP-GPOVac ของ อภ. ในคนเฟส 3 ตื้นตันจุกอก ‘อาสาสมัคร 4 พันคน’ เข้าร่วม ย้ำเป็นตัวเปลี่ยนเกม ตีไข่แตกสำเร็จทำไทยมีความมั่นคงวัคซีน ช่วยประหยัดงบประมาณ ส่งออกต่างประเทศ สร้างความร่วมมือต่างชาติขยายต่อยอด อภ.เผยเล็งวิจัยต่อในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

(23 ธ.ค. 65) ที่ศาลากลางจังหวัดนครพนม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) นพ.ทวีศิลป์ วิศณุโยธิน รองปลัด สธ. นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.อภ. และ นพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ แถลงข่าววิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 เพื่อประเมินความปลอดภัยและความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของวัคซีน HXP-GPOVac ขนาด 10 ไมโครกรัมในรูปแบบเข็มกระตุ้นเปรียบเทียบกับวัคซีนโควิด-19 ชนิดที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ พร้อมเยี่ยมชมการเริ่มฉีดวัคซีนในอาสาสมัคร ซึ่งเริ่มวันนี้เป็นวันแรก - 11 ม.ค. 2565

นายอนุทินกล่าวว่า วัคซีนโควิด HXP-GPOVac หนึ่งในโครงการวิจัยที่คืบหน้าที่สุดของไทย มาถึงจุดวิจัยทางคลินิกในระยะที่ 3 ถือเป็นพัฒนาการอีกหนึ่งขั้นในการสร้างภูมิคุ้มกันในประเทศไทย ต้องขอคารวะอาสาสมัคร 4 พันคน มีทั้งประชาชนและ อสม. ถือว่าเป็นวีรบุรุษวีรสตรี ที่เป็นผู้ที่จะทำให้การพัฒนาวิจัยวัคซีนเกิดผลสำเร็จ มีคุณูปการต่อประชาชนไทยและประเทศ แต่ไม่ต้องกังวล วัคซีนผ่านการทดสอบระยะที่ 1 และ 2 ว่าปลอดภัย ถึงนำมาทดสอบจำนวนมากในระยะที่ 3 เป็นรูปแบบเชื้อตายที่คนไทยคุ้นเคยดีว่าปลอดภัย อย่างวัคซีนไข้หวัดใหญ่

นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้ไม่มีวัคซีนตัวไหนป้องกันการติดเชื้อโควิดได้ แต่ทุกตัวทำให้ผู้ที่ติดเชื้อไม่มีอาการรุนแรงและไม่เสียชีวิต หากได้รับวัคซีนตามที่ สธ.กำหนดแนะนำ ทั้งนี้ ถ้าการทดสอบได้ผลน่าพอใจ ก็พร้อมจะผลิตวัคซีนตัวนี้เป็นเข็มกระตุ้นจากโรงงานผลิตยาของ อภ.ที่มีคุณภาพระดับโลก เงินทองก็จะไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงของระบบสาธารณสุขไทย

"ทราบว่าอาสาสมัครเป็น อสม. เชื่อว่าคนไทยทุกคนที่รับฟังข้อมูลนี้ก็จะรู้สึกจุกอกด้วยความปลื้มใจและศรัทธาที่มีให้กับ อสม. ที่ทุ่มเทด้านสาธารณสุข ในนามรัฐบาล สธ. และบุคลากรทางการแพทย์ ขอบคุณทุกคนทุกหน่วยงาน ทั้งในและต่างประเทศที่ช่วยกันให้ไทยจะมีวัคซีนป้องกันโควิดจากฝีมือคนไทย ตอกย้ำขีดความสามารถของไทยในการดูแลประชาชนให้มีความมั่นคงด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน" นายอนุทินกล่าว

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ช่วงโควิดระบาดเราเห็นจุดอ่อนความมั่นคงทางยาและวัคซีน รัฐบาลให้การสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ พัฒนาวิจัยวัคซีนมีหลายรูปแบบ อภ.ใช้เทคโนโลยีไข่ไก่ฟักและแบบเชื้อตาย มีความก้าวหน้าสูงสุดทำได้ในเฟส 3 โดยจะเปรียบเทียบกับไวรัลเวกเตอร์คือแอสตร้าเซนเนกา หวังว่าจะใกล้เคียงกันเรื่องคุณภาพ จะเป็นวัคซีนของคนไทย โดยจะทดลองวัคซีนในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีด้วยจะได้ใช้ในทุกกลุ่มอายุ หากมีความสำเร็จจะทำให้คนไทยมีความมั่นคง กลับไปสู่ภาวะปกติสุข มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และการพึ่งพาตนเอง

