Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

‘สคก.’ เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.โซลาร์รูฟท็อป จนถึงวันที่ 20 ส.ค. นี้ ก่อนส่ง ‘ครม.’ ไฟเขียวอีกรอบ

‘สคก.’ เปิดรับฟังความเห็น ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมใช้ไฟฟ้า 'โซลาร์รูฟท็อป’ เพื่อประกอบการพิจารณาในชั้น ‘สคก.’ ก่อนเสนอ ‘ครม.’ เห็นชอบอีกรอบ

(11 ส.ค. 68) จากกรณีที่เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอ และให้ส่งร่างกฎหมายไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน นั้น 

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ... เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในชั้นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อ สคก.ตรวจพิจารณาร่าง พ.ร.บ. เสร็จแล้ว จะส่งกลับไปให้ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป โดย สคก.จะเปิดรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไปจนถึงวันที่ 20 ส.ค.2568

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ... ของกระทรวงพลังงาน ประกอบด้วย 32 มาตรา มีสาระสำคัญ ดังนี้

หมวด 1 บททั่วไป (ร่างมาตรา 6 และร่างมาตรา 7)

-กำหนดวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. ได้แก่ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย หรือในสถานประกอบกิจการ หรือสถานที่ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อประโยชน์ในการลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อให้การติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไปด้วยความปลอดภัย สะดวก และรวดเร็ว เพื่อกำกับดูแลการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นไปโดยถูกต้อง และเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมข้อมูล สถิติ และจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (ร่างมาตรา 6)

-กำหนดให้การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย หรือในสถานประกอบกิจการ หรือสถานที่ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ไม่ถือเป็นการประกอบกิจการพลังงานตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน และไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการผังเมือง กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน และไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร (ร่างมาตรา 7)

หมวด 2 การติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (ร่างมาตรา 8 ถึงร่างมาตรา 17)

-กำหนดหลักเกณฑ์การติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยให้เจ้าของสถานที่ติดตั้งแจ้งการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ต่ออธิบดีล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และไม่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ เช่น การขออนุญาตเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยต้องแจ้งอธิบดีทราบถึงวันที่จะติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่อยู่ของพื้นที่ที่ทำการติดตั้ง และข้อมูลของอุปกรณ์ดังกล่าว (ร่างมาตรา 8 ถึงร่างมาตรา 13)

-กำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจตรวจสอบการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยต้องแจ้งอธิบดีทราบ เพื่อสั่งการให้มีการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องแจ้งให้เจ้าของสถานที่ติดตั้งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน

หากตรวจสอบพบว่าการติดตั้งอุปกรณ์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ.นี้ ให้มีอำนาจสั่งให้เจ้าของสถานที่ติดตั้งแก้ไขความบกพร่อง หรือความไม่ปลอดภัย หรือการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.นี้ รวมทั้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้รื้อถอนอุปกรณ์ดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ (ร่างมาตรา 14 และร่างมาตรา 15)

-กำหนดให้ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้เฉพาะภายในกิจการของสถานที่ติดตั้งเท่านั้น และห้ามการจำหน่ายหรือให้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากสถานที่ติดตั้ง เว้นแต่เป็นการจำหน่ายแก่การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือองค์กรอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด หรือแก่บุคคลที่อยู่อาศัยหรือประกอบกิจการในสถานที่ติดตั้ง โดยการจำหน่ายหรือให้ไฟฟ้าแก่การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือองค์กรอื่นให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการจำหน่ายหรือให้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แก่บุคคลที่อยู่อาศัยหรือประกอบกิจการในสถานที่ติดตั้ง ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราไฟฟ้าที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี โดยอัตราค่าไฟฟ้าต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (ร่างมาตรา 16 และร่างมาตรา 17)

หมวด 3 การกำกับติดตามอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (ร่างมาตรา 18 และร่างมาตรา 19)

-กำหนดหลักเกณฑ์การกำกับติดตามอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี โดยให้มีการดำเนินการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือองค์กรที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 18)

-กำหนดห้ามการถอดแยกชิ้นส่วนซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เว้นแต่การถอดและประกอบกลับเข้าตามเดิม การซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ การดำเนินการ เพื่อการศึกษา ทดลอง และวิจัย การถอดแยกของสถานกำจัดซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์หรือลักษณะอื่นใดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ทั้งนี้ หากมีของเสียจากการถอดแยกชิ้นส่วนดังกล่าวเกิดขึ้นจะต้องนำของเสียนั้นไปกำจัดให้ถูกต้อง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขอนามัยของประชาชน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 19)

