Wednesday, 15 July 2026
Hard News Team

‘ชัยวุฒิ’ ชู!! ‘ลุงป้อม’ คือนายกฯ แห่งโลกความเป็นจริง ลั่น!! ‘พปชร.’ เป็นตัวกลางประสานทุกฝ่าย สู่ความสามัคคี

‘ชัยวุฒิ’ ชูบิ๊กป้อม soft power เป็นนายกบนโลกความจริง ลั่น พปชร. จะรักษาชาติ ศาสนา กษัตริย์ ให้ประเทศเข้มแข็งเดินหน้าต่อได้ และจะลดค่าไฟฟ้าทันทีที่"บิ๊กป้อม"นั่งนายกฯ 

(21 เม.ย.66) พรรคพลังประชารัฐ จัดเวทีปราศรัยย่อยโซนธนบุรีใต้ "พลังใหม่ พลังกรุงเทพ พลังประชารัฐ” ที่ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ บางมด โดยมีแกนนำพรรคพลังประชารัฐ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ, ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะผู้ดูแลกำกับการเลือกตั้งพื้นที่ กทม., นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. และนายอุตตม สาวนายน

โดยนายชัยวุฒิ กล่าวปราศรัยว่า สถานการณ์ในขณะนี้ราคาพลังงานสูงมากซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนคนไทย ซึ่งพรรคพลังประชารัฐเล็งเห็นว่า เราจะต้องเข้ามาช่วยเหลือประชาชน และแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการลดค่าไฟฟ้าให้เหลือหน่วยละ 2.50 บาท เราปรึกษากันแล้วว่า เราทำได้ เพราะเรามีทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์หลายคนมานั่งถกปัญหานี้ร่วมกัน แต่นโยบายดี ๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐของเราไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี 

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า พลเอกประวิตรเป็นคนแรกที่พูดถึงนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ก็ยังไม่เห็นว่าคนไทยจะหยุดทะเลาะกัน บางคนก็คิดแต่เพื่อตัวเอง คิดถึงแต่ครอบครัวตัวเอง ทำในสิ่งที่คนไทยเขารับไม่ได้ ก็จะนำมาซึ่งการทะเลาะกัน โดยพลเอกประวิตรจึงเห็นว่า เราต้องเข้าข้ามความขัดแย้ง เพื่อมาคุยกัน ช่วยกันทำงานด้วยความสามัคคี เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นอถ้าเรามัวแต่ทะเลาะกัน รัฐบาลบริหารงานไม่ได้ประเทศชาติเดินหน้าไม่ได้ ประชาชนก็ทำมาหากินไม่ได้

"นี่คือที่มาว่ารัฐบาลชุดใหม่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง ลุงป้อมจึงเป็นที่นิยมของประชาชน วันนี้ผมเห็นโพลหลายโพล โดยเฉพาะโพลออนไลน์ไม่มีชื่อคะแนนความนิยมให้กับพลเอกประวิตรเลย ผมก็เดินลงพื้นที่ต่างๆเพื่อไปคุยกับพี่น้องประชาชน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงกันข้าม เพราะเสียงตอบรับจากประชาชนต้องการให้พลเอกประวิตรเป็นนายกรัฐมนตรีในโลกความเป็นจริงไม่ใช่ในโลกออนไลน์ เพราะว่าพูดจริงทำจริงและพูดในสิ่งที่ทำได้"

ทั้งนี้นายชัยวุฒิยังได้แสดงภาพตราแผ่นดินขึ้นในบริเวณเวทีปราศรัย พร้อมระบุว่า ส่วนบนสุดตรงกลาง คือ ภาพพระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี หมายถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกฎเป็นภาพจักรและตรีไขว้ เรียกว่า ตรามหาจักรี ความหมายโดยรวม จึงแปลว่า พระมหากษัตริย์ แห่งพระราชวงศ์จักรี ทางด้านซ้ายและขวาของพระมหาพิชัยมงกฎเป็นรูปฉัตร 7 ชั้น เป็นเครื่องหมายแห่งราชาธิปไตย เป็นการประกาศให้รู้ว่า ดินแดนสยาม อยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นสยามินทราธิราช ตราเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า ชาติของเราจะคงอยู่อย่างเข้มแข็งและมั่นคง 

‘องอาจ’ ลุยจอมทอง ช่วยครอบครัว ‘ม่วงศิริ’ หาเสียง พร้อมหนุนสร้างความปรองดอง ไม่ขัดรัฐใช้งบช่วยค่าไฟ

