Wednesday, 15 July 2026
Hard News Team

3 ทางเลือกทำลาย 'ลำไยอบแห้ง' อีกบทพิสูจน์ความโปร่งใสรัฐ

รู้หรือไม่? ในอดีตรัฐบาลไทยได้มีการแก้ไขปัญหากรณีลำไยอบแห้งค้างสต็อก ด้วยการจัดสรรงบประมาณทำลายทิ้ง เพื่อไม่ปล่อยให้ตัวลำไยไหลไร้คุณภาพไหลไปสู่ตลาด ถึงมือผู้บริโภค และคู่ค้าระหว่างประเทศ ถือเป็นอีกการแสดงออกถึงความรับผิดชอบ บนมาตรการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

อันที่จริงแล้ว ในอดีตเกษตรกรภาคเหนือเคยร่ำรวยจากการขายลำไย จนบางรายถึงขั้นกล้าเปลี่ยนแปลงพื้นที่นา และพื้นที่ทำการเกษตรอื่นๆ ให้กลายเป็นสวนลำไยอย่างกว้างขวาง 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาราคาลำไยตก ก็เริ่มมีให้เห็น เมื่อเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรเร่งการผลิตลำไยนอกฤดู ทำให้ราคาลำไยค่อยๆ ลดต่ำลงเป็นลำดับ 

คำถาม คือ เวลาเจอสถานการณ์เช่นนี้ ควรต้องเป็นความรับผิดชอบของใคร? เกษตรกรฝ่ายเดียวหรือไม่? 

คำตอบก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า ไม่!! 

แน่นอนว่า ในห้วงที่ราคาผลผลิตทางการเกษตรดี ไม่มีเกษตรกรคนใดไม่อยากรวย ไม่อยากปลดหนี้ ฉะนั้นผู้ที่ควรรับผิดชอบที่สำคัญในจังหวะเวลาดังกล่าว จึงต้องเป็นหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาส่งเสริมการผลิต ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ที่ปล่อยกู้อย่างมีเงื่อนไข หากเกษตรกรระบุวัตถุประสงค์การกู้ว่าจะนำเงินไปลงทุนปลูกลำไย ก็จะได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว และจนถึงวันที่ผลของการผลิตอย่างไม่มีการวางแผนการตลาดล่วงหน้าก็ย้อนกลับมาทำลายระบบตลาดลำไย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาลำไยเป็นปัญหาที่ต้องแก้ทั้งระบบอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นปัญหาที่สะท้อนการพัฒนาของประเทศ ทุกๆ ปัญหาที่ถาโถมเข้ามา รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาจัดการแบบแก้ไปทำไป เพื่อต่อลมหายใจให้เกษตรกรไม่พังกันเป็นแถบ

มีกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจ โดยย้อนไปในช่วงปี 2552 กับการแก้ปัญหาลำไยอบแห้งค้างสต็อกปี 2546/2547 กว่า 4.6 หมื่นตันที่ค้างคามานาน 

ตอนนั้นคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 ได้มีมติให้ทำลายลำไยด้วยวงเงินไม่เกิน 90 ล้านบาท แต่ยังเป็นที่ถกเถียงว่าจะทำลายด้วยวิธีใดที่จะคุ้มค่าที่สุดและไม่เปลืองงบประมาณ ที่สุด

ผลจากการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการและทำลายลำไยอบแห้งปี 2546 และปี 2547 ครั้งที่ 1/2552 ในวันที่ 24 มิถุนายน โดยมีนายจรัลธาดา กรรณสูตร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นประธานคณะกรรมการ ได้สรุป 3 แนวทางในการจัดการปัญหาลำไยค้างสต็อกเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2552

>> แนวทางแรก : เป็นการบดแล้วนำไปทำลายด้วยการฝังกลบ 
>> แนวทางที่สอง : เป็นการบดแล้วนำไปทำลายด้วยการเผา 

ทั้ง 2 วิธีนี้ จะใช้งบประมาณในการทำลายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 1.67 บาท รวมกับค่าดำเนินการอีกกิโลกรัมละ 0.25 บาท เบ็ดเสร็จเชื่อว่างบประมาณที่ใช้ในการทำลายขึ้นกับปริมาณลำไยอบแห้งค้างสต็อกคาดว่าจะไม่เกิน 78 ล้านบาท

