Wednesday, 15 July 2026
Hard News Team

‘มณีรัตน์’ ลั่น!! ‘ภูมิใจไทย’ พร้อมดันรถเมล์ EV แตะ 5,000 คัน  หลังปัจจุบัน ‘ศักดิ์สยาม’ ดันวิ่งทั่วกรุงฯ แล้ว 1,250 คัน

(17 เม.ย.66) น.ส.มณีรัตน์ ลิมป์รัตนกาญจน์ ผู้สมัคร ส.ส.เบอร์ 6 เขต พระโขนง-บางนา พรรคภูมิใจไทย อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

“รู้หรือไม่ กรุงเทพฯ มีรถเมล์ EV วิ่งอยู่ 1,250 คันแล้ว?” 

ส่วนตัวแล้วเป็นคนหนึ่งที่เคยนั่งรถเมล์ไปโรงเรียนตอนเด็กๆ ตอนนั้นแค่คิดว่าได้นั่งรถเมล์ติดแอร์ ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว เพราะอย่างที่ทราบกัน สมัยก่อนในแต่ละสาย แต่ละเส้นทางมีรถเมล์ติดแอร์ไม่มากนัก แถมยังปล่อยควันดำตลอดเวลา

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ โดย 'สวนดุสิตโพล' มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กรณี นายกรัฐมนตรีโพล

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ โดย 'สวนดุสิตโพล' มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กรณี นายกรัฐมนตรีโพล : 'นายกรัฐมนตรีคนใหม่' ในสายตาประชาชน จำนวนทั้งสิ้น 1,274 คน (สำรวจทางภาคสนามและออนไลน์) ระหว่างวันที่ 11-14 เมษายน 2566
 

‘ประภัสร์ จงสงวน’ ควง ‘ดร.ตั้น กฤชนนท์’ เยือนบางแค  ลั่น!! นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ทำได้จริง!

เมื่อวันที่ 16 เม.ย.66 แขวงบางไผ่ เขตบางแค นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่และขึ้นเวทีปราศรัยที่เขตบางแค พร้อม ดร.ตั้น กฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ลงสมัคร ส.ส.เขตเลือกตั้งที่ 29 เบอร์ 9 เพื่อประกาศนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย สามารถทำได้จริง!

นายประภัสร์ กล่าวว่า เสียดายโอกาสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การทำสัญญารถไฟฟ้าหลายสายนั้นทำให้ประเทศไทยสามารถเป็นฮับในการผลิตรถไฟฟ้าของเอเชีย แต่จากการที่ไม่วางแผนให้ดีทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในเรื่องนี้ไปหลายปี

นิพนธ์ ลั่นกลางเวที “คนใต้ไม่เลือกท่านชวนได้อย่างไร” พร้อม ชี้ 4 เหตุผลที่ต้องเลือกประชาธิปัตย์ ทั้งพรรค ทั้งคน  

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำขุนพลพรรคประชาธิปัตย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงาน กทม. นางวทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง และเมธี ลาบานูน รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าแบบดาวกระจายขึ้นเวทีปราศรัยขอคะแนนเสียงเลือกพรรคประชาธิปัตย์แบบบัญชีรายชื่อเบอร์ 26 พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 นายสรรเพชญ บุญญามณี เบอร์ 4 ณ โรงยิมเนเซี่ยม สนามกีฬาติณสูลานนท์ และนายสมยศ พลายด้วง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 เบอร์ 4 ณ สนามวัดเทพลีลา ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

