Wednesday, 15 July 2026
Hard News Team

‘สาว’ แชร์อุทาหรณ์ อากาศร้อนจัด จนทำที่นอนไหม้ เหตุ แสงแดดสะท้อนใส่เก้าอี้สแตนเลส งานนี้ชาวเน็ตแห่เตือน

(22 เม.ย.66) สภาพอากาศร้อนจัดในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยล่าสุดมีผู้ใช้ติ๊กต๊อก บัญชี ‘rainny..f’ เผยคลิปผลพวงจากความร้อน หลังนำที่นอนไปตากไว้กลางแดด และมีควันพุ่งออกมาเป็นวงกลม ซึ่งพบว่าที่นอนไหม้นั่นเอง โดยเจ้าตัวบอกว่า "ร้อนจนไหม้ สะท้อนกับเก้าอี้ เดินไปไฟไหม้เฉย" ซึ่งแน่นอนว่าชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าเคยมีประสบการณ์แบบนี้เช่นเดียวกัน 

"เก้าอี้สเเตนเลส เวลาโดนเเสงเเล้วมันเป็นจุดรวมเเสงเหมือนเเว่นขยายเลย โต๊ะไม้สักไหม้มาเเล้ว เศร้า", "เก้าอี้สแตนเลสสะท้อนแสงอาทิตย์ ทำให้ไฟไหม้สิ่งของที่ติดไฟได้ค่ะ มีให้เห็นในข่าวทุกปีค่ะ ", "เป็นไปได้ค่ะโลกร้อนเราอยู่ในบ้านไม่โดนแดดยังแสบหน้าสงสารคนทำงานกลางแดดมาก ดูแลตัวเองด้วยค่ะ", "ตรงที่มันโค้งๆ มันก็เหมือนเลนส์นูน รวมแสงอยู่จุดเดียว ก็เลยไหม้ โชคดีมากที่เห็น"


ที่มา : https://www.naewna.com/likesara/726086

‘ก้าวไกล’ ขอเข้ามาทำนโยบายให้เป็นจริง ชวนหัวคะแนนหาเสียงร่วมกัน ลั่น!! เลือกตั้งครั้งนี้ต้องเป็น รบ. เท่านั้น เพื่อเปลี่ยนอนาคตคนไทยทุกคน

(22 เม.ย.66) ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 27 (เขตบางบอน และเขตบางขุนเทียน) เบอร์ 1 ร่วมปราศรัย “ทัพใหญ่ก้าวไกล ปราศรัยโค้งสุดท้าย” ที่สามย่านมิตรทาวน์ กล่าวว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 ตอนนั้นอายุเพียง 27 ปี จบ ปวส. ทำอาชีพรับเหมา ไม่เคยคิดฝันว่าต้องเข้าสู่การเมือง แม้ชอบการเมืองตั้งแต่เด็ก แต่ในชีวิตไม่มีใครอยู่ในวงการการเมืองเลย และมองการเมืองเป็นเรื่องไกลตัวมาโดยตลอด

แม้มีพรรคอนาคตใหม่ ตนก็ไม่ได้หวังจะมาเป็น ส.ส. ตอนนั้นได้สมัครสมาชิกพรรคจ่าย 2,000 บาท เพื่อเป็นการขอบคุณการปราศรัยของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในเวลานั้น เนื่องจากธนาธรปราศรัยว่า สังคมไทยและคนไทยไม่จำเป็นต้องประจานความจนของตัวเองเพื่อรับสวัสดิการ อยู่มาวันหนึ่งก็ได้รับข้อความจากพรรคอนาคตใหม่ว่า พรรคของคุณกำลังเปิดรับ ส.ส. จนกลายเป็น ส.ส.กาย ณัฐชาในทุกวันนี้

"ผมก้าวข้ามเส้นความกลัวและพลิกชีวิตตัวเองตอนอายุ 27 ชนะเลือกตั้งตอนอายุ 28 ปี ได้รับคะแนนความไว้วางใจจากพี่น้องบางขุนเทียน 38,340 คะแนน" ณัฐชากล่าว

