Wednesday, 15 July 2026
Hard News Team

‘ช่อ พรรณิการ์’ เล่นน้ำปิดท้าย ถ.ข้าวเหนียว ชื่นชม ปชช. เล่นกันสุภาพ ชี้ เป็นการจัดงานที่ดี ความปลอดภัยเข้มงวด-คนไม่แออัด

(16 เม.ย.66) ช่อ พรรณิการ์ วานิช กรรมการมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมเล่นสงกรานต์ที่ถนนข้าวเหนียว จังหวัดจอนแก่น ปิดท้ายเทศกาลสงกรานต์ โดยถนนข้าวเหนียวถือเป็นจุดเล่นน้ำสงกรานต์ที่ใหญ่ที่สุดของอีสาน ประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่ต่ำกว่าวันละ 100,000 คน ซึ่งตลอดทางมีผู้ร่วมขอถ่ายรูป และสาดน้ำ ปะแป้งช่อ พรรณิการ์ อย่างสนุกสนาน 

ในระหว่างการเดินเล่นน้ำสงกรานต์ พิธีกรในเวที สสส. ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมรณรงค์สงกรานต์ปลอดภัยที่ถนนข้าวเหนียว ได้เชิญพรรณิการ์มาให้สัมภาษณ์ ความเห็นเกี่ยวกับการรณรงค์เล่นน้ำอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งพรรณิการ์กล่าวว่า ต้องชื่นชมพี่น้องชาวอีสาน ที่เล่นสงกรานต์อย่างสุภาพ ตนไปเล่นน้ำมา 3 จังหวัด ตั้งแต่หนองคาย สกลนคร และจบที่ขอนแก่น พบว่าส่วนใหญ่ประชาชนเล่นแป้งน้อยลง วัดหลายแห่งไม่ให้นำแป้งเข้ามาเล่นเด็ดขาด ส่วนการเล่นน้ำบนถนนทั่วไป หากจะมีการปะแป้งก็จะขออนุญาตก่อนอย่างสุภาพ โดยเฉพาะที่ถนนข้าวเหนียวแห่งนี้ มีการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตรวจนับจำนวนคนเข้างานไม่ให้แออัดเกินไป และยังขอความร่วมมือประชนให้เล่นน้ำอย่างสุภาพ ทำให้พบว่าที่นี่มีครอบครัว นำเด็กเล็ก คนแก่คนเฒ่ามาร่วมงานอย่างคึกคัก ถือเป็นตัวอย่างของการจัดงานที่ดี และทำให้ผู้เข้าร่วมงานสบายใจ

'อุทัย' ปลื้ม!! ชาวบ้านเข้าใจ ภท.หนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ เมินกัญชาเสรี แถมตอบกลับ "เลือกตั้งหนนี้ พร้อมกาให้เบอร์ 2 เขต 1 ยโสธร"

(16 เม.ย.66) นายอุทัย มิ่งขวัญ ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เขต 1 จังหวัดยโสธร เบอร์ 2 ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน โดยในวันนี้ นายอุทัย เดินหน้าทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องพืชสมุนไพร​ไทย 'กัญชาไทย มีประโยชน์ต่อสุขภาพและเป็นประโยชน์​ในทางการแพทย์' 

"วันนี้ขอใช้เวลาแบบยาวๆ เพื่อมาเดินเคาะประตูบ้านแบบทั่วถึงอีกหนึ่งวัน โดยหาเสียงแจกแผ่นผับโบว์ชัวร์​รณรงค์​ให้เลือกเบอร์ 2 เด็กวัด ลูกชาวนา ค่ายภูมิใจไทยในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัด​ยโสธร​ ประกอบด้วย​ อำเภอ​เมืองยโสธร​ อำเภอ​ทรายมูล​ อำเภอป่าติ้ว​ (เฉพาะตำบาลกระจาย และตำบลศรีฐาน)​ และ อำเภอคำเขื่อน​แก้ว​ (เฉพาะตำบลทุ่งมน)​ 

"สิ่งที่น่าประทับใจอย่างมาก คือ วันนี้เราอยากมาทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในแง่ของกัญชาในมิติที่ถูกต้อง แต่กลับกันชาวบ้านฝากบอกผมไปบอก 'เสี่ยหนู' อนุทิน ว่า..."ไม่ต้องห่วง ประชาชนเข้าใจในสาระสำคัญที่ภูมิใจไทยนำเสนอ และพร้อมสนับสนุน​เต็มที่ เพราะกัญชาพืชสมุนไพร​ไทยเป็นประโยชน์​ต่อสุขภาพ​และมีการปลูกตามครัวเรือน สวนหลังบ้าน ตามที่ทางการกำหนด และพร้อมสนับสนุนผู้สมัคร ส.ส.จากภูมิใจไทยอย่างแน่นอน" 

‘ชวน’ ลุยหาเสียง อ้อน ปชช. สนับสนุน ‘แนน ศิริภา’ ชี้ เป็นคนมีความสามารถ ซื่อสัตย์ มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้แทนฯ

