Thursday, 16 July 2026
Hard News Team

'ผศ.ดร.ธรณ์' ฟาด!! ทัวร์ดำน้ำ แต่ไม่รักทะเล ที่เกาะร้านเป็ด ตอบโต้พฤติกรรมก้าวร้าว 'ปลาวัวไททัน' ด้วยการ 'ฆ่า'

(29 เม.ย.66) ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Thon Thamrongnawasawat’ หลังจากได้เห็นข้อความและภาพเหตุการณ์น่าเศร้าจากการกระทำของ ทัวร์ดำน้ำ แต่ไม่รักทะเลรายหนึ่ง ณ จุดดำน้ำชุมพร ที่ได้โพสต์ข้อความออกมาว่า...

“ดำน้ำอยู่เฉยๆ ไม่เคยยุ่งกันน้าาา แต่มากัดเราก่อนน้าาาา มึงตาย !!!... ‘ปลาวัวไททัน’ (Trigger Fish) ตัวนี้เป็นตำนานที่เกาะร้านเป็ด ดุมาก กัดลูกทัวร์ทั้ง Freedive และ Scuba หลายคนแล้ว วันนี้โดนกับตัวเอง ยอมไม่ได้ และเพื่อป้องกันมันไปโจมตีนักดำน้ำท่านอื่น กูจัดให้เน้นๆ ทำเมนูอะไรเด่วมาอัปเดต”

โดย ผศ.ดร.ธรณ์ ได้โพสต์ตอบโต้กลับว่า...

ในบ้านทุกบ้านมีกติกา พฤติกรรมก้าวร้าวของสัตว์น้ำมีที่มา มีการหวงรัง/หวงพื้นที่ มีการดูแลปกป้องที่อยู่และให้กำเนิดลูกน้อย

หากเราไม่สามารถรับกติกาในบ้านคนอื่น เราไม่ควรไปเยี่ยมเยือนบ้านของพวกเธอ ยังมีที่อื่นๆ อีกมากที่มนุษย์เป็นคนกำหนดกติกา เราเลือกไปในที่เหล่านั้นได้

ทราบว่าเจ้าหน้าที่/ผู้เกี่ยวข้องรู้เรื่องแล้ว หวังว่าจะมีการดำเนินการที่เหมาะสมในไม่ช้าครับ


ที่มา: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid027HuM7HA2GaW1BE3RRcFHvb4jSSTwkaxeY6T6MJWV9xXUnxDEHYybWzzvVfMSDGJYl&id=100000156385897&mibextid=Nif5oz

เวทีระอุ!! ‘เสธ.หิ’ ซัด ‘วิโรจน์’ ปมดรามางานศพคุณพ่อนายพิธา

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ และ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ถามนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กรณีดรามางานศพคุณพ่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล บนเวทีไทยรัฐดีเบต ที่จัดขึ้นที่ภาคเหนือ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 66 ว่า “ผมถามคุณวิโรจน์คำเดียว ตกลงหัวหน้าพรรคคุณไปงานศพทันหรือไม่ทันครับ...แต่ผมก็ชื่นชมคุณพิธาที่เป็นคนประนีประนอมนะครับ เพราะถ้าตอบทัน ก็เกรงคุณสรยุทธจะเสียใจ ถ้าตอบไม่ทัน ก็เกรงคุณแหม่มสุริวิภาจะเสียใจ ก็เลยตอบทันครึ่ง ไม่ทันครึ่ง”

‘บิ๊กตู่’ มั่นใจ!! ภาพรวมเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น เผย ยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่พุ่ง สูงสุดในรอบ 10 ปี

นายกฯ เชื่อมั่นเศรษฐกิจภาพรวมไทยดีขึ้น ยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่เดือนมีนาคม 2566 กว่า 9 พันราย สูงสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าปี 2566 จะมียอดจดประมาณถึง 72,000 – 77,000 ราย

