Thursday, 16 July 2026
Hard News Team

‘คำผกา' ฟาด!! ‘ก้าวไกล’ เร่งปฏิรูปกองทัพโดยเร็ว แค่คำโกหก หลอกประชาชน โกยคะแนนไปวันๆ

(25 เม.ย.66) นางสาวลักขณา ปันวิชัย หรือ ‘คำ ผกา’ หรือ ‘แขก’ พิธีกรชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Lakkana Punwichai ว่า... 

คนที่สนับสนุนเพื่อไทย เขารู้เหมือนคนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลนั่นแหละค่ะว่า การรัฐประหารมีปัญหา กองทัพมีปัญหา ความสัมพันธ์ของสถาบันทางเมืองสำคัญๆบิดเบี้ยวจากหลักการ ปชต. แต่เขาเลือกพรรคเพื่อไทยด้วยเห็นว่า พรรคเพื่อไทยไม่หลอกลวงเราว่าเรื่องไหนทำได้เลย เรื่องไหนยังทำไม่ได้

และเหตุที่เราไม่เลือกก้าวไกลเพราะเรารู้ทันว่า เขาปลุกเร้าคนให้เชื่อว่าเขาจะมา ‘ล้มล้างต้นตอปัญหา’ ที่เพื่อไทยไม่กล้าแตะ ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่า มันทำไม่ได้ เช่น…

เป็นไปไม่ได้ที่จะออกกฎหมายห้ามรัฐประหาร ในแง่กฎหมาย เหมือนออกกฎหมายฆ่าคน เรามีกฎหมายก็จริง แต่คนจะฆ่า มันก็ฆ่า เช่นกัน คนทำ รปห. ทำเสร็จยึดอำนาจได้ ก็แค่นิรโทษกรรมตัวเอง

สิ่งที่ทำได้ คือ พยายามพูดเรื่องลบล้างผลพวงรัฐประหาร การสร้างวัฒนธรรมธิปไตยให้ ปชช. หวงแหนประชาธิปไตย!

การปฏิรูปกองทัพเรื่องใหญ่ ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ ในรัฐบาลสมัยเดียว มันต้องค่อยๆ ทำให้รัฐบาลเลือกตั้งเข้มแข้งขึ้นเรื่อยๆ

ที่พูดๆกันว่าจะทำให้สำเร็จในเร็ววัน มันไม่ได้แน่ การเมืองการเลือกตั้งต้องเข้มแข็งและต่อเนื่อง เพราะมันเรื่องใหญ่ ใครที่อ้างว่าทำได้ในเร็ววันคือโกหก หลอกลวง!!

การเมืองไม่ใช่เรื่องความเท่ แต่เป็นเรื่องชีวิต!

แขกเคารพพรรคเพื่อไทย แม้จะมีข้อบกพร่องหลายอย่าง แต่เขาไม่เอาชีวิตของประชาชนมาทำให้เป็นเรื่องเล่นๆ หลอกเอาคะแนนไปวันๆ โดยไม่รับผิดชอบ


ที่มา: https://www.thaipost.net/x-cite-news/365894/ 

6 พรรคใหญ่ฉายนโยบายสุขภาพคนไทย ประสานเสียงไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้าและกัญชาเสรี

เมื่อช่วงสายวันที่ 25 เมษายน 2566 ณ ห้องฟอร์จูน ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน กรุงเทพฯ,  มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป หัวข้อ

“สื่อมวลชนพบพรรคการเมือง : ถามหา นโยบายสร้างเสริมสุขภาพคนไทย” โดยเชิญตัวแทนจาก 6 พรรคการเมืองสำคัญเข้าร่วมประชุมฯ มี นายวิเชษฐ์  พิชัยรัตน์  สื่อมวลชนอาวุโส เป็นผู้ดำเนินรายการ
ตัวแทนจากพรรคการเมือง ได้กล่าวสรุปประเด็นสำคัญของนโยบายพรรค เริ่มจากนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะยกระดับนโยบายโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่พรรคไทยรักไทยทำไว้เมื่อ 22ปีที่แล้ว ซึ่งหากได้กลับมาเป็นรัฐบาลในสมัยหน้า พรรคฯจะดำเนินโครงการนี้ต่อ พร้อมกับการปฏิรูปงบประมาณทั้งระบบ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการบริหารจัดการโครงการฯอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะโอนมอบภารกิจในการเป็นหน่วยงานรับประกันด้านสุขภาพของประชาชนให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แทนที่โรงพยาบาลเหมือนในอดีต

