Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

ศปป.3 เดินหน้าเสริมเกราะความมั่นคง! ผุดเครือข่ายแจ้งเตือนภัยก่อการร้ายชายแดนไทย-กัมพูชา”

เมื่อวันที่ (6 ส.ค. 68) พล.ท.ชนินทร์ สิงหนาทนิติรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 3 (ศปป.3) กอ.รมน. เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการก่อการร้าย ณ โรงแรมไอยราแกรนด์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–7 สิงหาคม 2568

การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 80 คน ประกอบด้วยสมาชิกอาสาพัฒนาชุมชน อสม. ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการเฝ้าระวัง วิเคราะห์ และแจ้งเตือนภัยการก่อการร้ายได้อย่างทันท่วงที

เนื้อหาฝึกอบรมเน้นด้านความมั่นคง การจดจำใบหน้าบุคคลต้องสงสัย และการสื่อสารข้อมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสร้างระบบแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่าง ๆ บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การสร้างเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็งจึงเป็นมาตรการเชิงรุกในการป้องกันเหตุรุนแรงและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างจังหวัดชลบุรี

“การมีเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง คือด่านหน้าในการเฝ้าระวังประเทศ” พล.ท.ชนินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

‘สถานทูตเกาหลีใต้’ โต้สื่อ ‘กัมพูชา’ ปัดขายอาวุธให้ไทย ลอบสังหาร ‘ฮุน เซน-ฮุน มาเนต’ ด้วยเครื่องบิน AT-6 TH ไม่เป็นความจริง

(7 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ในกัมพูชาออกแถลงการณ์ปฏิเสธรายงานข่าวจากสื่อกัมพูชาที่กล่าวหาว่า ไทยเตรียมใช้เครื่องบินโจมตีเบา AT-6 TH และขีปนาวุธนำวิถีด้วย GPS ซึ่งเกาหลีใต้ขายให้ เพื่อโจมตีบ้านพักของฮุน เซน และฮุน มาเนต โดยระบุชัดว่า "ไม่เป็นความจริง"

ก่อนหน้านี้ (5 ส.ค.) สื่อเขมรหลายสำนักรายงานว่า ไทยมีแผนลอบสังหารผู้นำกัมพูชาโดยใช้อาวุธจากเกาหลีใต้ บินขึ้นจากจังหวัดตราดไปยังเป้าหมายในพนมเปญ สร้างความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ จนสถานทูตเกาหลีใต้ต้องออกมายืนยันจุดยืน

ทางการเกาหลียังเน้นย้ำว่า รัฐบาลโซลยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลงอย่างจริงใจ พร้อมย้ำว่าเกาหลีใต้สนับสนุนสันติวิธีในการแก้ปัญหา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการขายอาวุธเพื่อนำไปใช้ในความขัดแย้งระหว่างประเทศใดทั้งสิ้น

กระทรวงวัฒนธรรม จัดงานแถลงข่าวการจัดการแสดง ดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘

วันพุธที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๔.๐๐ น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้ นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดการแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีนางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม) อาจารย์สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ (ผู้แทนคณะครูอาวุโสฯ) เป็นผู้ร่วมแถลงข่าว และมีคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ เครือข่ายทางวัฒนธรรม สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า การจัดการแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ เพื่อเผยแพร่พระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีไทย ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีงามในการอนุรักษ์ สืบสานดนตรีไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติ อีกทั้งเป็นการเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติให้เป็นที่รับรู้แก่ประชาชนชาวไทย และทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ ๗๐ พรรษา ๒ เมษายน ๒๕๖๘ 

ด้านนางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม) กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ดำเนินโครงการเทิดพระเกียรติ สถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดจนกิจกรรมการแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ ในปีนี้นับเป็นครั้งที่ ๑๕ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ทรงมีคุณูปการ อย่างใหญ่หลวงต่องานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านดนตรีไทย ทรงอุปถัมภ์ส่งเสริมศิลปินด้านดนตรีไทย และทรงเป็นแบบอย่าง ในการอนุรักษ์ สืบทอดศิลปวัฒนธรรมเป็นที่ประจักษ์ตลอดมา

สำหรับการจัดการแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดนตรีไทยร่วมกับวงครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ และวงดนตรีบ้านปลายเนิน รวมถึงการบรรเลงดนตรีโดยครูอาวุโส แห่งรัตนโกสินทร์ วงลูกศิษย์ครูอาวุโส และการแสดงรำถวายพระพร โดย วงสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และวงศิษย์พระประณีตวรศัพท์ โดยจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๘.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรม Young “รักษ์” ทะเล “อนุรักษ์แนวปะการัง”

เมื่อวันที่ (4 ส.ค. 68) ทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกิจกรรม Young “รักษ์” ทะเล “อนุรักษ์แนวปะการัง” ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี ภายใต้โครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

กิจกรรมในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน จากโรงเรียนประดิษฐ์ศึกษา และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี พร้อมรับฟังความรู้จากวิทยากรศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อีกทั้งภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนในการจัดกิจกรรมฯ ได้แก่ สมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน (IESG) และบริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยกิจกรรมประกอบด้วย บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ชมนิทรรศการทรัพยากรทางทะเล สาธิตการปลูกปะการัง ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลหายาก เดินศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน

วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล และสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน และกิจกรรมครั้งต่อไปกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 7–8 สิงหาคม 2568

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

กระทรวงวัฒนธรรม เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง จัดนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” อาภรณ์แห่งพระราชปณิธาน งามสง่าคู่แผ่นดินไทย ยกระดับการแต่งกายสตรีไทย เสนอ UNESCO ให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

(5 ส.ค. 68) เวลา 10.00 น. นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน นิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” อาภรณ์แห่งพระราชปณิธาน งามสง่าคู่แผ่นดินไทย ณ อาคารอเนกประสงค์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยมี นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยากร ผู้แทนองค์กรภาคีเครือข่าย สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน
       
นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ในการพัฒนาและยกระดับการแต่งกายของสตรีไทย ให้เป็นชุดประจำชาติอันงดงามและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ 
       
อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า ในปี พุทธศักราช 2569 ที่จะถึงนี้ ประเทศไทยจะครบรอบ 60 ปี แห่งการพระราชทานแบบ “ชุดไทยพระราชนิยม” และในโอกาสสำคัญนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินการ ยื่นเสนอ “ชุดไทย” เพื่อขึ้นทะเบียนเป็น “รายการตัวแทน มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ” ต่อยูเนสโก  
       
สำหรับการยื่นเสนอในครั้งนี้ นับเป็นการสะท้อนถึง เจตจำนงร่วม ของคนไทยทุกคน ที่จะร่วมกันธำรงรักษา “ชุดไทย” ไม่ใช่ในฐานะ วัตถุอนุรักษ์ หากแต่ในฐานะ อัตลักษณ์ที่มีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ ในความภาคภูมิใจของผู้คนและเติบโตอยู่บนเวทีโลกอย่างร่วมสมัย ภายในงาน นอกจาก “ชุดไทยพระราชนิยม” ที่นำมาจัดแสดงแล้ว ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “แนวทางการส่งเสริมและรักษาชุดไทย เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” และการแสดงชุดไทยพระราชนิยม
      
 “ชุดไทยพระราชนิยม” เริ่มต้นในปี พ.ศ.2503 ขณะที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 เยือน 15 ประเทศ ในทวีปอเมริกาและยุโรป พระองค์ทรงตระหนักว่า การแต่งกายแบบดั้งเดิมของหญิงไทยในชีวิตประจําวันกำลัง สูญหายไปภายใต้อิทธิพลของวัฒนรรรมตะวันตก และไม่มีชุดแต่งกาย ที่เป็นแบบฉบับประจําชาติที่สามารถแสดง อัตลักษณ์ไทยได้อย่างชัดเจน 
       
ด้วยพระราชดำริอันลึกซึ้ง พระองค์จึงโปรดให้นางสนองพระโอษฐ์ ศึกษาค้นคว้าและออกแบบชุดแต่งกายสตรีไทย ที่มีความคล่องตัว เหมาะสมกับวิถีชีวิตปัจจุบัน แต่ยังคงกลิ่นอายและเอกลักษณ์ไทย ไว้อย่างสง่างาม จึงได้ก่อให้เกิดชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ได้แก่ ชุดไทยจักรพรรดิ ชุดไทยจักรี ชุดไทยดุสิต ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยจิตรลดา และ ชุดไทยเรือนต้น
       