(29 เม.ย. 66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวม และสถานการณ์การท่องเที่ยว ฟื้นตัวดีขึ้นช่วยให้มีการจดทะเบียนธุรกิจใหม่ในเดือนมีนาคม 2566 ถึงกว่า 9 พันราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (มีนาคม 2565) ถึงร้อยละ 28 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เชื่อมั่นเศรษฐกิจประเทศมีศักยภาพ สถานการณ์การเงินการคลังของประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี ต่างประเทศยอมรับในเศรษฐกิจของประเทศ และมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการเงิน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาพรวมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเดือนมีนาคม 2566 มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่จำนวน 9,179 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เกือบร้อยละ 8 ในขณะที่หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (มีนาคม 2565) เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 28 โดย 3 ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 752 ราย ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 699 ราย และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 440 ราย ตามลําดับ ซึ่งเป็นตัวเลขทุนจดทะเบียนรวม 299,608.53 ล้านบาท ทำให้จำนวนรวมในไตรมาสแรก (มกราคม – มีนาคม) ของปี 2566 มียอดการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่จำนวน 26,182 ราย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากสถิติเดือนมีนาคม 2557 – ปี 2566 ทำให้ยอดการจัดตั้งธุรกิจในเดือนมีนาคม 2566 เป็นยอดสูงสุดในรอบ 10 ปีเช่นเดียวกับเดือนมกราคม 2566 และกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจในประเทศมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากสถิติการจดทะเบียนรายเดือนและรายไตรมาสที่เพิ่มขึ้น โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังได้คาดการณ์ว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 จะอยู่ที่ประมาณ 40,000 – 42,000 ราย และตลอดทั้งปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 72,000 – 77,000 ราย

“นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจไทย จากสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคบริการที่มีสัญญาณจากการจัดตั้งบริษัทใหม่จำนวนมาก ซึ่งเงินหมุนเวียนที่เกิดจากการจับจ่ายใช้สอย กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น ส่งผลถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับที่ตัวเพิ่มขึ้น จะเป็นอีกแรงบวกที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจในทุกระดับและจะส่งผลถึงในการพัฒนาเศรษฐกิจภาพรวม” นายอนุชากล่าว

สมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในพระบรมราชูปถัมภ์” ชม หม้อแปลงซับเมอร์ส ระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน ลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก (Submersible Transformer Low Carbon)

สมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เยี่ยมชม “หม้อแปลงใต้ดิน Low carbon” โดยได้รับการต้อนรับจาก ดร. สมบัติ วนิชประภา ที่ปรึกษาสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคุณประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด โครงการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Submersible Transformer Low carbon การนำสายไฟลงดินทั้งระบบ ในพื้นที่สยามสแควร์ หม้อแปลง Submersible Transformer Low carbon ไม่บังหน้าร้าน, ไม่บังร้านค้า ไม่บังหน้าบ้าน เสริมสร้างทัศนียภาพ สร้างความปลอดภัยต่อประชาชนและบริหารระบบจัดการพลังงานสิ้นเปลือง ลดมลพิษ ลดค่าไฟฟ้า ลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก สร้างความมั่นคงพลังงานอย่างยั่งยืน ให้ผู้ประกอบการโรงงาน อาคาร สถานประกอบการ สอดคล้อง พันธกิจ ส่งเสริม พัฒนา สนับสนุนระบบไฟฟ้าสายใต้ดิน และการใช้พลังงานสะอาด ในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เชิงพาณิชย์อย่างมั่นคง

และเป็นการตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ตามที่กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emission

    
ทางกลุ่มความร่วมมือ ขอขอบคุณ สมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ให้เกียรติมาเยี่ยมชม นวัตกรรม สินค้าบัญชีนวัตกรรมไทย หม้อแปลงใต้ดิน Low carbon การจัดการพลังงานและบำรุงรักษาแบบ IoT เพื่อเสริมสร้างระบบไฟฟ้าลงดิน เกิดความเสถียรภาพและความมั่นคง

#88pacific
ข้อมูลข่าว:สมาคมสื่อมวลชนเพื่อสังคม

ศลต.ตร. อบรมให้ความรู้ข้อกฎหมายก่อนการเลือกตั้งให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลการเลือกตั้ง...

