Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

จีนกดดันสหรัฐฯ ลดข้อจำกัดส่งออกชิป AI แลกข้อตกลงการค้า ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำ

(11 ส.ค. 68) สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า จีนต้องการให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกชิปที่สำคัญต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้า เส้นตายในวันที่ 12 ส.ค. นี้ ก่อนการประชุมสุดยอดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่จีนได้แจ้งผู้เชี่ยวชาญในกรุงวอชิงตันว่า ปักกิ่งต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ ลดข้อจำกัดในการส่งออกชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (High-Bandwidth Memory: HBM) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการประมวลผลด้าน AI โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับหน่วยประมวลผลกราฟิกของบริษัท Nvidia

จีนกังวลว่ามาตรการควบคุมชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงของสหรัฐฯ จะกระทบต่อความสามารถของบริษัทจีน เช่น หัวเว่ย ในการพัฒนาชิป AI ของตนเอง ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าจำกัดการส่งออกชิประดับสูงเพื่อสกัดความก้าวหน้าในด้าน AI และการพัฒนาทางทหารของจีน

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการดังกล่าวจะกระทบต่อโอกาสทางการตลาดของบริษัทชิปสหรัฐฯ ในจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ใหญ่ที่สุดของโลก แต่จีนก็ยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญของผู้ผลิตชิปอเมริกัน

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 300,000 เม็ด!! ในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

(11 ส.ค. 68) กองกำลังผาเมืองสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 เวลา 06.30 น. โดย กองร้อยทหารม้าที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ออกลาดตระเวนบริเวณบ้านปางมะหัน พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยแบกกระสอบดัดแปลง จึงแสดงตัวขอตรวจค้น แต่ผู้ต้องสงสัยทิ้งสิ่งของและหลบหนี เจ้าหน้าที่เสริมกำลังปิดล้อมพื้นที่

ต่อมาเวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ พบผู้ต้องหา 1 คน พร้อมรถจักรยานยนต์ และเป้สะพายหลัง 2 ใบ ภายในบรรจุยาบ้ารวม 300,000 เม็ด โดยหนึ่งใบบรรจุ 200,000 เม็ด และอีกใบบรรจุ 100,000 เม็ด ก่อนนำตัวและของกลางส่งสถานีตำรวจภูธรแม่ฟ้าหลวงเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ สถิติการสกัดกั้นยาเสพติดของกองกำลังผาเมือง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน พบการกระทำผิด 375 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหา 400 คน ยึดยาบ้าได้กว่า 162 ล้านเม็ด พร้อมเฮโรอีน ไอซ์ ฝิ่น และเคตามีนจำนวนมาก หากเล็ดลอดถึงกรุงเทพฯ จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 33,000 ล้านบาท

ช่องบก – ช่องอานม้า – ช่องตาควาย ประตูภูผาของแผ่นดินไทยแต่โบราณ

(11 ส.ค. 68) บนสันเขาสูงชันของพนมดงรัก มีเส้นทางเก่าแก่ที่ผู้คนใช้ข้ามไปมาระหว่างที่ราบสูงโคราชกับดินแดนเขมรด้านใต้ ช่องบก ช่องอานม้า และช่องตาควาย คือเส้นทางสำคัญเหล่านั้น ที่ไม่เพียงเป็นทางข้ามภูเขา แต่ยังเป็น “ประตูภูผา” ที่ผนวกอยู่กับแผ่นดินไทยมาตั้งแต่โบราณ

ช่องบกอยู่ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมสามเหลี่ยมมรกต ไทย–ลาว–กัมพูชา ส่วนช่องอานม้าอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และช่องตาควายตั้งอยู่บริเวณบ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ปราสาทตาควาย โบราณสถานสำคัญของไทย

ปราสาทตาควายตระหง่านเป็นพยานประวัติศาสตร์ ทั้งในเชิงโบราณคดีและในความทรงจำของคนท้องถิ่น อบต.บักไดและผู้นำชุมชนเล่าว่า ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ชุมชนบักไดได้ขึ้นไปจัดงานที่ปราสาททุกปี และยิ่งใหญ่ขึ้นทุกครั้ง ย้อนกลับไปปี 2551 ชาวบ้านยังสามารถเดินไปมาทั่วบริเวณได้ โขดหินด้านทิศใต้ของปราสาทก็ถ่ายรูปได้โดยไม่มีทหารเขมรสักคนเดียว ก่อนปี 2554 พื้นที่รอบปราสาทมีเพียงคนไทยกับทหารพราน ไม่มีการตั้งกำลังเขมรมาเฝ้า