“ชุดไทยพระราชนิยม” อาภรณ์แห่งพระราชปณิธาน งามสง่าคู่แผ่นดินไทย จึงนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ที่สมควรสืบสานและภาคภูมิใจ ในความเป็นไทยให้ดำรงอยู่คู่ชาติสืบไป

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 วันรำลึกถึง ‘พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์’ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย สิ้นพระชนม์ที่ปารีส ทรงริเริ่มการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในคดีอาญา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ได้รับการยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” ได้สิ้นพระชนม์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ขณะมีพระชนมายุเพียง 47 พรรษา หลังจากทรงประชวรด้วยพระวัณโรคที่พระวักกะ (ไต)

พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ทรงเริ่มศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในช่วงเสด็จกลับสู่สยาม ทรงเริ่มงานด้านกฎหมายอย่างจริงจัง และดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และทรงก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย รวมถึงจัดตั้งศาลยุติธรรมทั่วประเทศ

หนึ่งในผลงานสำคัญคือ การประมวลกฎหมายอาญาฉบับ ร.ศ. 127 และการวางรากฐานระบบศาลและกระบวนการยุติธรรมแบบสมัยใหม่ พระองค์ยังทรงสอนกฎหมายด้วยพระองค์เอง และริเริ่มการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในคดีอาญา ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าอย่างมากในยุคนั้น

เพื่อรำลึกถึงพระกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ วงการกฎหมายไทยจึงกำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันรพี” เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้วางรากฐานระบบกฎหมายไทยให้มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน

‘สรวงศ์’ ย้ำปลดล็อกโป๊กเกอร์ทำตามขั้นตอน ยันขึ้นทะเบียนเป็นกีฬาที่ทั่วโลกยอมรับแล้ว

นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวผ่านรายการโทรทัศน์กรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งให้เล่นโป๊กเกอร์ที่เป็นกีฬาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวได้นั้นว่า เป็นไปตามไทม์ไลน์ แต่ยืนยันว่าไม่มีเกี่ยวกับ Entertainment complex และยืนยันว่า การเล่นไพ่ที่เป็นการพนัน ยังถือว่าผิดกฎหมาย

รมว.ท่องเที่ยวฯ ชี้แจงการปลดล็อก 'โป๊กเกอร์เป็นกีฬา' เป็นไปตามขั้นตอน ไม่เกี่ยวข้องกับ Entertainment Complex ย้ำว่าโป๊กเกอร์ในฐานะกีฬาได้รับการยอมรับทั่วโลก และอยู่ระหว่างจัดตั้งสมาคมดูแลการแข่งขัน งาน WPT Exhibition ได้รับอนุญาตเฉพาะกิจ ไม่มีการสนับสนุนงบจากรัฐ และมีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 2,000 คน

นายสรวงศ์ ระบุว่า เรื่องนี้มีการตรวจสอบหลายรอบแล้ว ก่อนที่จะนำเรื่องเข้าบอร์ดการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จนมีความชัดเจนแล้วว่า 1. โป๊กเกอร์เป็นกีฬาแน่นอน ทั่วโลกยอมรับ และ 2. จะถูกบรรจุเข้าไปเป็นกีฬาเอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกในอนาคต ซึ่งบอร์ด กกท. ได้ประกาศเป็นชนิดกีฬา สำหรับขั้นตอนต่อไป คือ การจัดตั้งสมาคมกีฬา เพื่อมาดูแลและรับผิดชอบในการจัดแข่งขัน

นายสรวงศ์ กล่าวว่า เนื่องจาก World Poker Tour (WPT) อยากมาจัดงานที่ประเทศไทย จึงนำเรื่องเสนอรมว.มหาดไทย ลงนาม ส่วนการจัดงาน Exhibition ในเดือนส.ค. รมว.มหาดไทย ได้มีการลงนามอนุญาตให้จัดงานเฉพาะรายการนี้ ดังนั้น ทุกครั้งถ้าจะมีการจัดงาน จะต้องให้ รมว.มหาดไทย อนุมัติอยู่

