Thursday, 16 July 2026
Hard News Team

๓ ข้าหลวงต่างพระองค์ ดูแลบ้านเมืองต่างพระเนตร พระกรรณ สมัยรัชกาลที่ ๕ | THE STATES TIMES STORY EP.115

THE STATES TIMES STORY เรื่องจริง ฟังเพลิน EP.115 นี้ นำเสนอเรื่องราวของ “ข้าหลวงต่างพระองค์” กับคำถามที่ว่าข้าหลวงต่างพระองค์ คือตำแหน่งอะไร สำคัญอย่างไร ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงแต่งตั้งเพียง 3 ข้าหลวงต่างพระองค์เท่านั้น ซึ่งจะมีพระองค์ใดบ้างที่เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ ติดตามพระประวัติได้ใน EP นี้

รับชม THE STATES TIMES STORY ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://youtube.com/playlist?list=PL60bae1syuyLbSZPZIUmXvd6NiToeX5qW

 

‘จุรินทร์’ ยกทัพ ‘ปชป.’ ปลุกพลังชาวสุราษฎร์ฯ เลือก ส.ส.ยกทีม อ้อน!! เลือก ปชป. ทั้ง 2 ใบ เพื่ออนาคตประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

(29 เม.ย.66) ที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)พร้อมด้วย นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคฯ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่ตลาดใหม่ อ.เมือง จ.สุราษฏร์ธานี ปลุกพลังคนสุราษฎร์ฯ ทั้งจังหวัด เลือกคนของเรา พรรคของเรา ประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 พร้อมด้วย ผู้สมัคร 7 เขต คือนายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ ผู้สมัคร เขต 1 เบอร์ 10 นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี ผู้สมัคร เขต 2 เบอร์ 2 นายปิยะรัฐ จิรัตน์ฐิกุล ผู้สมัคร เขต 3 เบอร์ 5 นายสมชาติ ประดิษฐพร ผู้สมัคร เขต 4 เบอร์ 1 นายสินิตย์ เลิศไกร ผู้สมัคร เขต 5 เบอร์ 6 นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ ผู้สมัคร เขต 6 เบอร์ 2 นางสาวตวงทอง ประดิษฐพร ผู้สมัคร เขต 7 เบอร์ 9 โดยบรรยากาศคึกคักที่สุด มีประชาชนเดินทางมาฟังการปราศรัยอย่างเนืองแน่น เมื่อนายจุรินทร์ เดินทางถึงเวทีปราศรัย มีพ่อแม่พี่น้องทั้งหญิง-ชาย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนรุ่นใหม่เข้ามาให้กำลังใจมอบดอกกุหลาบ ควงแขนถ่ายรูปอย่างใกล้ชิดสนิทสนม เป็นกันเอง ทำให้กว่าที่นายจุรินทร์จะได้ขึ้นเวทีปราศรัยต้องใช้เวลาร่วมชั่วโมง

ทั้งนี้นายจุรินทร์ กล่าวปราศรัยว่า ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เคลื่อน 3 ทัพบุกไปทั่วประเทศ เที่ยวนี้เราเอาจริง สู้ไม่ถอย และจากการตระเวนไปในหลายพื้นที่มีเสียงตอบรับดีขึ้นเป็นลำดับ ขอถือโอกาสขอบคุณหัวใจคนสุราษฎร์ฯที่ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็น 1 ใน 2 จังหวัดที่ประชาธิปัตย์ชนะยกทีม และในการเลือกตั้งเที่ยวนี้ ประชาธิปัตย์พร้อมทั้งคน ทั้งพรรค และความพร้อมในเรื่องจุดยืนนโยบาย และความเป็นประชาธิปัตย์ ที่เชื่อว่าหลายคน และทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ล้วนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของประชาธิปัตย์ ล้วนมีความภูมิใจในฐานะที่เราเป็นพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ได้ต่อสู้รับใช้พี่น้องมาอย่างยาวนาน

“ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอบอกว่าพรรคให้โอกาสอดีตผู้แทนราษฎรของประชาธิปัตย์ทุกคนเสมอมาและพร้อมที่จะส่งอดีตผู้แทนราษฎรลงสมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งพี่น้องเองก็มีความผูกพันมากกับตัวเป็นผู้สมัคร แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ผู้แทนฯที่พรรคได้ประกาศลงเลือกตั้งในนามประชาธิปัตย์ได้ย้ายพรรคไป จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่พรรคฯจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้คนใหม่ได้มีโอกาสเข้ามารับใช้พี่น้องชาวสุราษฎร์ธานี” นายจุรินทร์กล่าว

‘มิ่งขวัญ’ นำเสนอ ‘นโยบายเปลี่ยนชีวิตคนไทย’ ชูแก้ปัญหา ศก.-ปากท้อง ‘ลดค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าน้ำมัน’

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายพรรคพลังประชารัฐ โชว์วิสัยทัศน์ผ่านเวทีดีเบตเจาะสมรภูมิเลือกตั้งทั่วไทยเลือกตั้ง 2566 นำเสนอนโยบายเพื่อเปลี่ยนชีวิตคนไทย พร้อมตอบปัญหาของพี่น้องชาวไทย เชื่อมั่นและเน้นย้ำนโยบายพรรคพลังประชารัฐ พาประเทศไทยก้าวไปสู่ประเทศที่ดีขึ้น ก้าวข้ามความขัดแย้ง และก้าวข้ามความยากจนเลือกพลังประชารัฐหมายเลข 37

(29 เม.ย. 66) ช่องone31 เปิดเวทีดีเบตเจาะสมรภูมิเลือกตั้งทั่วไทยเลือกตั้ง2566 "เปลี่ยนชีวิตคนไทย" โดยครั้งนี้ได้ตัวแทนจาก 9 พรรคการเมืองระดับบิ๊ก 
- พรรคภูมิใจไทย โดย พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
- พรรคชาติพัฒนากล้าโดย กรณ์ จาติกวณิช
- พรรครวมไทยสร้างชาติ โดย จุติ ไกรฤกษ์
- พรรคเสรีรวมไทย โดย เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส
- พรรคประชาธิปัตย์ โดย วทันยา บุนนาค
- พรรคเพื่อไทย โดย พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
- พรรคก้าวไกลโดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
- พรรคไทยสร้างไทย โดย ศิธา ทิวารี
- พรรคพลังประชารัฐ โดย มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์
ที่ส่งเหล่าแม่ทัพใหญ่มาร่วมโชว์วิสัยทัศน์ในโค้งสุดท้ายนำเสนอนโยบายเพื่อเปลี่ยนชีวิตคนไทย

เปิดคำถามแรกด้วยการประชันวิสัยทัศน์ : สังคมสูงวัย พรรคพลังประชารัฐ นำโดย มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ปัจจุบันเรามีผู้สูงวัย 12.7 ล้านคน เราเลยมีแคมเปญ 37 เมื่ออายุ 60 ปี รับ 3,000 บาท เมื่ออายุ 70 ปี รับ 4,000 บาท เมื่ออายุ 80 ปี รับ 5,000 บาท นี้คือแรงจุงใจที่จะมีชีวิตยืนยาว

‘มาร์ค’ ปราศรัย กทม.โซนเหนือ ลั่น นโยบายไม่หวือหวาแต่อยู่มานาน วอนพี่น้องเลือก ปชป. 2 ใบ ยืนยัน!! สามารถเป็นหลักพาบ้านเมืองเดินต่อได้

(29 เม.ย.66) ที่สนามฟุตบอล ศูนย์เยาวชนหลักสี่ (ท่าทราย) เขตหลักสี่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดปราศรัยกรุงเทพฯโซนเหนือ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคปชป.นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคปชป.ดูแลกทม. พร้อมด้วยผู้สมัครส.ส.กทม. โซนเหนือ ร่วมขึ้นเวทีปราศรัย ท่ามกลางบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