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า มีคนถามว่าทำไมต้องมาทดลองวัคซีนกับอาสาสมัครในพื้นที่ จ.นครพนม ซึ่งอยู่ห่างไกลจากกทม.และ อภ. ในฐานะที่ปรึกษาโครงการและเคยมาทำงานในพื้นที่นี้ในการทำวิจัยเรื่องวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จึงนับว่าพื้นที่นี้มีความเข้าใจและเคยสร้างฐานการร่วมมือมาก่อน ขอให้ความมั่นใจอาสาสมัครว่า เราทดลองในขั้นก่อนหน้านี้ยาวนานมาก ตั้งแต่การได้ผล ไม่มีสารปนเปื้อน ไม่มีอันตราย ทดลองในหนู กระต่าย ลิง และอาสาสมัครจำนวนน้อยในระยะที่ 1 และ 2 คือพื้นที่นี้ ผลคือไม่มีใครมีปัญหาจากการทดลอง ความปลอดภัย 100% ก็ว่าได้ จึงมั่นใจที่จะทำ ทั้งนี้ กรมฯ เข้ามาช่วยในการตรวจในขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งคุณภาพ ระดับภูมิคุ้มกัน และการติดเชื้อ ซึ่งเรามีมาตรฐานระดับโลกก็จะเป็นที่เชื่อถือ ถ้าสำเร็จจะมีวัคซีน Made in Thailand เจ้าแรก ไม่ต้องหาซื้อจากใครถือเป็นความมั่นคงทางวัคซีนของประเทศ

'ศชอ.' รุดให้กำลังใจนักเรียนถ่ายคลิปครูบูลลี่ 'พล.อ.เปรม' ชี้!! เป็นเรื่องใหญ่ในสังคม หวั่นคนชั่วชนะความดี

ศูนย์ช่วยเหลือผู้ถูกล่วงละเมิด bully รุดให้กำลังใจน้องนักเรียนถ่ายคลิปครูสาวโรงเรียนดังในกทม. บูลลี่ 'พล.อ.เปรม' ชี้เป็นเรื่องใหญ่ในสังคม หวั่นคนชั่วชนะความดี ต้นไม้พิษ จะผลิตลูกไม้พิษ

(23 ธ.ค. 65) จากกรณีเด็กนักเรียนถ่ายคลิปครูสาวโรงเรียนดังใน กทม. กำลังสอนวิชาสังคมศึกษา แต่กลับใช้คำพูดพาดพิงในลักษณะบูลลี่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ และอดีตประธานองคมนตรี ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม โดยเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายนพดล พรหมภาสิต เลขาธิการศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) ได้เดินทางไปโรงเรียนดังกล่าว และเรียกร้องให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 เร่งตรวจสอบเรื่องนี้โดยด่วน

ล่าสุด นายนพดล พรหมภาสิต โพสต์ข้อความว่า

วันนี้จะไปพบน้องที่ถ่ายคลิปกับคุณย่า เพื่อพูดคุยให้กำลังใจ ให้น้องมั่นใจว่าจะปลอดภัย เพราะน้องเกิดความสับสนว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปนั้นถูกหรือผิด และไม่อยากจะไปโรงเรียนแล้ว

1. สิ่งที่ถูกต้องกำลังจะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ผิด จากแรงกดดันรอบด้านโดยเฉพาะคนในสังคมที่ต้องเจอทุกวัน (ครู / เพื่อนนักเรียน)

2. คนที่ภูมิต้านทานทางสังคมน้อยจะไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาทำอะไร ๆ ในสิ่งที่ถูกต้อง

'ครูธัญ' ชี้!! สังคมอย่าใช้อำนาจกดดัน 'ครูสาว' บูลลี่ 'ป๋าเปรม' ควรช่วยครูให้เข้าใจความหลากหลายทางเพศทั้งระบบ