ทั้งนี้ ยังจะเพิ่มงบประมาณในโครงการเป็น 1.6-1.7 แสนล้านบาทต่อปี เพื่อให้สปสช.ดำเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดได้รับบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง สามารถเลือกแพทย์และโรงพยาบาลได้ตามที่ตัวเองต้องการ นอกจากนี้ ยังจะให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเก็บข้อมูลและประวัติการรักษาพยาบาลของคนไข้ไว้ในระบบคลาวด์ เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้การเรียกหาข้อมูลของคนไข้ทำได้อย่างสะดวกไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหน


"ต่อไปการนัดหมายคุณหมอ ไม่ต้องต่อคิวยาวเหมือนในอดีต คนไข้สามารถเลือกโรงพยาบาลที่ต้องการได้ตามใจ จะเลือกที่ใกล้บ้าน หรือใกล้ใจก็ได้ แม้แต่การเจาะเลือด ต่อไปก็ไม่ต้องไปรอตั้งแต่เช้า รวมถึงการรับยาที่สามารถจะนำใบสั่งยาจากแพทย์ เพื่อไปรับยาได้จากร้านยาใกล้บ้าน ภายใต้การดูแลของเภสัชกร"

น.พ.สุรพงษ์ ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังมีแนวคิดในการฉีดวัคซีนป้องโรคต่างๆ ให้กับคนไทย โดยเฉพาะเพื่อป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกแก่เด็กหญิงอายุ 9-11 ปี และมะเร็งตับสำหรับผู้ชาย


ด้าน พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินนโยบายด้านสุขภาพให้กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง และจะดำเนินการต่อไปทันทีที่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล ตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20ปี (2565-2574) ทั้งนี้รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนแนวทางการทำงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)


นอกจากนี้ พรรคฯจะขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพภายใต้กรอบแนวคิดที่จะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในภาพแวดล้อมทั้งทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าเดิม ทั้งนี้ สื่อมวลชนถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการแพทย์และสาธารณสุขไปสู่ประชาชนได้เป็นอย่างดี


"ต่อไปพรรคจะสร้างสถานพยาบาลนำร่อง ที่จะให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขครบวงจร เริ่มจากเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร โดยทำให้ครบทั้ง 50 เขต จากนั้นจะขยายไปจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป" น.พ.เหรียญทอง ย้ำ


นายนิกร จำนง พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองเพียงคนเดียวที่ไม่ใช่นายแพทย์ แต่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดนโยบายของพรรค กล่าวว่า ในสมัยที่ตนเป็น รมช.คมนาคม เคยมีนโยบายประมูลเลขทะเบียนรถสวย เพื่อนำมาตั้งเป็นกองทุน ตามแนวคิดของสสส. เพื่อนำรายได้มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยและรณรงค์การเกิดอุบัติเหตุตามท้องถนน ซึ่งหากได้เป็นรัฐบาล ก็จะดำเนินโครงการในลักษณะเช่นนี้ต่อไป ทั้งนี้ ในอดีต พรรคได้ดำเนินงานร่วมกับ สสส.มาโดยตลอด เช่น โครงการรณรงค์ "ให้เหล้าเท่ากับแช่ง" เป็นต้น ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เชื่อว่าในอนาคต พรรคก็พร้อมจะทำงานร่วมกันต่อไป


"แนวคิดของพรรค คือ เน้นการป้องกันสุขภาพมากกว่าจะเน้นการรักษา เนื่องจากใช้งบประมาณที่ต่ำกว่า เพราะแต่ละปีรัฐบาลจะต้องใช้งบฯในส่วนนี้มากถึงปีละ 5 แสนล้านบาท แต่จากนี้ไป พรรคฯจะเสนอนโยบาย "สุขภาพดีมีเงินคืน" เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น" นายนิกร กล่าว