โดยสลับกันเดินสายขึ้นเวทีทั้งสองเวทีปราศรัย ท่ามกลางบรรยากาศ พี่น้องประชาชน แกนนำพรรค กรรมการสาขาพรรค ที่หลั่งไหลเข้ามานั่งตั้งแต่ช่วงบ่ายอย่างแน่นขนัด แม้อากาศจะไม่เป็นใจเท่าไหร่ในวันนี้ พร้อมมอบดอกไม้และพวงมาลัยเป็นกำลังใจแก่ขุนพลพรรคปชป. และผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อย่างล้นหลามทั้งสองเวทีปราศรัย นายนิพนธ์ รองหัวหน้าพรรคกล่าวถึง  4 เหตุผลทำไมต้องเลือกทั้งคน ทั้งพรรคว่า นี่คือสิ่งบอกว่า ปชป.อุดมการณ์ทันสมัย ปชป.แม้ตั้งมา 77 ปี แต่ไม่ล้าสมัย ความเป็นประชาธิปัตย์เราเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาสืบทอดความเป็นประชาธิปัตย์ เราจะสร้างคนรุ่นใหม่มารับผิดชอบเป็นรุ่นๆ ที่จะมีอนาคตทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้ นี่คือคลื่นลูกใหม่ ประชาธิปัตย์77 ปีทำไมต้องเลือกพรรค เลือก ส.ส. เพราะ ปชป.อยู่มาถึง 77 ปี

วันนี้นายจุรินทร์ เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 8 ซึ่งมีหัวหน้าพรรคที่เป็นนายกมาแล้ว 4 คน ทั้งม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายชวน หลีกภัยซึ่งเป็นถึงสองสมัย และเป็นประธานรัฐสภาสองครั้ง จนมาถึงนายอภิสิทธิ์ และนายจุรินทร์ซึ่งพร้อมเป็นนายกนัฐมนตรี ด้วยความรู้ความความสามารถในการทำงาน ผมอยู่ในประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน ทุกครั้งที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล นายจุรินทร์ จะเป็นรัฐมนตรีทุกครั้ง จึงไม่ลังเลที่จะเสนอชื่อนายจุรินทร์เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงต้องเลือกประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 และ ผู้แทนเขตเบอร์ 4 ทั้งเขต 1 และเขต 3 ฉะนั้นจึงขอบัตร สีม่วงเลือกเบอร์ 4 เขต 1 นายสรรเพชญ บุญญามณี และ เบอร์ 4 เขต 3 นายสมยศ พลายด้วง ส่วนบัตรสีเขียวเลือกเบอร์ 26 จะได้ทั้งนายชวน นายบัญญัติ นายจุรินทร์ คุณหญิงกัลยา และนายนิพนธ์ และอีกหลายๆคน นี่คือเหตุผล ทำไมต้องเลือกทั้งพรรคทั้งคน รวมถึงดร.เอ้ และมาดามเดียร์  ดังนั้นคนบ้านเราถ้าไม่เลือกนายชวน จะเป็นไปได้ไง นมโรงเรียนเกิดขึ้นสมัยท่านชวนเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ปชป.คิดต่อให้ดื่มนมทุกวัน ทั้ง 365 วัน

ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัยมิจฉาชีพรับสมัครผู้ทดสอบการนอนโรงแรม อ้างแค่นอนหลับก็มีรายได้

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. ขอฝากเตือนภัยมิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนให้ทำภารกิจออนไลน์ หรือหลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้จากการทำกิจกรรม ดังนี้

