Friday, 10 July 2026
Hard News Team

กาฬสินธุ์เริ่มแล้วประเพณีมาฆปูรณมีบูชาทะเลธุงอีสานอลังการขบวนแห่เมืองโบราณ

เริ่มแล้วประเพณี“มาฆปูรณมีบูชา” ทะเลธุงอีสานยิ่งใหญ่อลังการหนึ่งเดียวในโลก ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นำหัวหน้าส่วนราชการ และประชาชน 18 อำเภอ จัดขบวนแห่เมืองโบราณถวายเครื่องสักการะพระธาตุยาคู ผ่านแนวทะเลธุงที่พัดโบกปลิวไสวสวยงามตระการตา ในงาน "มาฆปูรณมีบูชา” ทะเลธุงอีสาน เชิญชวนแต่งชุดพื้นเมืองมาเซลฟี่และถ่ายภาพกับทะเลธุง จุดเช็คอินที่สวยงาม และร่วมกันแชร์โลกโซเชียลประกาศกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดร่ำรวยวัฒนธรรม ร่ำรวยสุขภาพ และร่ำรวยน้ำใจ

ที่บริเวณโบราณสถานพระธาตุยาคู ต.หนองแปน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผวจ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยนายธวัชชัย รอดงาม รองผวจ.กาฬสินธุ์ นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร รองผวจ.กาฬสินธุ์ นายสำเริง ม่วงสังข์ รองผวจ.กาฬสินธุ์ ผช.จุรีรัตน์ กอเจริญยศ นายกเหล่ากาชาดจ.กาฬสินธุ์ นายเตชิต บุญทรงศาสตร์ นายอำเภอกมลาไสย และนายอำเภอทั้ง 18 อำเภอใน จ.กาฬสินธุ์ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ จัดขบวนแห่ถวายเครื่องสักการะพระธาตุยาคู ผ่านแนวทะเลธุงที่พัดโบกปลิวไสวสวยงามตระการตา ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมงานประเพณีมาฆบูชา "มาฆปูรณมีบูชา” ทะเลธุงอีสาน เป็นสัญญาณการเริ่มงาน โดยมีประชาชน นักท่องเที่ยวกว่า 10,000 คน ร่วมงาน

ทั้งนี้ ขบวนแห่ถวายเครื่องสักการะพระธาตุยาคูดังกล่าว  ประกอบด้วยขบวนจากเมืองต่างๆ ที่รวมชนเผ่าพื้นเมืองและหลายชาติพันธุ์ ซึ่งเคยมีการสร้างบ้านแปงเมืองและเจริญรุ่งเรืองในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ในยุคโบราณกาลถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประกอบด้วยเมืองฟ้าแดดสงยาง เมืองภูแล่นช้าง เมืองแซงบาดาล เมืองกุดสิมนารายณ์ ซึ่งแต่ละเมืองมีการตกแต่ง ประดับประดาขบวนแห่ด้วยเครื่องสักการบูชา และเครื่องแต่งกายหลากหลายสีสัน แสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมการแต่งกายที่โดดเด่นประจำเมืองของตน ซึ่งถือเป็นการหลอมรวมชนเผ่าพื้นเพชาวเมืองน้ำดำ ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงยุคปัจจุบันในสถานที่เดียวกัน  ณ มณฑลพิธีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ คือพระธาตุยาคู ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์ มีคุณค่าทางโบราณคดี เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ในยุคทวาราวดี อายุประมาณ 1,400 ปี

‘กระทรวงดิจิทัลฯ - ดีป้า’ จัดงาน SCA on Tour มุ่งกระจายความเจริญ ลดความเหลื่อมล้ำด้วยเทคโนโลยี