หมวด 4 พนักงานเจ้าหน้าที่ (ร่างมาตรา 20 ถึงร่างมาตรา 24)

-กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ที่ติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในกรณีที่ทราบหรือได้รับแจ้งเหตุว่าการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ หรืออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสาธารณะหรือสถานที่ใกล้เคียง รวมทั้งมีอำนาจออกหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้ง หรือให้ส่งวัตถุใดมาเพื่อประกอบการพิจารณาตรวจสอบได้ (ร่างมาตรา 20)

-กำหนดให้พนักงานท้องถิ่นที่จะปฏิบัติการตามหมวดนี้ต้องได้รับ การแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ และให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (ร่างมาตรา 21 ถึงร่างมาตรา 24)

หมวด 5 บทกำหนดโทษ (ร่างมาตรา 25 ถึงร่างมาตรา 31)

-กำหนดโทษทางอาญาและโทษปรับเป็นพินัยสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งกำหนดโทษทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล

บทเฉพาะกาล

กำหนดให้ พ.ร.บ.นี้ ใช้บังคับกับการขออนุญาตติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดำเนินการมาก่อน พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับและยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นด้วย (ร่างมาตรา 32)

‘รวมไทยสร้างชาติ’ มั่นใจสภาผ่านงบประมาณ 2569 ‘พีระพันธุ์’ ย้ำให้สส. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

รทสช. มั่นใจสภาผ่านงบประมาณ 2569 ด้าน ‘พีระพันธุ์’ เน้นย้ำให้สส. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงไม่แปรงบประมาณรับมือภาษีทรัมป์ ชี้สถานการณ์อาจไม่รุนแรงอย่างที่คาดการณ์ เชื่อรัฐบาลพร้อมรับมือหากเกิดวิกฤติจริง

(11 ส.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ว่า จากการที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ในวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 

โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เน้นย้ำไปยัง สส. สังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติให้เข้าร่วมพิจารณางบประมาณรายจ่ายโดยพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการใช้จ่ายงบประมาณของทางภาครัฐ ที่จะช่วยแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชนในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว 

ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 นี้ สส. พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการแปรญัตติปรับลดงบประมาณในหลายกระทรวง โดยสอดคล้องกับความเห็นของ กมธ.พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ที่ได้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อให้งบประมาณของภาครัฐมีประสิทธิภาพที่สุด และตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนมากที่สุด ในหลายกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

สำหรับข้อกังวลของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า การแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้ไม่ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาที่เกิดจากภาษีตอบโต้(Tariff) ของสหรัฐ อเมริกานั้น 

ทางพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความเห็นสอดคล้องกับรัฐบาลว่า ผลกระทบที่เคยคาดว่าจะรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของไทยนั้นมีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้น เนื่องจาก อัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐกำหนดของประเทศไทยนั้นหากเทียบในภูมิภาคอาเซียนแล้วอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน คือ 19-20% จึงไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันเช่นที่มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ประกอบกับรัฐบาลยังมีชุดข้อมูลที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านและครบถ้วน

จึงมีการแปรญัตติในส่วนของงบประมาณไปยังภาคส่วนที่มีความจำเป็นมากกว่า หรือหากกรณีเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจขึ้นจริงรัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่น ๆ เช่น งบกลางซึ่งสามารถใช้ได้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออาจจะพิจารณาเสนองบกลางปีร่วมด้วย 

ซึ่งการแปรญัตติในวงเงินงบประมาณ 8.92 พันล้านบาทนี้ รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วที่จะได้จัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหาจำเป็นเร่งด่วนของชาติและประชาชน

"พรรครวมไทยสร้างชาติ มั่นใจว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 จะสามารถผ่านการพิจารณาได้อย่างราบรื่นเพื่อเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง" นายอัครเดช กล่าวในตอนท้าย

ผู้ประท้วงนับหมื่น!!...ลุกฮือในอิสราเอล ค้านแผน ‘เนทันยาฮู’ สั่งควบคุมฉนวนกาซา

(11 ส.ค. 68) Times of Israel รายงานว่า มีผู้ชุมนุมหลายพันคนในกรุงเทลอาวีฟและเมืองอื่น ๆ ของอิสราเอล รวมตัวประท้วงแผนการของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่ต้องการควบคุมแถบฉนวนกาซาอย่างเต็มรูปแบบ 