นพ.เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคไม่เน้นสร้างนโยบายสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ หรือมีรายละเอียดมากเกินไป เพราะมีประสบการณ์ที่ว่า "พูดแล้วไม่ทำ หรือทำไม่ได้" จะกลายเป็นความเสียหายตามมาได้ เนื่องจากอาจมีปัจจัยความไม่แน่นอนแทรกซ้อนขึ้นมาได้ แต่จะเน้นการทำงานที่มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการตรวจสอบเพื่อป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง เช่น การตรวจสอบฮอร์โมนในกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันปัญหาความพิการในเด็กแรกเกิด การตรวจสอบกลุ่มคนที่มีประวัติและความเสี่ยงของโรคมะเร็ง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ครอบครัวเคยมีประวัติการป่วยมาก่อน นอกจากนี้ ยังมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเป็นต้นเหตุของปัญหาด้านสุขภาพ รวมถึงการใช้นโยบายด้านภาษีเพื่อดูแลสุขภาพของคนไทย ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการจัดเก็บภาษีความหวานมาบ้างแล้ว


ส่วน ร.อ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ ร.น. พรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า พรรคฯเป็นแกนนำรัฐบาลมาตลอด 4 ปี และพร้อมจะดำเนินนโยบาย "คนไทยแข็งแกร่ง  ประเทศไทยแข็งแรง ก้าวสู่มหาอำนาจด้านสุขภาพ" ด้วยการทำให้เกิดการแพทย์ทั่วถึงและเท่าเทียม การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการนำระบบเทเลเมดิคัล เฮลท์ มาใช้ในการตรวจรักษาผู้ป่วยเป็นต้น
ขณะที่ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง พรรคก้าวไกล ย้ำว่า พรรคมองเห็นปัญหา 2 ประเด็นคือ ปัญหาเรื่องงบประมาณด้านสาธารณสุขที่ยังน้อยเกินไป และปัญหาด้านบุคคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานหนักชั่วโมงการทำงานของหมอและพยาบาลที่มีมากเกินไป ส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพและจิตใจอย่างมาก จนอาจกระทบต่อการปฏิบัติงานได้ ดังนั้น จึงมีแนวคิดที่ลดชั่วโมงการทำงานจากเดิม 87 ชม.ต่อสัปดาห์ เหลือเพียง 60 ชม.ต่อสัปดาห์ พร้อมกับลดสัดส่วนในการดูแลผู้ป่วยของแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐที่มี 1:200 คน ให้เหลือน้อยลง แม้จะไม่เท่ากับแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนที่มีราว 1:20 ถึง 40 คนก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาแพทย์ย้ายไปทำงานกับโรงพยาบาลเอกชน

‘บิ๊กตู่’ เผย ‘ครม.’ เคาะช่วยค่าไฟ 1 เดือนหน้าร้อน 500 หน่วย 150 บาท หวั่น!! พรรคการเมืองหาเสียงประชันลดราคา ชี้!! มีรายละเอียดเยอะ

‘บิ๊กตู่’ เผย ครม.ถกนานกว่าชั่วโมง เคาะช่วยค่าไฟ 1 เดือนหน้าร้อน 500 หน่วย 150 บาท ห่วงพรรคการเมืองหาเสียงลดเท่านั้นเท่านี้ วอนดูข้อเท็จจริงไส้ในมีรายละเอียดเยอะ ยันรัฐช่วยอย่างเป็นธรรมทุกภาคส่วน

(25 เม.ย. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การประชุมวันนี้มีเรื่องพิจารณาน้อย หากมีเรื่องการใช้งบประมาณจะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะต้องปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในช่วงเลือกตั้ง ที่จะต้องใช้งบกลาง ซึ่งทุกคนอยากทราบว่ารัฐบาลดูแลเรื่องพลังงานช่วงนี้หรือเปล่า และดูแลมาอย่างไร ทั้งนี้ ที่ผ่านมาต้องย้อนกลับไปเรื่องการดูแลอยู่ที่ 150 หน่วยอย่างไร 300 หน่วยอย่างไร และวันนี้เพิ่มเป็น 500 หน่วย 150 บาท ไปเพิ่มให้เขา ซึ่งความเป็นมาในเรื่องของพลังงานมีรายละเอียดเยอะมีปลีกย่อยอีกมากมาย ในส่วนพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน ก็อยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างทั้งสิ้น ไม่ได้ไปใช้จ่ายตรงนั้นมาบวกลบตรงนี้มันคนละเรื่องกัน เป็นการเตรียมการสู่อนาคตเดี๋ยวจะมีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม รวมความไปถึงส่วนคณะกรรมการกำกับนโยบายพลังงานด้วย