(4 มี.ค. 66) ที่จังหวัดปทุมธานี กระทรวงดิจิทัลฯ และ ดีป้า พร้อมเครือข่ายพันธมิตรลงพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จัดกิจกรรม SCA on Tour ภาคกลาง ขยายความสำเร็จโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ รุ่นที่ 2 มุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่เข้มแข็งในระดับพื้นที่ ระหว่างนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ และผู้แทนจากหน่วยงานในโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ มุ่งเป้ากระจายความเจริญและลดความเหลื่อมล้ำด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และสอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน
เปิดกิจกรรม SCA on Tour ภาคกลาง ที่จัดโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า และ จังหวัดปทุมธานี โดยมี นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี, พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี, ร้อยตำรวจเอก ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต, ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า, ผู้บริหารและผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตรทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ, ภาคเอกชน, ภาคประชาชน รวมถึงน้อง ๆ จากโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ รุ่นที่ 2 (Smart City Ambassadors: SCA Gen 2) และผู้แทนจากหน่วยงานในโครงการฯ (กัปตันเมือง) ร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียง

นายชัยวุฒิ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการขยายความสำเร็จโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ รุ่นที่ 2 กระทรวงดิจิทัลฯ และ ดีป้า จึงจัดกิจกรรม SCA on Tour ภาคกลาง จังหวัดปทุมธานีขึ้น หลังประสบความสำเร็จอย่างมากจาก SCA on Tour ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-19 มกราคมที่ผ่านมา โดยกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความตระหนักรู้ด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และเครือข่ายความร่วมมือผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่เข้มแข็งในระดับพื้นที่ระหว่างนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ รุ่นที่ 2 กัปตันเมือง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมือง

“ที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลฯ โดย ดีป้า ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ
ในระดับท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลตามแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 หมุดหมายที่ 8 ที่กำหนดให้ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ ปลอดภัย เติบโตได้อย่างยั่งยืน ด้วยการผลักดันการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เกิดระบบบริการที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่การบริหารจัดการเมืองที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง เท่าเทียม พร้อมรองรับนักลงทุน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าว

‘แรงงานกัมพูชา’ วอนคนที่บ้านเกิด หยุดดรามา ‘กุน ขแมร์’ คนปั่นกระแสที่เขมรไม่ทุกข์ แต่คนทำงานที่ไทยอยู่ลำบาก

เมื่อวานนี้ (3 มี.ค. 66) ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่ง ที่เป็นหนุ่มกัมพูชา ซึ่งมาทำงานหากินอยู่ในเมืองไทย ได้โพสต์คลิปถึงเรื่องดรามา ‘กุน ขแมร์’ ที่เป็นกระแสร้อนอยู่ในตอนนี้

โดยในคลิปจะเห็นหนุ่มคนดังกล่าว เปิดเผยว่า…

“ความจริงเรื่องนี้ไม่อยากออกมาพูดเพราะมันบอบบางมาก แต่ในความคิดของผม จบได้แล้วครับ ขอร้องคนฝั่งบ้านผม เลิกพูด หยุดได้แล้ว แล้วคนพูดได้อะไร สงสารคนที่มาทำงานที่เมืองไทยด้วยนะครับ ทำงานเหนื่อยแล้ว ยังมาเจอแบบนี้อีก

พวกคุณอยู่ที่กัมพูชาก็ไม่เป็นไร คุณก็รอด ไม่มีปัญหาอะไร แต่คนที่ทำมาหากินอยู่ที่ประเทศไทยนี้โดนกดดันนะ สงสารคนทำมาหากินด้วย หยุดได้แล้ว อย่าอ้างอิงประวัติศาสตร์อะไรก็แล้วแต่ มวยไทยก็คือมวยไทย กุนขแมร์ก็คือกุนขแมร์ อย่ามาหาต้นตำรับ อย่ามาบอกว่า ต้นตำรับยกมาจากไหน คนที่เผยแพร่นั้นอาจจะเป็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จากที่ใดที่หนึ่งก่อน แล้วก็เผยแพร่มาเรื่อย ๆ มันอยู่ที่คนไม่ปกป้องรักษาเอง วัฒนธรรมที่เขาเผยแพร่มันคือของที่รวมกัน คนที่เขาเผยแพร่วัฒนธรรมนี้เขาก็ตั้งใจอยู่แล้ว ให้วัฒนธรรมของเขามีอิทธิพลไปทุกที่ ทุกทวีป อย่ามาอ้างอิง อย่าเอาประวัติศาสตร์มากล่าว ให้คนอื่นมาฟังพวกคุณ โทษกันไม่ได้ วัฒนธรรมร่วมกันนี้เขาก็ปกป้องรักษา เขาลงทุนมากมาย เขารักศิลปะของเขา เขาก็ปกป้อง เขาก็ดูแลมาดี คุณต้องเข้าใจ