ได้รับรายงานว่าจากการตรวจสอบในระบบการรับแจ้งความออนไลน์ พบว่ามีผู้เสียหายหลายรายถูกมิจฉาชีพชักชวนหลอกลวงให้ทำงาน หรือทำภารกิจออนไลน์เพื่อหารายได้เสริม ผ่านการโฆษณาตามช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชักชวนรับสมัครผู้ทดสอบการนอนโรงแรม ผ่านการโฆษณาเป็นคลิปวิดีโอสั้นใน Facebook, TikTok, Instagram อ้างเป็นงานสบาย ได้ผลตอบแทนสูงกว่า 30,000 บาทต่อเดือน หรืออ้างว่าจะได้ค่าจ้างจากการนอนหลับจริงกว่า 2,000 บาทต่อคืน รวมถึงจะได้รับสวัสดิการ ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ฟรี เมื่อผู้เสียหายสนใจมิจฉาชีพจะให้ทดสอบแสดงความเห็น หรือรีวิวโรงแรมต่างๆ ก่อนที่จะได้รับงานทดสอบการนอนที่โรงแรมจริง เพื่อประเมินว่าผู้เสียหายมีความสามารถเพียงพอหรือไม่ หากผู้เสียหายแสดงความเห็นเสร็จแล้วจะได้รับเงินจริง 50 บาทต่องาน จากนั้นจะให้เข้ากลุ่มในแอปพลิเคชัน Telegram แจ้งว่ามีงานภารกิจเสริมให้ทำ หลอกลวงให้ลงทุนเทรดหุ้น อ้างว่าจะได้รับกำไรมากกว่านี้ กระทั่งผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปร่วมลงทุน โดยในครั้งแรกที่ลงทุนด้วยจำนวนที่ไม่มากจะได้รับกำไรจากการลงทุนกลับคืนมาจริง จากนั้นมิจฉาชีพก็จะหลอกให้โอนเงินมาลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย จนไม่สามารถถอนเงินออกมาได้อ้างเหตุผลต่างๆ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกหลอกลวงและได้รับความเสียหาย จึงมาแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ให้ดำเนินคดีกับมิจฉาชีพตามกฎหมายต่อไป

ตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบงานในด้านการป้องกันปราบปราม ได้ให้ความสำคัญ และมีความห่วงใยต่อภัยการหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนให้ทำภารกิจ หรือทำงานออนไลน์เพื่อหารายได้เสริม โดยได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งวางมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในโลกออนไลน์ทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง เพราะถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน

ที่ผ่านมา บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในโลกออนไลน์ทุกรูปแบบมาโดยตลอด มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

โฆษก บช.สอท. กล่าวอีกว่า นอกจากการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวแล้ว ยังพบว่ามีหลอกลวงในลักษณะอื่นๆ ที่คล้ายกันอีก เช่น การหลอกลวงให้กดไลก์ (Like) กดแชร์ (Share) ดูคลิปวิดีโอจากยูทูบ (YouTube) กดรับออร์เดอร์สินค้า รีวิวสินค้า พับถุงกระดาษ ร้อยลูกปัด หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ตามแต่ที่มิจฉาชีพออกอุบาย โดยการประกาศเชิญชวนโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram, Tiktok เป็นต้น หรือการส่งความสั้น (SMS) ไปยังเหยื่อโดยตรง ให้กดลิงก์เพิ่มเพื่อน แล้วเข้ากลุ่มทำงานที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมา โดยในช่วงแรกจะได้เงินคืนมาเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นมิจฉาชีพก็จะให้ทำภารกิจพิเศษ หลอกให้เหยื่อโอนเงินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับภารกิจ ทั้งนี้เหยื่อมักเสียดายเงินที่เคยโอนไปก่อนหน้านี้ อยากได้เงินทั้งหมดคืน ก็หลงเชื่อโอนเงินไปเพิ่มอีกหลายครั้ง มิจฉาชีพก็จะมีข้ออ้างต่างๆ เช่น อ้างว่าทำผิดขั้นตอน หรือยอดเงินในระบบไม่เพียงพอ เป็นค่าเอกสาร ค่าปิดบัญชี ค่าภาษี เป็นต้น นอกจากนี้ยังสร้างความน่าเชื่อถือโดยให้หน้าม้าในกลุ่มไลน์แสดงหลักฐานปลอมว่าตนได้รับเงินจริง กระทั่งเมื่อเหยื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกลวงก็จะปิดการติดต่อหลบหนีไป เพราะฉะนั้นการทำกิจกรรม หรือธุรกรรมใดๆ บนโลกออนไลน์ต้องรู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพและมีสติอยู่เสมอ

หนึ่งในการยกระดับการคมนาคมของประเทศไทย ด้วยการมาถึงของ “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์”

เชื่อว่าถ้าเป็นชาว กทม. ร้อยทั้งร้อยต้องคุ้นเคยกับ “สถานีรถไฟดอนเมือง” แต่อย่างที่หลายคนทราบ ในวันนี้ สถานีรถไฟดอนเมือง(เดิม) ได้มีการหยุดใช้งานไปเรียบร้อย โดยเปลี่ยนไปใช้ สถานีรถไฟร่วมสายสีแดง (บริเวณตลาดดอนเมืองใหม่) ที่มีความสะดวกและทันสมัยมากขึ้น