>> ส่วนแนวทางที่สาม : เป็นการนำไปทำพลังงานชีวมวลโดยการนำลำไยดังกล่าวบดให้ละเอียดแล้วอัดเป็นแท่งตะเกียบ โดยความร่วมมือของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และศูนย์วิจัยพลังงานชีวมวล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องต้นแบบแล้วจำนวน 3 เครื่อง วิธีนี้ใช้วิธีการทำลายจำนวน 60 ล้านบาท

นายจรัลธารา ยืนยันว่าทั้ง 3 แนวทางจะโปร่งใสไม่มีลำไยค้างสต็อกออกมาเล็ดลอดปลอมปนกับลำไยที่กำลังจะออกสู่ท้องตลาดในฤดูกาลใหม่ในขณะนั้นอย่างแน่นอน เพราะจะมีการทำลายด้วยการบดละเอียดทีละโกดังที่กระจายอยู่ทั้งหมด 59 โกดังใน 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน และลำปาง อีกทั้งยังเป็นการเช็กสต็อกลำไยอบแห้งไปด้วยในตัว หากปริมาณที่บดทำลายน้อยกว่าที่ขึ้นทะเบียนไว้ไม่ตรงกันโดยหักค่าเสื่อมน้ำหนักไม่เกิน 10% เจ้าของโกดังต้องเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมายโดยถือเป็นจำเลยที่ 1

อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ 3 ถือเป็นแนวโน้มที่มีความเป็นไปได้กว่า 70-80% ซึ่งหลายฝ่ายก็เห็นด้วยและ ครม.ก็ไม่ติดขัดให้ดำเนินการทำลายแล้วนำมาอัดแท่งเป็นเชื้อเพลิงแท่งตะเกียบ 

'ธนาธร' นำทีมบุกสัตหีบช่วยหาเสียงให้ "น้ำ" นิชนันท์ ผู้สมัครพรรคก้าวไกลสัตหีบ ยืนยันยกเลิกการเกณทหารแบบบังคับให้เป็นแบบสมัครใจ

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2566 ที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล เดินทางมาช่วยหาเสียงให้กับ "น้ำ" นิชนันท์ วังคะฮาต ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล เบอร์ 5 เขต 10 จ.ชลบุรี โดยนำรถประชาสัมพันธ์ ออกจากวัดสัตหีบ แห่รอบตลาดและทั่วเมืองสัตหีบ โบกมือทักทายแนะนำตัว น้ำ นิชนันท์ วังคะฮาต ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล เบอร์ 5 เขต 10 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ต่อพ่อแม่พี่น้องชาวสัตหีบ โดยมีชาวบ้านยื่นขอจับมือและร่วมเป็นกำลังใจเป็นจำนวนมาก

 
นายธนาธร กล่าวว่า ผมมาลงพื้นที่สัตหีบ มาช่วยผู้สมัครของพรรคก้าวไกล อำเภอสัตหีบเพื่อหาเสียงตามแนวทางของพรรคก้าวไกล ในเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน เรื่องที่ดินที่พักอาศัยในพื้นที่ทหาร ผลกระทบในเรื่องค่าไฟแพง และยังคงยืนยันถึงนโยบายยกเลิกการเกณทหารแบบบังคับ ให้เป็นแบบสมัครใจ เพื่อให้กองทัพมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะผู้ที่สมัครใจย่อมเต็มใจที่จะฝึกหนักมากกว่า และยืนยันคุณ น้ำ เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อสู้เพื่อความเสมอภาคมาโดยตลอด และขอยืนยันกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบว่าคุณน้ำไม่ใช่งูเห่าอย่างแน่นอน


และในวันที่ 14 พ.ค.นี้ เวลา 08.00 - 17.00 น. เชิญชวนพี่น้องชาวสัตหีบให้โอกาส คุณน้ำ นิชนันท์ วังคะฮาต ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตพรรคก้าวไกลเบอร์ 5 สัตหีบ เข้าคูหากาเบอร์ 5 และพรรคก้าวไกลแบบปาตี้ลิสต์ กาเบอร์ 31 เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ในครั้งนี้ด้วย
นิราช ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี

นราธิวาส-แม่ทัพภาคที่ 4 ส่งคำอวยพรพี่น้องชาวไทยมุสลิม เนื่องในโอกาสวันฮารีรายออีฎิ้ลฟิตรี​ ฮ.ศ.1444

พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวอวยพร​ชาวไทยมุสลิม เนื่องในโอกาสวันฮารีรายอ​อีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1444 “ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามทุกท่าน ที่ประสบความสำเร็จจากความเพียรพยายามปฏิบัติศาสนกิจถือศีลอดตลอดห้วงเดือนรอมฎอน ปีฮิจเราะห์ศักราช 1444 ที่ผ่านมา ขอให้ผลจากความอดทน และความพากเพียรของทุกท่าน จงได้รับการตอบรับ และได้รับความโปรดปรานจากองค์อัลลอฮฺ ขอให้ท่านได้รับการปลดปล่อยจากความทุกข์ทั้งปวง มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีอายุยืนยาว เพื่อที่จะได้พบกับรอมฎอนในปีถัดไป ในโอกาสวันฮารีรายอ​อีฎิ้ลฟิตรินี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ท่านจะได้ร่วมเฉลิมฉลองและแสดงความยินดีและขออภัยต่อกันในสิ่งที่ได้ล่วงละเมิดจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่จะได้เดินทางออกไปพบปะเยี่ยมเยียนญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อส่งมอบความสุขซึ่งกันและกัน" 

"ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 4 และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้จัดเตรียมกำลังพลและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ท่าน ให้สามารถเดินทางสัญจร ด้วยความคล่องตัว และปลอดภัย ปรับลดมาตรการความเข้มงวดของจุดตรวจ ด่านตรวจ ให้เป็นจุดอำนวยความสะดวก เพื่อที่ท่านจะได้ใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งในโอกาสเทศกาลวันฮารีรายอ​อีฎิ้ลฟิตริในปีนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ทั้งหญิงและชาย ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจ และเป็นความสวยงามของสังคมพหุวัฒนธรรมร่วมกันจัดกิจกรรมที่แสดงออกถึงความรักในสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันจะส่งผลให้สังคมของเรามีความน่าอยู่เกิดความกลมเกลียว ความสามัคคี และมีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป" 

 "ขอวิงวอนต่อองค์อัลลอฮฺ ได้โปรดประทานพรให้พี่น้องประชาชนทุกท่าน ประสบแต่มีความสุข ความเจริญ สมความปรารถนา มีความอิ่มเอมใจ คลาดแคล้ว จากอุบัติภัยทั้งปวง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขอให้ปราศจากเหตุการณ์ความรุนแรงในเร็ววัน เพื่อความสันติสุขของพี่น้องประชาชน อย่างยั่งยืน ตลอดไป สลามัตฮารีรายออีฎิ้ลฟิตรี…"🎉🎉

#สลามัตฮารีรายออีฎิ้ลฟิตรี
#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า
ข่าว.แวดาโอ๊ะ​ หะไร​  จ.นราธิวาส

‘นิติพล’ โชว์วิสัยทัศน์พัฒนาชีวิตคนฝั่งธนฯ อย่างสมดุล ชูนโยบาย!! ขยายขนส่งสาธารณะ-เพิ่มพื้นที่สีเขียว

‘นิติพล’ ก้าวไกล ชูนโยบายฝั่งธนฯ ขยายขนส่งสาธารณะเส้นเลือดฝอย เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลด PM2.5 เพื่อให้คนวาดอนาคตร่วมกันได้

(21 เม.ย.66) นายนิติพล ผิวเหมาะ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ สัดส่วนสิ่งแวดล้อม และผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า

ได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่น้องชาวฝั่งธนบุรี ในการปราศรัยที่ใต้สะพานพระราม 8 จึงอยากนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ไปพร้อมกับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปีนี้สถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 หนักมาก ตนจึงอยากพูดถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศในเมืองกับแนวทางการแก้ปัญหา เพราะหลายปีมานี้ฝั่งธนฯ เปลี่ยนไปมาก สวนฝั่งธนและพื้นที่เกษตรเริ่มกลายเป็นเมือง รวมถึงมีถนนขยายเข้าไปมากมายทั้งเส้นหลักเส้นรอง บางพื้นที่มีการขยายตัวของย่านอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่ตามมาคือเรื่องของมลภาวะต่างๆ รวมถึงฝุ่นละอองที่เป็นต้นเหตุของ pm2.5 ซึ่งแตกต่างจากปัญหาของภาคเหนือ