(16 เม.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่กทม. โดยนายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภาและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่ ซ.สุขสวัสดิ์ 26 เขตราษฎร์บูรณะ พร้อมด้วย น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหาเสียงสนับสนุน น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. หมายเลข 11 เขตธนบุรี คลองสาน ราษฎร์บูรณะ

โดย นายชวน ได้นำ น.ส.ศิริภา เดินพบปะประชาชนที่มาจ่ายตลาด ภายในซ.สุขสวัสดิ์ 26 และฝากให้ช่วยกันเลือก น.ส.ศิริภา หมายเลข 11 รวมถึงเลือกพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 26 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีประชาชนเข้ามามอบดอกไม้ และขอถ่ายรูปจำนวนมาก เนื่องจากชื่นชมบทบาทของนายชวน ในการทำหน้าที่ประธานสภาฯ นอกจากนี้นายชวน ยังได้ขึ้นรถปราศรัย ขอคะแนนเสียงให้ น.ส.ศิริภา ไปตามซอกซอยต่างๆ ยืนยันความตั้งใจสนับสนุนให้ น.ส.ศิริภา ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.กทม. เพื่อเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชนในสภาฯ ด้วยประสบการณ์การทำงานกับตนเองในฐานะเลขา

นายชวน กล่าวด้วยว่า น.ส.ศิริภา เป็นผู้สมัครหญิงของพรรคที่มีความรู้ความสามารถ มีความรับผิดชอบ และมีความตั้งใจ ซึ่งตนเชื่อมั่น น.ส.ศิริภา เพราะเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต ประกอบกับกรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง และประเทศไทยก็เป็นดินแดนอันเป็นที่ยอมรับ มีจุดดีจุดเด่นมากมาย จึงขอประชาชนอย่าละเลย ให้ประเทศเกิดโรคระบาดของการทุจริตโกงกิน  อีกทั้ง น.ส.ศิริภา ถือเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ตนคาดหวังอยากให้เป็น ส.ส.และมั่นใจว่าสนามการเลือกตั้ง กทม.ครั้งนี้ พรรคน่าจะประสบความสำเร็จได้ ส.ส.กลับคืนมาอย่างแน่นอน

'สะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา' ยุทธศาสตร์เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ สร้างมูลค่าการค้ามหาศาลต่อไทย ใต้รัฐบาลที่ถูกตราหน้าว่า 'เผด็จการ'

ไม่รู้ว่าคนไทยจะทราบกันหรือไม่ว่า 'สะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา' แห่งที่ 2 ถือเป็นโครงการที่สร้างมูลค่าการระหว่างประเทศระหว่างไทยกับเมียนมา ผ่านด่านชายแดนถาวรแม่สอดให้กับประเทศไทยในปีที่ผ่านมาสูงถึง 105,426 ล้านบาทนั้น ซึ่งถูกผลักดันมาจากรัฐบาลที่ตอนนั้นใครๆ เรียกว่า 'เผด็จการ' 

เอย่าจำได้ว่า ตอนนั้นรัฐบาลเผด็จการมีวิสัยทัศน์และมองการณ์ไกลถึงการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ โดยหวังให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมทั้งทางบก, น้ำ และอากาศ ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียในอนาคต ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้มีการเชื่อมโยงด้านระบบโลจิสติกส์ทั้งระบบเป็นแบบ 'ไร้รอยต่อ' หรือที่เรียกว่า Seamless Connectivity

แต่ก่อนอื่น เอย่าขอเล่าถึงปฐมบทของเรื่องราวนี้ก่อน โดยขอย้อนกลับไปในสมัยยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ซึ่งในช่วงเวลานั้น 'นายอลงกรณ์ พลบุตร' ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ และมีการลงพื้นที่สำรวจและประชุมร่วมกันกับ หอการค้าจังหวัดตาก และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการผลักดันโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา แห่งที่ 2 อยู่หลายรอบ เพื่อการริเริ่มโครงการสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เป็นผลสำเร็จ อันเนื่องมาจากมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเมียนมา ณ ชายแดนแม่สอด -เมียวดี เจริญเติบโตขึ้นทุกๆ ปี อาจส่งผลทำให้เกิดความหนาแน่นจากรถบรรทุกที่ข้ามสะพานแห่งที่ 1 ได้ จนทำให้การจอดรอของรถบรรทุกต่างๆเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรในตัวเมืองแม่สอด ที่ทำให้เกิดปัญหาการจราจรในตัวเมืองแม่สอด

อย่างไรก็ตาม โครงการการก่อสร้างสะพานฯ และ ถนนเลี่ยงเมือง ก็ได้หยุดชะงักลง พร้อมกับการยุบสภาของ 'นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' ในตอนนั้น กลับกันตลอด 3 ปีที่ได้มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจมาเป็น 'พรรคเพื่อไทย' ก็ไม่ได้มีการพัฒนาโครงการนี้ต่อ ด้วยสาเหตุทางการเมือง เพราะพื้นที่จังหวัดตากไม่ใช่พื้นที่คะแนนเสียงหรือฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งมาถึงวันเกิดรัฐประหารขึ้น โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 