โดยเวลา 18.00 น. นายอภิสิทธิ์ กล่าวปราศรัยว่า ดีใจที่ได้มีโอกาสมาพบพี่น้องที่นี่ หลายครั้งการทำงานการเมืองตนก็ได้มาพบปะพี่น้องที่นี่ วันนี้ทุกคนคงทราบตนไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง  แต่เป็นสมาชิกของพรรคปชป. และได้เดินทางไปเพื่อสนับสนุนผู้สมัครของพรรค และพรรค ซึ่งเบื้องต้นตนไปไหนทุกที่พอบอกว่าไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เขาก็สงสัยว่ามาทำไม เพราะไม่ได้มาหาเสียงให้ตัวเองแน่นอน ตนบอกสิ่งแรกคืออย่างน้อยที่สุดเพื่อมากราบขอบพระคุณพี่น้องทุกคน เพราะนักการเมืองอย่างตน เหมือนกับนักการเมืองหลายคนในพรรคปชป. เรามีโอกาสไปเป็นผู้แทนฯ มีโอกาสไปมีตำแหน่งในฝ่ายบริหาร หรือตนมีโอกาสเป็นนายกฯ เราไม่ใช่คนมีเงิน เราไม่ใช่คนมีอิทธิพล เราไม่ใช่คนที่จะสามารถไปสถาปนาเอาสิ่งเหล่านี้มาให้ตัวเองได้ เรามีโอกาสไปทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชนที่สนับสนุนเรา

“หลายคนสอบถามว่าไม่ลงสมัครเลือกตั้ง ยังอยู่กับพรรคปชป. ใช่หรือไม่ หลังจากผมพูดว่ากรีดเลือดออกมาเป็นสีฟ้า วันนี้ไม่พูดแล้ว เพราะหลังจากพูดไปคนบอกว่าแล้วยังบริจาคเลือดได้หรือเปล่า เพราะปกติผมเป็นคนบริจาคเลือด เขากลัวว่าเดี๋ยวเลือดสีฟ้าแล้วไปบริจาคไม่ได้ แต่ผมมีหรือไม่มีตำแหน่ง หัวใจ อุดมการณ์เหมือนเดิม ไปไหนบางคนบอกว่าใช้ได้ ความหล่อคงที่ ความดีเหมือนเดิม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนมาวันนี้มีเรื่องหลัก 2 เรื่อง เพราะในวันที่ 14 พ.ค.การเลือกตั้งครั้งนี้เขามีบัตรเลือกตั้งสองใบ ใบแรกเลือกส.ส.เขต สีม่วง โดยเฉพาะในพื้นที่นี้ผู้สมัครคือ พล.ต.ต.วิชัย สังขประไพ ผู้สมัครส.ส.เขต หลักสี่ เบอร์ 14 ส่วนเรื่องที่สองคือบัตรอีกใบสีเขียวขอให้เลือกเบอร์ 26 พรรคประชาธิปัตย์ เพราะความเป็นสถาบัน และเป็นหลัก และปชป.เป็นของพี่น้องทุกคน และทำให้ทุกคนที่ก้าวเข้ามาสู่ปชป. เป็นคนที่มีอิสระในการทำงาน และสามารถเติบโตทางการเมืองได้ และความเป็นหลักตรงนี้เราสามารถสร้างนัการเมืองจำนวนมากจนกระทั่งหลายครั้งเราก็ส่งออกไปอยู่พรรคอื่น แต่นักการเมืองที่อยู่กับปชป.เป็นหลักได้ และเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ภายในพรรค ทุกคนมีความเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการทำงาน

‘ก้าวไกล’ ตอบชัดไม่เคยสั่งทีมงานดิสเครดิตพรรคใด เชื่อ!! กระแสดีเพราะดีเบต มั่นใจเป็นรัฐบาลแน่นอน

(29 เม.ย.66) จากเหตุการณ์ ที่พรรคเพื่อไทยมีการปล่อยภาพในโซเชียลกรณีที่ทีมงานของพรรคก้าวไกลไปชูป้ายดิสเครดิต ส.ส.พรรคเพื่อไทยนั้น ด้าน นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์  ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 1 (ป้อมปราบศัตรูพ่าย พระนคร สัมพันธวงศ์) พรรคก้าวไกล ได้ชี้แจงว่า พรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่เปิดรับอาสาสมัครที่ต้องการเข้ามาช่วยงาน มาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ซึ่งมีผู้มาสมัครเป็นอาสาจำนวนมาก และในการตรวจสอบประวัติอาสาสมัครทางพรรคไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก เพราะทุกคนที่มาเป็นอาสาไม่ได้รับค่าจ้างแต่อย่างใด 