‘องอาจ’ ลุยจอมทอง ช่วยตระกูล ‘ม่วงศิริ’ พร้อมหนุนแนวทางปรองดองก้าวข้ามความขัดแย้ง และไม่ขัดรัฐใช้งบช่วยค่าไฟแพง

(21 เม.ย.66) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ดูแลกทม. พร้อมด้วย น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง  และนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. ลงพื้นที่ ‘รถโชว์โพลิซี (Policy Road Show)’ ช่วยนายสุวัฒน์ ม่วงศิริ ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตบางขุนเทียน-จอมทอง หมายเลข 12 และนายสากล ม่วงศิริ ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตบางขุนเทียน-บางบอน หมายเลข 6

โดยนายองอาจให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกจดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 10 ให้ทุกคนก้าวข้ามความขัดแย้ง ว่า คงไม่มีพรรคการเมืองไหนต้องการสร้างความขัดแย้งอยู่แล้ว และเชื่อว่าคนไทยทุกคนคงไม่อยากกลับไปสู่วังวนความขัดแย้ง จึงเห็นว่าเป็นเรื่องดีหากทุกพรรคเดินไปข้างหน้าตามระบอบประชาธิปไตย แข่งขันกันตามปกติ โดยการนำเสนอนโยบายที่ดีต่อประชาชน นำเสนอผู้สมัครที่มีคุณภาพต่อประชาชน แล้วสุดท้ายประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจ

นายองอาจยังกล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และแคนดิเดตนายกฯของพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาราคาค่าไฟแพงว่า หากแนวทางนี้สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ ก็เห็นด้วย เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาค่าไฟราคาแพง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้นหากมีอะไรจะสามารถมาเยียวยาให้กับประชาชนได้ ก็คิดว่าเป็นเรื่องดีโดยเฉพาะ ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ จึงอยากให้รัฐบาลคำนึงถึงต้นทุนให้มาก และพี่น้องประชาชนที่ทำธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กหรือ SME และกลุ่ม Start Up ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว หลังจากเจอภัยจากโควิด-19

ประเทศต้องดีขึ้น!! ‘บิ๊กตู่’ เยือนม่อนแจ่ม รับฟังปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้าน ลั่น!! อยู่แบบเดิมไม่ได้ ประเทศต้องการความสงบสุข

‘บิ๊กตู่’ ถึงม่อนแจ่มพร้อมฝนตก รับฟังปัญหาที่ดินทำกิน ลั่นปชช. อยู่แบบเดิมท่ามกลางความขัดแย้งแตกสาแหรกขาดไม่ได้ ย้ำเปลี่ยนแปลงปท. ฐานต้องดีบ้านเมืองต้องสงบเรียบร้อย เมินผลโพลบอกเปลี่ยนทุกวันดูแล้วปวดหัว
 
(21 เม.ย.66) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อมคณะ และร.อ.หญิง เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ ผู้สมัครส.ส.เชียงใหม่ เขต 5 เดินทางถึงสวนอีเดน บ้านหนองหอยเก่า หมู่ 7 ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อพบปะชาวม่อนแจ่ม เพื่อรับฟังปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและการถือครองสิทธิที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11พ.ค. 2542 และปัญหาสิ่งแวดล้อม  โดยมีประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์เผ่าม้งและลีซู แต่งชุดประจำเผ่ารอต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมกองเชียร์ชูป้ายภาพ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมข้อความว่า “กาเบอร์ 22 รวมไทยสร้างชาติ” และ “รักลงตู่ กาเบอร์ 22”

ทั้งนี้ ขณะพล.อ.ประยุทธ์เดินทางมาถึงได้เกิดฝนตก ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ สอบถามชาวม่อนแจ่มว่า ก่อนผมมามีฝนตกหรือไม่  ซึ่งผู้มาต้อนรับ กล่าวว่า “ไม่มี” ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้แต่อมยิ้ม