ทว่า หลังจาก 2 เดือนของการรัฐประหาร รัฐบาล คสช.ในขณะนั้น ได้มีการส่งทีมเศรษฐกิจของ คสช. เข้ามาลงพื้นที่สำรวจและพูดคุย จึงได้เริ่มมีการปัดฝุ่นโครงการสะพานมิตรภาพ ไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 กลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้จากการร่วมผลักดันของหอการค้าจังหวัดตากและจังหวัดตาก รวมถึงการใช้ ม.44 ในเวลานั้น ทำให้รัฐบาล คสช. ได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อเริ่มโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 นี้ขึ้นมาใหมา โดยได้เริ่มก่อสร้างในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 และแล้วเสร็จเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562

จับตา 'รวมไทยสร้างชาติ' หลังส่ง 'วิเนตร ดอนเส' เข้าบู๊ ขี่ 'บัตรลุงตู่' ขู่ 'วันนิวัติ สมบูรณ์' แชมป์เก่าจนหลุดขอบ

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ขอนแก่นเขต 10 ถือว่ามีความคึกคักไม่แพ้เขตอื่นๆ ในจังหวัด 

เริ่มกันที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง 'วิเนตร ดอนเส' ศิษย์เก่าพลังประชารัฐ และศิษย์เก่า สร้างอนาคตไทย เข้าลงสังเวียน ท้าชิงแชมป์เก่า ส.ส. วันนิวัติ สมบูรณ์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ของอดีต ส.ว.รัตนาพร สมบูรณ์ บ้านใหญ่แห่งอำเภอหนองสองห้อง 

อย่างไรเสีย วิเนตร ดอนเส เองก็เคยเป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลชนบท และอดีตคณะทำงานรัฐมนตรีหลายกระทรวงฯ ลงพื้นที่ใกล้ชิดประชาชนมาโดยตลอด เรียกว่ารับทราบและซึมซับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อยู่เสมอ ทำให้กระแสความนิยมและเสียงตอบรับเพิ่มขึ้นตามลำดับ ในพื้นที่เขต 10 ของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งประกอบไปด้วย อำเภอหนองสองห้อง / อำเภอเปือยน้อย / อำเภอโนนศิลา / อำเภอโคกโพธิ์ไชย และอำเภอชนบท 3 ตำบล

ความน่าสนใจอีกประการ คือ ในขณะที่ วิเนตร รุกชิดชาวบ้าน กลับกัน ส.ส.แชมป์เก่า อย่าง วันนิวัติ สมบูรณ์ แห่งพรรคเพื่อไทย ในช่วงหลังๆ ไม่ค่อยลงพื้นที่มากนัก จึงทำให้ผู้สมัครหน้าใหม่ ที่อาศัยความนิยม 'บัตรลุงตู่' เข้ามาเสริมแรงได้มากอยู่ มีโอกาสแซงเข้าป้ายได้เหมือนกัน 

ประจวบกับอีกตัวแปรอย่าง 'บัลลังก์ อรรณพพร' บ้านใหญ่ แห่งอำเภอหนองสองห้อง เลือกสวมเสื้อพลังประชารัฐ ลงแข่งขันในเขต 10 ก็น่าจะมาแบ่งคะแนนจากอำเภอหนองสองห้องได้มากพอสมควร 

โดยสรุป ภาพรวมการแข่งขันชิงเก้าอี้ผู้สมัคร ส.ส. โดยเฉพาะจาก 3 พรรคใหญ่ รวมไทยสร้างชาติ, เพื่อไทย และพลังประชารัฐ ในพื้นที่เขต 10 ขอนแก่น หนนี้ มีโอกาสแพ้ชนะใกล้เคียง ได้ประมาทกันไม่ได้

‘เลขาฯ ป.ป.ส.’ ชื่นชม ‘เมียนมา’ หลังทลายโรงงานผลิตเฮโรอีน สะท้อนการประชุมแม่น้ำโขงปลอดภัย 6 ประเทศ สัมฤทธิผล

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 66 นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เปิดเผยว่า ผลจากการเข้าร่วมประชุมสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และหารือเกี่ยวกับการพิจารณารับร่างแผนแม่น้ำโขงปลอดภัย เพื่อการควบคุมยาเสพติด 6 ประเทศ ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566 - 2570) โดยมีผู้แทนจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย, กัมพูชา, จีน, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม เข้าร่วมประชุม ในระหว่างวันที่ 5 – 7 เม.ย 2566 ที่ผ่านมานั้น