(23 ธ.ค. 65) ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่มีครูท่านหนึ่งพูดถึง พล.อ.เปรม ในชั้นเรียนในฐานะตัวอย่างเมื่อพูดถึงการปกครองในระบอบอำนาจนิยมและมีการพาดพิงถึงประเด็นเรื่องเพศวิถี ตนเห็นว่าสิ่งที่ครูท่านนั้นตั้งข้อสังเกตในประเด็นเพศวิถีและข้อเท็จจริงบางอย่างเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์จริง และไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา และขบวนการจัดตั้งของสื่อบางฝ่าย ที่ทำการล่าแม่มด กดดัน ลงโทษ ครูท่านนั้นอย่างไม่เป็นธรรม

ธัญวัจน์ กล่าวว่า การพูดถึง พล.อ.เปรม ในลักษณะอคติทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และข้อเท็จจริงบางอย่างที่เป็นลักษณะเรื่องเล่านั้นควรมีการบอกนักเรียนก่อนทุกครั้งว่ายังไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ แต่การแก้ปัญหาของกรณีนี้ควรเป็นการตักเตือน และอบรมทัศนคติครูเรื่องการเข้าใจความหลากหลายทางเพศทั้งระบบ ไม่ใช่ดำเนินการทางนิติสงคราม ทั้งทางกฎหมายและทางวินัย รวมทั้งใช้การกดดันทางสังคมอย่างการล่าแม่มดแบบที่บางฝ่ายกระทำอยู่ในปัจจุบัน

ธัญวัจน์ ตั้งคำถามว่า การที่มวลชนและสื่อบางฝ่ายหยิบยกกรณีนี้ขึ้นมาล่าแม่มดครูท่านนี้ เป็นเพราะต้องการให้ชั้นเรียนตระหนักถึงความเข้าใจความหลากหลายทางเพศจริง หรือเป็นไปเพื่อปิดปากทุกคนที่เห็นต่างจากตนเองกันแน่ ด้วยการกดดันให้ใช้กลไกอำนาจรัฐเข้าเล่นงาน

ถ้าผู้ที่ออกมาใช้โจมตีครูท่านนี้เห็นความสำคัญของการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ สิ่งที่เราควรส่งเสริมคือการเปิดให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทุกด้านและหักล้างกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่การใช้อำนาจปิดปาก สร้างความกลัว และสถาปนาความจริงเพียงแบบเดียวในแบบที่ผู้มีอำนาจต้องการให้เชื่อ

และจากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการ ผบ.ตร. ให้ดำเนินคดีการปลุกปั่นสร้างความแตกแยก เราอยากถามกลับไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ว่าใครกันแน่ที่กำลังสร้างความแตกแยกในสังคม ระหว่างครูคนหนึ่งที่สอนในชั้นเรียนกับสื่อและมวลชนที่ทำการล่าแม่มด เคลื่อนไหวกดดันให้ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง

การทำให้การศึกษาไทยมีอนาคต ต้องทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ ควบคู่กับการสอนประวัติศาสตร์ที่สร้างการถกเถียงไม่ใช่รับข้อมูลข้างเดียว แต่การล่าแม่มด กำจัดผู้เห็นต่างที่มีความเชื่อต่างจากตัวเอง และใช้อำนาจเข้าข่มขู่คุกคามมากกว่าความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้จะยิ่งปลูกฝังวัฒนธรรมอำนาจนิยมในโรงเรียน และจะยิ่งทำให้การศึกษาของชาติล้าหลัง ไม่ทันโลก

นักศึกษาปริญญาโท มธ. คว้ารางวัล SIFF 2022 สร้างแอปฯ ประเมินการทำงาน 'หัวใจ-หลอดเลือด' สุดแม่นยำ

นักศึกษาปริญญาโท สหเวชศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ประดิษฐ์อุปกรณ์ประเมินความสามารถในการทำกิจกรรมและประเมินการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด คว้ารางวัลจาก SIFF 2022

เมื่อเร็วๆ นี้ ผลงาน 'Application and walking test device for cardiovascular endurance evaluation' แอปพลิเคชันและอุปกรณ์ทดสอบการเดินเพื่อประเมินความทนทานของหัวใจและหลอดเลือด โดย นัฐวุฒ เมฆฤทธิไกร นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัล Gold Prize จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ในงาน Seoul International Invention Fair 2022 (SIFF 2022) ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