"ขอให้ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เราพยายามจะทำให้ดีที่สุด ก็เป็นข้อกังวลเหมือนกันกรณีที่มีการไปหาเสียงต่างๆ ว่าจะลดลงเท่านั้นเท่านี้ ถ้ามาดูไส้ในแล้วจะรู้ว่ามีรายละเอียดมากมาย มีทั้งเหตุผลและความจำเป็น สิ่งสำคัญที่สุดเราพยายามที่จะทำให้ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางด้านรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย ฉะนั้น ที่มีการพูดถึงสิ่งที่เราอนุมัติไป 2 งวดทำให้เกิดภาระ ซึ่งจริงๆ แล้วยังไม่ได้สร้างเลย เป็นการอนุมัติไว้เฉยๆ และที่บอกว่าเกินไป 50 - 60% ไม่ใช่ตัวเลขนั้นหรอก ฉะนั้นต้องเข้าใจกัน อย่าไปหาเสียงทำให้เกิดความตื่นตระหนก หรือไม่เข้าใจ หรือทำให้การบริหารมันทำไม่ได้ รายละเอียดปลีกย่อยเดี๋ยวเขาจะมีการชี้แจงเพิ่มเติม เมื่อกี้ใน ครม.ได้คุยกันเป็นชั่วโมงก็เข้าใจกันดีในขั้นต้นและเห็นชอบในการที่จะอนุมัติเพิ่มเติมให้ 150 บาทต่อ 500 หน่วย เพิ่มขึ้น ซึ่งวันนี้ค่าเฉลี่ยทั้งสองฝ่าย ทั้งด้านอุตสาหกรรมและประชาชนก็เท่ากัน เดิมเสียสละมาเป็น 5 บาท อะไรทำนองนี้ ตอนนี้ก็ลดลงมา ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นภาระของภาคอุตสาหกรรม แต่เราก็ดูแลหมด การดูแลคนส่วนใหญ่มันลำบากเหมือนกัน แต่ละประเภทมีคนจำนวนเท่าไหร่ๆก็มุ่งเป้าตรงนี้ว่าจะแก้ปัญหาให้เขาอย่างไร" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการช่วยเหลือค่าไฟใช้งบประมาณเท่าไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า 3,500 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้คิดของเดิมที่ใช้จ่ายไปแล้วแสนกว่าล้าน ลดภาษีบ้างอะไร วันนี้ก็ใช้มาอีก 3,500 ล้านบาท ถ้าใช้ต่อไปอีก ทั้งหมดน่าจะประมาณหมื่นกว่าล้านบาท เมื่อถามว่า จะดูแลประมาณกี่เดือน และส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาเลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ผ่าน ครม.แล้วก็ต้องนำส่งให้ กกต.พิจารณา ซึ่งสถานการณ์ค่าพลังงานยังไม่แน่นอน ขึ้นๆ ลงๆ อยู่แบบนี้มาโดยตลอด ฉะนั้น ต้องดูว่าจะทำอย่างไร ก็แก้ปัญหาไป แต่ปัญหาของเรางบประมาณจำกัดพอสมควรเหมือนกัน หนี้สินเก่าจากการลดนู่นนี่ให้เขาก็มีอยู่ เพราะเป็นการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจด้วย ขอยืนยันรัฐบาลจะให้ความเป็นธรรมทุกภาคส่วนที่มีการร่วมกันในการบริหารจัดการพลังงาน เพราะรัฐบาลไม่สามารถที่จะลงทุนทั้งหมดได้ เอกชนได้มาร่วมลงทุนด้วย แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายกติกาที่มีอยู่ทุกประการ สิ่งใดที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ซึ่งเป็นปัญหาทางกฎหมายได้ให้กระทรวงพลังงานส่งสัญญาต่างๆ ไปให้กรมอัยการได้พิจารณาดูแล้ว ในขณะนี้ได้รับรายงานอย่างนั้น ว่าเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมเพราะหลายสัญญาทำมานานพอสมควร

รองหัวหน้า ‘ชทพ.’ ลุยช่วย ‘ปู้ ประวิทย์’ หาเสียง ชูนโยบาย ‘ว้าวไทยแลนด์’ อ้อน!! ขออาสาพัฒนาอยุธยา

รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เดินตลาดเสนา ช่วย ปู้-ประวิทย์ เจ้าตัวลั่น พร้อมพัฒนาอยุธยา ขอปักธง

(24 เม.ย. 66) ที่จ. พระนครศรีอยุธยา นายกนก วงษ์ตระหง่าน และ นายสันติ กีระนันทน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ลงพื้นที่ตลาดเสนาอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วย นายประวิทย์ สุวรรณสัญญา ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา พระนครศรีอยุธยา เขต 5 เบอร์ 12 หาเสียง ด้วยการเดินแจกแผ่นพับแนะนำตัว พบปะพี่น้องประชาชน ที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดรวมถึงพ่อค้าแม่ค้า เพื่อขอคะแนนเสียงให้เลือกนายประวิทย์ เบอร์12 และพรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18

นายประวิทย์ กล่าวว่า พรรคชาติไทยพัฒนามาแนะนำนโยบายว้าวไทยแลนด์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่มารับฟังปัญหา จากพี่น้องประชาชนแล้ว ก็ได้นำเสนอเพื่อปรับเป็นนโยบายพรรค โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ที่หลายคนเห็นว่าเศรษฐกิจในพื้นที่อยุธยาเขตห้านี้ยังไม่โตเท่ากับจังหวัดสุพรรณบุรี เพิ่งถือเป็นเมืองหลวงของพรรคชาติไทยพัฒนา ตนจึงมีความตั้งใจอยากจะเข้ามาพัฒนาพื้นที่เขต 5 อยุธยา ให้เหมือนกับจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่นี้ จึงอยากขอคะแนนให้พรรคชาติไทยพัฒนาได้ปักธง

‘ด่านบกกานฉีเหมาตู’ รายงานการค้าปี 2023 ‘จีน – มองโกเลีย’ ยอดสินค้าพุ่ง 10 ล้านตัน ทะลุเป้าเร็วกว่าปี 2022 เกือบ 4 เดือน!!

(25 เม.ย. 66) สำนักข่าวซินหัว, ฮูฮอต รายงานว่า หน่วยงานบริหารด่านบกกานฉีเหมาตู ซึ่งเป็นด่านทางหลวงขนาดใหญ่ที่สุดบนพรมแดนจีนและมองโกเลีย รายงานปริมาณการค้าระหว่างสองประเทศผ่านด่านบกกานฉีเหมาตู ในปีนี้ได้สูงเกิน 10 ล้านตันแล้ว

รายงานระบุว่าด่านบกกานฉีเหมาตู ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในทางตอนเหนือของจีน ได้จัดการสินค้าราว 10.02 ล้านตัน ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 22 เม.ย.66 หรือคิดเฉลี่ยอยู่ที่ 112,600 ตันต่อวัน

ทั้งนี้ ด่านบกกานฉีเหมาตูเป็นด่านทางหลวงแห่งแรกของมองโกเลียใน ที่มีปริมาณการค้าสินค้าสูงถึง 10 ล้านตันในปี 2023 ซึ่งบรรลุเป้าหมายเร็วกว่าปี 2022 เกือบ 4 เดือน

ด่านบกกานฉีเหมาตูมุ่งมั่นเพิ่มประสิทธิภาพพิธีการศุลกากร ด้วยการดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ขณะเป็นช่องทางนำเข้าพลังงานที่สำคัญของจีน และศูนย์กลางสำคัญของระเบียงเศรษฐกิจจีน – มองโกเลีย – รัสเซีย


ที่มา : https://www.xinhuathai.com/china/353900_20230425

‘โซเชียล’ ขุด!! ‘ก้าวไกล’ อ้าง ‘บิ๊กตู่’ ปัดตกทุก กม. เงิบ!! นายกฯ อยู่ฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติ

เรียกว่าตอนนี้เวทีดีเบตที่พรรคก้าวไกลไปขึ้น ร่ายวาทกรรมอำพรางได้อย่างเมามัน ชาวบ้านไม่รู้ทัน ก็มองว่าวาทกรรมที่แสนสะใจเหล่านั้น ล้วนเป็นเรื่องจริง

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ได้ขึ้นพูดบนเวทีหนึ่งว่า...