ย้อนเวลากลับไป ด้วยการมาถึงของ “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” หรือสถานีกลางบางซื่อ ส่งผลให้มีการปรับเส้นทางขบวนรถไฟทางไกล เหนือ ใต้ อีสาน และกลุ่มขบวนรถด่วนพิเศษ รถด่วน รถเร็ว โดยให้มาใช้บริการ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์แทน ในคราวเดียวกัน ขบวนรถไฟทางไกลสายเหนือและสายอีสาน ที่ออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จะวิ่งบนโครงสร้างทางยกระดับเช่นเดียวกับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และจะไม่หยุดรับ-ส่ง ผู้โดยสารสถานีรายทาง ได้แก่ ที่ป้ายหยุดรถ กม.11, สถานีบางเขน, ที่หยุดรถไฟทุ่งสองห้อง, สถานีหลักสี่, ที่หยุดรถการเคหะ กม.19

นอกจากนี้ บริเวณสถานีรถไฟดอนเมืองเก่า ก็ให้หยุดทำการลงไป โดยผู้โดยสาร ทั้งที่ประสงค์ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดง หรือผู้โดยสารจากรถไฟทางไกล สามารถใช้สถานีร่วมกันได้ที่สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง (บริเวณตลาดใหม่ดอนเมือง) ซึ่งมีความทันสมัย และสะดวกสบาย ทั้งนี้สถานีรถไฟดอนเมืองเปิดทำการมากว่า 125 ปี กระทั่งหยุดให้บริการ และปรับปรุงให้ใช้สถานีร่วมของรถไฟฟ้าสายสีแดงแทน

 

‘กรณ์’ ประกาศรื้อโครงสร้าง ‘สลากกินแบ่ง’ หวังคืนเงินคนไทย ผ่านรางวัลแจ็กพอต

(16 เม.ย.66) ที่พรรคชาติพัฒนากล้า ถ.รัชดา นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า เปิดแถลงข่าว รื้อโครงสร้างสลากกินแบ่ง ว่า วลีอมตะที่เรามักได้ยินมาเสมอคือ คนรวยเล่นหุ้น คนจนเล่นหวย ซึ่งหุ้นยิ่งเล่นยิ่งรวย แต่หวยประชาชนทั่วไป ซื้อความหวังด้วยการซื้อลอตเตอรี่ และมันก็ไม่มีค่าเมื่อไม่ถูกรางวัล ระบบสลากกินแบ่งถึงเวลาต้องเปิดโปง ถึงเวลาที่จะต้องมารื้อโครงสร้างสลากกินแบ่ง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนในฐานะผู้เล่นมากขึ้น