ณัฐชากล่าวต่อว่า ตอนที่เข้าสภาฯ ชั่วคราวในช่วงแรกที่เป็น ส.ส. ตนไม่กล้าลุกขึ้นพูดหรืออภิปราย เนื่องจากหันซ้ายหันขวาก็เจอนักการเมืองที่เห็นในทีวีเห็นในข่าวมาตั้งแต่เด็ก จนวันหนึ่ง ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น กล่าวกับตนว่า สภาฯ เป็นที่ของทุกคน เพราะสภาฯ ไม่สามารถสร้างให้คน 66 ล้านคนเข้ามาเถียงกันได้ จึงสร้างระบบตัวแทน และตนก็เป็นตัวแทนของประชาชน เพราะฉะนั้นไม่ว่าอย่างไร แค่เอาความรู้สึกนึกคิดตอนเป็นประชาชนมาสะท้อนให้ได้มากที่สุด จึงทำให้ณัฐชากลายเป็นณัฐชาอย่างทุกวันนี้

เปิดใจ ‘พรหมภัสสร’ คู่ชีวิตผู้เคียงข้าง ‘จตุพร พรหมพันธุ์’ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ 'ตู่' กล้าสู้ แม้ไม่เหลืออะไรเลยก็ตาม

(22 เม.ย.66) ผู้ใช้ติ๊กต๊อก บัญชี ‘อัศวิน ศรีพูแพน’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอของ ‘คุณพรหมภัสสร ณ กาฬสินธุ์’ ภรรยาของ ‘ตู่’ หรือ ‘คุณจตุพร พรหมพันธุ์’ ซึ่งเคยเปิดใจถึงพี่ตู่ในหลายๆ แง่มุมผ่านรายการหนึ่ง ความว่า…

“ในเรื่องการต่อสู้ เขา (จตุพร) เป็นนักสู้จริงๆ เขาสู้จนลืมนึกถึงครอบครัว สู้จนลืมนึกถึงตัวเอง เพราะฉะนั้นเราต้องคอยให้กำลังใจเขา โดยปกติก็จะแลกเปลี่ยนกันตลอด มีทุกเรื่องก็จะปรึกษากัน คือพี่ตู่มาปรึกษาแล้วเราก็จะช่วยคุยช่วยดู ส่วนใหญ่จะอยู่เบื้องหลัง มีอะไรขึ้นมาก็จะบอกเล่ากันเดี๋ยวนั้น และก็จะคอยปรามคอยเบรกอะไรที่มันเกินไป พี่ตู่เขาก็จะรับฟัง พี่ตู่เป็นผู้รับฟังที่ดี”

เกี่ยวกับเรื่องมนุษยสัมพันธ์ พรหมภัสสร เล่าว่า "ส่วนตัวในบ้านพี่ตู่จะเป็นคนที่น่ารัก เป็นคนยิ้มง่าย อารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน อารมณ์ขันเหมือนกันกับคุณณัฐวุฒิเลย แต่พอเวลาขึ้นเวทีก็จะเป็นอีกรูปลักษณ์นึง ซึ่งออกมาดูว่าแข็งกร้าว แต่จริงๆ แล้วคนที่ได้ใกล้ชิดพี่ตู่ จะบอกว่าพี่ตู่ไม่ใช่อย่างงั้นเลย 

เกี่ยวกับความไม่ยึดติด พรหมภัสสร กล่าวว่า "ช่วงที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่พี่ตู่ไม่มีชื่อเสียงไม่มีใครรู้จัก ยังเป็นรองโฆษกพรรคไทยรักไทย เป็นรองของท่านอดิศร เพียงเกษ พี่ตู่ก็ไม่เคยออกมาตอบโต้อะไร เวลาเขาจัดลำดับที่นั่ง พี่ตู่จะนั่งอยู่ท้ายก็ไม่ได้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจอะไร พี่ตู่ทนอุปสรรคฟันฝ่าบากบั่นมาจนเป็นพี่ตู่ในวันนี้ จนเป็นคุณจตุพร พรหมพันธุ์ในวันนี้