เมื่อวานนี้ (28 เม.ย.66) เวลา 09.00 น. ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.สลต.ตร.(3) เป็นประธานในการประชุมเปิดอบรมให้ความรู้กฎหมายเลือกตั้งแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง และการจัดทดสอบความรู้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ารับฟังการอบรม

วิทยากรที่ให้ความรู้ในวันนี้ มีจำนวน 2 ท่าน คือ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี และ นายวิฑูรย์ อิศรภัคดี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย 2 สำนักกฎหมายและคดี กกต. ณ ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 ตร. พร้อมถ่ายทอดสัญญาณไปยังข้าราชการตำรวจ 110,340 นาย  ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งทั่วประเทศผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ และหลังจากการเข้ารับการอบรมรับฟังความรู้ข้อกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว ผบ.ตร.ได้จัดให้มีการทดสอบความรู้ในครั้งนี้โดยการทำการทดสอบผ่านคลังข้อสอบ ONLINE จำนวน 35 ข้อ (เกณฑ์การผ่านคือ 80 เปอร์เซนต์ หรือ 28 ข้อ) ณ ที่ตั้งของแต่ละสถานีตำรวจ หรือสถานที่ที่แต่ละหน่วยกำหนดให้ข้าราชการตำรวจมาเข้ารับฟังการอบรม

‘บิ๊กป้อม’ ปราศรัยใหญ่ที่สงขลา ชู หนุนภาคใต้สู่เขต ศก.พิเศษ สร้างอาชีพ-รายได้ให้ลูกหลาน อ้อน ปชช.เลือก ‘พปชร.’ ทั้ง 9 เขต

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 66 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมแกนนำพรรค นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค, นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือ, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค, นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำภาคใต้, นายคณิศ แสงสุพรรณ ทีมนโยบายพรรค ปราศรัยนำเสนอนโยบาย และแนะนำผู้สมัคร ส.ส.สงขลา ทั้ง 9 เขต ได้แก่

เขต 1 นายภวัต นิตย์โชติ เบอร์ 7
เขต 2 นายอดิสัณห์ ชัยวิวัฒน์พงศ์ เบอร์ 6
เขต 3 นายอาทิตย์ สุวิทย์ เบอร์ 5
เขต 4 นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว เบอร์ 1
เขต 5 นายญาณพง เพชรบูรณ์ เบอร์ 6
เขต 6 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์  เบอร์ 5
เขต 7 นายธเนศ ล่องนาวา เบอร์ 7
เขต 8 นายธีรพงศ์ ดนสวี เบอร์ 3
เขต 9 นายล่องหิ้น ทิพย์แก้ว เบอร์ 2

ทั้งนี้ ได้มีประชาชนมาร่วมรับฟังการปราศรัยเต็มความจุศูนย์ประชุมฯ พร้อมส่งเสียงเชียร์เบอร์ 37 และโบกธงโลโก้พรรคเพื่อให้กำลังใจ

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า พรรค พปชร.นำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ ทั้งเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาทต่อเดือน ลดราคาพลังงาน ทั้งราคาน้ำมัน ราคาแก๊ส และค่าไฟฟ้า ทันทีที่เข้ามาเป็นรัฐบาล เพื่อมอบความสุขให้ประชาชนด้วยความจริงใจ จะทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายดูแลทุกช่วงวัย ‘แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ’ แจกเงินคนท้อง เดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือนจนกว่าจะคลอด และเงินช่วยดูแลบุตรเดือนละ 3,000 บาท จนถึง 6 ขวบ เพื่อให้สตรีมีขวัญกำลังใจในการช่วยกันเพิ่มประชากร รวมถึงนโยบาย มีเราไม่มีแล้ง มีน้ำไม่มีจน มีที่ดินทำกิน ไม่มีจน เราจะทำให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศมีที่อยู่ที่อาศัย และมีเงินสนับสนุนเงินให้เกษตรกร ทั่วประเทศ จำนวน 30,000 บาท ทั้ง 8 ล้านครอบครัว เพื่อแก้ปัญหาความยากจน

ด้านนายนิพิฏฐ์ กล่าวปราศรัยว่า ถ้าเลือกพรรค พปชร.หมายความว่า ประชาชนเลือกตัวแทนที่จะเข้าไปเป็นรัฐบาลที่จะมาดูแลพวกเราอย่างเต็มศักยภาพ ทำให้ชีวิตของชาวใต้ยกระดับขึ้น ขอให้ทุกคนคิดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะได้รับอะไรคืนมา ประเทศไทยวันนี้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พรรคพลังประชารัฐจึงเล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุในประเทศไทยทุกคน ด้วยการมอบสวัสดิการดูแลเป็นรายเดือน รวมไปถึงอนาคตของลูกหลานของเรา ก็ต้องได้รับการดูแลตั้งแต่คลอดออกมา และต้องมีการศึกษาที่ดี เพื่อที่จะได้เติบโตไปอย่างมีศักยภาพและจะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศไทยของเราต่อไป ซึ่งคนทั้ง 2 กลุ่มถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง ปกป้องให้พวกเขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและเข้มแข็ง