จนกระทั่งปี 2554 เกิดการปะทะชายแดน ไทยสามารถยึดพื้นที่ปราสาทได้ หลังจากนั้นแม้จะมีการตั้งกำลังทหารเขมรเข้ามาร่วมประจำการกับทหารไทย แต่เราก็ยังสามารถขึ้นไปจัดงานที่ปราสาทได้ทุกปี

ปราสาทตาควายไม่เพียงเป็นโบราณสถานแบบขอมสมัยพุทธศตวรรษที่ 16–17 แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ในแนวเดียวกับปราสาทพระวิหารและปราสาทตาเมือน การครอบครองและดูแลพื้นที่โดยไทยทั้งในเชิงราชการ ทหาร และวิถีชุมชน คือหลักฐานว่าที่นี่เป็นแผ่นดินไทยมาโดยตลอด

แต่ในเดือนสิงหาคม 2568 นี้ คำถามใหญ่กำลังเกิดขึ้น—อนาคตของปราสาทตาควายจะเป็นอย่างไร หรือสุดท้าย จะเหลือเพียงตำนานให้ชาวบักไดเล่าให้ลูกหลานฟัง ว่า “ครั้งหนึ่ง ที่นี่คือเวทีงานประเพณีของเรา และเป็นแผ่นดินไทย”
ขอบคุณภาพจาก ร้อยตรีศิริพงษ์ ชูชื่นบุญ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบักได

หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ เร่งปิดช่องทางธรรมชาติ ขึงรั้วลวดหนามแนวชายแดน 9.8 กม. สกัดแก๊งคอลฯ-แรงงานเถื่อน

(11 ส.ค. 68) กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ เร่งติดตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลงตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณริมคลองพรหมโหด จ.สระแก้ว จากจุดตรวจอรัญประเทศ 20 (สะพานคลองลึก) ถึงจุดตรวจอรัญประเทศ 31 ระยะทางรวม 9.8 กิโลเมตร เพื่อปิดช่องทางลักลอบเข้า–ออกประเทศ

ก่อนหน้านี้ หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศได้ติดตั้งรั้วลวดหนามแล้วเสร็จ 6.3 กิโลเมตรในพื้นที่คลองลึก ระหว่างจุดตรวจอรัญประเทศ 08 ถึง 20 การดำเนินการครั้งนี้เป็นการต่อเนื่อง เพื่อสกัดแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางธรรมชาติหลบหนีเข้า–ออก

สำหรับ รั้วลวดหนามหีบเพลงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง และลดปัญหาการลักลอบข้ามแดน ซึ่งมักก่อให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมช่วยป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้กระทำผิดใช้พื้นที่ชายแดนเป็นเส้นทางหลบหนี

นอกจากด้านความมั่นคง การติดตั้งรั้วยังช่วยสร้างความมั่นใจและปลอดภัยแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสระแก้ว รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันและควบคุมพื้นที่ชายแดนให้เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น 

‘นิด้าโพล’ ชี้!! ประชาชน ไว้ใจ ‘กองทัพ’ ปกป้อง!! ผลประโยชน์ชาติ มากกว่ารัฐบาล

(10 ส.ค. 68) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ‘สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไปต่อแบบไหนดี’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-5 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความไว้วางใจและความพอใจต่อบทบาทของภาคส่วนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความไว้วางใจต่อภาคส่วนต่างๆ ว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้ จากกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา พบว่า

- กองทัพ ตัวอย่างร้อยละ 75.73 ระบุว่า ไว้วางใจมาก รองลงมาร้อยละ 19.31 ระบุว่า ค่อนข้างไว้วางใจ ร้อยละ 3.66 ระบุว่า ไม่ค่อยไว้วางใจ ร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่ไว้วางใจเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

- กระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 41.76 ระบุว่าไม่ไว้วางใจเลย รองลงมา ร้อยละ 33.28 ระบุว่าไม่ค่อยไว้วางใจ ร้อยละ 19.23 ระบุว่าค่อนข้างไว้วางใจ ร้อยละ 4.89 ระบุว่าไว้วางใจมาก และร้อยละ 0.84 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

- รัฐบาลไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 54.58 ระบุว่าไม่ไว้วางใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.01 ระบุว่าไม่ค่อยไว้วางใจ ร้อยละ 11.45 ระบุว่าค่อนข้างไว้วางใจ ร้อยละ 4.66 ระบุว่าไว้วางใจมาก และร้อยละ 0.30 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความพอใจต่อบทบาทของภาคส่วนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา พบว่า

- กองทัพ ตัวอย่าง ร้อยละ 75.42 ระบุว่าพอใจมาก รองลงมา ร้อยละ 19.85 ระบุว่าค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 3.36 ระบุว่าไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 1.22 ระบุว่าไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

- กระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 40.31 ระบุว่าไม่พอใจเลย รองลงมา ร้อยละ 33.66 ระบุว่าไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 20.38 ระบุว่าค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 4.81 ระบุว่าพอใจมาก และร้อยละ 0.84 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

- รัฐบาลไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่าไม่พอใจเลย รองลงมา ร้อยละ 27.40 ระบุว่าไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 13.75 ระบุว่า งค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 4.27 ระบุว่าพอใจมาก และร้อยละ 0.15 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.98 ระบุว่าเปิดเจรจาทางการทูตสองฝ่ายอย่างจริงจัง รองลงมา ร้อยละ 27.63 ระบุว่ากดดันทางเศรษฐกิจ เช่น การปิดด่านต่อไปอย่างจริงจัง งดการนำเข้า‐ส่งออกในทุกกรณี ร้อยละ 27.10 ระบุว่าเปลี่ยนรัฐบาลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร้อยละ 23.97 ระบุว่าเพิ่มกำลังทางทหารชายแดนเพื่อป้องกันประเทศ ร้อยละ 21.30 ระบุว่า กดดัน ฟ้องร้องและประณามกัมพูชาผ่านกลไกระหว่างประเทศ ร้อยละ 20.00 ระบุว่า ไปต่อแบบไหนก็ได้ แต่ต้องไม่เสียดินแดนและไม่เสียเปรียบให้กัมพูชา

ร้อยละ 19.62 ระบุว่า ให้มีประเทศที่สามเป็นตัวกลางในการเจรจาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ร้อยละ 16.49 ระบุว่า รบต่อจนกว่าจะได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไปต่อแบบไหนก็ได้ แต่ขอเพียงแค่ไม่มีการสู้รบกัน ร้อยละ 5.19 ระบุว่า ใช้กลไกศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตามข้อเรียกร้องของกัมพูชา ร้อยละ 2.90 ระบุว่า เปิดด่านทั้งหมดเพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนเข้าสู่ภาวะปกติ ร้อยละ 2.67 ระบุว่า แทรกแซงการเมืองภายในประเทศกัมพูชาเพื่อล้มอำนาจฮุนเซน และรัฐบาลฮุน มาเนต ร้อยละ 2.21 ระบุว่า สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการปฏิบัติของโรงพยาบาลในการรับผู้ป่วยชาวกัมพูชาเพื่อการรักษาพยาบาล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 51.37 ระบุว่า ไม่ควรรับผู้ป่วยชาวกัมพูชาทุกคน ทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ในไทยและขอข้ามแดนมาเพื่อการรักษาพยาบาล รองลงมา ร้อยละ 35.81 ระบุว่า ควรรับผู้ป่วยชาวกัมพูชาเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในไทยเท่านั้น ร้อยละ 11.45 ระบุว่า ควรรับผู้ป่วยชาวกัมพูชาทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในไทยหรือขอข้ามแดนมาเพื่อการรักษาพยาบาล และร้อยละ 1.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘อั๋น ภูวนาท’ ฟาด!! ‘เจี๊ยบ ก้าวไกล’ อย่าเผลอใช้ปากตามใจ โดยไม่ผ่านสมอง