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด พรหมภัสสร ก็บอกว่า "ตัวเราเป็นกำลังใจดูอยู่เงียบๆ แม้วันนึงที่พี่ตู่ไม่มีตำแหน่งอะไรเลย ทางบ้านก็ไม่เสียใจ เพราะเรารู้ว่าเขามาได้ขนาดนี้ เขาเก่งมากแล้ว พี่ตู่ไม่เป็นอะไรก็ได้ พี่ตู่ก็ยังเป็นพี่ตู่ที่มีเพื่อนรักอยู่เหมือนเดิม"

เมื่อพูดถึงเรื่องชีวิตคู่ เธอเล่าว่า "ตัวทะเบียนสมรสไม่ใช่หลักประกันว่าชีวิตคู่จะอยู่ด้วยกันไปตลอด โดยช่วงแรกที่คุยกัน พี่ตู่บอกว่า จะแต่งงานก็ได้นะ จะจดทะเบียนสมรสก็ได้นะ แต่เราเป็นฝ่ายเลือกเองว่า ไม่ต้องแต่งหรอกและก็ไม่ต้องจด และก็บอกว่าเราอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ เหมือนเพื่อนกันดีกว่า”

เมื่อถามว่าทำไมถึงไม่จดทะเบียน พรหมภัสสร เล่าว่า "เหตุที่เป็นฝ่ายเลือกเองว่าไม่จดและไม่แต่ง เพราะมันมีตัวอย่างให้เห็นเยอะ ว่าการแต่งงานหรือการจดทะเบียนสมรส ไม่สามารถที่จะทำให้ผู้หญิงกับผู้ชายสองคนจะอยู่ด้วยกันไปตลอดรอดฝั่ง กลับกันถึงจะไม่ได้จดก็มีหลายคู่ที่อยู่ด้วยกันแบบเพื่อนกันไปจนตลอดชีวิต คือทะเบียนสมรสมันไม่ใช่สิ่งอะไรที่มันจีรังยั่งยืน มันอยู่ที่ใจมากกว่า ถ้าต่างคนต่างเข้าใจกันแล้วตรงนั้นมันก็ไม่จำเป็น"

‘ช่อ พรรณิการ์’ ปลื้ม!! คะแนนนิยม ‘ก้าวไกล’ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขอบคุณ ‘หัวคะแนนธรรมชาติ’ ที่ลงติ๊กต๊อกโพสต์คลิป เพิ่มกระแสให้พรรค

(22 เม.ย.66) บนเวทีปราศรัยใหญ่พรรคก้าวไกล ‘รัฐบาลก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม’ ณ สามย่านมิตรทาวน์ กทม. ช่อ พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกลขึ้นปราศรัยคนแรกขึ้นปราศรัยถึงคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของพรรคก้าวไกลว่าเกิดจากหัวคะแนนธรรมชาติ คือประชาชนผู้สนับสนุนพรรคทุกคน อ้อนขอช่วยดันคะแนนพรรคก้าวไกลให้สูงกว่าวันพรรคอนาคตใหม่ที่โดนยุบให้ได้ภายใน 22 วัน

พรรณิการ์ เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า ย้อนกลับไป 3-4 เดือนก่อน ทุกคนยังเป็นห่วงพรรคก้าวไกลว่าไม่มีป้ายหาเสียง ไม่ค่อยเห็นการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร นั่นเพราะพรรคก้าวไกลทุนน้อย ทำให้ต้องทุ่มทรัพยากรหาเสียงกันในช่วงสุดท้ายของการเลือกตั้ง และเงินทุนในการหาเสียงเลือกตั้งทั้งหมดของพรรคก้าวไกลมาจากการทอดผ้าป่าของประชาชน

“ถ้าพรรคก้าวไกลไม่ขอเงินจากประชาชน จะให้ไปขอเงินจากทุนผูกขาด พ่อค้ายาเสพติด หรือนายพลคนไหน” พรรณิการ์กล่าว