นายกรณ์ กล่าวว่า ปี 2557 มีลอตเตอรี่ขายงวดละเพียงแค่ 37 ล้านใบ เพิ่มขึ้นทุกปีเป็น 100 ล้านใบ ด้วยเหตุผลข้ออ้างของฝ่ายรัฐบาลว่าต้องการเพิ่มปริมาณเพื่อต่อสู้กับลอตเตอรี่ราคาแพง คือหวังว่าปริมาณเพิ่มขึ้นแล้วราคาลอตเตอรี่จะลดลง แต่ผลก็ตามที่เห็นกันว่าลอตเตอรี่ที่ซื้อขายตามแผง ราคาไม่ได้ลดลง เฉลี่ยอยู่ที่ใบละ 100 บาท ซี่งเมื่อมาเจาะลึกจากผลของการเพิ่มจำนวนลอตเตอรี่ ใครได้ประโยชน์บ้างและมหาศาล 
.
ปี 2557 – 2565 แบ่งเป็นส่วนกำไรของกองสลาก เงินที่เป็นรายได้ส่งเข้าแผ่นดิน และส่วนยอดขายหรือรายได้ของกองสลาก 
.
ยอดขาย 57 มีรายได้โดยรวมของกองสลากอยูที่ประมาณ 60,000 กว่าล้านบาท เพิ่มขึ้นมาเป็น 170,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน ในช่วงเวลาเดียวกัน รายได้ที่ส่งเข้ารัฐ อยู่ทีประมาณ 14,000 ล้านเพิ่มขึ้นมา เป็น 44,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30,000 ล้านบาท ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกัน กำไรของสำนักงานกองสลาก แต่ก่อน 1,000 ล้านต่อปี เพิ่มขึ้นมาจนปีล่าสุด อยู่ที่ระดับ 6,000 กว่าล้านต่อปี นี่คือสาเหตุ ที่เรามองว่าถึงเวลาที่เราควรต้องคืนรายได้ คืนกำไรส่วนนี้ ซึ่งล้วนเก็บได้จากประชาชนคนไทย 20 ล้านคนที่ซื้อลอตเตอรี่ทุก ๆ 16 วัน กลับคืนให้ประชาชน
.
ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา รัฐมีรายได้ 3.2 เท่า กองสลากกำไรเพิ่มขึ้น 5.8 เท่า แต่ราคาลอตเตอรี่ก็ยังแพงอยู่ ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ซ้ำแล้วกองสลาก เพิ่งได้ขอมติจากคณะรัฐมนตรี ได้รับอนุมัติอย่างเป็นหลักการที่จะเพิ่ม สินค้าผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคตจะมีล็อตโต้ 6 เบอร์ และจะมีสิ่งที่เรียก 3 ตัว N3 เป็นผลิตภัณฑ์เพิ่ม ซึ่งก็ยิ่งทำให้เพิ่มรายได้ให้กับกองสลากเพิ่มขึ้น เป็นเหตุที่เราต้องมาทบทวนเพื่อแบ่งปันกำไร วันนี้ประเด็นที่อยากเสนอเพิ่มเติม จากงวดที่เพิ่งผ่านมา

'ยังโอม' กับ 'ธาตุทองซาวด์' ปรากฏการณ์ที่ยังเพรียกหามือช่วย

ปรากฏการณ์ 'อีกี้' จาก MV ธาตุทองซาวด์ ของศิลปิน 'ยังโอม' อันเปรี้ยงปร้างเกินกว่าเพลงและมิวสิควิดีโอฮิพฮอพดาดๆ เพราะผู้คนพากันขุดอีกี้ของตัวเองมาโพสต์เต็มฟีดของโซเชี่ยลมีเดียทุกแพล็ตฟอร์ม สมเจตนาจนยังโอมเองก็ต้องออกมาโพสต์

"MV เพลงนี้ผมใช้เงินตัวเองลงไปประมาณ 1,200,000 บาท เป็น MV ที่ผมใช้เงินเยอะที่สุดในชีวิต…"

โดย "...ที่ผมต้องลงทุนเยอะขนาดนี้ เพราะอยากให้ทั้งโลกเห็นว่าคนไทยก็เฟี้ยวเหมือนกันนะ คนไทยถ้าเอาจริงๆ เราทำได้ทุกอย่าง เรามีความสามารถ เรามีศิลปินทที่เก่งมาก ในทุกๆ แขนงของศิลปะ"

และ "...นี่ขนาดผมทำด้วยตัวคนเดียว ด้วยเงินตัวเอง มันยังได้ขนาดนี้ ผมอยากจะรู้จริงๆ ถ้าคนไทยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ หรือจากไหนสักที่ วงการศิลปะบ้านเราจะไปได้ไกลแค่ไหน แล้วจะนำพาประเทศเราไปได้ถึงจุดไหน จะไปได้ไกลเท่าเกาหลีไหมนะ…"

ผมชื่นชมยังโอม ยินดีด้วยกับความสำเร็จระดับไวรัล แต่กับข้อคิดเห็น (หรือคำถาม) "...ถ้าคนไทยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ หรือจากไหนสักที่ วงการศิลปะบ้านเราจะไปได้ไกลแค่ไหน" ผมเองก็อดคิดตามไม่ได้

ศิลปินแขนงวงการบันเทิงบ้านเรามักออกมาพูดถึงอะไรแบบนี้เสมอเมื่อ 'งาน' ถูกนำเสนอจนเป็นที่นิยม ทำนองหยาดเหงื่อตนล้วนๆ ไม่มีใครสนับสนุน 'เหมือนบางประเทศ' ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นยก 'เกาหลี (ใต้)' มาเป็นคู่เปรียบกับไทย

ความจริงที่ต้องถามคือ "เกาหลีเขาสนับสนุนศิลปินกันแค่ไหน?"