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. โดยศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย (Safe Mekong Coordination Centre : SMCC)  ได้เสนอแผนความร่วมมือให้ทั้ง 6 ประเทศ ลดปัญหายาเสพติดในภูมิภาคด้วยการผนึกกำลังร่วมกัน โดยมีมาตรการสำคัญ คือ การลดศักยภาพการผลิตยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยมุ่งเน้นมาตรการในการสกัดกั้นปราบปราม
ยาเสพติด การควบคุมสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด รวมถึงการร่วมกันสืบสวนขยายผลจับกุมกลุ่มผู้ค้าสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ และเครือข่ายการค้ายาเสพติด ไม่ให้กระจายไปยังประเทศต่าง ๆ โดยประสานข้อมูลการข่าว และปฏิบัติการในประเทศตนเองอย่างเคร่งครัด

นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. เผยว่า ผลจากการประชุมได้ทำให้แต่ละประเทศตื่นตัวเพิ่มมากขึ้น และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการตามแผนปฎิบัติการร่วมกัน โดยเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2566 ทางการเมียนมาได้รับรายงานว่ามีโรงงานผลิตยาเสพติดในบริเวณหมู่บ้านห่างจากเมืองน้ำคำ รัฐฉาน ไปทางตะวันตกประมาณ 6.7 กม. เจ้าหน้าที่เมียนมาได้เข้าตรวจสอบพบเพิงพักชั่วคราวที่ประกอบขึ้นเป็นโรงงานจำนวน 4 แห่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตเฮโรอีน และสามารถตรวจยึดฝิ่นสกัดจำนวน 60 ลิตร พร้อมสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ ได้แก่ เอทิลอีเทอร์ (Ethyl Ether) จำนวน 80 ลิตร เบนซีน (BenZene) จำนวน 60 ลิตร โซเดียมคาร์บอเนต จำนวน 3 กก. โซเดียมไนเตรท จำนวน 4 กก. และ โพรเทสเซียม 15 กก. พร้อมอุปกรณ์การผลิต

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างประสานข้อมูลการข่าวกับประเทศรอบข้างรวมทั้งประเทศไทยเพื่อขยายผลต่อไป เนื่องจากเมืองน้ำคำ ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว อยู่ติดชายแดนประเทศจีน และห้ามคนต่างชาติ

'ศิลัมพา-รทสช.' โชว์ภาพยูทูปเบอร์ทั่วโลก แห่ทำ Content งานสงกรานต์ สะท้อน!! แรงผลักซอฟเพาเวอร์ของรัฐบาลและคนไทยทุกคน

(16 เม.ย.66) น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ผู้สมัคร ส.ส. เขตคลองสาน ธนบุรีและแขวงบางปะกอก เบอร์ 7 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงซอฟต์เพาเวอร์ของรัฐบาล หลังยูทูปเบอร์ทั่วโลก แห่ทำ Content งานสงกรานต์ว่า ตนได้เห็นภาพงานเทศกาลสงกรานต์ ในหลาย ๆ ที่ ทั้งในกรุงเทพ และในส่วนภูมิภาค ล้วนมีแต่ความคึกคักมีชีวิตชีวา 

โดยนอกเหนือจากพวกเราคนไทย ที่ออกมาเล่นสงกรานต์กันอย่างมีความสุขที่สุด นี่เป็นครั้งแรกหลังจากสถานการณ์โควิด ภาพนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่แน่นหนา ไม่ว่าจะเป็นถือปืนฉีดน้ำ ถือขันน้ำสาดกันในสถานที่ต่าง ๆ นี่เป็นภาพที่ยืนยันถึงความสุขของผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ดังนั้นใครที่ยังคงสร้างวาทกรรทหลอกชาวบ้านว่า "ประเทศไทยเต็มไปด้วยความทุกข์” นั้นควรเลิกพูดได้แล้ว

ด้านประเด็นยูทูปเบอร์ทั่วโลก แห่ทำ Content งานสงกรานต์ ศิลัมพา กล่าวว่า ถ้าเราเข้าไปดูในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ จะเห็นว่า เรื่องราวของเทศกาลสงกรานต์ของประเทศไทยของเรา กลายเป็นเทศกาลที่ถูกนำเสนอออกไปโดยชาวต่างชาติที่มีโอกาสมาสัมผัสเและเผยแพร่ออกไปทั่วโลก

โดยเฉพาะในยูทูป เท่าที่ตนติดตามดูพบว่า มีบรรดายูทูปเบอร์ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ทำคอนเทนต์ หรือเรื่องราว ของเทศกาลสงกรานต์ประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 30 ช่อง แต่ละช่องก็มีผู้ชมจำนวนมากทั้งนั้น

ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า งานเทศกาลสงกรานต์ของไทยเรานั้น ได้กลายเป็นงานเทศกาลระดับโลกไปแล้วเป็นที่รู้จัก และเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ครั้งหนึ่งใชีวิตนจะต้องมาร่วมงานให้ได้

'จตุพร' ถก 'สุริยะใส' ร่วมชี้!! 3 สัญญาณอันตรายเลือกตั้ง วิเคราะห์ 'ทักษิณ' ยิ่งรุก!! ยิ่งขันเกลียวภาพปี 62 ให้แน่นขึ้น