พรรณิการ์กล่าวต่อว่า พรรคก้าวไกลได้รับเงินบริจาคจากประชาชนกว่า 12.5 ล้านบาท ในเวลาเพียงแค่ 1 เดือน พรรคก้าวไกลกำลังทำให้เห็นว่าการเมืองของประชาชน ออกเงินโดยประชาชน ไม่เกรงใจใครนอกจากประชาชนเป็นไปได้จริง

ส่วนเรื่องคะแนนนิยมพรรคก้าวไกลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น พรรณิการ์บอกว่า 3 เดือนที่แล้ว มีแต่คนบอกว่าภายใต้ระบบเลือกตั้งนี้พรรคก้าวไกลเป็นไปไม่ได้ แต่ในวันนี้โพลสำนักต่างๆ คะแนนนิยมของพรรคก้าวไกลเพิ่มสูงขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นเนชั่นโพลพรรคก้าวไกลมีคะแนนนิยม 23.5%, มติชน-เดลินิวส์โพลจัดอันดับให้นายกอันดับหนึ่งในใจประชาชนคือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

พรรณิการ์กล่าวว่า เฉลี่ยแล้วทุกโพลพรรคก้าวไกลมีคะแนนเฉลี่ย 21% ในวันนี้พรรคก้าวไกลมาไกลกว่าพรรคอนาคตใหม่ เพราะวันที่พรรคอนาคตใหม่ชนะการเลือกตั้งมีคะแนนนิยมในโพล 17%

“พวกเขายุบพรรคเรา พวกเขาตัดสิทธิ์ธนาธร ปิยบุตร พรรณิการ์ เพื่อที่จะได้พรรคก้าวไกลที่เติบโตทะลุเพดานยิ่งกว่าสมัยอนาคตใหม่ พวกเรายิ่งทุบยิ่งหวาน ยิ่งทุบยิ่งโต ยิ่งกระทืบจมดิน ยิ่งเติบโต เป็นต้นไม้ที่เราปลูกร่วมกันคือพรรคก้าวไกล” พรรณิการ์กล่าว

พลเอกไพโรจน์ นาคฉัตรีย์ เป็นนายกสมาคมชาวจังหวัดชุมพร ต่ออีกหนึ่งสมัย

วันนี้ 22 เมษายน 2566 เวลา 10.00 น. ที่ร้านอาหารครัวชวนชม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร มีการประชุมใหญ่สามัญ สมาคมชาวจังหวัดชุมพร ประจำปี 2565 โดยมีนายอาทิตย์ สินธพานนท์ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายลือชัย มณีศรี เป็นเลขานุการ ก่อนเข้าระเบียบวาระ นายลือชัย มณีศรี แจ้งว่า นายวิชิต ดิลกวิลาศ อุปนายก ได้ประสานงาน  รศ.ดร.บุญยิน จินาจิ้น ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพรผู้มีความรู้ความสามารถ มาเป็นสมาชิกใหม่ของสมาคม และได้แนะนำให้ที่ประชุมรู้จักและรับทราบ ต่อมานายกสมาคมชาวจังหวัดชุมพรพร้อมคณะมอบช่อดอกไม้

โดยในวันนี้มีการประชุมตามระเบียบวาระ นายลือชัย รายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมในการดำเนินกิจกรรมของสมาคมที่ผ่านมา เป็นวาระเพื่อทราบ โดยในปี 2563 มีการประชุมกรรมการรวม 4 ครั้ง เป็นการประชุมใหญ่ 2 ครั้ง และประชุมวาระปกติ 2 ครั้ง มีกิจกรรมจากเดือนกรกฎาถึงสิ้นปีรวม 8 รายการ ในปี 2564 ไม่มีการประชุม มีกิจกรรมต่างๆรวม 14 รายการ ส่วนปี 2565 มีการประชุมกรรมการสมาคมรวม 3 ครั้ง ดำเนินกิจกรรมรวม 21 รายการ  และมีกิจกรรมสำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งคือโครงการหนองใหญ่มินิมาราธอน เดินวิ่งการกุศล ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  มีผู้มาร่วมเดิน-วิ่ง ประมาณ 1,500 คนเศษ มีเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จำนวน 130,436 บาท