ส่วนที่มีข้อกังวลว่า การจัดงานโป๊กเกอร์จะเป็นรูปแบบเดียวกับ MotoGP และ EDM ที่ภาครัฐจะต้องซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายบางส่วน นายสรวงศ์ ยืนยันว่า ครั้งนี้ภาครัฐไม่ต้องซัพพอร์ตใด ๆ มีแต่รายรับอย่างเดียว โดยที่ได้รับรายงานมางาน Exhibition ครั้งนี้มีผู้สมัครเกินกว่า 2,000 คน แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการยกเลิกไปบ้าง

ภูมิใจไทยจี้รัฐแจงงบ 1.65 พันล้าน!! จัดงาน EDM ควรใช้งบกระทรวงท่องเที่ยวฯ ไม่ใช่ซอฟต์พาวเวอร์ไทย

(6 ส.ค. 68) พรรคภูมิใจไทย ตั้งคำถามรัฐบาลกรณีอนุมัติงบประมาณ 1,650 ล้านบาท จัดเทศกาลดนตรี EDM ภายใต้โครงการซอฟต์พาวเวอร์ โดย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ระบุว่า กลุ่มศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นหลายกลุ่ม เช่น ลิเก หมอลำ โนราห์ กลับไม่ได้รับการสนับสนุน ทั้งที่ใช้งบไม่ถึงพันล้านก็เพียงพอ และมีเอกลักษณ์ชัดเจนว่าเป็นของไทยแท้

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังตั้งข้อสังเกตว่า ศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติในโลกออนไลน์ แต่กลับถูกมองข้าม ขณะที่งบมหาศาลกลับทุ่มให้กิจกรรมที่ไม่ชัดเจนว่าจะสร้างประโยชน์ให้ประชาชนกี่เปอร์เซ็นต์ สะท้อนความน้อยใจของผู้สร้างงานวัฒนธรรมท้องถิ่น

ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ชี้ว่า รัฐใช้งบผิดประเภท เพราะหากหวังสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ควรใช้เงินจากกระทรวงท่องเที่ยว ไม่ใช่จากงบซอฟต์พาวเวอร์ที่ควรเน้นส่งเสริมวัฒนธรรมไทย พร้อมทิ้งคำถามถึงรัฐบาลว่า “วันนี้เราขายวัฒนธรรม หรือซื้อวัฒนธรรมอื่นมากลืนของตัวเอง?”

ตัวแทนนักเรียนไทยคว้า 3 เหรียญเงิน 1 เกียรติบัตร เวทีวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิก ครั้งที่ 2

(6 ส.ค. 68) เพจสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีกับตัวแทนนักเรียนไทย 4 คน ที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิก ครั้งที่ 2 The 2nd International Nuclear Science Olympiad ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ก.ค. - 6 ส.ค. 2568 ณ เมืองบังกี ประเทศมาเลเซีย 

โดยผลปรากฏว่าทีมตัวแทนนักเรียนไทย สามารถคว้ามาได้ 3 เหรียญเงิน และ 1 เกียรติบัตรเข้าร่วม ประกอบด้วย

กันทรากร พิทักษ์กรณ์ - รร.สิงห์สมุทร
เหรียญเงิน

อรรถวุฒิ เสรีวิชยสวัสดิ์ - รร.เตรียมอุดมศึกษา
เหรียญเงิน

จิรัชธรณ์ สิงหพันธ์ - รร.หาดใหญ่วิทยาลัย
เหรียญเงิน

นวพรรษณ์ กริชจนรัช - รร.มหิดลวิทยานุสรณ์
เกียรติบัตรเข้าร่วม

ก.อุตสาหกรรม เผยภาพรวมงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ช่วยลดค่าครองชีพปชช. พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงกลางปี

(6 ส.ค. 68) ปิดฉากไปแล้วกับงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' บิ๊กอีเวนต์แห่งปี ซึ่งจัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ กระทรวงคมนาคม และภาคเอกชน ภายใต้แนวคิด “รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย" ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ บางซื่อ 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การจัดงาน “อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” นับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยตลอดระยะเวลา 4 วันของการจัดงาน พบว่ามีประชาชนสนใจเข้ามาร่วมงานและจับจ่ายซื้อสินค้าภายในงานเฉลี่ยถึงวันละ 30,000 คน หรือรวมกว่า 120,000 คน มีเงินสะพัดจากการซื้อขายรวมกว่า 20 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วงกลางปีได้กว่า 300 ล้านบาท