ก่อนหน้านี้ เนทันยาฮูประกาศว่า อิสราเอลตั้งใจจะสร้างเขตความมั่นคงในกาซาและส่งต่อการควบคุมให้กับรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ พร้อมยืนยันว่าอิสราเอลไม่มีแผนที่จะควบคุมพื้นที่นี้ระยะยาว ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเตือนว่าแผนขยายปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลจะทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคแย่ลง

ทั้งนี้ ผู้ประท้วงในหลายเมืองเรียกร้องให้มีการเจรจาต่อรองเรื่องตัวประกันและหยุดยิง ก่อนที่อิสราเอลจะเริ่มปฏิบัติการควบคุมกาซา โดยครอบครัวของตัวประกันเรียกร้องให้มีการหยุดงานทั่วประเทศ เนื่องจากหวั่นว่าแผนดังกล่าวอาจนำไปสู่ความสูญเสียของคนที่รัก

ตั้งแต่เหตุการณ์โจมตีจรวดครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ทำให้อิสราเอลเปิดปฏิบัติการ “Iron Swords” พร้อมปิดล้อมฉนวนกาซาอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายหลายหมื่นคน และสถานการณ์ลุกลามขยายตัวจนกระทั่งเกิดการยิงขีปนาวุธไปมาระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน

ศิลปินดารา รวมพลัง จัดคอนเสิร์ตระดมทุน ช่วย ‘จอย ทีสเกิ๊ต’ ป่วยมะเร็ง วันที่ 13 ส.ค. นี้

(11 ส.ค. 68) หลังจากที่ ‘จอย ทีสเกิ๊ต’ ดวงพร สนธิขันธ์ ออกมาเปิดเผยถึงอาการป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะ 4 ที่ทำการรักษามา 1 ปีแล้ว ทำให้ต้องยกเลิกงานละครไปถึง 4 เรื่อง และงานอื่นๆ อีกมากมาย โดยหลังจากที่ข่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีศิลปินดารายุค 90 นำโดย เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์ ร่วมกันจัดคอนเสิร์ต เพื่อนกันสำคัญเสมอ เพื่อร่วมเป็นกำลังใจ ให้จอย ในวันที่ 13 ส.ค. นี้ ที่ร้าน BAJIKA กับเพื่อนศิลปินมากมายที่จะมาร่วมร้องเพลงด้วยใจเพื่อส่งกำลังใจให้จอยเช่นกัน

งานนี้ศิลปินดารามาร่วมคอนเสิร์ตอย่างคับคั่ง เท่ห์ อุเทน / มอส ปฏิภาณ /แคทรียา อิงลิช / ลิฟท์ ออย /เจมส์ เรืองศักดิ์ / ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง/ ฝันดี-ฝันเด่น /ยุ้ย ปัทมวรรณ /T-SKIRT /จอย ศิริลักษณ์ /เบนซ์ พรชิตา/ วาเนสซ่า บีเวอร์ / เกศ นารากร / เอ้ ชุติมา/บุ๋ม ตรีรัก / ฮันนี่ ภัสสร/สุรวุฑ ไหมกัน /อ๊อฟ - ต๊อก Dr.kids /โก้ ธีรศักดิ์/ ชรัส /วิยะดา /อ้วน วารุณี /นิตยา /อุ้ย ระวิวรรณ /แหม่ม พัชริดา / ชมพู ฟรุตตี้ /เจมส์ วีนัส /พีท พีระ /ต้าร์ Mr.Team/ ฟอร์ด สบชัย /ไท ธนาวุฒิ /ที Jet-setter/ลูกปัด /ซุปเปอร์เตย /ไวตามินเอ / โทมัส ไจแอนท์ / /แช่ม แช่มรัมย์ /อิน บูโดกัน / QQ Ingan/มิ้นท์ อรรถวดี

ขอเชิญทุกคนมาร่วมให้กำลังจอย วันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. - 24.00 น. ร้าน BAJIKA บัตรราคา 500 บาท ซื้อบัตรได้ที่หน้างาน /สำรองที่นั่ง 086 - 154 – 2896 หรือหากไม่สะดวกมาร่วมงานได้ แต่อยากจะส่งกำลังใจจอย สามารถร่วมสมทบได้ที่ บัญชี อุเทน พรหมมินทร์ ธ.กสิกรไทย เลขบัญชี 0578627820