(16 เม.ย.66) จากรายการ ‘ถลกข่าว ถลกคน’ รายการเกาะติดเจาะลึกการเลือกตั้ง 2566 โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ร่วมกับ TV Direct ช่อง 76 (จานดาวเทียม PSI) ใน EP แรก ได้เชิญ 2 นักวิเคราะห์วิจารณ์ ผู้มองสถานการณ์การเมืองไทยแบบเกาะติด มาร่วมฉายฉากทัศน์การเลือกตั้ง 66 ได้อย่างน่าสนใจ 

ท่านแรกเป็นนักต่อสู้นักเคลื่อนไหว เคยเป็น ส.ส 2 สมัย พรรคพลังประชาชน เมื่อปี 2550 และพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2554 เป็นอดีตประธาน นปช. ทุกวันนี้ยังออกรายการทีวี คือ 'คุณจตุพร พรหมพันธ์' ส่วนอีกท่านหนึ่งเคยเป็นผู้ประสานงานคนดังของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งวันนี้เข้าสู่โหมดวิชาการอย่างเต็มรูปแบบ เป็นคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต 'รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา' ดำเนินรายการโดย นายสำราญ รอดเพชร สื่อมวลชนอาวุโส

>> 3 สัญญาณอันตรายเลือกตั้ง 66
สำหรับประเด็นที่น่าสนใจใน 'ถลกข่าว ถลกคน' EP แรกนี้ รศ.ดร.สุริยะใส ได้เปิดประเด็นด้วยการขีดเส้นใต้ให้เห็นถึงความของการเลือกตั้งหนนี้ กับครั้งก่อนหน้า โดย รศ.ดร.สุริยะใส เผยว่า...

"ผมขอขีดเส้นใต้ไปที่สัญญาณอันตราย 3 เรื่อง...
1) ใช้เงินเท่าไร ทุจริตเท่านั้น : การเลือกตั้ง 66 จะเป็นการเลือกตั้งที่ใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และก็จะเป็นการเลือกตั้งที่มีการทุจริตมากอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย...เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมเพิ่งจะคุยกับหัวคะแนน...สมัยก่อนเวลาจ่ายเงินซื้อเสียงเนี่ย ล็อกเป้าหวังผล จ่ายแสนต้องได้ 3,000 / 4,000 คะแนน เรียกว่าล็อกเป้าได้ แต่เดี๋ยวนี้จ่าย 500,000 ได้ 2,000 ก็เอาแล้ว  เพราะมันล็อกเป้าไม่ได้!! เพราะทุกพรรคจ่ายกัน แล้วจ่ายเยอะด้วย ฉะนั้นชาวบ้านก็รับทุกทาง ก็เป็นโอกาสของชาวบ้านว่าไป แต่ว่าเรานึกถึงตอนเขาถอนทุนสิ เขาต้องถอนทุนหนักกว่าเดิมแน่

"2) หาเสียงในวังวนเดิม : มีหลายเรื่องที่ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเดิมพันประเทศไทย แต่ปรากฏว่าวาระของประเทศกลับไม่ถูกพูดถึงหลายเรื่องเลย...เอาง่ายๆ ตอนนี้เราอยู่ในภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ อันนี้พูดแบบวิชาการหน่อย แต่ว่าการเลือกตั้งรอบนี้ยังมาเถียงกันเรื่อง 600 / 400 / 700 / 300 / 3 พัน / 2 พัน เราถึงมักถูกบีบให้เลือกจีนหรือเลือกอเมริกา...คำถามคือ แล้วต่อไปไทยอยู่ตรงไหนของระเบียบโลกใหม่ เรื่องนี้ไม่มีพรรคการเมืองไหนตอบเลย และน่าห่วงมาก คือ พอไปถามพรรคพวกที่อยู่ในแวดวงทุกพรรค ก็บอกว่าเลือกประเด็นแบบนั้นมาเสนอ มันหาเสียงไม่ได้ ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง นี่คือเรื่องที่น่าห่วง 

"3) กลืนกินเงินอนาคต : ประชานิยมรอบนี้น่ากลัวมาก กินไปถึงเงินคงคลัง กินไปถึงเงินทุนสำรอง คำถามคือแล้วความรับผิดชอบของพรรคการเมือง ซึ่งเข้าไปผูกมัดตัวเองกับเรื่องที่มาของเงินล่ะ จะเอายังไง แน่นอนว่านาทีนี้ใครลงเลือกตั้งก็อยากชนะ แต่มันสมควรหรือไม่? แล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งทำอะไรอยู่ ทำไมต้องรอคนไปร้อง มันเรียกแจงได้แต่ละพรรคได้แล้ว"

รศ.ดร.สุริยะใส กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า "ถ้าหากพรรคการเมืองทำตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ เท่ากับว่าเป็นการส่งสัญญาณที่จะกินไปถึงเงินคงคลังที่ว่า 1.โกง 2.วาระของประเทศน้อยไป ไม่ถูกพูดถึง 3.เรื่องประชานิยม"