‘รัฐบาล’ ยัน มีกฎหมายควบคุมอาหารผสมกัญชา ย้ำ!! ร้านต้องขึ้นป้ายแจ้งชัดเจน ฝ่าฝืนปรับ 5 หมื่นบาท

(4 มี.ค. 66) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่มีรายงานข่าวระบุถึง กรณีทางการของต่างประเทศ ได้มีคำเตือนประชาชนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย ให้ระมัดระวังการบริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของกัญชา ที่อาจพบได้โดยทั่วไปนั้น ขอชี้แจงว่ารัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินดูแลและควบคุมในเรื่องนี้อย่างรัดกุม มีกฎหมายกำหนดให้ร้านอาหารทุกแห่งที่จำหน่ายเมนู ซึ่งมีส่วนผสมของกัญชา กัญชง ต้องดำเนินการปิดป้ายแสดงให้ลูกค้าทราบอย่างจัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภครวมถึงนักท่องเที่ยวทราบ และตัดสินใจเลือกได้ ว่าจะรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมนั้นหรือไม่ โดยหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะมีโทษปรับ 50,000 บาท ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 โดยรายละเอียดแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารจะอยู่ใน ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ การควบคุมคุณภาพและการจัดการ สุขลักษณะของการจำหน่ายอาหารประเภทปรุงสำเร็จในสถานที่จำหน่ายอาหาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. 2565 เป็นต้นมา

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ตามประกาศฯ ได้กำหนดให้ร้านอาหารที่มีการนำกัญชาหรือกัญชง มาเป็นส่วนประกอบต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้

1.) แสดงข้อความหรือป้ายสัญลักษณ์ว่าเป็นสถานที่จำหน่ายอาหาร ที่มีการใช้กัญชา หรือกัญชง เป็นส่วนประกอบ

2.) แสดงรายการอาหารที่มีการใช้กัญชา หรือกัญชง เป็นส่วนประกอบ

3.) แสดงข้อแนะนำความปลอดภัยในการบริโภค อาทิ บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร ควรงดเว้นรับประทาน, ถ้ามีอาการผิดปกติ ควรหยุดรับประทานทันที รีบพบแพทย์หากมีอาการรุนแรง, รับประทานแล้วเกิดอาการง่วง ซึม ให้หลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล เป็นต้น (อ่านประกาศฉบับเต็ม : bit.ly/3ENUOti)

สื่อนอกยก ‘เงินบาท’ เป็นสกุลเงินที่มีความยืดหยุ่นที่สุดในโลก ‘บิ๊กตู่’ สั่งเร่งเดินหน้าพัฒนา ศก. ให้สมดุล-ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

(4 มี.ค. 66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีที่ Financial Times สื่อดังจากอังกฤษที่นำเสนอข่าวสารด้านธุรกิจและการเงิน ลงบทความวิเคราะห์ โดย รูชีร์ ชาร์มา (Ruchir Sharma) เรื่อง The untold story of the world’s most resilient currency ซึ่งได้กล่าวถึง เงินบาทด้วยความชื่นชมในความมีเสถียรภาพและมีความยืดหยุ่นที่สุดในโลก ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมมุ่งมั่นเดินหน้าฟื้นฟู และกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ประเทศไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง อย่างสมดุล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีสื่ออังกฤษด้านธุรกิจและการเงิน Financial Times ลงบทความยกให้ ‘เงินบาท’ ของไทย เป็นสกุลเงินที่มีความยืดหยุ่นมากที่สุดในโลก (World’s most resilient currency) รวมทั้งยังมีเสถียรภาพ โดยชี้ให้เห็นว่านับตั้งแต่ที่ไทยเผชิญกับวิกฤตการเงินช่วงปี พ.ศ. 2541 เงินบาทได้กลายเป็นสกุลเงินที่มีเสถียรภาพในระยะยาว และทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อน้อยที่สุดอีกด้วย และแม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่า แต่ไทยก็สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ จากศูนย์กลางของวิกฤตกลายเป็นจุดยึดของความมั่นคง (An anchor of stability) และถือว่าเป็นหนึ่งในบทเรียนแก่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่น ๆ