ต่อมาเป็นวาระเพื่อพิจารณา มีการเลือกนายกสมาคมชาวจังหวัดชุมพร คนใหม่ เนื่องจากนายกสมาคมหมดวาระ ที่ประชุมใหญ่ได้เลือกพลเอกไพโรจน์ นาคฉัตรีย์ เป็นนายกสมาคมชาวจังหวัดชุมพร ต่ออีกสมัยหนึ่ง และนายกสมาคมเลือกนายลือชัย มณีศรี เป็นกรรมการและเลขาธิการ

'กองทัพเรือ' ร่วม 'มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่' จัดโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรและวางปะการังเทียม เกาะแสมสาร

กองทัพเรือ ร่วมกับมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จัดโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรและวางปะการังเทียม เกาะแสมสาร เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

(22 เม.ย.66) พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้การต้อนรับ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี และประธานมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเดินทางมาเป็นประธานในโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรและวางปะการังเทียม เกาะแสมสาร เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย เขาหมาจอ และเกาะแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

กองทัพเรือ ร่วมกับมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และมูลนิธิอนุรักษ์พันธุกรรมพืชสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (มูลนิธิ อพ.สธ.) คณะทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทะเลไทย และภาคเอกชน ดำเนินโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรและวางปะการังเทียม เกาะแสมสาร เฉลิมพระเกียรติฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสนองพระราชดำริ อพ.สธ. ฟื้นฟูอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในแนวปะการัง บริเวณเกาะแสมสาร รวมทั้งยกระดับความสำคัญพื้นที่หมู่เกาะแสมสารให้เป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เกิดความเชื่อมโยงของระบบนิเวศป่าชายเลน ป่าชายหาด พื้นทราย สาหร่าย หญ้าทะเล บ้านปลา และแนวปะการัง โดยกิจกรรมประกอบด้วย พิธีเปิดกรวยสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การมอบตัวอย่างปะการังเทียม การมอบทุ่นลอยจอดเรือ การจัดแสดงบูธนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ การวางปะการังและบ้านปลาบริเวณหน้าหาดทิศตะวันออกของเกาะแสมสาร กิจกรรมปล่อยเต่าทะเล กิจกรรมปลูกต้นไม้บนเกาะแสมสาร และการแสดงของชุมชนแสมสาร

‘ประเดิมชัย’ ลงพื้นที่สุเหร่าดอนสะแก เนื่องในวันอีฎิ้ลฟิตริ นโยบายเพียบ!! สร้างรพ.ใกล้บ้าน-ปัญหาระบายน้ำ-จราจร-จัดระเบียบที่อยู่อาศัย

(22 เม.ย.66) ที่มัสยิดฮี่ดาย่าตุ้ลอิสลาม (ดอนสะแก) นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย(ภท.) หมายเลข 8 เขต 5 ห้วยขวาง วังทองหลาง (ยกเว้นแขวคลองเจ้าคุณสิงห์) ลงพื้นที่หาเสียงพบปะพี่น้องประชาชนคนไทยมุสลิม ที่มัสยิดฮี่ดาย่าตุ้ลอิสลาม (ดอนสะแก)เขตวังทองหลาง ได้รับความสนใจและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

นายประเดิมชัย กล่าวว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่สุเหร่าดอนสะแก เนื่องในวันอีฎิ้ลฟิตริ หรืออีดิลฟิตรี พร้อมกันนี้ได้แนะนำตัวและนำเสนอนโยบายกับพี่น้องชาวมุสลิม ในการอาสามาผลักดันสร้างโรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน ชุมชน ซึ่งได้รับการร้องเรียนและเรียกร้องจากประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด ซึ่งการผลักดันให้เกิดโรงพยาบาลรัฐแห่งใหม่จะเป็นการช่วยรองรับผู้ป่วยและการดูแลรักษาประชาชนในพื้นที่ทั้งเขตวังทองหลาง และห้วยขวาง รวมทั้ง 3 เขตใกล้กัน ได้แก่ เขตจตุจักร ลาดพร้าว บางกะปิ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ต้องเดินทางไกล ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง นอกจากนี้ยังได้นำเสนอการแก้ไขปัญหาการระบายน้ำคู คลอง และหมู่บ้าน ให้เกิดประสิทธิภาพ และการแก้ไขปัญหาจุดอ่อนน้ำท่วมทั้งเขตวังทองหลางและห้วยขวาง รวมถึงการแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ ทั้งการจัดระบบจัดหาที่จอดรถ ในตรอก ซอก ซอย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจอดรถกีดขวางทางสาธารณะ ซึ่งหลายจุดไม่มีที่จอดรถทำให้เกิดปัญหากระทบการจราจรในปัจจุบัน

นายประเดิมชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องการจัดระเบียบที่อยู่อาศัย ประเภทคอนโดต่างๆ ค่อนข้างมาก เนื่องจากมีภาคเอกชนและนายทุนมากวาดซื้อ และก่อสร้าง และเปิดให้เช่าอยู่อาศัยแบบรายวันในปัจจุบัน ซึ่งพบว่าลูกค้าคอนโดส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งพฤติกรรมการอยู่อาศัย และวัฒนธรรมการดำรงชีวิตก็จะไม่เหมือนคนไทยทำให้เกิดความเดือดร้อน ส่งเสียงดัง เข้าออกสร้างเหตุรำคาญใจ พบว่าก็มีปัญหากระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้านและคนไทยบ่อยครั้ง ซึ่งตรงนี้ตนมองว่าควรหากได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชน จะนำปัญหาดังกล่าวไปผลักดันและประชุมร่วมกับหน่วยงานเพื่อจัดระเบียบ กำกับดูแลการพักอาศัยและบังคับใช้ข้อกฎหมายเกี่ยวกับโรงแรมและที่พักอาศัยเชิงพาณิชย์ให้เข้มงวด จริงจัง


ที่มา : https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_3938188

'พปชร.' มาเหนือเมฆ ชู 'อีสานประชารัฐ' มีโอกาสทำ 'แลนด์สไลด์' สะดุด

(22 เม.ย.66) นับถอยหลังเหลืออีกเพียงไม่กี่วัน ก็จะเข้าสู่ช่วงของการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ และยิ่งนับวันยิ่งเกิดการแข่งขันที่รุนแรงแน่นอนว่าพื้นที่ภาคอีสาน ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ทุกพรรคหมายมั่นปั้นมือ จะต้องบุกปักธงให้สำเร็จ เพราะเคยมีคำกล่าวที่ว่า หากพรรคใดคว้าชัย ได้ ส.ส.อีสานมากที่สุด หรือกวาดหมดยกภาคได้ ก็แทบจะการันตีได้ทันที ว่าจะเป็นพรรคอันดับ 1 มีโอกาสเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลค่อนข้างสูง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีจำนวน ส.ส. มากที่สุดถึง 133 คน จาก 20 จังหวัด 

ก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่มีฐานเสียงและจำนวน ส.ส.ภาคอีสานมากที่สุดในการเลือกตั้งแทบทุกครั้ง ครั้งก่อนเมื่อการเลือกตั้งปี 2562 กวาดไปถึง 84 ที่นั่ง ตามมาด้วยอันดับสองพรรคภูมิใจไทย 16 ที่นั่ง

และพลันที่พรรคเพื่อไทยประกาศจะชนะเลือกตั้งครั้งนี้ แบบแลนด์สไลด์ นั่นก็เพราะความมั่นใจว่าจะสามารถกวดที่นั่งในภาคอีสานแบบถล่มทลายเช่นเดิม

แต่ทว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ การจะกวาดที่นั่งเป็นกอบเป็นกำเหมือนที่ผ่านมา คงไม่ง่ายนัก เพราะพรรคคู่แข็งอย่างภูมิใจไทยมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่อีสานใต้ นั่นยังไม่นับรวมคู่แข่งที่มาจากฟากเดียวกัน อย่างเช่น พรรคก้าวไกล และพรรคไทยสร้างไทย ที่สมาชิกพรรคส่วนใหญ่ล้วนเคยอยู่กับพรรคเพื่อไทยมาก่อน

