Friday, 10 July 2026
Hard News Team

หัวใจสำคัญของรถ!! ‘BYD’ โร่แจงปมดรามา ค่าซ่อมสูงเฉียดล้าน ชี้! แบตเตอรี่มีความปลอดภัย-ประสิทธิภาพสูง

(4 มี.ค. 66) กรณี ยูทูบช่อง Priceza Money ออกมาเผยเรื่องราวของเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 ที่ประสบอุบัติชนเกาะกลางถนนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ต้องเจอค่าซ่อมรถสูงถึง 1 ล้านบาท ซึ่งค่าซ่อมที่แพง หนักสุด อยู่ที่ราคาก้อนแบตเตอรี่ของรถ ที่ถูกตีมูลค่าไว้สูงถึง 896,190 บาท

ต้อนรับคับคั่ง!! ‘บิ๊กป้อม’ ลงใต้ สวมเสื้อปาเต๊ะ นั่งจิบชาริมถนน พร้อมร่วมแห่ผ้าขึ้นพระธาตุฯ แฟนคลับล้อมขอเซลฟี

(4 มีค.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค พลังประชารัฐ (พปชร.) พลเอกประวิตร เดินทางไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการส่วนตัว โดยสวมเสื้อผ้าลายปาเต๊ะ สีสดใส สไตล์ชาวใต้ มีสีหน้าสดใส และยิ้มแย้มพูดคุยและร่วมถ่ายรูปกับแฟนคลับที่มาทักทายและให้กำลังใจอย่างเป็นกันเอง

โดยในช่วงเช้า พลเอกประวิตร ทำกิจกรรม ทานน้ำชา ‘ริมถนน’ (จิบชา กินตี แลนก) สี่แยกท่าซัก อำเภอเมือง เวลาต่อมา พลเอกประวิตรและคณะ เดินทางถึงพระธาตุ ร่วมแห่ผ้าขึ้นธาตุนครศรีธรรมราช เสร็จแล้วเยี่ยมชมส้มโอทับทิมสยาม ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง

ปักธงแลนด์สไลด์!! ‘อุ๊งอิ๊ง’ บุกเมืองย่าโม อ้อนคนโคราช ขอชนะทั้ง 16 เขต ลั่น!! พร้อมนำโอกาส-อนาคตประเทศกลับคืนมา

(4 มี.ค. 66) ที่อาคารกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เทศบาลเมือง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พร้อมด้วยนายพานทองแท้ ชินวัตร พี่ชายของน.ส.แพทองธาร และแกนนำพรรค พท. อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรค นายสุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย และว่าที่ผู้สมัครส.ส.นครราชสีมา ทั้ง 16 เขต โดยมีประชาชนร่วมเวทีปราศรัยจนเต็มพื้นที่

โดย นพ.ชลน่าน ปราศรัยว่า เรามีความตั้งใจยกทัพใหญ่มาโคราช ซึ่งโคราชเป็นเมืองที่มีโอกาสมากที่สุดในประเทศ เพราะมี ส.ส.มาถึง 16 เขตเลือกตั้ง ฉะนั้น ต้องปักธงแลนด์สไลด์เพื่อไทยเท่านั้น เริ่มต้นจากปักธงชัย ปักธงมั่งคงที่ อำเภอคง และปักธงให้ยกจังหวัดที่เมืองย่าโม เสียงสะท้อนประชาชนทุกเวที เมื่อพูดถึงว่าที่แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ทุกเสียงบอกว่า น.ส.แพทองธาร โคราชเพื่อไทยคิดใหญ่ทำเป็น ถ้าเราไม่คิดใหญ่พอ โอกาสของทุกคนที่สูญเสียไป 8 ปีจะสูญหาย เพื่อเอาโอกาสอนาคตประเทศกลับคืนมา ขอสัญญาใจพี่น้องชาวโคราชว่า จะคิดใหญ่ได้ต้องชนะทั้ง 16 เขต ถล่มทลายยกโคราช อย่างน้อยต้องได้ 250 ที่นั่งขึ้นไป