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์  กล่าวกับกลุ่มชาติพันธุ์เผ่าม้งและลีซู ว่า ตนมาในอีกบทบาทหนึ่ง มาในอีกส่วนของหน้าที่หนึ่งมาพูดคุยกับพวกเรา ในการรักษาการชั่วคราวของรัฐบาลมาในนามที่พวกเราเรียกกันว่าลุงตู่ ความจริงตนไม่ใช่คนโหดร้ายใจร้าย ตนเป็นคนง่ายๆเห็นใจคน ซึ่งไม่มีอะไร ทำได้ง่ายง่ายตราบใดที่เรายังไม่เพิ่มฐานะ เพิ่มรายได้ของเรา ฉะนั้นอาชีพต่างๆ ในวันข้างหน้าต้องเดินไปเราได้วางโครงสร้างพื้นฐานไว้แล้ว แต่ตนจะไปพูดอะไรมากไม่ได้ วันนี้พูดอะไรต้องระวังที่สุด เพราะเป็นช่วงหาเสียง และหลายคนในที่นี้เห็นตนหน้าตาดุในโทรทัศน์ตอนเช้า ตอนกลางคืนโมโหอะไรตลอด ปกติตน เป็นคนอารมณ์ดีไม่ใช่อะไรหรอกถ้าไม่มีคนยั่วอารมณ์ตนมาก ก็ไม่โมโหหรอกบางทีงานเยอะ ติดโน้น ติดนี่ ติดอะไรนักหนา 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนต้องดูแลทั้งหมด 21 กระทรวง ข้าราชการ 2 ล้านกว่าคน ซึ่งตอนต้องกำกับดูแลในส่วนนโยบายที่ทำมาแล้ว ทำต่อมีอะไรใหม่ ต้องทำเพิ่ม เรียกว่าทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ บวกพลัสใหม่เพิ่ม เข้าไปด้วยให้ทุกคนอยู่ดีกินดีมากยิ่งขึ้น เพราะการจะสร้างบ้านหลังหนึ่งฐานต้องแน่น แข็งแรง หลังจากนั้นต้องทำเสา ทำโครงสร้างหลังคาและผนัง ฉะนั้นประเทศไทยต้องโตแบบนี้โตจากข้างล่าง ข้างบนหลังคา ให้อบอุ่นปลอดภัยทุกคน อยู่ในร่มเงาฐานดีแน่นประเทศไทยต้องเป็นแบบนี้

“เราทะเลาะกันไม่ได้ ทะเลาะกันเองไปกันใหญ่ บ้านเมืองแตกสาแหรกขาด ถ้าแตกกันจะอยู่ยังไง จะหวังอะไรจากใครได้อีก ถ้าไม่หวังจากสิ่งที่ทำไปแล้ว ทุกอย่างต้องกำเนิด มีเกิดขึ้นมาและถึงจะทำต่อไปได้ ยอมรับว่าหลายอย่างดีขึ้นมาก พอดีขึ้นมากปัญหาก็ตามมาปัญหาเดิมลดปัญหาใหม่มาโลกปัจจุบันเป็นแบบนี้ เราจะอยู่แบบเดิมไม่ได้เราจะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งไม่ได้อีกแล้ว การจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ต้องเปลี่ยนแปลงบนพื้นฐานความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่ใช่วุ่นวายไปทั้งหมด มันทำอะไรไม่ได้เลย มีตัวอย่างมาแล้วให้เห็น ขอให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้แก้หลายเรื่องและรับหมดปัญหาที่ดินในวันนี้ ซึ่งปัญหาที่ดินนโยบายของพรรคและนโยบายของรัฐบาลก็มี วันนี้จึงมาอยู่พรรคนี้ เพราะคิดตรงกันจะได้ทำอะไรต่อ ตนถามว่าเคยมีรัฐมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรีมานั่งตรงนี้ไหม มีไหม วันหน้าไม่รู้จะมีอีกหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตนนะ ไม่รู้นะ  ถ้าตนมาได้ก็มา ถ้ามาได้ผมทำให้หมดทุกอย่าง ทั้งนี้ วันนี้ต้องมองดูประเทศอื่นเราต้องคิดว่างว่างเปิดดูโทรทัศน์ดูต่างประเทศ โพลไม่ต้องฟังมาก เวียนหัว ไม่ต้องไปฟังมาก เปลี่ยนทุกวัน วันนี้อยู่ที่ใจต่อใจถึงกันหรือเปล่า

‘พิธา’ โชว์กลยุทธ์หาเสียง!! ส่งไม้ต่อปชช. พูดปากต่อปาก ย้ำ!! ปชช.คือพลังสำคัญ ทำให้เลือก ‘ก้าวไกลทั้งบ้าน’

‘พิธา’ งัดไม้เด็ด ใช้หัวคะแนนธรรมชาติ ส่งกระแสปากต่อปาก ให้ ‘ก้าวไกลทั้งบ้าน’ พาเข้าวิน ย้ำกาก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม

(21 เม.ย.66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงโพลมติชนxเดลินิวส์ ที่จะเปิดโหวตครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 22-28 เมษายน สำหรับพรรค ก.ก.จะปรับกลยุทธ์การหาเสียงโค้งสุดท้ายอย่างไรว่า เนื่องจากพรรค ก.ก.ไม่ได้มีทรัพยากรเหลือเฟือ ทำให้เราต้องเน้นการลงพื้นที่เข้มข้นในลักษณะการเคาะประตูบ้าน การให้ผู้สมัครทุกคนไปพูดคุยกับประชาชนให้มากที่สุด ให้คนเชื่อมั่นในพรรค ก.ก.ว่าผู้สมัครทุกคนเอาจริง พร้อมทำงานให้พี่น้องประชาชน

นายพิธากล่าวว่า และที่สำคัญที่สุดเราพยายามขอให้หัวคะแนนธรรมชาติของเราช่วยหาคะแนนเสียงไปด้วยกัน มีลูกบอกลูก มีหลานบอกหลาน บอกพ่อแม่ปู่ย่าตายาย บอกเพื่อน บอกคนรู้จัก ให้ทุกคนเป็นหัวคะแนนธรรมชาติของก้าวไกล ช่วยแสดงออก ช่วยตัดคลิป ช่วยรีทวิต ช่วยแชร์ข้อมูลข่าวสาร บอกต่อนโยบายจุดยืนของพรรค ก.ก.ให้คนรอบข้างได้รับรู้ด้วย จนเรียกได้ว่า ‘ก้าวไกลทั้งบ้าน’

“นี่คือกลยุทธ์การหาเสียงโค้งสุดท้ายของพรรค ก.ก.ที่ประหยัดงบประมาณ แต่ได้ความร่วมไม้ร่วมมือจากประชาชน และที่สำคัญที่สุดเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลตอบรับอย่างดีมาก ทำให้กระแสและความนิยมมาจริงและกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกช่องทาง สังเกตได้จากผลสำรวจของทุกสำนัก” หัวหน้าพรรคก้าวไกลระบุ

เมื่อถามว่า นายพิธาที่ได้คะแนนนำเป็นอันดับ 1 ที่คนอยากให้เป็นนายกฯ จะมีวิธีการรักษาแชมป์ผลโพลในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งอย่างไร นายพิธากล่าวว่า ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเลือกพรรค ก.ก.ไปไม่เสียของ และแนวทางแบบก้าวไกลนั้นเป็นไปได้ เป็นทางออกของประเทศไทย และสื่อสารกับประชาชนด้วยแนวนโยบาย จุดยืนวิสัยทัศน์ แบบตรงไปตรงมา เราคิดอย่างไรพูดอย่างนั้น เราพูดอย่างไรก็ทำแบบนั้น ทุกคนในพรรคพูดตรงกัน จากจุดยืนที่มั่นคง เพราะเราเชื่อว่าประชาชนชอบความชัดเจนตรงไปตรงมา ไม่ลังเล ไม่กำกวม ไม่หมกเม็ด

นายพิธากล่าวว่า ดังนั้น เราจะสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่าเลือกก้าวไกลไม่เสียของ ไม่ต้องกลัวแพ้ เพราะเราจะ Vote For Change, Vote For Hope, Vote Forward. เลือกเพื่อเปลี่ยน เลือกเพื่อความหวัง และเลือกไปข้างหน้า อย่าเลือกด้วยความกลัวว่าจะแพ้ เลือกเพราะกลัวว่าเลือกไปแล้วจะเสียของ ทุกคะแนนที่กาก้าวไกลจะทำให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม


ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_3937173

ผบ.ตร. มอบรางวัลแก่อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ นำทีมสร้างชื่อให้หน่วยต่อเนื่อง