นางนฤมล กล่าวว่า เรามั่นใจว่าเราจะได้รับความเมตตาจากพี่น้องที่นี่ ผู้สมัครครั้งนี้แม้หน้าตาจะเปลี่ยนไป แต่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้ทุกพรรคการเมืองมีนโยบายที่จะเข้ามาดูแลสวัสดิการของประชาชน แต่พรรค พปชร.เป็นพรรคแรกที่พูดแล้วทำจริง ตั้งแต่ปี 62 และครั้งนี้ก็เช่นกัน เราต้องการจะเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ให้เข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ที่เป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน เด็กเกิดมาก็ต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ประชาชนทั่วไปต้องได้รับการส่งเสริมให้มีอาชีพ เพื่อที่เขาจะสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเองให้ได้ สิ่งนี้ภาครัฐก็จะต้องเข้าไปดูแลเช่นกัน

“เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เราพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ครั้งนี้หลังจากวันที่ 14 พ.ค.เมื่อเราเข้าไปเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อ จะพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ผลักดันให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้มีความเจริญมากขึ้น จึงขอฝากผู้สมัครทั้ง 9 คน ของพรรค”

‘ดร.มัลลิกา’ สอนมวย ‘เจี๊ยบก้าวไกล’ ปมแก้ ม.112 ปัญหาเกิดที่คนบังคับใช้ แล้วไปยุ่งอะไรกับสถาบันฯ

เมื่อไม่นานมานี้ ในรายการ THE STANDARD NOW MINI DEBATE จัดวงดีเบต 4 นักการเมืองหญิง จากทั้ง 4 พรรคการเมือง ผ่าน ‘นโยบายสะท้อนจุดยืนพรรค’ ผู้สมัครร่วมดีเบต ได้แก่ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และรักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย, นางอมรรัตน์ โชคปมิตต์กุล กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล, ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ดร.บุณณดา สุปิยพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. (เขตบางพลัด-บางกอกน้อย) พรรคพลังประชารัฐ

โดยหนึ่งในประเด็นดีเบตที่ดุเดือดอยู่ที่มาตรา 112 ซึ่งได้สอบถามต่อ นางอมรรัตน์ โชคปมิตต์กุล กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ต่อจุดยืนในการแก้ไขมาตรา 112 ว่ายังแก้แน่นอนใช่หรือไม่?

นางอมรรัตน์ กล่าวว่า “แก้ไขแน่นอน เพราะมาตรา 112 เป็นกฎหมายที่ปิดปาก ต้องแก้ไข เพื่อทำให้ทุกคนสามารถพูดคุยในประเด็นนี้ได้อย่างเสมอภาค”

ภายหลังนางอมรรัตน์ ตอบคำถามเสร็จ ด้าน ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ก็ได้โต้กลับว่า...

“มาตรา 112 เป็นกฎหมายทางด้านความมั่นคง และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ถ้าเราไม่แตะต้อง ไม่ไปยุ่งเกี่ยว ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นในเรื่องของการทำผิดกฎหมาย เมื่อสักครู่ คุณอมรรัตน์ บอกว่า เราทุกคนควรพูดเรื่องนี้ได้อย่างเสมอภาค หมายความว่า คุณจะพูดเสมอเจ้าเลยหรือ?

ขณะนี้เราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ นั่งพูดกันได้อย่างเสมอภาค แต่พวกเราทุกคนก็มีกฎหมายหมิ่นประมาทส่วนบุคคลคุ้มครองอยู่ หากดิฉันด่าคุณอมรรัตน์ แล้วผิดกฎหมายหมิ่นประมาท คุณก็สามารถไปแจ้งความดิฉันได้ นี่คือ กฎหมายหมิ่นประมาทที่ดูแล คุ้มครองบุคคลเดินดินทั่วๆ ไป อย่างที่ดิฉันเคยไปหมิ่นประมาทคุณยิ่งลักษณ์ เขาก็ฟ้องดิฉัน 5 ปี และดิฉันก็ชนะคดี แต่ดิฉันต้องเสียเวลาไปตั้ง 5 ปี นี่คือกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป 