นพ.ชลน่าน ปราศรัยต่อว่า เมื่อเดือนที่แล้วโพลที่ทำโดยหน่วยงานลับออกมาบอกว่า เพื่อไทยทั่วประเทศ จะได้ 270 ที่นั่ง ดังนั้น หากต้องการเพื่อไทยเป็นรัฐบาลต้องกาเพื่อไทยทั้งสองใบทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกไป ถ้าเราไม่ได้ 250 เราจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ตั้งแต่นโยบายที่ทำได้ คือเพื่อไทย ซึ่งเป็นประชาธิปไตยกินได้และเราทำเป็น จากผลสำรวจโพลทุกสำนักเพื่อไทยมาเป็นอันดับหนึ่ง เราไม่มีพลังใหม่ ไม่มีพลังเก่า แต่เอาทุกมาผสมผสานเพื่อทำหน้าที่ให้ประชาชน

ต่อมา นายประเสริฐ ปราศรัยว่า ตนเป็นคนโคราชตัวจริงเสียงจริง ไม่เหมือนนักการเมืองบางคน บอกว่าเป็นคนโคราช แต่ไม่มีบ้านอยู่โคราช แอบใช้บ้านหลวงใช้ไฟฟรี ซึ่งโคราชเป็นเมืองหญิงกล้า และวันนี้นางสาวแพทองธาร เป็นอีกหนึ่งหญิงกล้า ที่เปรียบเป็นนารีขี่ม้าขาวมาอาสาทำงานกอบกู้วิกฤติประเทศ วันนี้ถึงเวลาของสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงของโคราชแล้ว 8 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่มีอะไรดีขึ้นเลย บอกว่าจะปฏิรูปหลายอย่าง เอา ส.ว.ที่ตัวเองแต่งตั้งเลือกนายกฯ อย่างหน้าด้าน คนไทยตัวเล็กลงแต่ระบบราชการใหญ่ขึ้น จาก 8 ปีที่ผ่านมา โดย 4 ปี แรกไปพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อสืบทอดอำนาจ และไปพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ก็สืบทอดอำนาจ ถ้าเลือกอีก 4 ปี ก็เลือกเผด็จการ และ 8 ปีที่ผ่านมาโคราชไม่ได้อะไรเลย

“ถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาลราคาสินค้าเกษตร ทั้งอ้อย ข้าว ข้าวโพด จะราคาสูงขึ้น ราคาปุ๋ยลดลง รวมทั้งจะฟื้นฟูโครงการสินค้าโอทอปที่เกิดในสมัยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ดังนั้นเพื่อไทยต้องแลนด์สไลด์ถ้าไม่แลนด์สไลด์ คนที่เราไม่อยากให้เป็นนายกฯจะกลับคืนมา” นายประเสริฐ กล่าว

แก้ปัญหาตรงจุด!! ‘กรณ์’ ลุยบางคอแหลม ‘พูดคุย-รับฟัง’ ปัญหาชาวบ้าน ปลื้ม!! ส่วนใหญ่ขานรับนโยบาย ‘ยกเลิกแบล็กลิสต์’ แก้หนี้ทั้งระบบ

(4 มี.ค.66) นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า พร้อมด้วยนายปรัชญา อึ้งรังษี ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในเขตบางคอแหลม ถนนเจริญกรุง โดยนายกรณ์ แนะนำตัวผู้สมัครและสอบถามความเป็นอยู่ของพี่ประชาชน ซึ่งมีร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อยเป็นจำนวนมาก โดยประชาชนให้ความสนใจนโยบายยกเลิกแบล็กลิสต์ของพรรคชาติพัฒนากล้า เพราะหลายคนก็พบเจอปัญหาหนี้นอกระบบ เพราะไม่สามารถกู้เงินในระบบได้