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ด้านคุณจตุพร ก็มองไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่า "อย่างที่คุณสุริยะใสบอกกล่าว การเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้เงินที่มาก เพราะท่ามกลางห้วงเวลาที่ประชาชนมีความยากลำบากเนี่ย เงินก็จะมีผล ไม่ว่าเงินโดยระบบการซื้อเสียง เงินโดยผ่านนโยบาย ซึ่งจะมีการคิดสารพัดพลิกแพลงที่จะแจกกัน ไม่ว่าเงินดิจิทัล 10,000, บัตรคนจน 1,000, บัตรพลังประชารัฐ 700, บำนาญประชาชน 3,000 จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทุกอย่างเป็นเรื่องการแจกทั้งสิ้น 

"แต่ในมุมผม บางนโยบาย เช่น การนำแนวคิดด้านดิจิทัลมาขายนั้น อาจเป็นการคิดการขายที่เร็วเกินไป ทั้งที่ยังไม่มีกฎหมายมารองรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็จริงอย่างที่คุณสุริยะใสบอก ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ควรที่จะตัดสินว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่ารอการชี้แจงจากผู้ร้อง และก็เป็นการชี้แจงเพียงแค่ว่าจะหาเงินมาจากไหน ขณะเดียวกันวันนี้ทุกคนต่างก็พูดพื้นฐานในเรื่องนโยบายเหมือนๆ กันว่า จะเก็บภาษีเพิ่ม ตัดงบประมาณที่ไม่เป็นจำออกไป แต่ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องวินัยทางการคลังหรือว่ากฎหมาย หรือผลประโยชน์ทับซ้อนอื่นใดๆ เลย"

>> ฉากทัศน์การเมืองเดิม
เมื่อภาพของการหาเสียงไม่ต่าง การเปลี่ยนแปลงในเชิงฉากทัศน์เพื่อปากท้องไม่เปลี่ยน โอกาสที่ฉากทัศน์ทางการเมืองจะวนเวียนเหมือนเดิม จึงไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งประเด็นนี้คุณจตุพร มองว่า "โอกาสสวิงขั้วอำนาจของ 2 ซีกการเมืองเดิมนั้น คงจะเป็นไปได้น้อยมาก หรือก็คือ ซีกรัฐบาลเดิม ที่ถูกจำกัดความเรียกว่า 'อนุรักษ์นิยม' กับอีกซีกหนึ่งที่เรียกว่าพวก 'เสรีนิยม' นั้น จะปรากฏภาพของคะแนนในแต่ละภาคฝั่งที่มันจะถูกหารกันออกมาคล้ายๆ เดิม โดยในซีกรัฐบาลเดิม ไม่ว่าจะรวมไทยสร้างชาติ, พลังประชารัฐ, ประชาธิปัตย์, ภูมิใจไทย ก็คงหมุนวนอยู่ตรงนั้น อีกซีกนึง เพื่อไทย, ก้าวไกล, ไทยสร้างไทย, เสรีรวมไทย, ประชาชาติ ก็จะอยู่ในวนนี้ โอกาสที่จะสวิงข้างยากลำบาก 

"ฉะนั้น เมื่อฉากทัศน์ในแง่ของขั้วการเมืองไม่ต่าง จึงสังเกตได้ว่า ตอนนี้รูปแบบการหาเสียงเลือกตั้งเลยดูจะเน้นไปในทางสร้างความแตกแยกก่อน เพื่อจะแย่งเอาคะแนนไปให้ฝ่ายตนได้มากสุด

"ยกตัวอย่าง พรรคพลังประชารัฐ ลุงป้อม ก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่เดินไปเดินมาชักจะเป็นปัญหา เพราะมีการปรากฏตัวของนายทักษิณ รวมถึงการขับเคลื่อนของพรรคก้าวไกลที่เข้มข้น แต่ขณะเดียวกันเมื่อทักษิณผลุบ ซีกฝั่งของพลเอกประยุทธ์อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาดื้อๆ เพราะการปรากฏตัวของทักษิณโดยเฉพาะยิ่งพูดถึงเรื่องการกลับบ้านมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความแข็งแรงให้พลเอกประยุทธ์มากเท่านั้น 

"หรือแม้แต่วันก่อนกับ พรรคที่ขอก้าวข้ามความขัดแย้ง  รองหัวหน้าพรรคไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาสัมภาษณ์ว่าจะไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ซึ่งพรรคเพื่อไทยเองก็ไม่เคยประกาศว่าจะจับมือกับพรรคก้าวไกล มีเพียงก้าวไกลประกาศจับมือกับพรรคเพื่อไทย ภูมิใจไทยก็ประกาศไม่จับมือกับพรรคก้าวไกล ทั้งหมดเนี่ยก็คือ การละเลงทางการเมืองก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่า คะแนนเดิมมันปริ่มน้ำทั้ง 2 ฝ่าย เหมือนตอนยุบไทยรักษาชาติแล้วคะแนนมางอกที่อนาคตใหม่ยังไงยังงั้น เพราะฉะนั้นบริบทคะแนนมันไม่ได้ต่างกัน จึงต้องมีการกระทำเพื่อนำไปสู่การเทคะแนนเสียงไปมา