ขณะที่อีกหนึ่งพรรคที่จะมองข้ามไม่ได้ นั่นก็คือ 'พรรคพลังประชารัฐ' ภายใต้การนำของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ที่หมายมั่นปั้นมือจะได้จำนวน ส.ส.ไม่น้อยกว่าการเลือกตั้งในปี 2562 ที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับ 3 ด้วยจำนวน 11 ที่นั่ง แม้ว่าขณะนี้กระแสของพรรค อาจจะไม่แรงเท่าเลือกตั้งครั้งก่อน แต่จากผลงานของพลเอกประวิตร ในเรื่องบริหารจัดการน้ำ ทำให้ภาคอีสานมีน้ำกินน้ำใช้ไม่ขาด ตามคำประกาศที่ว่า “มีเราไม่มีแล้ง” ก็ช่วยให้ฐานเสียงของพรรคฯ เพิ่มขึ้นไม่น้อยเช่นกัน

ไม่เพียงเท่านั้น ล่าสุด พรรคพลังประชารัฐ ได้ประกาศนโยบาย “อีสานประชารัฐ” เตรียมผุดโปรเจ็กยักษ์ เพื่อพี่น้องชาวอีสานอีกหลายโครงการ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า พรรคพลังประชารัฐ ให้ความสำคัญกับพื้นที่นี้อย่างมาก และพร้อมจะพัฒนาพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

โครงการพัฒนาภาคอีสาน ที่ทางพรรควางไว้นั้น ประกอบด้วย ด้วยรถไฟทางคู่ บึงกาฬ-อู่ตะเภา เป็นการพัฒนาพื้นที่ 24 จังหวัดภาคอีสานและภาคตะวันออก สอดรับโครงการอีอีซี ระยะทาง 480 กม. ซึ่งได้สำรวจเส้นทางเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งจะสร้างทางหลวงพิเศษ 8 ช่องจราจร ตลอดแนวเส้นทางรถไฟ และจะสร้างนิคมอุตสาหกรรม ขนาด 20,000 ไร่ 6 แห่ง รองรับกว่า 6,000 โรงงาน 

นอกจากนี้ จะสร้างวิทยาลัยอาชีวะใกล้นิคมอุตสาหกรรม นิคมฯ ละ 2 แห่ง รวม 12 แห่ง เพื่อเตรียมแรงงานที่มีทักษะและคุณภาพรองรับอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และยังมีโครงการพัฒนาท่าเรือบก ซึ่งจะเป็นพื้นที่รองรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากนิคมอุตสาหกรรมที่จัดตั้งขึ้น ก่อนที่จะมีการขนส่งไปยังท่าเรือน้ำลึกที่ภาคตะวันออก 

'พงศ์พรหม' มอง!! 'คนรุ่นก่อน' หวังดี แต่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ส่วนคนรุ่นใหม่ อยากเปลี่ยนแปลง อยากเจริญ แต่ไม่อยากเหนื่อย

(22 เม.ย.66) นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Pongprom Yamarat' ระบุว่า...

คุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ Gen X ปลาย Y ต้น แทบทุกคนบ่นเหมือนกันว่า คนรุ่นเราแม่งเหนื่อย แต่สู้ เพราะอะไรไม่รู้ที่ทำให้ทัศนคติเราดี

อาจเพราะเราโตมาด้วยการขึ้นรถเมล์ แต่ก็มีมือถือใช้บ้าง โตด้วยการกินข้าวแกงข้างถนน แต่ก็รู้จัก Starbucks ที่เมืองนอก

มันทำให้เรานั่งรถบีเอ็มก็ได้ รถเมล์ก็ดี ทำให้เรารู้จักความพอเพียง แต่ก็ไม่ปฏิเสธการว่าก็อยากจะหาเงินพันล้าน เพราะเราก็ทะเยอทะยานพอที่จะบอกว่า เราก็ต้องสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้สำเร็จด้วย

สิ่งที่คนรุ่นเราเจอปัญหามาก คือคนรุ่นก่อนเรา แม้จะน่ารัก แต่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงในโลกใบใหม่น้อยมาก เราจึงมักเจอคำพูดดีๆ แต่ขาดการปฏิบัติ ขาดการลงมือทำ ขาดการคิดนอกกรอบเพื่อการเปลี่ยนแปลง

เอาหละ!! งั้นคนรุ่นเราเปลี่ยนให้...