‘ซิโก้’ นำอัฐิของ ‘น้องดอม’ สมาชิกทีมหมูป่า กลับถึงไทยแล้ว ด้านครอบครัวเตรียมนำไปประกอบพิธีฯ ที่วัดพระธาตุดอยเว้า

(4 มี.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 06.30 น. ที่ผ่านมา ที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ นายเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือ ‘ซิโก้’ ประธานมูลนิธิซิโก้ ได้นำอัฐิของ ‘น้องดอม’ หรือ นายดวงเพชร พรหมเทพ หนึ่งในทีมหมูป่า อะคาเดมี ที่เสียชีวิตที่ประเทศอังกฤษ กลับมายังประเทศไทย ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG911 โดยมี นางธนพร พรหมเทพ แม่ของน้องดอม และครอบครัว จากจังหวัดเชียงราย เดินทางมารับอัฐิของน้องดอมที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลทางพิธีศาสนาที่จังหวัดเชียงรายต่อไป

โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ทั้งนี้ครอบครัวของน้องดอม จะเดินทางกลับจังหวัดเชียงรายทันที ในช่วงเที่ยงของวันนี้

‘บิ๊กตู่’ ลั่น!! นี่คือผม สู้ทุกอย่าง ไม่ยอมแพ้ใครทั้งสิ้น เพื่อให้ใบหน้าของประชาชนทุกคนมีแต่รอยยิ้ม

เมื่อวานนี้ (3 มี.ค.66) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวขณะลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงการดำเนินงาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ให้ประชาชนทุกคนมีอาชีพ มีรายได้ มีรอยยิ้ม ว่า…

“สู้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเจออะไรก็ตาม เพราะนี่คือผม ไม่ยอมแพ้ใครทั้งสิ้น

ระทึก!! ไฟไหม้ บก.น.5 ย่านสาทรเหนือ เผาวอดทั้งหลัง หวั่น เอกสารคดีสำคัญเสียหาย ‘ผบช.น.’ สั่งเร่งสืบหาสาเหตุ

(4 มี.ค. 66) ร.ต.อ.มัสโรจน์ เมฆวิเชียรเจริญ รอง สว.(สอบสวน) สน.ทุ่งมหาเมฆ รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 (บก.น.5) ถนนสาทร แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กทม. จึงประสานสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยกรุงเทพมหานคร นำรถน้ำกว่า 50 คัน เจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวง และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุอยู่ถนนสาทร ฝั่งขาเข้า ใกล้กับแยกนรินทร พบเพลิงกำลังลุกไหม้รุนแรง อาคารสูง 3 ชั้นทั้งหมดทุกชั้น มีเปลวเพลิงสูงกว่า 10 เมตร และเสียงระเบิดประทุดังสนั่นเป็นระยะ เจ้าหน้าที่จึงต้องปิดกั้นการจราจร ตั้งแต่สี่แยกนรินทร ผ่านบริเวณจุดเกิดเหตุเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร พร้อมระดมหน่วยดับเพลิงลากสายฉีดน้ำกว่า 50 หัวเร่งฉีดน้ำเข้าควบคุมเพลิงที่กำลังลุกไหม้ แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่สามารถเข้าไปภายในอาคารได้ เนื่องจากหลังคาอาจถล่มลงมา เบื้องต้นจากการตรวจสอบขณะเกิดเหตุไม่มีผู้ติดค้าง หรือพักอาศัยอยู่ภายใน ส่วนรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จอดไว้รอบอาคาร ได้รับความเสียหายจำนวน 7 คัน หนึ่งในนั้นเป็นรถยนต์ประจำตำแหน่งของ พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผบก.น.5 หมายเลขทะเบียน ตราโล่ 09806 สภาพกันชนหน้ารถละลายจากความร้อน โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาฉีดน้ำควบคุมเพลิงนานกว่า 1 ชั่วโมงจึงสงบลง