กองทัพไทยจัดงาน “Meet The Youth Hacker 2025” เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปลูกฝังจิตสำนึกปกป้องประเทศ

(11 ส.ค. 68) หน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เตรียมจัดกิจกรรม “Meet The Youth Hacker Thailand 2025” ในวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2568 เวลา 07.00 – 16.30 น. ณ อาคาร 15 กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนไทยเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ พร้อมส่งเสริมจิตสำนึกในการปกป้องประเทศในมิติทางไซเบอร์

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย Talk & Inspire บรรยายสร้างแรงบันดาลใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์, Youth Forum เสวนารวมเยาวชนจากโครงการ Boot Camp, นักแข่งขัน CTF และกลุ่ม Hacker จิตอาสา รวมถึง Cyber Operations Show การสาธิตปฏิบัติการไซเบอร์ 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ Cyber Intelligence Gathering, Intelligence & Surveillance และ Red Team / Blue Team Exercise

ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประกาศนียบัตรออนไลน์ ของที่ระลึกจากกองทัพ และมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลอุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ โดยเปิดรับสมัครเยาวชนระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยทุกสาขา รวมถึงบุคลากรด้านไอที หรือผู้สนใจด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ อายุไม่เกิน 25 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จำกัดจำนวน 400 คน ปิดรับสมัครวันที่ 3 กันยายน 2568

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ผ่านการสแกน QR Code บนสื่อประชาสัมพันธ์ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมทางอีเมล [email protected] และโทรศัพท์ 080-095-9548

ภูเก็ตนักท่องเที่ยวดิ่งหนัก ชาวจีนหาย!! อินเดียแซงขึ้นอันดับ 1 นักท่องเที่ยวยุโรปชี้ปัญหาเหม็นกลิ่นกัญชา-ขี่จักรยานยนต์ประมาท

(11 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ค Phuket Times ภูเก็ตไทม์ รายงานว่า นักท่องเที่ยวจากอินเดีย บินมาเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นอันดับ 1 ขณะที่นักท่องเที่ยวจากจีน ที่เคยครองอันดับ 1 กลับหาย

ด้าน ภาคท่องเที่ยวยอมรับ ปีนี้ทรุดหนักนักท่องเที่ยวต่างชาติลดฮวบ มีการเปิดเผยอีกว่านักท่องเที่ยวคุณภาพจากฝั่งยุโรป กังวลเรื่องการขี่รถจักรยานยนต์ที่ไม่ปลอดภัย ปัญหารถติด และกลิ่นกัญชาเหม็นคลุ้งทั่วเมือง

ด้าน ธุรกิจโรงแรมเปิดเผยกับ ประชาชาติธุรกิจ ว่า การจองห้องพักโรงแรมในภูเก็ตไม่เคยตกต่ำขนาดนี้ สาเหตุสืบเนื่องไล่มาตั้งแต่การเกิดสงครามอิสราเอล-อิหร่าน ตามมาด้วยข่าววางระเบิดฝั่งอันดามันในหลายจังหวัด และล่าสุดข่าวความเสี่ยงที่อาจจะเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ทำให้ยอดจองห้องพักลดลง

“นักท่องเที่ยวจีนที่หายไปส่วนหนึ่งก็เพราะ กลัวถูกลักพาตัวไปขายตัดอวัยวะ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลควรเร่งแก้ข่าวเพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ของประเทศไทย ส่วนนักท่องเที่ยวที่เหลืออยู่ เช่น คนอินเดีย ก็รายจ่ายต่อหัวต่ำ อีกทั้งสถานการณ์การเมืองไทยก็ไร้เสถียรภาพ” แหล่งข่าวกล่าวกับประชาชาติธุรกิจ

เหยื่อเมาแล้วขับจี้รัฐบาล สนับสนุนประชาชนมีส่วนร่วม รณรงค์และบังคับใช้กฎหมายลดอุบัติเหตุ