ตอนนี้เราโตจนเป็นผู้บริหารตามองค์กรละ ไม่ก็เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้างละ 

เราเจอปัญหาเพิ่มเติมจากคนรุ่นใหม่ แทนที่เขาจะขยันกว่าเรา เพราะโอกาสเขามีมากกว่าเรา แต่กลายเป็นว่า...

'อยากเจริญ แต่ไม่อยากเหนื่อย'

ซึ่งวนกลับมาเรื่องเดิม ขาดการปฏิบัติ ขาดการลงมือทำ ขาดการคิดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง แถมท้อเร็ว ท้อง่าย ขาด Global mindset ที่มีในเด็กเวียดนาม, สิงคโปร์, จีน, อเมริกา, อังกฤษ, เยอรมนี

แต่กลับบ่นเก่งกว่า...
...ทำไมไทยไม่เจริญ
...ทำไมถนนเราไม่เรียบ
...ทำไมต้นไม้ไม่เยอะๆ แบบเมืองนอก
...ทำไมไม่มีเสื้อผ้าสวยๆ เยอะๆ

ผมมักเปรียบเทียบให้คน Gen X ปลาย Y ต้นฟัง ว่าคนอายุก่อนเกษียณวันนี้ ลงล่างไปจนอายุ 30 ต้น กำลังแบกภาระใหญ่ให้ประเทศไทย

เรามีคนรุ่นก่อนเราจำนวนไม่น้อยที่หวังดีต่อประเทศ แต่ไม่เข้าใจถึงการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง (คนดีๆ เก่งๆ ก็เยอะ ตรงนี้ต้องขออภัย)

เรามีคนรุ่นใหม่ที่อยากให้ประเทศดีอย่างเมืองนอก แต่ความอดทนไม่พอ เพราะไม่เข้าใจว่า “ไม่มีความสำเร็จใดบนโลกใบนี้ที่ได้มาโดยไม่ต้องเหนื่อย”

‘เซินเจิ้น’ เปิดใช้ ‘โรงจอดรถเมล์อัจฉริยะ’ ชี้ มี 11 ชั้น พื้นที่ 752 ตร.ม. แบ่งเป็นโถงจอด-ส่งรถ 2 ห้อง ประหยัดพื้นที่กว่าเดิม 10 เท่า!!

(22 เม.ย.66) สำนักงานข่าวซินหัวรายงานว่า โรงจอดรถโดยสารประจำทางโครงสร้างเหล็ก 3 มิติเซี่ยซา เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในนครเซินเจิ้น มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน

โรงจอดรถอัจฉริยะนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกของสี่แยกถนนฝูหรง และถนนปินไห่ในเขตฝูเถียน ก่อสร้างโดยบริษัท ซีไอเอ็มซี ไอโอที (CIMC IoT) ในเครือบริษัท ไชน่า อินเตอร์เนชันแนล มารีน คอนเทนเนอร์ จำกัด

โรงจอดรถมีความสูง 11 ชั้น แบ่งออกเป็นโถงจอดและส่งรถ 2 ห้อง โดยครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 752 ตารางเมตร และใช้อุปกรณ์ยกแนวตั้งจำนวน 2 ชุด

รายงานระบุว่า พื้นที่จอดรถโดยสารประจำทางแต่ละจุดครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9 ตารางเมตร ขณะพื้นที่จอดรถแนวนอนแบบเดิมใช้พื้นที่ถึงประมาณ 100 ตารางเมตร อัตราการใช้ประโยชน์ที่ดินจึงเพิ่มมากกว่า 10 เท่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top