"นี่ไม่นับเรื่องการยุบพรรค ซึ่งดูกำหนดเวลาแล้วเนี่ย น่าจะมีการยุบภายหลังการเลือกตั้งในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล ในกรอบ 180 วัน ก่อนพระราชกฤษฎีกาหลังพระราชกฤษฎีกา"

>> ทักษิณขยับ!! ลุงตู่ผงาด!!
เกี่ยวกับประเด็นนี้ รศ.ดร.สุริยะใส ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมด้วยว่า "คงยังไม่มีกรณีซ้ำรอยเช่นพรรคไทยรักษาชาติแบบเมื่อปี 2562 ซึ่งตอนนั้นมีการยุบพรรคก่อน แต่หนนี้อาจจะยุบพรรคทีหลัง ส่วนในเรื่องสูตรของรัฐบาล คงเป็นเรื่องที่ต้องคาดการณ์ล่วงหน้ากันไป แต่มันไม่ใช่ตัวแปรที่จะทำให้การเลือกตั้งสะดุด เพียงแต่ว่าสูตรที่วางกันในขณะนี้มันกลับไปสูตรเดิม นั่นก็คือทันทีที่คุณทักษิณขยับ คะแนนแกจะหยุด แล้วเรตติงบิ๊กตู่ดันขึ้นมา"

"กลายเป็นว่าเป็นคนเดียวที่จะหยุดนายกทักษิณได้ คือ พลเอกประยุทธ์" คุณจตุพรสำทับ 

ผบ.ตร.ลงพื้นที่โคราช เน้นความปลอดภัยเล่นน้ำสงกรานต์ ลานย่าโม นำโมเดล ถนนข้าวสาร มาปรับใช้ ชื่นชมตำรวจ ภ.3 ป้องกันลดอุบัติเหตุเป็นอันดับหนึ่งประเทศ เร่งอำนวยความสะดวกการจราจรประชาชนเดินทางกลับ กทม.คาดหนาแน่นสุด 16-17 เม.ย.นี้...

วันนี้ (15 เม.ย.) ที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือลานย่าโม จ.นครราชสีมา พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.ฐากูร นัทธีศรี รอง ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.อิทธิพล นาคคำ ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา เดินทางมาตรวจเยี่ยมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ของจังหวัดนครราชสีมา พร้อมกับร่วมประชุมติดตามสถานการณ์การดูแลความปลอดภัยการจัดงานสงกรานต์ การอำนวยความสะดวกการจราจร และการป้องกันลดอุบัติเหตุในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ภาพรวมของการจัดงานสงกรานต์บริเวณลานย่าโม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติตามแผน แนวทางที่ ตร.สั่งการเป็นอย่างดี ทั้งจุดคัดกรอง แผนเผชิญเหตุต่างๆ โดย ผบ.ตร.ได้กำชับเพิ่มเติม การจัดระเบียบการละเล่นกรณีคนหนาแน่น รวมทั้งคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ การทะเลาะวิวาทต่างๆ โดยนำโมเดลถนนข้าวสารมาปรับใช้ พร้อมมอบสิ่งของเป็นขวัญกำลังใจ เพื่อขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข็มแขงเสียสละ และขอให้นำอุดมคติตำรวจมาเป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ ตร.พร้อมจะดูแลสวัสดิการ ขวัญกำลังใจหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

หลังจากนั้น ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.ท.ธนา ได้เดินทางไปร่วมประชุมร่วมกับข้าราชการตำรวจ เพื่อรับทราบปัญหาการดูแลความปลอดภัย การจัดการจราจร และการป้องกันลดอุบัติเหตุในพื้นที่ ภ.3 ณ ห้องประชุม ภ.จว.นครราชสีมา โดยมี ผบช.ภ.3 ตำรวจภูธรในจังหวัด ภ.3 และ ตำรวจทางหลวงเข้าร่วมผ่านการประชุมทางไกล โดยที่ประชุมได้รายงานสภาพการจราจรมีประชาชนเริ่มเดินทางกลับเข้า กทม. โดยการจราจรจะเริ่มหนาแน่นในเส้นทางถนนมิตรภาพตั้งแต่รอยต่อ จ.ขอนแก่น เชื่อมต่อนครราชสีมา ต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางดง ออกสู่ จ.สระบุรี ส่วน ทล.24 จะเริ่มหนาแน่นตามแยกสัญญาณไฟจราจร และ ทล.348 ช่องตะโก