ทางพรรคจึงขอยืนยันอีกครั้งว่า พรรคไม่มีการไปสั่งให้อาสาคนไหนไปดิสเครดิตพรรคอื่นอย่างแน่นอน พรรคก้าวไกลไม่มีการโจมตีสาดโคลนพรรคอื่นแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพรรคไม่สามารถควบคุมหรือสั่งอาสาได้ว่า  สามารถทำอะไรได้หรือไม่ได้ ทางพรรคเพียงแต่ดูการทำงานของอาสาแต่ละท่าน ในกรณีที่มีเรื่องที่เป็นผลลบเราก็จะมีการสอบถามเหตุผล ที่ไปที่มาว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นทางพรรคขอยืนยันอีกครั้งว่าพรรคไม่มีการสั่งผู้ช่วยหรืออาสาท่านใดให้ไปดิสเครดิตพรรคใดเลย 

ส่วนมาตรการในการดำเนินการเรื่องที่อาสาไปชูป้ายนั้น ทางพรรคได้มีการสอบถามไปทางคุณหมิว และได้ทราบว่าอาสาท่านนี้ไม่ได้มาช่วยงานทางพรรคแล้ว แต่บางเรื่องอย่างเช่นการแสดงออกของแต่ละบุคคลนั้นก็เป็นสิทธิของบุคคลนั้นๆ ในการแสดงออก ทางพรรคขอเรียนว่าพรรคก้าวไกลไม่สนับสนุนให้ทางอาสา ผู้สมัคร ทีมงานของพรรคทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นทางมารยาท ทางกฎหมาย พรรคต้องการเห็นการเมืองที่สร้างสรรค์ ไม่ส่งเสริม ยุยง การทำการเมืองแบบสาดโคลน หรือไปดิสเครดิตพรรคอื่นๆ พรรคยังยืนหยัดในการพัฒนาเพื่อประชาชนเป็นหลัก

นายปารเมศ กล่าวต่อว่า จากกระแสโพลในตอนนี้ทำให้พรรคมีกำลังใจที่ดีขึ้น เพราะผู้สมัครทุกคนทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพื่อต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ทางพรรครู้ดีว่าศึกการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด แม้กระแสจะดีแค่ไหนแต่ยังมีปัจจัยอีกหลายประการที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณประชาชนที่ให้ความไว้วางใจพรรคก้าวไกล 

“นายกประยุทธ์ ทำงานมาตั้ง 8 ปี ถ้าคนตาถั่วหรืออคติ ก็ไม่เห็นความจริง และคนหน้ามืดตาบอด พูดไปก็ไม่รู้เรื่องหรอก มืดอยู่อย่างงั้นแหละ”

คำกล่าวส่วนหนึ่งจากคลิปวิดีโอ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ผ่านเพจบุญนิยมทีวี เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2566 

โค้งสุดท้าย!! “ดร.ยงยุทธ” แชมป์เก่า เขต 2 ลงพื้นที่อ้อนขอคะแนนเสียงภายในการเคหะชุมชนสมุทรปราการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน เวลา 16.00 น. ภายในการเคหะชุมชนสมุทรปราการ กม.30 ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ โดยว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 2 สมุทรปราการ นำโดย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ผู้สมัคร สส.เบอร์ 6 เขต 2 สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่อ้อนขอคะแนนเสียงกับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องภายในการเคหะชุมชนสมุทรปราการ กม.30 

จากการลงพื้นที่หาเสียงในครั้งนี้ เห็นได้ว่ามีพี่น้องประชาชนในขุมชนจำนวนมากพร้อมที่จะให้การสนับสนุน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์ 6 พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐก่อนหน้านี้ โดยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนให้ได้เป็น สส. อีกครั้ง ในการเลือกตั้งปี 2566 นี้