“สิ่งที่ผมสังเกตคือขนส่งสาธารณะที่จะเป็นเสมือนเส้นเลือดฝอยของเมืองกลับมีน้อย ขาดความเชื่อมต่อกับย่านเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ผลที่ตามมาคือทุกคนจะต้องมีรถส่วนตัว ซึ่งในอนาคตเมื่อรถบนถนนมากขึ้น ตามเมืองที่ขยายตัว ปัญหาของฝั่งธนฯก็จะซ้ำรอยปัญหากรุงเทพฯ” นายนิติพล กล่าว

นายนิติพล กล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กันและต้องรีบวางแผนคือ ผังเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบเมือง ก่อนที่ตึกคอนกรีตและถนนจะกลืนเมืองไปเสียหมด จำเป็นต้องจัดวางพื้นที่สีเขียวและพื้นที่จำเป็นต่างๆ ให้ชัดเพื่อให้ฝั่งธนฯพัฒนาไปอย่างสมดุล มีพื้นที่สีเขียวไว้พักผ่อนหย่อนใจเป็นพื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกันเพื่อดูดซับมลพิษต่างๆ ได้อีกด้วย ซึ่งผังเมืองคือหัวใจของเมืองหรือย่านต่างๆ แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ถูกออกแบบจากหน่วยงานและปรับเปลี่ยนสีของย่านนั้นๆ ตามอำเภอใจ ทำให้เมืองขยายไปอย่างสะเปะสะปะ และขาดกการมีส่วนร่วมจากประชาชน

“ผลคือเมืองขาดพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะที่ชุมชนจะใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ สิ่งเหล่านี้จึงต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะฝั่งธนฯเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างพื้นที่เกษตรกรรม กับการขยายตัวของความเป็นเมือง จึงต้องการผังเมืองที่สามารถเป็นเข็มทิศที่ทุกคนวาดอนาคตร่วมกันได้” นิติพล กล่าว


ที่มา : https://www.khaosod.co.th/politics/news_7623836

เปิด 6 สิ่งที่ห้ามลืม!! ทิ้งไว้บนรถ เมื่อจอดกลางแดด หากปล่อยไว้ อาจเกิดอันตรายต่อรถ-ผู้ขับขี่

‘จอดรถกลางแดด’ ระวังให้ดี กรมการขนส่งทางบก เปิดข้อควรรู้ สิ่งของ 6 ประเภทดังต่อไปนี้ ห้ามลืม ห้ามทิ้ง ไว้ในรถกลางแดดเป็นเวลานาน ๆ เพื่อความปลอดภัย

(21 เม.ย.66) โดยทางด้านเพจเฟซบุ๊ก กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News ได้ระบุข้อมูลว่า ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แดดแรงเกือบตลอดทั้งปี คงหลีกเลี่ยงไม่ได้หากมีเหตุจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้กลางแดดเป็นเวลานาน ๆ จนภายในตัวรถร้อนระอุ เพื่อความปลอดภัย ป้องกันไม่ให้รถเกิดความเสียหาย เพราะวัสดุบางชนิดไวต่อความร้อน

ดังนั้น สิ่งของไม่ควรลืมไว้ในรถเมื่อจอดกลางแดด มีดังนี้

1. แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank)
ความร้อนอาจทำให้แบตเตอรี่สำรองเสื่อมประสิทธิภาพได้ มีอายุการใช้งานสั้นลง เช่น ชาร์จเข้าโทรศัพท์ได้ช้าลง หรือชาร์จได้จำนวนรอบไม่เท่าเดิม

2. โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค หรืออุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ทุกชนิด
ความร้อนอาจทำให้วงจรภายในได้รับความเสียหาย เสี่ยงต่อการช็อตและระเบิดได้

3. สเปรย์แอลกอฮอล์ สเปรย์กระป๋อง
ความร้อนทำให้แก๊สในกระป๋องขยายตัว มีแรงดันสูงขึ้นจนเกิดการระเบิดได้