วันนี้ (21 เม.ย.66) เวลา 12.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้มอบเกียรติบัตรโครงการ “ทำดี มีรางวัล” แก่อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ หัวหน้าทีมไซเบอร์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวว่า สำหรับโครงการ “ทำดี มีรางวัล” 
นั้นเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจและประชาชนที่ประกอบคุณงามความดีมีจิตสาธารณะ จนเป็นที่ยอมรับของสังคม ตลอดจนข้าราชการตำรวจที่มุ่งมั่นทุ่มเททำงานจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สร้างชื่อเสียงให้แก่หน่วยงาน และกรณีนี้คือ พ.ต.ต.วงศ์ยศ เกิดศรี อาจารย์ (สบ 2) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้สร้างและผลักดัน “ทีมไซเบอร์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ” 
จนได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ 
- รางวัลชนะเลิศ (3 สมัยติดต่อกัน) ระดับเหล่าทัพ การแข่งขันทักษะทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับโรงเรียนทหาร-ตำรวจ ประจำปี 2020-2022 (ถึงปัจจุบัน) 
- รางวัลชนะเลิศระดับเหล่าทัพ การแข่งขันแข่งทักษะทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์กองทัพไทย ประจำปี 2021-2022 
- รางวัลชนะเลิศระดับชาติ การแข่งขันทักษะทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์รายการ Thailand Cyber Top Talent 2022 (เป็นรายการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย) 
- รางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง และรองชนะเลิศอันดับสองระดับชาติ การแข่งขันทักษะทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์รายการ KPMG Cyber Security Challenge 2022 (กวาดทุกรางวัลจากการแข่งขัน) 
- รางวัลชนะเลิศระดับนานาชาติ การแข่งขันทักษะทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์รายการ OFPPT-CTF 2022 จากประเทศโมร็อกโก (Morocco) 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแล้วเห็นว่า พ.ต.ต.วงศ์ยศฯ เป็นผู้ที่มีความสามารถสูง ทำงานด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สร้างชื่อเสียงให้กับหน่วยงาน สมควรแก่การยกย่องสรรเสริญ ตามโครงการ “ทำดีมีรางวัล” เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ข้าราชการตำรวจและสังคมสืบไป 

ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า “ตนขอชื่นชมในความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผลักดันและพัฒนาหน่วยงานจนสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่องค์กร ตนจึงได้มอบใบประกาศเกียรติคุณและรางวัลตามโครงการ “ทำดี มีรางวัล” และเงินรางวัล 5,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่จะมอบรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจหรือประชาชนที่ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ทำงานเชิงรุก เพื่อความสงบสุขของประชาชน ประกอบคุณงามความดี ช่วยเหลือประชาชน หรือทางราชการ ประพฤติตนดี คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมและช่วยเหลือประชาชนจนเป็นที่ยอมรับต่อสังคม”

‘เจ้านิโคร’ หมาจรเดินตามพระธุดงค์ไทย จากอินเดีย เดินทางไกลเกือบพันกิโลเมตร ก่อนลาจากไม่หวนคืน

(21 เม.ย.66) จากกรณีโซเชียลให้ความสนใจเหตุการเสียชีวิตของสุนัขตัวหนึ่ง ที่ชื่อเจ้านิโคร วิ่งตามคณะพระธุดงค์ไทยที่ประเทศอินเดีย ไล่กลับยังไงก็ไม่ยอม จนทางพระสงฆ์ท่านมีความเมตตา ตัดสินใจรับเลี้ยงและนำกลับมาอยู่วัดที่ประเทศไทยด้วย 
.
ต่อมาเกิดเรื่องเศร้า เมื่อเจ้านิโครเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวริมถนน ที่จังหวัดมหาสารคาม เพราะแอบเดินตามหลวงตามาบิณฑบาต เกิดพลัดหลง เดินเร่ร่อนจากสุรินทร์ไปถึงมหาสารคาม
.
ล่าสุดเพจ วัดหนองบัว - เวือดตระเปียงโชค เปิดประวัติเจ้านิโคร ถึงเส้นทางพรหมลิขิตที่ทำให้มาเจอกับคณะพระธุดงค์ไทย ในระหว่างอยู่ที่อินเดีย ดังต่อไปนี้
.
ประวัติชีวิตนิโคร ... ตอนที่ ๑ เช้าวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เป็นปกติที่พระธุดงค์ตื่นเช้า ตี ๓ เก็บเต็นท์และบริขาร
.
เตรียมออกเดินจากเขตเมืองกบิลพัสดุ์ เป็นวัดที่พระเจ้าสุทโธทนะ ถวายพระพุทธองค์เมื่อครั้งเสด็จนิวัติเมืองของพุทธบิดา ... และเป็นวัดที่บรรพชาสามเณรราหุลอีกด้วย ... นิโคร เริ่มตามเรามาตั้งแต่จุดนี้
.
นิโครธาราม - ลุมพินี (ประสูติ) - ชายแดนโสเนาลี-กุสินารา (ปรินิพพาน) - แม่น้ำอโนมาเสาอโศกคู่ -มหาสถูปเลารียา - เสาอโศกนันดานการ์ -เสาอโศกอเรราช - มหาสถูปเกสรียา – เมืองไวสาลี - สถานที่ปลงอายุสังขาร - เมืองปัตตนะ - วัดอโศการาม สังคายนาครั้งที่ 3 - วิกรมศิลา - นาลันทา - ราชคฤห์ - เขาคิชกูฏ - ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (คยา) (สถานที่ตรัสรู้)

รวมระยะทาง เดินตามพระธุดงค์ ประมาณ 985 กิโลเมตร ผ่านพุทธสถานมากมาย ขออนุโมทนาบุญกับ นิโคร.