งานดังกล่าวได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ สมาคมยานยนต์แห่งประเทศไทย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ MIND Ambassador และบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในการจัดงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการทดสอบตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชน 

อีกทั้งผู้ประกอบการโรงงาน SMEs และวิสาหกิจชุมชน ยังได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรม เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม รวมผู้ประกอบการกว่า 330 บูธ แบ่งเป็น 4 โซน ซึ่งประกอบด้วย
1. โซนมหกรรมสินค้าอุปโภค - บริโภคราคาประหยัดจากเครือสหพัฒน์ ที่ได้นำสินค้าคุณภาพราคาประหยัดมาให้ประชาชนได้เลือกซื้ออย่างจุใจ
2. โซน 'รถที่ใช่ดีลที่ชอบ' กับข้อเสนอสุดพิเศษ จากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ถึง 19 แบรนด์
3. โซนมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่บรรดาผู้ประกอบการได้นำเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพมีมาตรฐาน มอก. ราคาประหยัด มาจัดโปรโมชันอย่างมากมาย อาทิ พัดลม หม้อหุงข้าว ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์ 
และ 4. โซนมหกรรมจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของใช้ของตกแต่งบ้าน งานคราฟต์ สินค้าสายมู อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่มชงสด อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มแปรรูป เป็นต้น ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงานในครั้งนี้ที่ได้พาผู้ประกอบการมาเปิดขายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง

และในภาวะสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติกระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดจุดรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภค "อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย" เพื่อส่งต่อน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนและผู้ประสบภัยน้ำท่วม ให้สำหรับผู้เข้าร่วมจับจ่ายสินค้าภายในงานที่ต้องการแบ่งปันขอแสดงความห่วงใย พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย โดยสามารถนำส่งผ่านจุดรับบริจาคอุตสาหกรรมรวมใจ หรือจุดรับของไปรษณีย์ไทย ภายในงาน ซึ่งพัสดุที่บริจาคน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม สามารถรับบริการโดยไม่คิดค่าจัดส่ง และภายในงานยังมีกิจกรรมตลอดทั้งวันไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปสร้างอาชีพ กิจกรรมนาทีทองเล่นเกมชิงรางวัล กิจกรรมการประกวดแข่งขันร้องเพลงของกระทรวงอุตสาหกรรม (Voice of MIND 2025) และ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ ไอซ์ ศรัณยู, อะตอม ชนกันต์, ป๊อป ปองกูล และ อ๊อฟ ปองศักดิ์ ที่ผลัดเปลี่ยนมาสร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 4 วัน นอกจากนี้ ยังมีโซนการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ MIND Ambassador ของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมในปี 2568 

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ World Bank จัดกิจกรรม “Ozone Run : วิ่งฟิน อินแฟร์” มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมวิ่งกว่า 1,350 คน แบ่งระยะการวิ่งออกเป็น 1) Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 2) มินิมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร ใช้เส้นทางโดยรอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นรณรงค์ให้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซนและสภาพภูมิอากาศโลก   

โดยทางกระทรวงคมนาคมได้เตรียมการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานได้รับความสะดวก รวดเร็ว และประหยัด ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถไฟชานเมือง (สายสีแดง) เชื่อมต่อจากพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกได้อย่างรวดเร็ว รถไฟฟ้า MRT (สายสีน้ำเงิน) ครอบคลุมเส้นทางสำคัญในเมืองในอัตราค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย รถไฟทางไกลที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะที่สามารถเดินทางเข้าถึงยังพื้นที่จัดงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร หรือหากนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาร่วมงาน ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย มีพื้นที่จอดรถและจุดรับ-ส่ง ที่จัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอ

ขณะเดียวกัน การจัดงานในครั้งนี้ยังมีอีกหนึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญที่เกิดขึ้น คือ การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางรางและการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กับ กระทรวงคมนาคม โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) เพื่อร่วมขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมราง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top