"พรรคก้าวไกลตั้งแต่สมัยยังเป็นพรรคอนาคตใหม่เสนอกฏหมายอะไรผ่านสภา พลเอกประยุทธ์ ก็ปัดตกหมด"

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้มีการออกมาเปิดเผยกันในโลกโซเชียลว่า…

‘ทอ.’ เตรียมส่งเครื่องบิน 3 ลำ อพยพคนไทยในซูดาน กำหนดออกเดินทางจากกองบิน 6 ดอนเมืองคืนนี้

(25 เม.ย. 66) ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ต.ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในสาธารณรัฐซูดาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบว่า กองทัพอากาศได้รับอนุมัติจากรัฐบาล ให้จัดเครื่องบินสนับสนุนการอพยพคนไทยที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ

โดยคืนนี้ (25 เม.ย. 66) กองทัพอากาศจัดเครื่องบิน Airbus A340-500 จำนวน 1 ลำ และเครื่องบิน C-130 จำนวน 2 ลำ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติ คิง อับดุลาซิซ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นจุดนัดหมาย ที่กระทรวงการต่างประเทศได้ทำการอพยพคนไทยจากสาธารณรัฐซูดาน โดยทางบกและทางเรือ เพื่อรอเครื่องบินของกองทัพอากาศเดินทางไปรับ

ย้อนอดีตร่วม 10 ปี รายได้ครอบครัวเอเชียในสหรัฐฯ พบ!! แซงหน้าชาวมะกัน สะท้อนการศึกษาสำคัญ มีผลต่อรายได้

(25 เม.ย.66) เพจ 'หรรสาระ By Jeans Aroonrat) ได้โพสต์ข้อมูลจาก US Census Bureau ซึ่งกล่าวถึงค่าเฉลี่ยรายได้ต่อครัวเรือนของครอบครัวจากเชื้อชาติต่างๆ ที่เข้าไปตั้งรกรากในสหรัฐฯ ช่วงปี 2013-2015 โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ ว่า...

ชาวเอเชียหลายชาติในสหรัฐฯ มีรายได้ต่อครัวเรือนสูงกว่า ค่าเฉลี่ยรวมที่ $56,000 มาก และยังสูงกว่าครอบครัวคนผิวขาวเสียอีก 

ส่วนชาวผิวดำ และลาตินยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนค่าเฉลี่ยการศึกษาของครอบครัวชาวเอเชียก็สูงปรี๊ด ด้วยค่านิยมที่อยากให้ลูกหลานเรียนจบมหาวิทยาลัย ที่ให้มีค่าเฉลี่ยการศึกษาในระดับปริญญาตรีสูงกว่าชาวอเมริกันทั่วไป 2-3 เท่า

สมาคมแม่บ้านตำรวจมอบทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจอย่างต่อเนื่อง ปีนี้มอบกว่า 2,200 ทุน รวมเป็นเงิน 6,950,000 บาท...

วันนี้ (25 เม.ย.66) สมาคมแม่บ้านตำรวจ โดย คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ จัดพิธีมอบทุนการศึกษาให้บุตรข้าราชการตำรวจ ประจำปี 2566 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี ซึ่งในครั้งนี้เป็นการมอบทุนการศึกษา 2 ประเภท คือ 1)ทุนการศึกษาสำหรับบุตรข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 7 ทุน ๆ ละ 50,000 บาท 2) ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตํารวจที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 2,200 ทุน ๆ ละ 3,000 บาท รวมทั้งสิ้น 2,207 ทุน รวมเป็นเงิน 6,950,000  บาท 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้โอวาทแก่ผู้รับทุนการศึกษา โดยกล่าวว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสมาคมแม่บ้านตำรวจเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือ ส่งเสริมการศึกษาแก่บุตรข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ และขอแสดงความขอบคุณไปยังข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ การมอบทุนในครั้งนี้ เป็นการเชิดชูเกียรติยศของตำรวจ ผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และเป็นการส่งมอบกำลังใจให้กับครอบครัว ในฐานะข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี สำหรับการมอบทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจที่ประพฤติดีขาดแคลนทุนทรัพย์นั้น ถือว่าเป็นการจัดสวัสดิการ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวตำรวจ เพื่อให้มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประเทศชาติและประชาชน ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ตนดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญด้านสวัสดิการของข้าราชการตำรวจและครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นด้านที่พักอาศัย การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ตลอดจนให้นโยบายผู้บังคับบัญชาให้เข้าไปช่วยเหลือและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ข้าราชการตำรวจทุกนาย