เมื่อ 'วิโรจน์' อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ขิง 'ชัยวุฒิ' บอก 'กทม.' ไม่ใช่ 'ท้องถิ่น' แต่เป็นการปกครองพิเศษ

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.66 ไทยรัฐดีเบต เลือกตั้ง’66 #เริ่มใหม่ไทยแลนด์ กับไทยรัฐ ได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ดำเนินรายการโดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ซึ่งครั้งนี้จัดดีเบตประชันวิสัยทัศน์และนโยบายแบบสัญจรที่ จ.เชียงใหม่ ตัวแทนทั้ง 7 พรรคการเมืองประกอบด้วย...

1. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
2. นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
3. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล
4. นายสามารถ แก้วมีชัย ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย
5. นายหิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธ.หิ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ ประจำภาคเหนือ
6. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
7. น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย

โดยไฮไลต์เด็ดของดีเบตหนนี้อยู่ที่ 'ชัยวุฒิ' กับ 'วิโรจน์' ซึ่งคุณชัยวุฒิ ได้กล่าวถึงคุณวิโรจน์เกี่ยวกับระบบการปกครองของไทย โดยเฉพาะกับกรุงเทพมหานคร ว่า...

“พอดีคุณวิโรจน์ไม่เข้าใจเพราะไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งผู้ว่าฯ กทม. เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่การปกครองส่วนภูมิภาค ศักดิ์ศรีเหมือนนายก อบจ. เลือกมาเพื่อบริหารท้องถิ่น ที่เราพูดถึงคือการบริหารราชการระบบส่วนภูมิภาค ที่เคสเขาไม่เข้าใจเพราะเขาไม่เป็นผู้ว่าฯ กทม.ไง สอบไม่ผ่าน เข้าใจไหม คนละแบบ”

‘อนุทิน’ ลงพื้นที่ชัยภูมิ ช่วย ‘เชวงศักดิ์’ หาเสียง ชี้ เป็นคนสู้ไม่ถอย ลั่น!! ในสภาฯ ภท. เสียงดังยิ่งกว่าฟ้าร้อง ทุกปัญหาต้องได้แก้ไข

(29 เม.ย.66) ที่โดมเทศบาลภูเขียว ต.ผักปัง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และคณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ส.ชัยภูมิ เขต 6 นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ หมายเลข 3 ท่ามกลางประชาชน ที่มารับฟัง กว่า 3 พันคน

โดย นายอนุทิน ได้กล่าวแนะนำตัวผู้สมัครในพื้นที่ ว่านายเชวงศักดิ์ เป็นคนที่สู้ไม่ถอย เพราะขนาดรอบที่แล้วแพ้เลือกตั้งแต่ไม่ท้อ ยังขยันทำงานลงพื้นที่ เมื่อพบปัญหาจะนำมาปรึกษากับตน และหาทางแก้ไขอยู่ตลอด นายเชวงศักดิ์ใช้ทุกช่องทางในการหาทางพัฒนาพื้นที่ นี่คือจุดเด่นที่ความใจสู้ ใช้ผลงาน ใช้ความขยัน ซื้อใจประชาชน อีกจุดเด่น คือ เป็นคนรักเดียวใจเดียว นอกจากรักพี่น้องประชาชนไม่เสื่อมคลาย ก็ยังรักภูมิใจไทย แบบไม่คิดตีจาก ที่ผ่านมา มีคนมาจีบเยอะ แต่นายเชวงศักดิ์ไม่ไปไหน โดยบอกว่าชอบพรรคภูมิใจไทย ชอบนโยบายพรรค ชอบสไตล์การทำงาน ไม่ยุ่งกับใคร ทำงานลูกเดียว ตนได้ฟังก็ชื่นใจ 