นายกรณ์ กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนากล้ามีนโยบายการหาเสียงที่ชัดเจนว่า มุ่งเน้นไปที่ต้นตอของปัญหา ไม่เน้นประชานิยม เนื่องจากมองว่านโยบายประชานิยม เช่น พักหนี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาแต่เป็นการผลักปัญหาออกไปโดยที่ไม่ได้ช่วยอะไร เราจึงเลือกที่จะนำเสนอนโยบายที่สร้างโอกาสให้ประชาชนปลดหนี้ ลดหนี้ โดยยกตัวอย่างในช่วงวิกฤตโควิด พรรคได้ทำโครงการกล้าปลดหนี้ มีประชาชนมาขอคำปรึกษาว่าเขามีหนี้นอกระบบอยู่ 50,000 และไม่สามารถกู้เงินในระบบได้ เราจึงช่วยหาสถาบันการเงินมาปล่อยกู้ให้ 100,000 บาท เพื่อปลดหนี้นอกระบบที่มี และอีก 50,000 บาทเขานำไปวางเงินดาวน์เปิดร้านหมูกระทะ จนปัจจุบันกิจการรุ่งเรือง สามารถปลดหนี้ได้ และหารายได้เลี้ยงครอบครัวได้สบาย ๆ เพราะเขาได้โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญให้เขาเดินต่อได้

นายกรณ์ กล่าวว่า วันก่อนได้มีโอกาสได้คุยกับคนรุ่นใหม่แถวสามย่าน เขาเป็นเอเย่นต์ขายบ้าน เขาบอกว่า บ้านที่คนส่วนใหญ่บ้านคนสนใจราคาอยู่ประมาณ 2 ล้าน และถ้าคนเจตนาจะมีบ้าน 10 คน แบงก์จะสามารถปล่อยกู้ได้เพียง 2 คนเท่านั้น ในขณะที่อีก 8 คน ก็ยังต้องเช่าบ้านที่ราคาแพงกว่าเงินที่ใช้ผ่อนบ้าน แทนที่จะให้เขากู้เงินแล้ว เอาเงินค่าเช่ามาเป็นเงินผ่อน ที่ต้องจ่ายไปโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมา โอกาสการในการกู้ยืมเงินเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเมื่อเทียบกับออสเตรเลีย ที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ที่ 4% ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน 5% ส่วนต่าง 1% เช่นเดียวกับมาเลเซีย ถ้าอัตราส่วนต่างไม่เกิน 2% ในขณะที่ประเทศไทย ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1% และดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน 6% ทำไมส่วนต่างเราสูงกว่ากันมาก แต่บ้านเราไม่มีใครตั้งคำถามแบบนี้ ไม่มีคนคิดเชิงโครงสร้าง ที่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน

“ชีวิตผมเอง 20 ปี ผมทำธุรกิจมา เหมือนกับคุณปรัชญา ก็ทำธุรกิจ และไม่ว่าอาชีพอะไรก็ตามในทุกประสบการณ์ก็เป็นประโยชน์ที่จะเข้ามาทำงานการเมือง แต่ความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจ มีความสำคัญ ที่จะเป็นเส้นแบ่งสำคัญของนักธุรกิจกับนักการเมืองคือ จิตสาธารณะ ความเสียสละ ที่เราต้องปรับตัว เพราะเรามีหน้าที่สร้างประโยชน์ให้กับทุกคน ไม่ใช่กลุ่มลูกค้า หรือคนที่เลือกเรา ความเข้าใจตรงนี้ นักธุรกิจมองข้ามไม่ได้ และต้องปรับตัวให้ได้” นายกรณ์ กล่าว

‘พิธา’ ยันคำเดิม ไม่ร่วมส่วนผสมกับพรรคทหารจำแลง ครม.ไหนมี ‘ตู่-ป้อม’ ไม่มี ‘ก้าวไกล’ ร่วมด้วยแน่นอน

‘พิธา’ ควง ‘ปิยบุตร’ ขึ้นซาเล้งแห่หาเสียง ดัน ‘ทนายป๊อก’ ย้ำแชมป์ขอนแก่นเขต 1 ไม่หวั่นแบ่งเขตเปลี่ยนไปมา มั่นใจรอบนี้คนแห่เลือกตั้งเพื่ออนาคตมากขึ้น ยืนยันคำเดิม ครม. ไหนมี ‘ประวิตร-ประยุทธ์’ ไม่มี ‘ก้าวไกล’ ร่วมด้วยแน่นอน