ที่มา : https://www.naewna.com/likesara/725821

‘วิโรจน์’ ซัด!! หนังสือเรียน ชั้น ป.5 สอนรับสภาพอดอยาก ลั่น!! เด็กต้องการ ‘อาชีพ-อาหาร’ เลิกผลาญเงินซื้อ ‘อาวุธ’

‘วิโรจน์’ อัดยับแบบเรียนป.5 สอนเด็กยอมจำนน ยอมรับชีวิต กินข้าวเปล่าคลุกน้ำปลา
.
(21 เม.ย.66) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง [ เราควรปล่อยให้เด็กไทยยอมรับสภาพ การกินข้าวเปล่าคลุกน้ำปลา จริงๆ หรือ? ] โดยมีเนื้อหาดังนี้
.
มีคนส่งเนื้อหาในหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ผมอ่าน น่าจะเป็นหนังสือที่ชื่อว่า “ชีวิตมีค่า ภาษาพาที ชั้น ป.5 บทที่ 9” ผมอ่านแล้วผมรู้สึกไม่เห็นด้วยอย่างมาก เพราะลำพังการปล่อยให้เด็กกินข้าวกับผัดผักบุ้งและไข่ต้มหนึ่งซีก โภชนาการเพียงเท่านี้ ก็ไม่เพียงพอต่อการเสริมสร้างพัฒนาการให้กับเด็กๆ อยู่แล้ว
.
แต่หนังสือเล่มนี้ ยังคงมีเนื้อหา สอนให้เด็กยอมจำนนต่อโชคชะตา ยอมรับสภาพกับการกินเข้าเปล่าราดน้ำปลา หรือข้าวเปล่าคลุกกับน้ำผัดผักบุ้ง
.
เข้าใจหรือยังครับว่า ทำไมหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยแล้ว ผลการประเมินประสิทธิภาพในการเรียนรู้ในระดับสากลของเด็กไทย ไม่ว่าจะเป็น PISA หรือ TIMSS จึงมีแนวโน้มลดต่ำลงเรื่อยๆ
.
ประเทศไทยควรลดงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็น และแพงเกินจริง นำมาจัดสรรเป็นสวัสดิการให้กับเด็กๆ พร้อมกับปรับปรุงโรงเรียน ทั้งหลักสูตรที่ยืดหยุ่นคืนเวลาให้กับครูและนักเรียน ลดการสอบ ลดการบ้าน ปลดภาระงานธุรการเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน เพิ่มงบประมาณอาหารกลางวัน มีสวัสดิการรถโรงเรียน มีการปรับปรุงความปลอดภัยภายในโรงเรียน มีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ครบครัน ยกเลิกอำนาจนิยมภายในโรงเรียน ฯลฯ
.
งบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จากปี 2547 ที่ 78,000 ล้านบาท จนปัจจุบันแตะระดับ 2 แสนล้านบาทต่อปี ประชาชนตอบไม่ได้เลยว่า ประชาชนได้รับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไร เด็กๆ ที่เป็นอนาคตของชาติ ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาลเพิ่มขึ้นในแง่ไหนบ้าง
.
ประชาชนต้องการ “อาชีพ” ต้องการ “อาหาร” เลิกผลาญซื้อ “อาวุธ” ได้แล้วครับ”


ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_3936914

‘นิพนธ์’ ช่วย ‘นิพัฒน์-น้ำหอม’ ลุยหาเสียงอ้อนขอคะแนนชาวสงขลา ลั่น!! หากเป็นแกนนำรัฐบาล พร้อมดัน ‘หาดใหญ่’ สู่ศูนย์กลางการเงิน