นัฐวุฒ เมฆฤทธิไกร นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าถึงแนวคิดของนวัตกรรมนี้ว่า จากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้มีปัญหาด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น อย่างความสามารถในการทำกิจกรรมทางกาย ความทนทานของปอด หัวใจ และหลอดเลือด โดยจะมีการประเมินด้วยการเดิน 6 นาที หรือ 6MWT รวมถึงติดตามการรักษาในกลุ่มผู้ป่วยต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคทางระบบประสาท ผู้สูงอายุ และบุคคลทั่วไป เพื่อประเมินสมรรถภาพร่างกายเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม มักเกิดปัญหาจากการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการทดสอบ และการประเมินยังมีความคลาดเคลื่อน ดังนั้น เราจึงออกแบบและสร้างอุปกรณ์วัดระยะทางการเดิน โดยพัฒนาอุปกรณ์เซนเซอร์ที่ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน มาใช้ประเมินความสามารถในการทำกิจกรรมและประเมินความทนทานของหัวใจและหลอดเลือด

ฉายานักการเมืองส่งท้ายปี 65 มาลองตั้งตามธรรมเนียมกันเถอะ

พอถึงใกล้สิ้นปี สื่อมวลชนจะตั้งฉายาให้นักการเมืองอย่างแสบๆ คันๆ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฎิบัติไปแล้ว เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องล้อกันเล่นสนุก ๆ แต่บางปีก็เล่นกันอย่างถึงพริกถึงขิง ชนิดที่เรียกว่านักการเมืองที่โดนตั้งฉายายิ้มไม่ออกเลยก็มี

นักข่าวกลุ่มแรกที่ตั้งฉายาให้กับแหล่งข่าวคือ นักข่าวสายทำเนียบฯ โดยหากย้อนกลับไปในอดีต นักข่าวทำเนียบฯ มีประเพณีตั้งฉายาให้ผู้นำประเทศ นักการเมือง และคณะรัฐมนตรีติดต่อกันมายาวนานกว่า 30 ปี แถมยังมีการเลือก ‘วาทะแห่งปี’ ซึ่งมาจากวลีเด็ดของนายกรัฐมนตรีในช่วงนั้น ๆ ด้วย

สมัยที่สื่อออนไลน์สื่อโซเชียลยังไม่มี นักข่าวแต่ละสายจะสนิทสนมกันมาก โดยเฉพาะสายทำเนียบ เพราะนั่งออรอข่าวอยู่ในรังนกกระจอก สมัยนั้นสื่อมีไม่กี่ฉบับ แม้บางทีจำชื่อไม่ได้ แต่เห็นหน้าค่าตากันก็ร้องอ๋อทันที โดยระบุอัตลักษณ์จากสื่อที่สังกัด แต่สมัยนี้สื่อมีหลากหลายจนสื่อรุ่นเก่ายืนงง ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ไหน ๆ เล่าเรื่องอดีตแล้ว บอกตรง ๆ ว่านึกดีใจแทนนักข่าวยุคปัจจุบันมาก แค่มือถือเครื่องเดียวทำได้สารพัดประโยชน์ สมัยก่อนนักข่าวต้องไปพร้อมตากล้อง ซึ่งแบกกล้องพร้อมซูมหลากชนิดในกระเป๋ากล้องใบใหญ่ แต่ถ้านักข่าวคนไหนสามารถถ่ายรูปเองได้ก็ฉายเดี่ยวไป ตอนสัมภาษณ์ต้องใช้เครื่องอัดเทปขนาดกลาง น้ำหนักมาก รุ่นที่ฮิตมากคือพานาโซนิค ซึ่งเจ๊งไปแล้ว อัดเทปคาสเซท เขียนข่าวเสร็จ โทรตามพนักงานรับส่งเอกสารมารับขับกลับสำนักข่าว เพราะสมัยก่อนไม่มีอินเตอร์เนต สมัยนี้การทำข่าวสะดวกสบายกว่าเก่ามาก 