(4 มี.ค. 66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล และ นายวีรนันท์ ฮวดศรี ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 พรรคก้าวไกล ร่วมกิจกรรมแห่หาเสียง โดยใช้ขบวนรถสามล้อและมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างแห่ไปรอบตัวเมืองขอนแก่น ทักทายประชาชน แนะนำตัวผู้สมัครและนโยบายของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้ง โดยกิจกรรมตลอดช่วงเช้านี้ได้รับการตอบรับจากประชาชนชาวขอนแก่นตลอดสองข้างทางเป็นอย่างดี

ก่อนเริ่มขบวนแห่ ทั้งสามคนร่วมให้สัมภาษณ์และตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน ซึ่งถามถึงความมั่นใจของพรรคก้าวไกลต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยปิยบุตร ระบุว่าจากการติดตามผลสำรวจคะแนนนิยมอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ว่าคะแนนนิยมของพรรคก้าวไกลยังคงอยู่ เมื่อ 4 ปีที่แล้วทุกคนก็ปรามาสพรรคอนาคตใหม่ว่าจะไม่ได้คะแนนนิยม แต่ก็คว้าชัยชนะมาได้ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วถึง 88 ที่นั่ง รวมทั้งที่ขอนแก่นเขต 1 ด้วย มาครั้งนี้ก็เชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะยังคงเก็บชัยชนะได้

ด้านนายพิธา ระบุว่าในการเลือกตั้งรอบนี้ พรรคก้าวไกลตั้งเป้าหมายว่าจะต้องได้จำนวน ส.ส.เขตมากขึ้น ให้มี ส.ส.เขตในทุกภาค และต้องมากกว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมถึงจะต้องได้คะแนนนิยมรวม หรือพอปพิวลาร์โหวตมากขึ้นด้วย ซึ่งตนเชื่อว่าเป็นไปได้ แม้วิธีการคำนวณคะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้อาจต่างกัน แต่เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด โดยเฉพาะในปัจจัยที่เราควบคุมได้ เรามีแผนการหาเสียงยาวไปจนถึงวันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งแล้ว ทั้งการเปิดตัวนโยบาย ลงพื้นที่ เปิดตัว ส.ส.บัญชีรายชื่อ

แต่หากจะมีสิ่งใดที่ยังเป็นข้อกังวลอยู่บ้าง ก็คงจะมีการเขียนเขตที่ไม่แน่นอนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และการไม่มีระบบรายงานผลแบบเรียลไทม์ การใช้เวลาราชการและการใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือในการหาเสียงโดยฝ่ายรัฐบาล แต่เราก็จะทำในสิ่งที่ทำได้ให้ดีที่สุด ทั้งนี้ ตนขอเรียกร้องไปยัง กกต. ให้จัดการการเลือกตั้งอย่างมีระบบ มีความชัดเจน มีบรรทัดฐานที่ต่อเนื่อง และไม่สร้างความสับสนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

นายพิธายังกล่าวต่อไปว่า สำหรับการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปจากกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตนและพรรคก้าวไกลคาดแล้วว่าจะมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น จึงได้มีการวางแผนให้ผู้สมัครเดินหาเสียงไปพร้อมกัน 2-3 ทีมในเขตใกล้เคียงกันหลายที่ ให้ประชาชนได้เห็นตัวผู้สมัครครบทุกคน ทำงานเป็นทีมและส่งพลังให้แก่กันด้วย

ทั้งนี้ การแบ่งเขตแบบที่นับรวมฐานประชากรแต่เฉพาะคนสัญชาติไทย อาจส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเขตไปอย่างมีนัยยะสำคัญในจังหวัดอย่างเชียงใหม่และเชียงราย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พรรคก้าวไกลก็พร้อมสู้ในทุกรูปแบบ และเชื่อว่าจะสามารถรักษาเขตเดิมและเพิ่มเขตใหม่ได้แน่นอน