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางมาที่เกิดเหตุ ขณะกำลังจะไปออกกำลังกาย พร้อมระบุว่า จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าเวรยามรักษาการด้านหน้าอาคาร ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงระเบิด คล้ายไฟฟ้าลัดวงจรที่บริเวณชั้นล่างของตัวอาคาร จากนั้นเห็นแสงเพลิงกำลังลุกไหม้กองเอกสาร จากนั้นก็รีบนำถังดับเพลิงวิ่งเข้าไปฉีด แต่ไม่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ จึงรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงให้เข้ามาช่วยเหลือ โชคดีที่ใกล้จุดเกิดเหตุมีน้ำคลองสาทร จึงสามารถใช้ในการดับไฟได้

นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า สำหรับอาคารหลังนี้ ขณะนี้เพลิงลุกไหม้เต็มพื้นที่ ทำให้ส่วนของหลังคาและพื้น ที่มีไม้เป็นส่วนประกอบ ถูกไฟเผาจนหมดสิ้น ส่วนบริเวณพื้นที่เกิดเหตุนั้นอยู่ในความดูแลของตำรวจ จึงอยากฝากให้ประชาชนระมัดระวัง เนื่องจากช่วงนี้อากาศแห้ง และขอให้ระวังเรื่องการใช้ไฟฟ้า เศษขยะอันจะก่อให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ได้

ต่อมา พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. เดินทางมาตรวจที่เกิดเหตุ ระบุว่า จากการสอบถามเวรยามรักษาการทราบว่า มีเพลิงลุกไหม้ที่บริเวณชั้นหนึ่ง จากนั้นตำรวจรักษาการเห็นเปลวเพลิง และรีบนำถังดับเพลิงมาฉีดสกัด จำนวน 2 ถัง แต่เนื่องจากจุดที่ไฟไหม้เป็นกองเอกสาร ทำให้ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ จึงรีบโทรแจ้งรถดับเพลิงมาที่เกิดเหตุ ก่อนที่ไฟจะลุกลามไปยังชั้น 2 และ 3 อย่างรวดเร็ว จนตัวหลังคาได้รับความเสียหายทั้งหลัง

‘ศิษย์เก่าฯ’ จี้ ยกเลิก ‘สัญลักษณ์ใหม่-Brand Chula’ โวย!! คนออกแบบอยากทันสมัย แต่ไม่เข้าใจรากเหง้า

กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มนิสิตเก่าขอตราพระเกี้ยวยั้งยืนยง เรียกร้องอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกเลิกตราสัญลักษณ์ใหม่ และ Brand Chula ชี้คนออกแบบรูปคล้ายพระเกี้ยวเขียนตามจินตนาการ อยากให้ดูทันสมัย แต่ไม่เข้าใจรากเหง้า อีกทั้งคำว่า ‘Chula’ ยังตัดแยกแถมด้อยค่าพระนามเต็ม ซ้ำแบรนด์สินค้าอื่น และเป็นคำสแลงในภาษาสเปนเชิงชู้สาว

(4 มี.ค. 66) รายงานข่าวแจ้งว่า กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘กลุ่มนิสิตเก่าขอตราพระเกี้ยวยั้งยืนยง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ ประกอบด้วย รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและรองอธิการบดีฝ่ายทรัพย์สิน ปี 2520-2532 พร้อมด้วย รศ.ศรีวงศ์ สุมิตร รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต ปี 2539-2543 คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ปี 2526-2529, นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ ปี 2513, ผศ.จำรูญ ณ ระนอง ประธานสภาคณาจารย์ ปี 2538-2539, นายธัชพงศ์ ธรรมพุฒิพงศ์ นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ ปี 2529 และนายสวัสดิ์ จงกล อดีตผู้อำนวยการหอประวัติ ผู้เชี่ยวชาญประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหนังสือถึง ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อขอให้พิจารณายกเลิกตราสัญลักษณ์ใหม่ (รูปคล้ายพระเกี้ยว) และ Brand Chula เนื่องจากมีความไม่ถูกต้องเหมาะสมต่อการเผยแพร่สู่สาธารณะ สร้างความเสียหายต่ออัตลักษณ์และเกียรติภูมิของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยพบว่า ‘ตราพระเกี้ยว’ ซึ่งเป็นตราประจำมหาวิทยาลัยเป็นรูปพระเกี้ยววางบนหมอน ซึ่งมีที่มาจากพระราชลัญจกรประจำพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พบว่า ตราสัญลักษณ์ที่เขียนขึ้นใหม่ เป็นการเขียนตามจินตนาการของผู้ออกแบบที่ไม่มีความรู้ในเรื่องศิลปะในสถาปัตยกรรมไทย และไม่เข้าใจรากเหง้าและประวัติของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เพียงเพื่อให้ดูทันสมัยและเป็นสากล แม้จะอ้างว่าไม่ได้ใช้เป็นตราประจำมหาวิทยาลัย แต่อาศัยอำนาจใดประกาศให้ใช้ตราสัญลักษณ์อันมีลักษณะที่ผิดเพี้ยนทำให้คนส่วนใหญ่หลงเข้าใจผิด และเข้าข่ายกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551