ไขข้อสงสัย!! ใครทำ 'GDP ไทย' สู้เพื่อนบ้านไม่ได้ สวนกระแสข่าวจอมปลอม จ้องโจมตี 'รัฐบาลลุงตู่'

(16 เม.ย.66) ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก 'LVanicha Liz' ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับ GDP ของไทย โดยระบุว่า...

ดูชัดๆ #ใครทำให้GDPไทยสู้เพื่อนบ้านไม่ได้  

เมื่อปี่พาทย์บรรเลงเริ่มฤดูกาลเลือกตั้ง บางกลุ่มการเมืองก็จะต้องลงทุนลงแรงแข่งขันกันจนหน้ามืดตาลาย เพราะ “stake มัน very high” คล้ายกับว่าถ้าอดอยากปากแห้งต่ออีก ๔ ปี อาจถึงขั้นล้มละลายหายไปจากวงการแน่ๆ จึงมีการออกมาเผยแพร่ (สาด/พ่น?) ข้อมูลผิดบ้างถูกบ้างบิดเบือนหลอกลวงบ้างออกสู่สาธารณะ

ประชาชนผู้มีอำนาจแค่ ๑ วันต่อ ๔ ปี จึงต้องวิเคราะห์ก่อนรับข้อมูลข่าวสารให้ดี มิฉะนั้นหากเลือกพรรคการเมืองผิด อาจจะต้องคิดจนประเทศพัง

หนึ่งในประโยคฮิตที่มีการนำออกมากระจายสู่โซเชียลคือ “อยู่มา ๘ ปี ทำ GDP โตได้แค่ ๒% ยังจะอยู่ต่ออีกหรือ”

ซึ่งจากการวิเคราะห์ตลอดมา พบว่าน่าจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก จึงสืบค้นดูว่าข้อมูลมีที่มาที่ไปอย่างไร พบในเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย ส.ส. ผู้หนึ่งกล่าวไว้ดังนี้  

“GDP ตกต่ำตลอด ๘ ปี: ตั้งแต่พลเอกประยุทธ์แต่งตั้งตัวเองเข้ามาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ตลอด ๘ ปีที่ผ่านมาผลคือ... กราฟร่วง แนวโน้มเศรษฐกิจไทยติดลบ หนึ่งจุดห้า ถึง ศูนย์ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ตลอด ๘ ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยเพียงแค่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือเวียดนาม ซึ่งมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่แตกต่างจากไทย กลับสามารถคงระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในระดับ ๕%-๘% ต่อปี แปลว่า วันที่เรายังไม่เผชิญหน้ากับวิกฤตโรคระบาด เศรษฐกิจไทยก็ย่ำแย่อยู่แล้ว เมื่อเจอกับวิกฤตโรคระบาดและผู้นำที่ไม่มีความรู้ในการบริหารเศรษฐกิจ กราฟก็ยิ่งดิ่งเหวเข้าไปใหญ่”

https://m.facebook.com/pheuthaiparty/photos/a.153985257967754/4657213287644906/

ผู้เขียนสืบค้นจาก Google ด้วยคำว่า Thailand GDP ก็ได้กราฟเปรียบเทียบมาให้เลย ๓ ประเทศ โดยไทยมี GDP สูงสุดในกราฟ และมีการเติบโตทิ้งห่างจากเพื่อนบ้านอีกสองประเทศเป็นช่วงกว้างขึ้นทุกที การทิ้งห่างมากขึ้นหมายถึงเศรษฐกิจโดยรวมเติบโตมากกว่า ซึ่งการทิ้งห่างจะสังเกตได้โดยเส้นกราฟของประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตกว่า จะไต่ขึ้นชันกว่า 