‘นิพนธ์’ ลุยอ้อนชาวสงขลา เลือก ‘น้ำหอม-นิพัฒน์’ โวหาก ปชป. เป็นแกนนำรัฐบาล ผลักดันหาดใหญ่เป็นเมืองศูนย์กลางการเงินแห่งใหม่ของภูมิภาคเอเชียแน่นอน

(21 เม.ย.66) นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผอ.เลือกตั้งพรรคฯ ลุยพื้นที่จังหวัดสงขลา ขอคะแนนเสียงช่วย นายนิพัฒน์ อุดมอักษร หมายเลข 4 ในพื้นที่เขต 2 สงขลา (เทศบาลนครหาดใหญ่) ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี

โดย นายนิพนธ์ กล่าวว่า ประชาธิปัตย์เน้นยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ “สร้างเงิน สร้างงาน สร้างชาติ” เป็นพรรคเดียวที่คิดหาเงินเข้าประเทศ ซึ่งเมื่อวานนี้ ทีมเศรษฐกิจของพรรค นำโดย ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ก็ได้พูดถึงนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้นั้น พรรคประชาธิปัตย์จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของภาคใต้ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างขั้วความเจริญ หรือ Growth Pole ใหม่ของเมืองหาดใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภาคใต้ ด้วยการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการเงินนานาชาติในภูมิภาค เพิ่มเติมจากดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งการผลิตเพื่อการส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ถ้า อ.หาดใหญ่ ได้เป็นแหล่งเงินทุนใหม่ๆ จะส่งผลดีต่อธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพในพื้นที่นี้และในจังหวัดอื่นๆ ให้สามารถเข้าถึงทุนและสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ในต้นทุนกู้ยืมต่ำลง อีกทั้งธุรกิจจะได้รับการยกระดับเป็นนานาชาติ เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อการเติบโตของจังหวัดสำคัญในภาคใต้ และประเทศโดยรวม และต่อภาคเศรษฐกิจอื่น เช่น การค้าข้ามชายแดนของภาคใต้ กับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย การขนส่ง การท่องเที่ยว การจ้างงาน

‘ธนาธร’ กร้าว!! ทุกพรรคเคยเป็น รบ. แต่พาไทยมาได้เท่านี้ ขอให้โอกาสให้ ‘ก้าวไกล’ เชื่อ!! 4 ปี ทำได้ดีกว่าแน่นอน

(21 เม.ย.66) ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล เดินสายช่วยผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล หาเสียงที่ จ.ชลบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา พบปะประชาชนพร้อมกับผู้สมัคร ส.ส. ประกอบด้วย วรรณิดา นพสิทธิ์ ผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 2 (เบอร์ 3), เอกราช เนตรดี ผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 3 (เบอร์ 1), นพรัตน์ มุริกะ ผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 2 (เบอร์ 2) และ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 4 (เบอร์ 2)

การปราศรัยวันนี้ ธนาธรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งเพื่อให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม โดยระบุว่าแม้จะมีหลายคนที่เห็นว่าเลือกตั้งกี่ครั้งก็เหมือนเดิม บ้านเมืองไม่เปลี่ยน ชีวิตไม่เปลี่ยน แต่ตนย้ำว่านั่นเป็นเพราะปัญหาของประเทศไทยฝังลึกเป็นเรื่องโครงสร้าง โดยที่ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลต่างก็พากันแก้ปัญหาแบบขอไปที ปะผุ ทำให้การแก้ปัญหาของประเทศจบไม่ได้เสียที

ปัญหาของประเทศจำนวนมากคือปัญหาที่เกิดจากต้นตอโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ยกตัวอย่างได้มากมาย เช่น เรื่องของน้ำประปาที่คนเกินกว่าครึ่งของประเทศนี้ยังเข้าไม่ถึงน้ำประปาที่ไหลสะอาด เพียงพอใช้ 24 ชั่วโมงต่อวัน 365 วันต่อปี ในประเทศไทยปี 2566 เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำและเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดของบริการสาธารณะที่ทุกคนไม่ว่าจะเกิดที่ไหนควรจะเข้าถึง หรือเรื่องของถนนทั่วประเทศไทยที่ได้รับการพัฒนาไม่เท่ากันทั่วประเทศ บางแห่งผุพังทรุดโทรมมาหลายสิบปีก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่เกิดจากโครงสร้าง คืองบประมาณที่กระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง จะซ่อมถนนครั้งหนึ่งต้องเดินเอกสารไปถึงหน่วยงานที่กรุงเทพ กว่าหน่วยงานจะตั้งงบประมาณมาเริ่มดำเนินการได้ก็ต้องรอเป็นเดือนเป็นปี งบประมาณที่ท้องถิ่นมีอยู่ไม่พอให้แก้ปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ได้ และนั่นคือเหตุผลที่พรรคก้าวไกล ย้ำว่าการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องปฏิรูประบบราชการ กระจายอำนาจ เอางบประมาณและอำนาจมาให้ประชาชนแก้ปัญหาในพื้นที่ของตัวเอง กำหนดอนาคตของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบอุปถัมภ์วิ่งเต้นเส้นสายเพื่อให้ได้งบประมาณมาพัฒนาบ้านตัวเอง