จากนั้น นายอนุทิน ได้นำเสนอนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย อาทิ การพักหนี้ 3 ปี วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท นโยบายเงินกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท กองทุนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กรมธรรม์ 100,000 บาทให้ครอบครัว โดยผู้สูงวัย สามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้ได้ 20,000 บาท ก่อนเสียชีวิต นโยบายเพิ่มค่าตอบแทน อสม. 2,000 บาท กองทุนฌาปณกิจสงเคราะห์ อสม. ฟรีหลังคาโซล่าเซลล์ลดค่าใช้จ่าย 450 บาทต่อครัวเรือน สิทธิ์ในการซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 100 บาท 60 งวด และนโยบายเกษตรร่ำรวย คอนแทรคฟาร์มมิ่ง รู้ราคาก่อนปลูก รับเงินก่อนขาย เสียหายมีประกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายอนุทิน ปราศรัยปรากฏว่ามีเสียงฟ้าร้อง เนื่องจากภายนอกอาคารมีฝนตกหนัก นายอนุทิน กล่าวว่า เสียงที่ได้ยิน ยังเบากว่าเสียงของ ส.ส.ภูมิใจไทยในสภาฯ นายเชวงศักดิ์ เมื่อได้ทำงานเป็นผู้แทนประชาชน จะเสียงดังกว่าเสียงฟ้าร้อง เสียงจะดังกังวาล เพราะภูมิใจไทย เป็นพรรคที่ใหญ่พอ เวลาพูดอะไร ในสภาฯ ก็ต้องรับฟัง เหมาะสมจะเป็นผู้แทนของคนในพื้นที่

‘ตำรวจ’ เตรียมส่งหลักฐานตู้เย็น ‘ครูอ๊อด’ ตรวจหาสารพิษ พ่อเผยอาการคล้ายโดนวางยา คาด!! เอี่ยว ‘แอม ไซยาไนด์’

(29 เม.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ วงค์เกตุใจ ผกก.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ส่งเรื่องและหลักฐานขอความอนุเคราะห์ให้ห้องปฏิบัติการของ รองศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรืออาจารย์อ๊อด อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ในฐานะผู้ตรวจพิสูจน์หลักฐานเพื่อหาสารตัวยาไซยาไนด์ ในวัตถุพยานคดี นางสรารัตน์ (แอม) ตรวจวิเคราะห์วัตถุพยานที่เก็บจากรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีบรอนซ์เทา ทะเบียน กต 9532 นครปฐม ของนางสรารัตน์ จำนวน 12 รายการ จากการตรวจเก็บหลักฐานเมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 เม.ย. น.ส.ศิริพร ผู้เสียชีวิต ขับรถเก๋งโตโยต้า ยาริส สีขาว ทะเบียน กน 2340 กาญจนบุรี จากบ้านพักอาศัยไปจอดรถที่บริเวณบ้านพักของนางสรารัตน์ และเปลี่ยนไปนั่งรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีบรอนซ์เทา ทะเบียน กต 9532 นครปฐม มีผู้ต้องหาเป็นเจ้าของรถและขับรถคันดังกล่าวจาก จ.กาญจนบุรี ระหว่างทางแวะปั๊มน้ำมันในพื้นที่ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี

จากนั้นขับรถต่อไปริมแม่น้ำศาลาประชาคม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ผู้เสียชีวิตลงไปปล่อยปลา ระหว่างผู้เสียชีวิตลงไปปล่อยปลานั้นมีอาการหมดสติ หรือเป็นลม และเสียชีวิตในวันเดียวกัน จึงตรวจยึดรถเก๋งไว้ตรวจสอบ วัตถุพยาน 12 ชิ้น ที่ใช้สำลีชุบเอทานอลเช็ดรถตามจุดต่างๆ อย่างละ 1 ถุง รวม 12 ถุง ประกอบด้วยตรวจเช็ดที่ประตูหน้าข้างรถ (ด้านใน) ที่เบาะหน้าด้านซ้าย ที่คอนโซลหน้ารถด้านซ้าย ที่พนักพิงด้านหน้ารถ ที่บานประตูหน้าขวา (ด้านใน) ที่เบาะหน้าด้านขวา ที่พักเท้าหน้าขวา ที่เบาะหลัง ที่ช่องเก็บของหลัง ที่พักเท้าหน้าซ้าย ที่ Control และที่พักเท้าหลังเพื่อให้ตรวจหาสารพิษ หรือยาพิษ หรือสารเคมีที่เชื่อมโยงกับไซยาไนด์ หรือสารพิษอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างละเอียดเพื่อประกอบสำนวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวน สภ.ดอนตูม จ.นครปฐม ส่งหลักฐานตู้เย็นตรวจหาสารพิษ หรือยาพิษ หรือสารเคมีที่เชื่อมโยงกับไซยาไนด์ หรือสารพิษอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยตู้เย็นดังกล่าวตั้งอยู่ในห้องนอนของ น.ส.ผุสดี สามบุมี อายุ 39 ปี หรือ ครูอ๊อด อดีตข้าราชการครู ที่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ คาดถูกนางสรารัตน์วางยาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในบ้านเลขที่ 96 หมู่ 3 ต.บำลูกบัว อ.ดอนตูม จ.นครปฐม สภาพศพชักเกร็ง มือจิก น้ำลายฟูมปากและจมูก พ่อดูแล้วว่าอาการคล้ายกับคนโดนวางยา 