4. ไฟแช็ก
เป็นสารเคมีอันตราย ที่ไม่ควรโดนความร้อน

5. แผ่นยางกันลื่นหน้ารถ
หากโดนแดดเผาจนละลาย จะกลายเป็นคราบเหนียวติดคอนโซลหน้ารถ

6. ยา
แสงแดด ทำให้ตัวยาเสื่อมสภาพ คุณสมบัติในการรักษาลดลงหรือเสียไป และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้

https://www.topnews.co.th/news/671862?izo=&utm_source=izooto&utm_medium=push_notifications&utm_campaign=%22%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%94%22%20%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%206%20%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%20%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%20%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตา บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนโรงปูนฝั่งเหนือ เขตห้วยขวาง มอบเงินสดพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภครวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท

วันนี้ (21 เมษายน 2566 ) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล  รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ และนางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนโรงปูนฝั่งเหนือ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ จำนวน 34 ครอบครัว 119 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,000 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว 34 ชุด รายบุคคล 13 ชุด ในการนี้ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล มอบเงินสดคนละ 400 บาท จำนวน 119 คน และมูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี  ได้มอบข้าวสารให้คนละ 10 กิโลกรัม จำนวน 119 คน  คิดเป็นมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 526,950 บาท 

โดยมี นายอุกฤษฏ์ องตระกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง ร่วมในพิธี  ณ  บริเวณชุมชนโรงปูนฝั่งเหนือ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung  

#ป่อเต็กตึ๊ง ยึดมั่นอุดมการณ์ อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต 
“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

‘สื่อสิงคโปร์’ ตีข่าว!! ไรเดอร์ประสบอุบัติเหตุ หวั่นรายได้หาย เหตุส่งของไม่ทัน ตำรวจรับไม้ต่อส่งอาหารถึงมือลูกค้า

(21 เม.ย.66) เว็บไซต์ นสพ.The Straits Times ของสิงคโปร์ เสนอข่าว Thai policeman delivers Grab order on behalf of rider who faints and crashes his bike ระบุว่า ที่ประเทศไทย ชายวัย 45 ปี ประกอบอาชีพรับจ้างส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน หรือไรเดอร์ ประสบอุบัติเหตุบนถนนได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ลูกสาวที่ซ้อน จยย. มาด้วยกันไม่ได้รับอันตราย อย่างไรก็ตาม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยนำอาหารนั้นไปส่งให้ลูกค้าเป็นที่เรียบร้อย เหตุเกิดในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2566 ที่ผ่านมา 


รายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นในไทย ไม่ได้ระบุชื่อ-นามสกุล ของ 2 พ่อลูกดังกล่าว แต่คาดว่า สาเหตุของอุบัติเหตุน่าจะเกิดจากผู้เป็นพ่อเป็นลมเนื่องจากอดนอนและอากาศที่ร้อนอบอ้าว ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาช่วยส่งอาหารให้ถึงมือลูกค้า ทราบชื่อคือ Kritsanachai Sicharoen โดยบอกลูกสาวของผู้บาดเจ็บให้พาพ่อไปโรงพยาบาล ส่วนตนเองจะนำอาหารไปส่งให้ เพื่อไม่ให้ทั้งคู่ต้องกังวลเรื่องรายได้ และเมื่อส่งเรียบร้อยแล้ว ยังนำกระเป๋าใส่อาหารของไรเดอร์ไปฝากคืนให้ผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลด้วย

เรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านผู้ใช้เฟซบุ๊ก Tanya Tanyasiri ขณะที่ในเวลาต่อมา วันที่ 20 เม.ย. 2566 เพจเฟซบุ๊กของ สน.ชนะสงคราม ยังระบุว่า ส.ต.อ.กฤษณชัย ศรีเจริญ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ไปช่วยไรเดอร์ที่ประสบอุบัติเหตุ ส่งอาหารจนถึงมือลูกค้า ได้รับมอบรางวัลในโครงการ "ทำดี ทำได้ ทำทันที" อีกด้วย โดยมีประชาชนแสดงความคิดเห็นชื่นชมความมีน้ำใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจผุ้นี้ และอยากให้ประเทศไทยมีตำรวจแบบนี้มากๆ


ที่มา : https://www.naewna.com/likesara/725886

‘โรม’ ลั่น!! ทุกพื้นที่ในไทย ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ชี้!! อำนาจเลือกผู้แทนเข้าสภาฯ อยู่ในมือ ปชช.