นี่คือรูปธรรมของคำว่ากาก้าวไกลประเทศไทยไม่เหมือนเดิม นโยบายพรรคก้าวไกลมาจากฐานคิดแบบนี้ เพราะพรรคก้าวไกลไม่เคยสัญญาว่าจะมาสร้างถนนให้ หรือทำน้ำประปาให้ที่ไหนเป็นแห่งๆ ไปแบบปะผุ แต่ต้องทำในระดับโครงสร้าง ที่ผ่านมาพรรคอื่นต่างก็เคยเป็นรัฐบาลบริหารประเทศมาหมดแล้ว ครั้งนี้ตนอยากขอโอกาสให้พรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล ขอเพียงครั้งเดียวเท่านั้นประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีก ด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นตอที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริงได้

ขอนแก่น-คนอีสานไม่เอา!บุหรี่ไฟฟ้า

รวมพลังภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ 20 จังหวัดภาคอีสาน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ "คนอีสานไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า"ย้ำจุดยืน คนอีสานจะร่วมมือกันรณรงค์ป้องกันประชาชนภาคอีสานทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้ปลอดพ้นจากการเสพติดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ


เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 21 เมษายน 2566 ที่ห้องออคิดบอลรูม โรงแรมพูลแมนขอนแก่น ราชา ออคิด จ.ขอนแก่น  นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดประกาศเจตนารมณ์คนอีสานไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า"ภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ 20 จังหวัดภาคอีสาน โดยมี นพ.อภิชัย ลิมานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น ,นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น, ตัวแทนสื่อมวลชนศูนย์ข่าวปลอดควันภาคอีสาน, ตัวแทนเครือช่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่, ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปลอดบุหรี่, ตัวแทนเยาวชน Gen Z Gen Strong เลือกไม่สูบ และตัวแทนผู้รับผิดชอบงานด้านควบคุมยาสูบจังหวัดต่าง ๆ กว่า 200 คน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ "คนอีสานไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า" ในงานสัมมนาเรื่อง "คนอีสานไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า" ซึ่งจัดขึ้นที่ โรงแรมพูลแมนขอนแก่น ราชา ออคิด จ.ขอนแก่น ย้ำจุดยืน คนอีสานจะร่วมมือกันรณรงค์ป้องกันประชาชนภาคอีสานทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้ปลอดพ้นจากการเสพติดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ


นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นประธานในการประกาศเจตนารมณ์ "คนอีสานไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า" ครั้งนี้ การระดมทุกภาคส่วนของภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ 20 จังหวัดภาคอีสาน ให้มาร่วมกันรณรงค์ป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้ากับกลุ่มเด็กและเยาวชนถือเป็นวาระแห่งชาติ ที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าขยายวงกว้างไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยคำประกาศเจตนารมณ์ "คนอีสานไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า" มีแนวทางดังนี้1. พวกเราจะร่วมมือกันรณรงค์ป้องกันประชาชนภาคอีสานทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้ปลอดพ้นจากการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ  2.พวกเราจะร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในโรงเรียน และสถานศึกษาทุกระดับ เพื่อป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิดของเด็กและเยาวชนภาคอีสาน โดยการบังคับใช้กฎหมายการห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด 
3.พวกเราจะร่วมกันสื่อสารข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนภาคอีสาน ได้รับรู้ถึงอันตรายของการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า และรู้เท่าทันกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ 4.พวกเราจะร่วมกันสร้างกลไกขับเคลื่อนงานของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมให้เกิดการเชื่อมประสานการทำงานในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมต่อเนื่อง 5.พวกเราจะดำเนินการป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นวาระแห่งชาติ และประกาศเจตจำนงที่ชัดเจนในการสนับสนุนให้รัฐบาลคงนโยบาย และมาตรการในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top