(10 ส.ค. 68) กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์สำหรับกรณี  "นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล" หรือ  "เจี๊ยบ ก้าวไกล" อดีต สส.พรรคก้าวไกล โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็น หลัง "บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" รับตำแหน่ง โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) จิตอาสาคนใหม่  โดยระบุว่า "หน้าที่โฆษก คงไม่ใช่ไปชนแบบปลากัด การสื่อสารต้องเน้นความสุขุมและความแม่นยำของข้อมูล ไม่ใช่เน้นความมันหรือความสะใจ ต้องมีภาพของความเป็นมืออาชีพให้ประชาคมโลกเชื่อถือ"

ล่าสุด พิธีกรดัง "อั๋น ภูวนาท" ได้แชร์ข่าวดังกล่าว พร้อมฟาดว่า …

คุณบุ๋มเค้าทำงานรึยังครับ… ยัง แปลกคน!!

หิวแสงไม่ผิดนะครับ บางคนแก่ไปเป็นตัวอย่าง บางคนเป็นได้แค่อุทา "หอน" เอาไว้สอนตนและคนอื่นว่าอย่าเผลอใช้ปากตามใจโดยไม่ผ่านสมอง ให้กำลังกันเถิดพวกเราอย่าเอาแต่ใจ

‘รัฐบาล’ เชิญชวน!! ร่วมงานวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. ‘คณะรัฐมนตรี’ งดประชุม!! เลื่อนไป 19 ส.ค.นี้

(10 ส.ค. 68)  นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 รัฐบาลได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล พิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียน ถวายพระพรชัยมงคล ณ ท้องสนามหลวง และพร้อมขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมที่หน่วยงานต่างๆ จัดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย

นายจิรายุ กล่าวว่า สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคาร ซึ่งตรงกับวันหยุดราชการวันที่ 12 ส.ค.ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้แจ้งงดการประชุม และจะประชุมตามปกติในวันอังคารที่ 19 ส.ค.2568 

‘มุฮัมหมัด ซาลาฮ์’ ตั้งคำถาม เหตุใด เปลเล่ห์ ปาเลสไตน์ ถึงถูกฆ่า!!

(10 ส.ค. 68) นักฟุตบอลชื่อดังที่ถูกเรียกว่า “เปลเล่ห์ ปาเลสไตน์” ได้เสียชีวิตในฉนวนกาซา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2025

สุไลมาน โอเบด วัย 41 ปี ซึ่งเคยรับหน้าที่เป็นกัปตันทีมชาติปาเลสไตน์ ถูกทหารอิสราเอลยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือด้านมนุยธรรมในพื้นที่ฉนวนกาซา

เขาเป็นหนึ่งในนักกีฬาและเยาวชนหลายร้อยคนที่เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้

โอเบด เคยมีบทบาทสำคัญในทีมชาติ และเป็นที่รู้จักในวงการฟุตบอลของปาเลสไตน์

‘เอกนัฏ’ ลงนามประกาศ!! ห้ามตั้ง ขยายโรงงานที่ใช้สารปรอท มีผลใช้บังคับ!! ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

(10 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ห้ามตั้งหรือขยายโรงงานที่ใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตและห้ามใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิต พ.ศ. 2568 ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติในหลักการร่างประกาศฯ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 มีเป้าหมายเพื่อควบคุมและเลิกการใช้และการปลดปล่อยปรอทจากแหล่งกำเนิดตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะฯ ที่มุ่งเน้นการควบคุม ลด และเลิก สำหรับการผลิต การนำเข้าและส่งออก การใช้ การปลดปล่อย การปล่อยปรอทและสารปรอท จากแหล่งกำเนิดที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญ รวมถึงแหล่งอุปทานปรอทและการค้าปรอท ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมปรอท กระบวนการผลิตที่มีการใช้ปรอท การทำเหมืองแร่ทองคำพื้นบ้านขนาดเล็ก การจัดการของเสีย และพื้นที่ปนเปื้อนปรอท ซึ่งจะเห็นได้ว่าครอบคลุมในทุกภาคส่วน ทั้งนี้ เพื่อปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสู่อากาศและปล่อยสู่ดินหรือน้ำของปรอทและสารประกอบปรอทจากกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น โดยประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 และอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้กับประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นต้นมา