ดิฉันเป็นแค่คนธรรมดา ดิฉันยังมีกฎหมายนี้ดูแลเลย แล้วเหตุใดสถาบันสำคัญของชาติ จะไม่มีกฎหมายคุ้มครองดูแล มันชัดเจนอยู่แล้วว่า ประเทศไทยเราเป็นสังคมที่มีอารยธรรม มีวิถี และวัฒนธรรม

อย่างที่ประเทศฝรั่งเศส เขาก็มีกฎหมายที่จำเป็นต่อผู้นำของประเทศเขา อเมริกาก็มีกฎหมายคุ้มครองผู้นำเช่นกัน เคยมีคนไปหมิ่นประมาทภรรยาของบารัค โอบามา เขาก็โดนฟ้องเหมือนกัน

‘เสี่ยหนู’ ขึ้นรถแห่ช่วยผู้สมัครหาเสียงรอบเมืองจันท์ ขอ ปชช.เทคะแนนให้คนพื้นที่ มีประสบการณ์ ทำงานเป็น

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 66 ที่จังหวัดจันทบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คณะผู้บริหาร และแกนนำพรรค อาทิ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ได้ลงพื้นที่ช่วย นายธวัชชัย อนามพงษ์ ผู้สมัคร ส.ส.จันทบุรี เขต 1 เบอร์ 6 หาเสียง โดยนายอนุทิน และคณะ ได้เข้ากราบสักการะ และขอพรศาลพระเจ้าตากสินมหาราช และศาลเจ้าพ่อหลักเมืองจันทบุรี ก่อนร่วมหารือสมาคมอัญมณี และเครื่องประดับ สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถาน จากนั้น ขึ้นรถแห่รอบเทศบาลเมืองจันทบุรี และบริเวณโดยรอบตลาดน้ำพุ – ตลาดโต้รุ่ง – บริเวณสนามทุ่งนาเชย ก่อนลงพื้นที่พบปะประชาชนบริเวณชุมชน โดยได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก

นายอนุทิน กล่าวว่า การลงพื้นที่เพื่อช่วยผู้สมัครแนะนำนโยบาย และสร้างกำลังใจให้กับผู้สมัคร ไปจนถึงการเข้ามารับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อไปหาทางแก้ไข สำหรับผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย คุณสมบัติเด่นๆ คือ ทุกคนมีความผูกพันกับชาวบ้าน รู้ปัญหา ทำงานเป็น มีประสบการณ์ เราเลือกคนที่เหมาะสมในการรับใช้ประชาชน เราก็หวังว่าถ้าเรามีโอกาสได้เข้าไปทำงาน ก็มั่นใจว่าสิ่งที่เราเสนอประชาชน เราทำได้แน่นอน การมาจังหวัดจันทรบุรี นโยบายที่เสนอ ได้แก่ การพักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอกเบี้ย คนละไม่เกิน 1 ล้านบาท เงินกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท นโยบายกลุ่มนี้ มันมาจากที่เรามองว่าโควิด-19 สร้างผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยจำนวนมากที่ต้องไปกู้เงินมาใช้ในการดำรงชีวิต เงินที่ไปกู้นั้นกลายมาเป็นดอกเบี้ย ที่ทำให้พี่น้องขยับลำบาก เราเลยเสนอทางออก ให้พวกเขาได้เวลาได้คิด ได้หายใจ นี้คือที่มาของนโยบายพักหนี้ ส่วนเรื่องเงินกู้ฉุกเฉิน เราเชื่อว่า ทุกคนสามารถเกิดอุบัติเหตุกับชีวิตได้ และบางคน เลือกไปกู้หนี้นอกระบบ กลายมาเป็นดอกเบี้ยมหาศาล ภาครัฐ ต้องเข้าไปช่วยเหลือ

‘กรณ์’ จวก!! ‘ก.พลังงาน’ เกรงใจทุนใหญ่ ปล่อยค่าไฟแพงพุ่ง ชี้!! ทางออกคือเปลี่ยนผู้มีอำนาจในรัฐฯ ให้เป็นอิสระจากทุนผูกขาด