(11 ส.ค. 68) เมื่อวันที่ 9-10 ส.ค. 2568  มูลนิธิเมาไม่ขับ จัดการประชุมผู้นำเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลด้านการจราจร โดยทางมูลนิธิเมาไม่ขับได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ อาทิเช่นการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังเครื่องมือหยุดความตายบนท้องถนน โดยกฤดิทัช แสงธนโยธิน รองประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร, การสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อก้าวสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของเหยื่อเมาแล้วขับ โดยอาจารย์พิริยะ ทองสอน และคณะ ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อเยาวชน, เสวนาความตายบนท้องถนนความรับผิดชอบของคนรุ่นใหม่ หรือมรดกบาปของคนรุ่นเก่า โดยผู้ร่วมเสวนา อนุลักษณ์ เอี่ยมสี ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง, นรากร มณีฉาย นักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์วิทยาลัยการเมืองและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, นางสาววรินท์พร สุขลาภ นักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์วิทยาลัยการเมืองและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ภารกิจท้าทายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย ดร.เอกสิษฐ์  อัครศักดิ์กีรติ กรรมการมูลนิธิประชาปลอดภัย, ร่าง พรบ.แอลกอฮอล์ทิศทางจะไปทางไหน โดยนายธีระภัทร์ คหะวงศ์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพรบ.ควบคุมแอลกอฮอล์ วุฒิสภา รวมทั้งยังจัดให้มีพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรหลานเหยื่อเมาแล้วขับ ทั้งนี้โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด ( มหาชน ) โดยมีนางสาวสุวรรณา ประสงค์ตันสกุล  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นประธานมอบทุน ทุนละ 3000 บาท 36 ทุน เป็น108,000 บาท  ที่ห้องเจ้าพระยาเทอเรซ โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เปิดเผยว่า ทางมูลนิธิเมาไม่ขับได้จัดให้มีการประชุมเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับจากทั่วประเทศโดยหัวข้อหลักในการประชุมคือการสนับสนุนให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนช่วยในการรณรงค์และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียทุกรูปแบบ เนื่องจากปัจจุบันประชาชน ผู้ใช้รถใช้ถนนมีเครื่องมือสื่อสาร อาทิเช่นโทรศัพท์มือถือ กล้องหน้ารถ รวมไปถึงกล้อง CCTV ทั้งของภาคเอกชน และหน่วยงานของรัฐ สิ่งสำคัญพฤติกรรมผู้กระทำความผิดจะต้องมีหน่วยงานจัดการและมีผู้นำเสนอให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการ แต่ถ้าผู้มีหน้าที่ยังไม่ดำเนินการมาตรการทางสังคมจะกดดันให้ผู้มีหน้าที่ต้องดำเนินการ และผู้ที่กระทำความผิดก็จะลอยนวลจากความผิดที่กระทำไม่ได้ เพราะภาพพฤติกรรมที่กระทำความผิดจะถูกเผยแพร่ผ่านโซเชี่ยลมีเดีย แม้จะรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายแต่ไม่พ้นมาตรการทางสังคมที่กดดันจนไม่มีที่ยืน

ทั้งนี้ทางเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ มูลนิธิเมาไม่ขับ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะประเด็นการนำส่วนแบ่งค่าปรับผู้กระทำความผิดร้อยละ 50 มอบให้กับประชาชนผู้แจ้งพฤติกรรมผู้กระทำความผิด ซึ่งเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ มูลนิธิเมาไม่ขับเชื่อว่าจะเป็นเหตุจูงใจให้ประชาชนช่วยกันเป็นอาสาตาจราจร สอดส่องผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีพฤติกรรมขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้อื่นบนท้องถนนซึ่งจะทำให้ถนนในประเทศไทยปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ใช้รถใช้ถนนจะเกิดความระมัดระวัง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้รถใช้ถนน เนื่องจากมีหูตาประชาชนคอยเฝ้าจับตามองเมื่ออยู่บนท้องถนน เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าว

ทางด้านนายสุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ เปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆนี้มูลนิธิเมาไม่ขับได้จัดให้มีการประชุมเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับจากทั่วประเทศโดยหัวข้อหลักในการประชุมคือการสนับสนุนให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนช่วยในการรณรงค์และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียทุกรูปแบบ เนื่องจากปัจจุบันประชาชน ผู้ใช้รถใช้ถนนมีเครื่องมือสื่อสาร อาทิ เช่น โทรศัพท์มือถือ กล้องหน้ารถ รวมไปถึงกล้อง CCTV ทั้งของภาคเอกชน และหน่วยงานของรัฐ สิ่งสำคัญพฤติกรรมผู้กระทำความผิดจะต้องมีหน่วยงานจัดการและมีผู้นำเสนอให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการ แต่ถ้าผู้มีหน้าที่ยังไม่ดำเนินการมาตรการทางสังคมจะกดดันให้ผู้มีหน้าที่ต้องดำเนินการ และผู้ที่กระทำความผิดก็จะลอยนวลจากความผิดที่กระทำไม่ได้ เพราะภาพพฤติกรรมที่กระทำความผิดจะถูกเผยแพร่ผ่านโซเชี่ยลมีเดีย แม้จะรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายแต่ไม่พ้นมาตรการทางสังคมที่กดดันจนไม่มีที่ยืนในสังคม

ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ ยังเปิดเผยว่า เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ มูลนิธิเมาไม่ขับขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะประเด็นการนำส่วนแบ่งค่าปรับผู้กระทำความผิดร้อยละ 50 มอบให้กับประชาชนผู้แจ้งพฤติกรรมผู้กระทำความผิด ซึ่งเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ มูลนิธิเมาไม่ขับเชื่อว่าจะเป็นเหตุจูงใจให้ประชาชนช่วยกันเป็นอาสาตาจราจร สอดส่องผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีพฤติกรรมขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้อื่นบนท้องถนนซึ่งจะทำให้ถนนในประเทศไทยปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ใช้รถใช้ถนนจะเกิดความระมัดระวัง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้รถใช้ถนน เนื่องจากมีหูตาประชาชนคอยเฝ้าจับตามองเมื่ออยู่บนท้องถนน

ผอ.สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 1 ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงาน ศรชล./ศคท. จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม

(11 ส..ค. 68) พลเรือตรี อโศก ศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานฝ่ายอำนวยการ ศรชล.ภาค 1 (ผอ.สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 1) ว่าที่ ร.ต.นันทน์สถาพร พลายเถื่อน รอง ผอ.สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 1 พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติงานของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัด (ศรชล.จังหวัด) และศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือ (ศคท.จังหวัด) ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงาน ประเมินสถานการณ์ และหารือข้อราชการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่

วัตถุประสงค์ของการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้

1.    เพื่อรับทราบสถานการณ์ด้านความมั่นคงในทะเลของพื้นที่รับผิดชอบของ ศรชล./ศคท.จังหวัด และการดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนการปฏิบัติงานของกำลังพลในพื้นที่ และเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่
2.    เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้อง และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานของหน่วยในพื้นที่ศรชล./ศคท.จังหวัด โดยเฉพาะในด้านกำลังพล งบประมาณ เครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงแนวทางการพัฒนาและเสริมสร้างความพร้อมของหน่วยงาน เพื่อประกอบการวางแผนและสนับสนุนภารกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานตาม นโยบาย ผอ.ศรชล.ภาค1 เพื่อให้การดำเนินภารกิจรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในพื้นที่มีความเข้มแข็งต่อเนื่อง และตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

☎️ หากพบเหตุฉุกเฉินทางทะเล แจ้งสายด่วน 1465 หรือโทร 02 888 1465 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

'บัวแก้ว' แจงไทม์ไลน์ฟ้องเอาผิดเขมร ปมวางทุ่นระเบิดสังหารทำทหารไทยบาดเจ็บ

(11 ส.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงการดำเนินการของไทยต่อกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) หรือ อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention)

ตามที่เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 และวันที่ 9 สิงหาคม 2568 กองกำลังทหารไทยรวม 11 นาย ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่วางใหม่โดยกองกำลังทหารกัมพูชา ในบริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตามลำดับ นั้น

กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการภายใต้กรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) หรืออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เพื่อตอบโต้กัมพูชา ดังนี้

1.เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

หนังสือฉบับแรก (ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568) ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีข้อ 1 ของอนุสัญญาฯ (ห้ามใช้หรือสะสมทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) ที่บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นเส้นทางลาดตระเวนปกติของทหารไทย โดยผลการตรวจสอบโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยพบว่า ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางใหม่ และเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งกัมพูชาครอบครอง ฝ่ายไทยขอให้ประธาน อนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

หนังสือฉบับที่สอง (ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568) ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ที่บริเวณช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และแจ้งว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 20 น. กัมพูชาได้กระทำการอันเป็นการรุกรานอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย โดยได้โจมตีมายังฝั่งไทยอย่างไม่แยกแยะระหว่างพลรบและพลเรือน ซึ่งส่งผลกระทบทางมนุษยธรรมและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือถึงรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