(21 เม.ย.66) รังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล เดินทางไปที่จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมลงพื้นที่หาเสียงกับผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคก้าวไกล ได้แก่ ต่อพงษ์ จีนใจน้ำ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 10 (เบอร์ 6) และ ภูวดล ศรีหามาตย์ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 6 (เบอร์ 5)

โดยช่วงเช้า จัดกิจกรรมขึ้นแห่ปราศรัยที่ อ.ประโคนชัย มีพี่น้องประชาชนโบกมือทักทายตลอดทาง รวมถึงผู้ที่สัญจรไปมาก็พร้อมใจกันยกมือทักทายขอฝากความหวังในการเปลี่ยนแปลงไว้กับพรรคก้าวไกล 

จากนั้นเดินทางไปวนอุทยานเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ พูดคุยกับประชาชนที่มาท่องเที่ยวและเดินดูพื้นที่จากกรณีพิพาทเขากระโดง โดยรังสิมันต์ฝากให้หน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มงวดและตรงไปตรงมา

รังสิมันต์ยังกล่าวถึงกรณีศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ระบุบนเวทีดีเบตว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคก้าวไกลจะไม่มี ส.ส.บุรีรัมย์ แม้แต่คนเดียว ว่าที่ผ่านมามีนักการเมืองหลายคนมักเข้าใจผิดว่าพื้นที่ต่างๆ จังหวัดต่างๆ มีเจ้าของแล้ว แต่พวกเราพรรคก้าวไกลยึดมั่นในความเชื่อว่าประชาชนคือผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ ดังนั้น พรรคก้าวไกลจะมี ส.ส.บุรีรัมย์หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับศุภชัย แต่ขึ้นอยู่กับประชาชน ที่จะกำหนดว่าผู้สมัครคนใดจะได้รับความไว้วางใจผ่านการเลือกตั้ง ศุภชัยจึงไม่อยู่ในจุดที่จะมาคิดแทนประชาชนได้

“กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงมาถึงบุรีรัมย์แล้ว ผมเชื่อว่าผลงานการสอยรัฐมนตรีคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้ประชาชนเห็นแล้วว่าการเมืองแบบที่ผ่านมาเป็นอย่างไร การเลือกตั้งครั้งนี้ที่จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคก้าวไกลหมายมั่นปั้นมือที่จะเอาชนะให้ได้ ซึ่งจากผลตอบรับของการลงพื้นที่วันนี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องชาวบุรีรัมย์พร้อมที่จะเลือกพรรคก้าวไกลทั้งสองใบ ให้ก้าวไกลเข้าสภาฯ ให้พิธาเป็นนายกฯ รัฐบาลก้าวไกลจะเปลี่ยนประเทศไทยให้ไม่เหมือนเดิม การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต” รังสิมันต์กล่าว

โฆษก ทร. แจง กรณีรีสอร์ทหรู บนเขาช่องแสมสาร ไม่ยอมรื้อถอน ภายหลังครบกำหนด 30 วัน

พลเรือเอก ปกครอง  มนธาตุผลิน  โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่สื่อมวลชน ได้นำเสนอข้อมูลข่าวสารกรณี รีสอร์ทหรู  Star Oversea บนยอดเขาในพื้นที่ช่องแสมสาร อ.สัตหีบ.จ.ขลบุรี ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้มีการยื่นเรื่องขอใช้ที่ดินในบริเวณดังกล่าว เพื่อก่อสร้างเป็นที่อยู่อาศัยและใช้เป็นพื้นที่ทางการเกษตร แต่ ได้ทำผิดสัญญาโดยนำมาทำเป็นรีสอร์ทหรู ซึ่งกองทัพเรือโดยฐานทัพเรือสัตหีบ ได้ดำเนินการแจ้งความและลงบันทึกประจำวัน ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสัตหีบพร้อมทั้งประสานไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลแสมสาร ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าของกิจการ ให้หยุดการประกอบธุรกิจซึ่งปัจจุบัน ทางรีสอร์ทได้ หยุดการดำเนินกิจการ พร้อมทั้งปิดการให้บริการอย่างถาวร พร้อมทั้งสั่งให้มีการรื้อถอนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน แต่จากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันซึ่งเลยกำหนดระยะเวลา 30 วันแล้ว ทางรีสอร์ท ยังไม่ได้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแต่อย่างใด  
โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ที่ผ่านมากองทัพเรือ โดยฐานทัพเรือสัตหีบได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษและแจ้งความดำเนินคดีกับทางรีสอร์ทพร้อมทั้ง องค์การบริหารส่วนตำบลแสมสาร ซึ่งเป็นหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยเร่งให้มีการรื้อถอนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน  ซึ่งมีกำหนดครบ 30 วันไปเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา  ทั้งนี้จากการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2566 พบว่าทางรีสอร์ท ยังคงเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามและยังคงเข้ายึดถือครอบครองที่ดินทับซ้อนกับที่ราชพัสดุ