ส่วนตัวอักษร Logotype ที่ใช้คำว่า ‘Chula’ เป็นการตัดแยกชื่อเต็มซึ่งเป็นพระนามของพระมหากษัตริย์ อันเป็นการด้อยค่าพระนามเต็มแล้วสร้างชื่อใหม่ขึ้นมาแทน และซ้ำกับชื่อสินค้าหลายชนิดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งในภาษาสเปน คำว่า ‘Chula’ เป็นคำสแลงที่มีความหมายเป็นคำชมหญิงสาวในเชิงดูหมิ่นไปในเรื่องทางเพศอีกด้วย เป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยดูตกต่ำมากกว่าทำให้ดูดีเป็นสากล อีกทั้งเป็นการออกแบบสัญลักษณ์แทนชื่อตัวเองที่มีลักษณะไม่เป็นมงคล คือตัดขาดกันเอง สูงต่ำสลับกัน และแตกต่างในทิศทางซ้ายขวาของหัวตัวอักษรและดูไม่มั่นคงสมกับเป็นสถาบันการศึกษาอีกด้วย จึงไม่สมควรนำมาใช้อย่างเป็นทางการในสถานะของ Brand Chula จึงควรใช้ชื่อเต็มให้รับรู้และจดจำด้วยคำว่า ‘Chulalongkorn’ ไม่ควรจงใจตัดทอนให้สั้น เพียงเหตุผลว่าง่ายต่อการจดจำแล้วสูญเสียเอกลักษณ์สำคัญ อีกทั้งยังสื่อความหมายในเชิงลบต่อจุฬาฯ อีกด้วย

ด้านเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า ‘ขอตราพระเกี้ยวยั้งยืนยง’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

เมื่อวันที่ 1 มีนาคมนี้ ‘กลุ่มนิสิตเก่าขอตราพระเกี้ยวยั้งยืนยง’ ได้ส่งหนังสือคัดค้านการใช้รูปตราสัญลักษณ์แบบใหม่ไปถึงอธิการบดี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ซึ่งท้ายเอกสารฉบับนี้ลงนามโดย รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ (รองอธิการบดี พ.ศ.2520-2532), รศ.ศรีวงศ์ สุมิตร (รองอธิการบดี พ.ศ. 2539-2543 และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ พ.ศ. 2526-2529), ผศ.จำรูญ ณ ระนอง (ประธานสภาคณาจารย์ พ.ศ.2538-2539 และนายกสโมสรอาจารย์จุฬาฯ พ.ศ. 2539 - 2543), นายประสาร มฤคพิทักษ์ (นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ พ.ศ. 2513) และนายธัชพงศ์ ธรรมพุฒิพงศ์ (นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ พ.ศ.2529)

โดยเนื้อหาในเอกสารได้ระบุว่ากลุ่มนิสิตเก่าจุฬาฯ ซึ่งมีหลายรุ่นหลายคณะต้องการแสดงความเห็นคัดค้านการใช้ตราสัญลักษณ์ใหม่ที่ดูคล้ายตราพระเกี้ยวเดิม และรูปสัญลักษณ์ตัวอักษรคำว่า ‘Chula’ ซึ่งมหาวิทยาลัยระบุให้เป็น Official Logo Brand ใช้ในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ทุกชนิดและให้ทุกหน่วยงานใช้รูปตราสัญลักษณ์นี้ ซึ่งในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนจากตราพระเกี้ยวเดิมมาเป็นตราใหม่นี้หมดแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top