ผู้สื่อข่าวยังถามต่อถึงกรณีการขยับของพรรคเพื่อไทย ที่มีการแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจขึ้นมา จะส่งผลต่อการหาเสียงของพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายพิธาระบุว่า พรรคก้าวไกลพร้อมเสมอในการแข่งขันเชิงนโยบายเพื่อเสนอทางออกที่ดีที่สุดให้สังคมไทย และเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา พรรคก้าวไกลก็พร้อมที่จะร่วมมือกับแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพื่อทำงานด้วยกันอย่างเต็มที่ในอนาคต เพราะวันนี้ทั้งสองพรรคต่างเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน ทุกพรรคร่วมฝ่ายค้านต่างเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อม ที่เมื่อนำมารวมกันจะเป็น ครม. ที่สมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ ของประเทศไทยได้

‘เพจลุงตู่ตูน’ เชียร์ ‘บัตรสวัสดิการพลัส’ ช่วยลดภาระ ปชช. ลั่น!! ขอให้ลุงตู่อยู่ต่อ เพื่อทำโครงการให้สำเร็จ

(4 มี.ค. 66) เพจเฟซบุ๊กลุงตู่ตูน ซึ่งเป็นเพจสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์คลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์นโยบาย ‘บัตรสวัสดิการพลัส’ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)ได้ประกาศบนเวทีปราศรัยใหญ่ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยได้สัมภาษณ์ความคิดเห็นของประขาชนต่อนโยบายดังกล่าวด้วย

โดย ในคลิปวิดีโอ ประชาชนที่เป็นกลุ่มแฟนคลับ ต่างให้การสนับสนุนนโยบาย ‘บัตรสวัสดิการพลัส’ ว่า ดีใจมากที่มีนโยบายนี้ โดยเฉพาะการขยายสิทธิจาก 300 บาท เป็น 1,000 บาท เพราะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ให้ได้ซื้อผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน น้ำมันพืช ข้าวสารอาหารแห้ง และของใช้ต่าง ๆ ในภาวะที่สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคา ค่าครองชีพก็สูงขึ้น

ประชาธิปัตย์ ลุยชายแดนใต้ เตรียมปราศัยใหญ่ พรุ่งนี้ 5 มี.ค. ที่ปัตตานี จุรินทร์-บัญญัติ นำทีม นิพนธ์ ยืนยัน ปชป.พร้อมทุกขุมกำลัง เตรียมเดินสายปราศัยทั่วทั้งประเทศ

วันนี้ ( 4 มี.ค.66 ) นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ /ผอ.เตรียมการเลือกตั้งพรรคฯ เปิดเผยว่า วันที่ 4-5 มี.ค. นี้ พรรคปชป.ได้เปิดเวทีปราศรัยในสองจังหวัดได้แก่ 4 มี.ค. ที่ จ.พัทลุง และ 5 มี.ค. ที่จังหวัดปัตตานี บริเวณสนามหน้าออมทอง(ข้างโรงแรมซีเอสปัตตานี) ซึ่งทั้งสองเวทีจะเริ่มในเวลา 16.00 น. คาดว่าจะมีประชาชนให้ความสนใจฟังปราศัยหลักหมื่นคน

ผู้บัญชาการทหารเรือ เปิดงานวันสถาปนาไทยอาสาป้องกันชาติ ประจำปี 2566 ทัพเรือภาคที่ 2 พร้อมชมพิธีสวนสนามทางบกและทางเรือ กว่า 50 ลำ

วันนี้ (4 มี.ค. 66) ที่บริเวณลานพระอนุสาวรีย์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ แหลมสนอ่อน บริเวณสวนสองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีสวนสนาม ทางบกและสวนสนามทางเรือของเหล่าสมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติในทะเล เนื่องในวันสถาปนาไทยอาสาป้องกันชาติหรือ ทสปช. ประจำปี 2566 โดยมีสมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติในทะเลเขตทัพเรือภาคที่ 2 จาก 5 จังหวัด ประกอบด้วย จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส จำนวน 200 คนเข้าร่วมในพิธี