เพื่อตรวจสอบข้อความในเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า “วันที่เรายังไม่เผชิญหน้ากับวิกฤตโรคระบาด เศรษฐกิจไทยก็ย่ำแย่อยู่แล้ว” เป็นจริงหรือไม่ ผู้เขียนนำช่วงเติบโตดีที่สุดของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ (พรรคเพื่อไทย) กับช่วงเติบโตดีที่สุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนวิกฤตโควิดมาเปรียบเทียบกับเวียดนาม (ซึ่งฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลชอบนำมาใช้เป็นตัวอย่างความเติบโต) พบว่ากราฟ GDP ช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไต่ขึ้นชันกว่าช่วงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ และอัตราส่วนของการเพิ่มขนาดเศรษฐกิจช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สูงกว่าเวียดนาม ขณะช่วงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต่ำกว่าเวียดนามเกือบครึ่ง

ตกลง “วันที่เรายังไม่เผชิญหน้ากับวิกฤตโรคระบาด เศรษฐกิจไทยก็ย่ำแย่อยู่แล้ว” ก็คงย่ำแย่ตอนพรรคเพื่อไทยบริหารนี่เอง เพราะอัตราการเติบโตต่ำกว่าเวียดนาม   

สรุปว่าข้อกล่าวอ้างที่ว่า GDP ตกต่ำตลอด ๘ ปีนั้น ในช่วงก่อนวิกฤตโควิด หลักฐานแสดงไปในทางตรงกันข้าม

ส่วนในช่วงหลังจากวิกฤต ตัวเลข post-crisis GDP จะไม่ใช่สิ่งสะท้อนความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่ถูกต้อง เพราะการฟื้นฟูความเสียหายต่างๆ ในช่วงวิกฤตเข้ามาทำให้เกิดส่วนเพิ่มของ GDP อ้างอิงบทความ “Does high GDP mean economic prosperity?” ของ Investopedia
https://www.investopedia.com/articles/economics/08/genuine-progress-indicator-gpi.asp

การที่ประเทศต่างๆ จะมีอัตราการเพิ่ม GDP ในช่วง post-crisis ที่แตกต่างกัน มันแล้วแต่กลไกการฟื้นฟูในแต่ละประเทศ ว่าจะทำอะไรช่วงไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้งบประมาณของประเทศไทยตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิดซึ่งรัฐบาลเปลี่ยนมาอยู่ภายใต้ระบอบเลือกตั้ง ถูกฝ่ายค้านกดดันตัดทอนอย่างเข้มข้นจนไม่อาจเป็นไปตามที่วางแผนมากนัก ทำให้มีผลเหนี่ยวรั้ง GDP ของไทยด้วย การนำมาเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจร่วมกับตัวเลขก่อนวิกฤต เหมารวม ๘ ปีจึงทำให้เกิดภาพที่บิดเบี้ยวไม่สะท้อนความเป็นจริง

เมื่อตรวจสอบในมิติที่ละเอียดขึ้น ให้ครอบคลุมการเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ที่เฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทยระบุไว้ พบว่าประเทศที่ GDP สูงและเติบโตดีมากที่สุดในกลุ่มคืออินโดนีเซีย ตามมาด้วยไทย ส่วนประเทศที่เหลือนั้น GDP โตอยู่ข้างใต้เส้นกราฟของไทย ลักษณะกราฟการเติบโตของประเทศที่มีแนวโน้มดี (อินโดนีเซียและเวียดนาม) คือช่วงปลายโค้งขึ้นและตลอดเส้นไม่ค่อยสะดุด (อ้างอิงภาพของ Our World in Data)
https://ourworldindata.org/grapher/gross-domestic-product?tab=chart&country=IDN~BRN~KHM~LAO~MYS~PHL~THA~VNM~SGP