ผบ.ตร.สั่งการเน้นย้ำให้ ตำรวจทางหลวง ตำรวจท้องที่ ส่วนเกี่ยวข้อง เปิดช่องทางพิเศษระบายการจราจร และเข้าควบคุมสัญญาณจราจรตามแยกที่จราจรหนาแน่น ส่วนมอเตอร์ M6 ปากช่อง-ขามทะเลสอ เปิดให้บริการขากลับเข้า กทม.แล้ว ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ทำให้ช่วยการจราจรถนนมิตรภาพให้คล่องตัวขึ้น 

สำหรับอุบัติเหตุ ภ.3 มีการกวดขันวินัยจราจร บังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องปรามเป้าหมายเพื่อลดอุบัติเหตุ จนมีผลดำเนินการด้านการลดอุบัติเหตุดีที่สุดเป็นดับหนึ่งของประเทศ  แต่อย่างไรก็ตามปีนี้มีการละเล่นสงกรานต์หลายพื้นที่ ทำให้สถิติอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากเมาแล้วขับ จยย.ไม่สวมหมวกนิรภัย นั่งท้ายกระบะ  จึงสั่งปรับแผนให้เน้นตรวจเพิ่มตามชุมชน พื้นที่รอบการจัดงาน โดยแสวงหาความร่วมมือ บูรณาการทุกภาคส่วนร่วมกัน ซึ่งพื้นที่ ภ.3 ทำได้ดีในทุกมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุ 

ผบ.ตร. กล่าวว่า “ ขอบคุณและชมเชยตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจภูธรจังหวัด นครราชสีมาที่ใช้มาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุ ซึ่งสถิติสี่วันที่ผ่านมาตำรวจภูธรภาค 3 ถือว่าเป็นมีผลดำเนินการด้านการลดอุบัติเหตุดีที่สุดเป็นดับหนึ่งของประเทศ  อีก 3 วันที่เหลือ ได้สั่งการให้ดำเนินการตามมาตรการเพื่อคงสถิติที่ดีอย่างนี้ต่อไป

นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของการจัดงานสงกรานต์ จ.นครราชสีมา บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือลานย่าโม ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้กำชับการเพิ่มแผนปฏิบัติเช่นเดียวกับถนนข้าวสาร กรณีที่มีคนหนาแน่น เช่น การกำหนดทางเข้าออก การกำหนดเวลาละเล่นสงกรานต์ เส้นทางฉุกเฉิน การทะเลาะวิวาท และคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ 

‘พงษ์ภาณุ’ ชี้!! ปักหลักไทยเกิน 180 วัน อย่านิ่งดูดาย มีรายได้จาก ‘ธุรกิจดิจิทัล-สื่อออนไลน์’ ก็ควรต้องเสีย

(16 เม.ย. 66) นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ฮิโรชิมะ ประเทศญี่ปุ่น และอดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวถึง ประเด็นการกวดขันเก็บภาษีต่อผู้มีรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับดิจิทัล (Digitalization) แม้รายได้นั้น ๆ จะมาจากต่างประเทศ ผ่านรายการ ‘NAVY TIME เรื่องดี ๆ ประเทศไทยยามเช้า’ ออกอากาศช่วงเช้า เวลา 07.00- 08.00 น. ทางสถานีวิทยุเสียงจากทหารเรือวังนันทอุทยาน (ส.ทร.วังนันทอุทยาน) FM93 เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 66 ระบุว่า…

ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ยังมีบุคคลหรือบริษัทดิจิทัลและแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ต่าง ๆ จำนวนไม่น้อย ที่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ หรือแม้แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เหมือนรูปแบบบริการอื่น ๆ แต่มีรายได้สะพัดอยู่ในบัญชีประเทศไทยอยู่ไม่น้อย ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องยอมรับว่า ด้วยการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์นั้น สามารถทำให้ธุรกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ (Digitalization) และมองผิวเผินเหมือนตรวจสอบได้ยาก

“อย่างหลายคนที่เราเห็นเขาขายสินค้าผ่านสื่อโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่าง ๆ ตัวผู้ขายหลาย ๆ คนเองก็มีทั้งที่อยู่ในไทยและไม่ได้อยู่ในไทย แต่อย่างไรซะ หากมีถิ่นฐานในไทยหรืออยู่ในไทยเกิน 180 วันนั้น ผมคิดว่าสรรพากรควรจะต้องเข้มงวดกับบุคคลหรือบริษัทเหล่านั้นให้มากขึ้น เพราะนี่คือเรื่องผลประโยชน์ของประเทศ ควรที่จะเข้าไปตรวจสอบว่า ใครที่มีรายได้เยอะ ๆ จากขายสินค้าผ่านช่องทางระบบดิจิทัล และมีถิ่นฐานอยู่ในบ้านเราบ้าง จากนั้นก็ต้องมาทำการเสียภาษีจากรายรับที่ได้ทั้งหมด ซึ่งสิ่งเหล่านี้สรรพากรสามารถทำได้ เนื่องจากระบบดิจิทัลมีหลักฐานบันทึกไว้อยู่”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top