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 66 นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า เข้าร่วมดีเบต ‘เวลาของเศรษฐกิจปากท้อง’ ทางช่อง 3 ดำเนินรายการโดย นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยได้หยิบยกประเด็นค่าไฟแพงมาดีเบต โดยนายกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้าแพง รัฐบาลแก้ได้ทันที แต่ไม่ยอมแก้ เพราะเกรงใจนายทุนใหญ่ และโครงสร้างระบบพลังงานมีปัญหา เพราะค่าไฟ สะท้อนปัญหาระบบโครงสร้างของเศรษฐกิจเรา พรรคชาติพัฒนากล้า เรียกร้องมาตั้งแต่ค่าการกลั่น ราคาน้ำมันแพงเกินจริง ถ้าแก้วันนั้นสามารถลดราคาทันที 8 บาท ก็ไม่ทำ เราเสนอให้เก็บภาษีลาภลอย ก็ไม่ทำ ซึ่งเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไม่ชี้แจง และไม่ยอมมาขึ้นเวทีดีเบตที่ไหนเลย ค่าไฟฟ้ามีปัญหาตั้งแต่เดือนมีนาคม ถ้าดำเนินการตอนนั้น วันนี้ก็ไม่ต้องมาเสนอ กกต.ขอใช้งบกลางเพื่อช่วยลดภาระให้กับประชาชน ซึ่งมันไม่ใช่ทางออก

นายกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาค่าไฟเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังไม่ได้ตอบ คือ ค่าก๊าซที่ทาง กฟผ.ซื้อแพงกว่าปิโตรเคม เพราะต้นตอปัญหามาจากการผูกขาด ต้องมาดูว่าใครมีอำนาจขายก๊าซแต่เพียงผู้เดียว ดูว่าใครถือหุ้นใหญ่ จะได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ตรงจุด พรรคชาติพัฒนากล้าเราเสนอให้ยกเว้นค่าเอฟทีไปเลย 3 เดือน เพราะขณะนี้ต้นทุนก๊าซลดลงอย่างรวดเร็ว กำลังการผลิตในอ่าวไทยก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น และตอนที่ผลิตได้ลดก็เพราะความผิดพลาดที่มีการโอนสัมปทานให้เชฟรอน ทำให้ต้องไปนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี ในช่วงที่มีราคาแพงมากเนื่องจากภาวะสงคราม มันไม่ใช่ความผิดของประชาชน แต่ถูกโยนให้แบกภาระต้นทุนค่าไฟอย่างไม่เป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่การดีเบตดำเนินการไปอย่างเข้มข้น นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โทรศัพท์เข้ามาเพื่อขอชี้แจง โดยผู้เข้าร่วมดีเบตทุกคนต้องการให้นายสุพัฒน์พงษ์ เข้ามาชี้แจงเอง แต่เจ้าตัวบอกติดภารกิจที่พรรคจึงไม่สะดวก จึงขอชี้แจงทางโทรศัพท์แทน ซี่งนายกรณ์ ได้ถามว่า ทำไมถึงเพิ่งเริ่มคิดเยียวยาค่าไฟในช่วงนี้ ซึ่งในสุพัฒน์พงษ์ กล่าวว่า ได้ดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางมาตั้งแต่ปีที่แล้ว  และที่ต้องขึ้นค่าไฟเดือนพฤษภาคม ก็เพราะกว่าจะทราบว่าต้นทุนค่าไฟเท่าไรคือวันที่ 1 เมษายน ซี่งนายกรณ์ บอกว่าตนทราบว่า กกพ.มีมติจะขึ้นค่าไฟตั้งแต่เดือนมีนาคม เป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะทราบเดือนเมษายน เพราะมติ กกพ.ออกมาวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา มีการอนุมัติราคาใหม่มาแล้ว พอมีการท้วงติงท่านก็ลนลานมาแก้ปัญหาลดราคาให้ประชาชน 2 สตางค์ แต่ไม่ได้มีมาตรการชดเชยเยียวยาให้กับประชาชนแต่อย่างใด 

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีการลงนามในสัญญากับเอกชนผลิตไฟฟ้า 5,000 เมกะวัตต์ ในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งเป็นความผิดปกติ และผิดพลาด ที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟที่เพิ่มขึ้น แล้วโยนภาระนี้ให้ประชาชนแบกมันไม่เป็นธรรม เราตกอยู่ในสภาพที่ทุนใหญ่อยู่เหนือการเมืองผูกขาดมาโดยตลอด ทางออกในเรื่องนี้ คือ ต้องเปลี่ยนผู้มีอำนาจในรัฐบาลที่เชื่อมโยงกับทุนผูกขาด เพื่อให้การเมืองเป็นอิสระจากทุนผูกขาดทุกรูปแบบ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top