ตรงนี้เองที่มีข้อสังเกตว่า เส้น GDP ของไทยเริ่มชันตีคู่ขึ้นมาขนานอินโดนีเซียในสมัย พล.อ.เปรม โดยมีแรงส่งไปยังรัฐบาลต่อๆ ไปชัดเจน จากนั้นเกิดการสะดุดครั้งใหญ่ในวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นช่วงที่นายทักษิณ (บิดาแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย) เข้ามาเป็นรองนายกฯ จากนั้นเมื่อนายทักษิณเข้ามาเป็นนายกฯ เอง เส้น GDP ไทยเริ่มทิ้งตัวห่างลงมาจากอินโดนีเซีย หลังสมัยนายทักษิณ เส้น GDP สะดุดเรื่อยๆและทิ้งตัวห่างลงมาจากอินโดนีเซียมากขึ้นๆ จนเข้ามาสู่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ (คสช.) เส้น GDP จึงเริ่มโค้งขึ้นอีกครั้ง จากนั้นทุกประเทศก็เข้าสู่วิกฤตโควิด และประสบสภาวะ GDP สะดุดเหมือนๆ กัน มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เงื่อนไขและสถานการณ์ของแต่ละประเทศ

ณ จุดนี้ น่าจะเข้าใกล้คำตอบแล้วว่า #ใครทำให้GDPไทยสู้เพื่อนบ้านไม่ได้

ข้อพิสูจน์ที่น่าจะเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่าเหตุใด GDP ไทยเริ่มจะสู้เพื่อนบ้านไม่ได้ตั้งแต่สมัยนายทักษิณก็คือ ในยุคของนายทักษิณ มีการดำเนินการที่ทำให้เสถียรภาพทางการเมืองซึ่งมีผลต่อความมั่นคงของชาติตกต่ำดิ่งเหวลงไปจน Political Stability index อยู่ใต้ระดับ ๐ (percentile rank ต่ำกว่า ๕๐%) เป็นครั้งแรก ซึ่งมีผลเสียหายลากยาวถึงปัจจุบัน อันเนื่องมาจากยังคงมีภัยความมั่นคงของชาติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่งมาแก้ไขได้บางส่วนและดีขึ้นเรื่อยๆในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ (อ้างอิงกราฟ Political Stability ของ Trading Economics) ซึ่งสอดคล้องกับเส้น GDP ที่เริ่มโค้งขึ้นก่อนวิกฤตโควิด
.
เสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงของชาติมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติ ตามคำอธิบายที่ว่า “หากไร้ซึ่งสภาพแวดล้อมทางการเมืองและสังคมที่มั่นคงและปลอดภัยแล้ว ก็ยากที่จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจใดๆ ความมั่นคงของชาติเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจ ...”
https://www.fso.gov.hk/eng/blog/blog20210418.htm
.
ยกตัวอย่างการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็อยู่บนหลักที่ว่าประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองโดยทั่วไปจะดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศได้ดีกว่า
https://www.investmentmonitor.ai/features/fdi-drivers-and-political-stability

กราฟ FDI ของ Trading Economics แสดงชัดว่า FDI ของไทยเริ่มตกหลังจากเสถียรภาพทางการเมืองของไทยลดลงต่ำกว่า ๐ ในสมัยที่นายทักษิณบริหาร และเริ่มจะกลับมาดีขึ้นในสมัย พล.อ.ประยุทธ์

สำหรับสาเหตุที่ว่าทำไม Political Stability index ของไทยลดลงต่ำกว่า ๐ (percentile rank ต่ำกว่า ๕๐%) ในสมัยนายทักษิณนั้น กราฟ “ผลกระทบจากการลดงบประมาณทางการทหารยุคทักษิณ” ให้คำตอบที่ชัดเจน
-------------------------------------------------------------------

"ลมใต้ปีกของผมคือ ประชาชน ภรรยา และลูกๆ"

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค 
กล่าวเมื่อวันที่ 16 เม.ย.66 ณ ตลาดบองมาร์เช่


ที่มา : https://www.matichon.co.th/election66/news_3929522


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top