หนังสือฉบับที่ 3 (ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2568) ไทยร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว และจากการตรวจสอบหลักฐานพบว่า เป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุม Extraordinary General Border Committee (GBC) Meeting ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในการประชุมฯ ฝ่ายไทยได้เสนอให้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันตามที่นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้ แต่กัมพูชาปฏิเสธ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

2.เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก มีหนังสือลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถึงเลขาธิการสหประชาชาติขอรับความชัดเจน (request for clarification) จากฝ่ายกัมพูชาต่อการกระทำที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกระบวนการการเรียกร้องให้รัฐภาคีปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตาวา ตามข้อ 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาฯ ซึ่งระบุว่า รัฐภาคีสามารถขอความชัดเจนและขอให้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ของอีกรัฐสมาชิกหนึ่งผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ โดยกัมพูชามีพันธกรณีที่จะต้องส่งข้อมูลและคำชี้แจงต่อฝ่ายไทยผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ

3.นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ยังได้เข้าพบประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคีต่าง ๆ ของอนุสัญญาฯ ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการต่อการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ (Committee on Cooperative Compliance) ของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

อนึ่ง อนุสัญญาออตตาวา ห้ามรัฐภาคีใช้ สะสม ผลิต หรือเคลื่อนย้าย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมทั้งให้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามที่ระบุในอนุสัญญาฯ โดยปัจจุบัน มีสมาชิก 165 ประเทศ ซึ่งไทยเข้าเป็นภาคีในปี 2542 (เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังอาวุธหมดสิ้นเมื่อปี 2546 และทำลายทุ่นระเบิดส่วนที่เก็บไว้เพื่อการวิจัยและอบรมหมดสิ้นในปี 2562 ขณะที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคี ในปี 2543 และยังคงมีทุ่นระเบิดที่เก็บไว้สำหรับการวิจัยและอบรม รวมถึงทุ่นระเบิดประเภท PMN-2.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าจัดงานมหกรรมเกมสุดยิ่งใหญ่ “THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE 2025” หรือ TIGS 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง 

เมื่อวันที่ (8 ส.ค. 68) นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประธานในงานแถลงข่าว การจัดงาน “THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE 2025” หรือ TIGS 2025 โดยมี นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมเสวนา สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน
       
นางยุถิกา กล่าวว่า "จากความสำเร็จของงาน THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE ในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมเกมไทยในหลากหลายมิติ ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ นำมาซึ่งแรงผลักดันในการสานต่อสู่การจัดงาน THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE 2025 ในฐานะเวทีที่รวมพลังคนในวงการเกมทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนาเกม ผู้เล่นเกม ผู้ประกอบการในวงการเทคโนโลยีและสื่อบันเทิงที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ
       
อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า กระทรวงวัฒนธรรมยังคงตั้งเป้าเดินหน้ายกระดับเกมไทยสู่สากล พร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการทำงานร่วมกันในวงการเกม เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ผ่านการสนับสนุนอย่างรอบด้าน และมุ่งมั่นส่งเสริมการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ผ่านเกม เพื่อขับเคลื่อนสังคม อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจยุคดิจิทัลให้เติบโตไปพร้อมกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ”
       
สำหรับงาน THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE 2025 แบ่งออกเป็น 7 โซน ประกอบด้วย (1) Game Developer Zone พบปะแลกเปลี่ยนกับนักพัฒนาเกมไทยมากกว่า 40 บริษัทชื่อดัง (2) Board Game & Game Card Zone สนุกกับเกมกระดานยอดฮิตทั้งของไทยและสากล (3) Cosplayer Zone พบกับคอสเพลย์เยอร์ชั้นนำจากต่างประเทศ (4) E-Sport Zone เจาะลึกเบื้องหลังวงการอีสปอร์ตกับตัวแทนจาก King of Gamers และ Buriram United Esports (5) University Gameker Zone โชว์ผลงานสุดสร้างสรรค์ของนักศึกษาจาก คณะ ICT มหาวิทยาลัยมหิดล (6) สัมมนาเกมระดับนานาชาติ รับฟังมุมมองจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ ในวงการเกมระดับโลก (7) Special Stage & Mini Concert เพลิดเพลินกับโชว์จากศิลปินวัยรุ่น
      
 โอกาสนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสความสนุก และศักยภาพของเกมไทยได้ในงาน Thailand International Game Showcase 2025 วันที่ 23 – 24 สิงหาคม 2568 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน งานนี้เข้าฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย!!!

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top