รัฐบาลแรกที่ถูกนักข่าวทำเนียบตั้งฉายาก็คือรัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงปี พ.ศ. 2523-2531 ซึ่งครั้งนั้น พลเอกเปรมได้ฉายาว่า ‘เตมีย์ใบ้’ เนื่องจากเป็นนายกฯ ที่มีบุคลิกสุขุม ทำงานหนัก แต่พูดน้อย ด้วยบุคลิกท่านที่มีความเมตตาสูง ทำให้พวกนักข่าวเรียกว่า ‘ป๋าเปรม’ จำได้อย่างแม่นยำว่าปีนั้นวาทะแห่งปีก็คือ ‘กลับบ้านเถอะลูก’ สืบเนื่องมาจากเวลานักข่าวไปดักรอท่านหน้าทำเนียบตอนเย็นๆ ท่านจะบอกว่า “กลับบ้านเถอะลูก” 

พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้รับฉายาว่า ‘รัฐบาลเพลย์บอย’ เพราะบุคลิกของพลเอกชาติชายคือทรงเอเป๊ะๆ ลุคเพลย์บอยชัดเจน ต่อมาได้รับอีกฉายาคือ ‘ปลาไหลใส่สเก็ตซ์’ คงพอนึกออกว่าทำไมถึงได้ฉายานั้น 

ส่วนยุคของนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ได้รับฉายาว่า ‘ผู้ดีรัตนโกสินทร์’ 

นายกบรรหาร ศิลปอาชา ได้ฉายาว่า ‘หลงจู๊’ เพราะมีลักษณะการทำงานที่ชอบล้วงลูก พอนึกถึงหลงจู๊แล้วต้องนึกถึง ‘ลูกท้อป’ และ ‘ลูกนา’ นักข่าวรุ่นนั้นเวลาไปทำข่าว บางทีก็ไปรอที่บ้านท่านบรรหาร จึงเห็นทั้ง ‘ลูกนา’ และ ‘ลูกท้อป’ เป็นประจำ แม้จนปัจจุบันเวลาเห็นหน้าท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา นักข่าวอาวุโสส่วนมากยังนึกถึงชื่อ ‘ลูกท้อป’ อยู่นั่นเอง ซึ่งลูกท้อปในวันนี้กลายเป็นรัฐมนตรีที่เก่งกาจฉลาดเฉลียว แถมพูดภาษาอังกฤษแบบบริติชคล่องเปรี๊ยะ

PTT-OR แจงทำธุรกิจในเมียนมา ยึดหลักสิทธิมนุษยชนเคร่งครัด ไม่หนุนความรุนแรงในพม่า หลังมีข่าวกองทุนถอนลงทุน

ซีอีโอ PTT-OR แจงข่าวกองทุนถอนลงทุนจากประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ยืนยันดำเนินธุรกิจยึดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด ด้าน OR ยันลงทุนคลังปิโตรเลียมในเมียนมาจริง แต่แสดงเจตนารมณ์ให้บริษัทร่วมทุนหยุดการดำเนินงานและไม่ชำระเงินทุนเพิ่มเติมแล้ว

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2565 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT รายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ตามที่มีข่าวระบุว่ามีกองทุนได้ประกาศถอนการลงทุนใน PTT และบริษัทในกลุ่ม เนื่องจากประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมานั้น บริษัทขอขี้แจงว่า ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ทั้งในส่วนที่ ปตท.ดำเนินการเองและลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืน

ซึ่งประกอบด้วยมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติการกำกับดูแล โดยมีการบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชน ครอบคลุมสายโซ่อุปทานของบริษัท ตั้งแต่การตรวจสอบอย่างรอบด้าน การบริหารจัดการ ตลอดจนส่งเสริม ปกป้อง และให้ความเคารพด้านสิทธิมนุษยชนให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล ทั้งนี้ ในการพิจารณาการลงทุนของ ปตท.นั้น ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่มีการบังคับใช้ รวมถึงมีการตรวจสอบและวิเคราะห์สถานะของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว

ปตท.ยึดถือการเคารพสิทธิมนุษยชนเป็นหนึ่งในแนวปฏิบัติขั้นพื้นฐาน และมีความกังวลเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมียนมาภายหลังการรัฐประหารปี 2564 โดยสนับสนุนการแก้ไข ปัญหาวิกฤตอย่างสันติและเข้มงวดในการปฏิบัติตามกฎหมาย แนวปฏิบัติสากลในทุกพื้นที่ปฏิบัติการ

รวมถึงการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงกระบวนในการตัดสินใจและการบริหารจัดการ เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ช่วยเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งพลังงานได้อย่างเท่าเทียม ปตท.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ในเมียนมาจะคลี่คลายและกลับคืนสู่สภาวะปกติในเร็ววัน

‘เพื่อไทย’ ชี้!! รัฐควร ‘ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้’ ไม่ใช่ส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายช่วงปีใหม่

(23 ธ.ค. 65) นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย เขต 1 พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณีครม. เคาะของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนว่า ถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลพยายามคิดมอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน แต่ของขวัญดังกล่าวเป็นมาตรการที่แก้ปัญหาประชาชนไม่ตรงจุด เสมือนการเกาไม่ถูกที่คัน สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือลดรายจ่าย สร้างรายได้ ขยายโอกาส ที่สำคัญที่สุดคือรัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมโอกาสในการสร้างรายได้ในกระเป๋าประชาชน ไม่ใช่ออกมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายเอาเงินออกจากกระเป๋า ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเงินเพิ่ม 

หากเราพิจารณาดูมาตรการของรัฐบาลอย่างคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมไปถึงการขึ้นค่าไฟภาคเอกชน จะเห็นได้ว่าเป็นมาตรการที่สร้างรายจ่ายให้กับประชาชน ขณะเดียวกันก็ไปสร้างรายได้ให้กับกลุ่มทุนเพียงบางกลุ่ม ซึ่งย้อนแย้งกับยุทธศาสตร์ชาติกับการแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ 

นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ) มีมติขึ้นค่าไฟภาคธุรกิจเป็น 5.69 บาทต่อหน่วย สุดท้ายคนที่ต้องรับภาระต้องเป็นพี่น้องประชาชน เพราะภาคเอกชนเองก็ต้องขึ้นราคาสินค้าเนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันคำถามที่หลายคนให้ความสงสัยก็คือ วันนี้เรามีกลุ่มทุนผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่ กฟผ.จะต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้ผู้ผลิตไฟฟ้ากลุ่มนี้ในไตรมาสสุดท้ายของปี เดือน ก.ย. - ธ.ค. ยอด 30,665 ล้านบาท และในไตรมาสแรกของปีหน้า ม.ค. - เม.ย.66 ยอด 32,420 ล้านบาท หากการผลิตไฟฟ้าเราขาดแคลน จำเป็นต้องพึ่งหลาย ๆ ภาคส่วนในการผลิตก็เป็นที่เข้าใจได้ แต่วันนี้เราผลิตเกินความต้องการมากถึงประมาณ 50% สุดท้าย คนที่ต้องรับภาระก็คือภาคประชาชนและเอกชน

29 ปี ครบรอบวันสถาปนา กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 25 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5

(23 ธ.ค. 65) เวลา 10.30 น. พล.อ. โขคดี เกตสัมพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ พิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธี พร้อม พลเอกไพโรจน์ นาคฉัตรีย์ พ.อ.ปองเชษฐ์ พูนช่วย ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ ที่ 5 และได้รับเกียรติจากหัวส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ประชาชน และคณะสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรม วันครบรอบปีที่ 29 ของ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 25 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5

กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 25 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 จัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย ครบรอบปีที่ 29  มีพิธีทางพุทธศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่กำลังพลของหน่วยที่เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่ ที่ป้องกันประเทศชาติ และที่เสียชีวิตจากกรณีอื่นๆ อีกทั้งเพื่อให้เป็น ศิริมงคล แก่หน่วย ทั้งข้าราชการ และครอบครัว รวมถึงการมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรหลานของกำลังพล และมอบประกาศเกียรติคุณควรแก่การยกย่องแกกำลังพล และครอบครัว ณ กองบังคับการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 25 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร วัตถุประสงค์ ของการมอบทุนการศึกษา เป็นขวัญและกำลังใจให้กับบุตร อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจ ให้มีความมุมานะอุสาหะ ประพฤติตนเป็นเยาวชนที่มีคุณภาพของสังคม และของประเทศต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top