โดยงานสถาปนาไทยอาสาป้องกันชาติได้จัดขึ้นเพื่อรำลึกและสดุดีวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของบรรพชนที่ได้สละชีวิต เลือดเนื้อและหยาดเหงื่อเข้าป้องกันเอกราช อธิปไตยของแผ่นดินไว้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2369 ซึ่งก็คือท้าวสุรนารีที่ได้รวบรวมกำลังประชาชนทั้งหญิงและชายออกรบขับไล่ศัตรูจนแตกพ่ายและได้รับชัยชนะทางราชการจึงได้ประกาศให้วันที่ 4 มีนาคมของทุกปีเป็นวันไทยอาสาป้องกันชาติ รวมทั้งยังเป็นการแสดงการรวมพลัง การเสริมสร้างขวัญ และกำลังใจให้แก่เหล่าสมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติในทะเล ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ตระหนักถึงความรัก ความสามัคคี พร้อมที่จะเสียสละและร่วมมือกับทางราชการในการป้องกันประเทศ ตลอดจนประกอบกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนต่อไปในอนาคต

ภายในงานมีกิจกรรมพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติสมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติฯดีเด่น จำนวน 5 คน จาก 5 จังหวัด และวิทยากรดีเด่น 1 คน จากนั้นสมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติกล่าวคำปฏิญาณตน โดยหัวหน้าชุดครูฝึก เป็นผู้กล่าวนำสมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติทางทะเลฯ ในการปฏิญาณตน

รอง โฆษก ตร. เตือนพระภิกษุสงฆ์และนักบวชให้ความระมัดระวังการโจรกรรมทรัพย์สินวัดและศาสนสถานในวันสำคัญทางศาสนา

วันนี้ (4 มี.ค.66) เวลา 13.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.ท. ธ เทพ ไชยชาญบุตร รองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้คำแนะนำกรรมการวัดและผู้ดูแลศาสนสถานต่างๆ รวมตลอดถึงพระภิกษุ สามเณร นักพรตนักบวช ให้ช่วยกันสอดส่องป้องกันพระพุทธรูป โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและกล่องรับบริจาคต่างๆ ภายในวัด

พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดย พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มีความห่วงใยในวัดวาอาราม เทวสถาน ศาสนสถานต่างๆ ในทุกศาสนา จึงได้กำชับให้ข้าราชการตำรวจทุกพื้นที่ให้สอดส่องดูแลวัดวาอาราม เทวสถาน ศาสนสถานต่างๆ  โดย พ.ต.ท. ธ เทพฯ  กล่าวว่า เมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนาต่างๆ เช่นวันมาฆบูชาจะมีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา มีการทำบุญบริจาคทานเป็นจำนวนมาก ซึ่งมักจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาสำรวจลู่ทางเพื่อหาโอกาสในการลักขโมยทรัพย์สินต่างๆ ทั้งของวัด เช่นเงินสดในกล่องรับบริจาคของวัด พระพุทธรูป เทวรูป ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ และทั้งทรัพย์สินส่วนตัวของพระภิกษุหรือนักบวชด้วย

ผบ.ตร.สั่ง น.1 เร่งตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้อาคารที่ทำการ บก.น.5 และความเสียหายทรัพย์สินทุกชนิดโดยละเอียด พร้อมจัดหาปรับปรุงที่ทำการชั่วคราว ดูแลตำรวจที่ได้รับผลกระทบ เบื้องต้น พฐ.รายงานไฟไหม้จาก กระแสไฟในคอมเพรสเซอร์แอร์ลัดวงจร

วันที่ 4 มี.ค. 66 พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่า “จากกรณีเพลิงไหม้กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 (บก.น.5)  เขตสาทร ซึ่งเป็นอาคารสูง 3 ชั้น มีรถยนต์ของตำรวจได้รับความเสียหายจำนวน 7 คัน แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ตามที่มีการเสนอข่าวไปแล้วนั้น

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.สั่งการให้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  เร่งหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ รวมทั้งสภาพโครงสร้างอาคารที่มีความเสียหายจะเกิดอันตรายหรือไม่ โดยเบื้องต้นได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานที่ลงตรวจสอบที่เกิดเหตุว่า สาเหตุไฟไหม้เกิดจากกระแสไฟในคอมเพรสเซอร์แอร์ลัดวงจร 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top