ด้าน คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า สมาคมฯได้สนองนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้านการส่งเสริมสวัสดิการของข้าราชการตำรวจและครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหลือตำรวจชั้นผู้น้อยที่เป็นกำลังพลส่วนใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ยังมีทุนการศึกษาอีก 2 ประเภท คือ ทุนต่อเนื่องระดับอนุปริญญา หรือสายวิชาชีพ และทุนต่อเนื่องในระดับอุดมศึกษา ที่ได้สานต่อนโยบายของ คุณรัตนาภรณ์ สีวลีพันธุ์ อดีตนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ซึ่งทางสมาคมจะดำเนินการพิจารณาคัดเลือกผู้ผ่านเกณฑ์การรับทุนในลำดับต่อไป 

นอกจากนี้ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้กล่าวขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้การสนับสนุนเงินทุนจากมูลนิธิสงเคราะห์ข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมถึงบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ที่เห็นคุณค่าของการศึกษา และมอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการตำรวจด้วย ซึ่งเป็นขวัญและกำลังใจอย่างมากสำหรับข้าราชการตำรวจ

‘สืบสวนนครบาล’ ทลาย ‘แก๊งคนจีน’ หลอกขายทองเก๊ให้คนรวย สารภาพได้แรงบันดาลใจต้มตุ๋นจากซีรีส์ดัง เสียหายกว่า 10 ล้าน

(25 เม.ย. 66) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น./ หัวหน้า PCT ชุดที่ 5 นำทีมเจ้าหน้าที่ ชุดลาดตระเวนออนไลน์ บก.สส.บช.น.แถลงผลการสืบสวนติดตามจับกุมชาวจีน 6 ราย ได้แก่ Mr.Zhong Xiaocong อายุ 44 ปี, Mr.Li Xiaoyuan อายุ 45 ปี Mr.Zeng NanJing อายุ 54 ปี, Mr.Yang Cuiyuan อายุ 51 ปี, Mr.Zhu Zhihua อายุ 48 ปี และ Mr.Guo Xianyu อายุ 49 ปี ในข้อหา “ร่วมกันพยายามลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย และซ่องโจร” ที่หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

พร้อมตรวจยึดของกลางกว่า 7 รายการ อาทิ ทองคำ (ปลอม) ลักษณะเป็นก้อน 179 ก้อน, ทองคำ (ปลอม) ลักษณะเป็นรูปปั้นเทวรูป 10 ชิ้น, ทองคำ (แท้) ลักษณะเป็นแผ่นบาง 2x1 ซม. 8 แผ่น สมุดสมาคมคนจีนในประเทศไทย 46 เล่ม บัตร ATM 24 ใบ โทรศัพท์มือถือ12 เครื่อง อุปกรณ์เลื่อยตัดทอง 1 ชุด

คดีนี้ ชุดลาดตระเวนออนไลน์ของ บก.สส.บช.น.ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายชาวจีน สัญชาติไทย รายหนึ่ง ได้ถูกกลุ่มมิจฉาชีพชาวจีน ต้มตุ๋น หลอกขายทองคำ ซึ่งกลุ่มมิจฉาชีพทำทีว่า มีทองคำแท้จำนวนมาก ขุดเจอที่พระนครศรีอยุธยา นำมาขายให้กับผู้เสียหายในราคาถูก ซึ่งผู้เสียหายรายนี้หลงเชื่อ และเสียเงินให้กับกลุ่มมิจฉาชีพรายนี้ไปกว่า 500,000 บาท หลังจากกลุ่มมิจฉาชีพได้เงินแล้ว ก็ได้หายเข้ากลีบเมฆ ไม่สามารถติดต่อได้