ทั้งนี้ ตู้เย็นดังกล่าวพ่อแม่ของครูอ๊อดยืนยันไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวตั้งแต่วันที่ครูอ๊อดเสียชีวิตวันที่ 20 พ.ย.65 จนถึงปัจจุบัน จึงส่งมาตรวจสอบที่ห้องแล็บ

ด้าน น.ส.โศรยา ฤทธิอร่าม ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง เปิดเผยผ่านโทรศัพท์ถึงอาการนางสรารัตน์ว่า เป็นวันที่ 3 ที่ผู้ต้องขังใช้ชีวิตอยู่ภายในเรือนจำระหว่างการตั้งครรภ์ 4 เดือน โดยยังคงอยู่ในห้องกักโรค ขณะนี้ความดันปกติแม้ว่าคืนแรกจะมีความดันสูง แต่แพทย์ทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์จ่ายยารักษาจนอาการทุเลา

ล่าสุดได้รับรายงานว่า ผู้ต้องขังไม่มีปัญหาเรื่องความดันแล้ว ส่วนอาหารเมื่อเย็นวันที่ 28 เม.ย. สามารถรับประทานอาหารได้

ทั้งนี้ จากการอยู่ในเรือนจำพบว่าผู้ต้องขังมีการปรับตัวได้ดี มีความเฟรนด์ลี่ (Friendly) โดยพยายามชวนผู้ต้องขังอื่นๆ ในห้องกักโรคพูดคุย ไม่มีการปลีกวิเวก หรือเก็บตัว รวมทั้งยังไม่ได้รับรายงานเรื่องอาการซึมเศร้า หรือการร้องไห้ฟูมฟายแต่อย่างใด ส่วนเรื่องชีพจรของเด็กในครรภ์ยังปกติ เนื่องจากในกรณีของผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์จะมีการตรวจชีพจรของเด็กในครรภ์เสมอ

ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลางอธิบายชีวิตของบุตรในครรภ์หลังคลอดว่า กรณีผู้ต้องขังช่วงแรกแม่และลูกจะได้อยู่ด้วยกัน เพราะแม่จะต้องให้นมบุตรประมาณ 4 เดือน หรือหากหลังจากให้นมบุตรเสร็จสิ้นญาติและครอบครัวอาจจะเข้ามารับเด็กออกไปก่อนก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของครอบครัวนั้นๆ หากไม่มีญาติมารับเด็กออกไปอาจมีการส่งตัวเด็กไปยังที่รับดูแลเลี้ยงเด็กแทนก่อนอายุ 1 ปี เพราะจะไม่ให้เด็กต้องเติบโตอยู่ในที่แห่งนี้ อย่างไรก็ตาม ทางราชทัณฑ์มีบุคลากรและโปรแกรมสำหรับช่วยดูแลผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือนิทานให้ฟัง การเปิดเพลงบรรเลง เพลงโมสาร์ท การเรียนโยคะ กิจกรรมฝึกการเลี้ยงบุตร เพื่อเตรียมความพร้อมพัฒนาการให้กับเด็กในครรภ์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top