"กระทรวงอุตสาหกรรมพยายามในทุกช่องทางเพื่อปกป้องประชาชนจากการประกอบการที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน การลงนามฯในครั้งนี้ นับเป็นการป้องกันจากอันตรายที่เกิดจากสารปรอทในภาคอุตสาหกรรมได้ชัดเจน เช่นเดียวกับที่ผมได้ลงนามเรื่องห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตฯ เป็นระยะเวลา 5 ปี มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 9 มกราคม 2573 ตามมติ ครม. ไปก่อนหน้านี้ เพื่อปกป้องประชาชนจากผู้ประกอบการที่ไม่ประสงค์ดีเช่นกัน" นายเอกนัฏกล่าว

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประกาศกระทรวงฉบับนี้ มีขอบเขตในการควบคุมโรงงานใน 5 กระบวนการผลิต ได้แก่ การผลิตคลอร์-แอลคาไล การผลิตอะซีตัลดีไฮด์ที่ใช้ปรอทและสารประกอบปรอทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา การผลิตสารไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ การผลิตโซเดียมหรือโพแทสเซียม เมทิลเลต หรือเอทิลเลต และการผลิตโพลียูรีเทน ที่ใช้ปรอทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยห้ามตั้งหรือขยายโรงงานที่ใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิต และห้ามใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตในโรงงาน ซึ่งประกาศดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการควบคุมการปลอดปล่อยปรอทจากกระบวนการผลิต ช่วยลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดความปอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อบทบาทของประเทศไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีประหว่างประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งด้านการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ การผลักดันการพัฒนากฎหมาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดช่องทางเพื่อขยายโอกาสทางการค้าโดยใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการเจรจาทางการค้าได้อย่างเป็นดี ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีความลงตัวกับกติกาสากล ตลอดจนเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในที่สุด

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า กรอ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลทางด้านกฎหมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ และ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งหนึ่งในประเด็นการดำเนินงานให้เป็นไปตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามตะฯ คือ การควบคุมกระบวนการผลิตที่มีการใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอท ตามพันธกรณีข้อ 5 ของอนุสัญญามินามาตะฯ ซึ่งจากการทำงานร่วมกันระหว่าง กรอ. และภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอนุสัญญามินามาตะฯ ในการเลิกใช้ปรอทและสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตดังกล่าว กรอ. ออกประกาศกระทรวงดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำปรอทและสารประกอบปรอทมาใช้ในโรงงานหรือสถานประกอบการใหม่ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

“ประกาศกระทรวงฉบับนี้ จะส่งผลทางบวกต่อภาคอุตสาหกรรม สังคม และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นการยืนยันว่ากระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการใช้ปรอทและสารประกอบปรอท ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย การป้องกันมิให้มีการนำปรอทและสารประกอบปรอทมาใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงานใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะช่วยให้สถานประกอบการหรือโรงงานดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความลงตัวกับกติกาสากล และสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน” นายพรยศ กล่าวทิ้งท้าย

ทหารยึดอำนาจตัดสินใจ ตั้งแต่ ‘คลิปอังเคิล’

(10 ส.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ‘ใบตองแห้ง’ คอลัมนิสต์ สื่อมวลชนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ไม่ได้แปลกใจที่โพลนิยมทหาร ด่ารัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ
ทหารยึดอำนาจตัดสินใจตั้งแต่คลิปอังเคิล

ยึดกุมนโยบายที่ไม่เจรจา จนนำไปสู่การรบ (ไม่ว่าจะบอกใครยิงก่อน แต่เห็นชัดว่าไม่เจรจา เข้มตึงตั้งแต่ทหารเหยียบกับระเบิด)

จากนั้นทหารก็กุมเรื่องเล่า ผ่านสื่อ อินฟลู

แม้เราเห็นว่า เรื่องเล่าของกองทัพ ที่เป็นทางการ ยังดูเหมือนจะอยู่ในกรอบ (ที่จริงคาบเส้น แล้วเปิดให้สื่อ อินฟลู ล้ำเส้น) 

แต่เพจข้างเคียงจำนวนมาก ที่ไม่เป็นทางการ ไม่ได้บอกว่าเป็นของกองทัพ ก็ฉกโอกาสนี้ โจมตีรัฐบาล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top