ดังนั้น ฐานทัพเรือสัตหีบ จึงได้มีหนังสือไปยังสำนักงานพระธรรมนูญทหารเรือเพื่อให้ดำเนินการฟ้องขับไล่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในคดีแพ่ง ส่วนคดีอาญาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรอำเภอสัตหีบจะเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องกับทางเจ้าของกิจการต่อไป


นิราช ทิพย์ศรี รายงาน 0908535645 
สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

กกต.ไม่ขัด!! หาก ‘นายกฯ’ ชงงบแก้ 'ค่าไฟแพง' ด้าน 'สมชัย' ขวาง!! กกต.ไฟเขียว มีสิทธิ์ติดคุก

(21 เม.ย.66) จากกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าว่าจะต้องขออนุมัติจาก กกต. เนื่องจากเป็นการใช้งบประมาณในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งนั้น ด้านพันตำรวจตรีณัฐวัตน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการฯ ด้านกิจการพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย หากเรื่องใดที่คณะรัฐมนตรีช่วงรักษาการ อนุมัติเกี่ยวกับเรื่องเงิน ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจาก กกต. ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนและ กกต.ก็จะพิจารณา ไม่มีอะไรซับซ้อน

ด้านนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวกรณีรัฐบาลเตรียมทำเรื่องถึง กกต. เพื่อขออนุมัติใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชนจากปัญหาค่าไฟแพง ว่า หากเสนอมาก็ต้องนำเข้ากกต. ซึ่งจะมีเกณฑ์การพิจารณาอยู่ ยืนยันว่าไม่เป็นปัญหาต่อกกต.แต่อย่างใด เพราะเราต้องพิจารณาไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้

เมื่อถามว่าการพิจารณาของกกต.อาจถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ปลดล็อกให้รัฐบาล นายอิทธิพร กล่าวว่า อาจจะถูกมองเช่นนั้นได้ แต่ในพิจารณา ถ้าเราเห็นว่ามันเป็นการทำที่ถูกต้อง เราก็อนุมัติไป และเราก็ต้องรับผลกระทบไป เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา แต่ถ้าเราเห็นว่าไม่ใช่ เราก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ ไม่ได้ แค่นั้นเอง

“เรายืนอยู่ตรงกลางอยู่แล้ว ผลสุดท้ายถึงเวลาจริง เขาก็ต้องให้เราทำ ซึ่งไม่คิดว่ากกต.ถูกยืมมือเป็นเครื่องมือใคร แต่กกต.คิดว่าเป็นเรื่องบทบาทหน้าที่ของเราที่ต้องทำ และการตัดสินของเรามีทั้งถูก ทั้งผิด มีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไร เมื่อเราตัดสินแล้วก็ต้องรับผิดชอบและเราไม่ตัดสินก็ไม่ได้ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าถ้ามีเหตุผลดีและสนับสนุนคำขอก็ต้องตัดสินว่าให้อนุญาต และเราก็รับผลไปเมื่อมีผู้ไม่เห็นด้วย แต่หากเราเห็นว่าไม่ควรทำเรื่องนี้ ในเวลานี้เราก็บอกรัฐบาลว่าไม่ได้” นายอิทธิพร กล่าว

เมื่อถามต่อว่า มีผู้มองว่าเรื่องนี้ควรเป็นการพิจารณาของรัฐบาลหน้า นายอิทธิพร กล่าวว่า หากเสนอเรื่องมาที่กกต. เราก็ต้องพิจารณาไป จะไปหลบใต้โต๊ะ บอกว่าไม่พิจารณาก็ไม่ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top