ต่อมา พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ได้ตระเวนเปิดแฟ้มคดี ที่กลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มนี้เคยตระเวนหลอกลวงเหล่าผู้เสียหาย พบว่าลักษณะการก่อเหตุมีความแยบยลอย่างมืออาชีพ และมีลักษณะการทำงานเรียกได้ว่าเป็นระดับ ‘องค์กร’ ซึ่งเริ่มต้นจากกลุ่มคนร้ายจะหาลายแทงของเหยื่อโดยการ ‘กางโพย’ คือสมุดรายชื่อตระกูลคนจีนในประเทศไทย ตั้งแต่เจ้าสัวตระกูลดัง จากนั้นจะไล่สืบประวัติและติดตามบุคคลเหล่านั้นกระทั่งได้ข้อมูลเบื้องต้น แล้วเริ่มเข้าสู่กระบวนการต้มตุ๋นด้วยการโทรศัพท์ไปพูดคุย โดยอ้างข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการไล่สืบประวัติมา จึงทำให้เหยื่อติดกับดัก หลงเชื่อ

ต่อมาเข้าสู่กระบวนการ ‘นัดพบ’ ซึ่งเมื่อสามารถนัดพบกับเหยื่อได้แล้ว จะมีการใช้จิตวิทยาด้วย ‘การแสดง’ โดยกลุ่มมิจฉาชีพจะนำทองคำ (ปลอม) ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนจำนวนมากมาโชว์ให้เหยื่อดู และแสร้งนำเลื่อยมาหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก เพื่อนำให้เหยื่อเอาไปตรวจสอบ ซึ่งแท้จริงแล้วมีเพียงชิ้นเล็กเท่านั้นที่เป็นทองแท้ ซึ่งเมื่อเหยื่อนำทองชิ้นเล็กเหล่านั้นไปตรวจสอบกับร้านทอง ก็จะพบว่าเป็นทองคำแท้ ทำให้หลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพอย่างสนิทใจ ทำให้เหยื่อยอมนำเงินมามอบให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ จากนั้นมิจฉาชีพกลุ่มนี้ก็จะหายเข้ากลีบเมฆทันที

เมื่อประมวลเรื่องราวการก่อคดีแก๊งคนร้ายกลุ่มนี้ พล.ต.ต.ธีรเดช รายงานให้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ทราบพร้อมสั่งการให้นำกำลังเจ้าหน้าที่ บก.สส.บช.น. ลงพื้นที่สืบสวนด้วยวิธีการดักหน้า โดยได้พบกับเหยื่ออีกรายหนึ่ง ซึ่งกำลังจะถูกกลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มนี้หลอกลวง ได้นำกำลังเข้าไปวางแผนและเปิดปฏิบัติการซ้อนแผน ‘ขอดเกล็ด’ โดยจัดฉากทำทีให้เหยื่อหลงเชื่อและนัดพบกับกลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มนี้

ต่อมาวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มมิจฉาชีพ 2 คน ได้ปรากฏตัว ณ จุดนัดพบ บริเวณหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง พล.ต.ต.ธีรเดชฯ จึงได้นำกำลังเข้าจับกุมตัวคนร้ายทั้งสองรายคือ Mr.Zhong Xiaocong อายุ 44 ปี และ Mr.Li Xiaoyuan อายุ 45 ปี และจากการตรวจค้นพบ ทองคำ (ปลอม) ลักษณะเป็นก้อน จำนวน 17 ก้อน, ใบเลื่อย 1 ปื้น

ซึ่งจากการซักถามและตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ายังมีผู้ร่วมขบวนการอีก 4 ราย ซึ่งอยู่ ณ เซฟลับ ซึ่งเป็นห้องพักที่โรงแรมหรูย่านรัชดากว่า 4 ห้อง จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น โดยจับกุมตัวผู้ร่วมขบวนการได้อีก 4 ราย พร้อมตรวจค้นห้องพักทั้ง 4 ห้องพบ ทองคำปลอมอีกกว่า 172 ชิ้น และหลักฐานอย่างอื่นที่ใช้ก่อเหตุอีก

เมื่อสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ให้การปฏิเสธ โดยให้การว่า กลุ่มตนนั้นมาจากมณฑลเจียงซี ประเทศจีน เคยทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย ก่อนที่จะมาตระเวนหลอกลวงในประเทศไทย โดยยอมรับอีกว่าการสั่งซื้อทองปลอมนั้น นำเข้ามาจากมณฑลเจียงซี  ประเทศจีน สั่งมาทางพัสดุเข้ามาในประเทศไทย โดยยอมรับว่ากลุ่มของตนชื่นชอบการต้มตุ๋น ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากซีรีส์ดังในต่างประเทศ ส่วนเรื่องคดีนั้น ขอไปต่อสู้ในชั้นศาล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top