Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

ชาวเน็ตสงสาร ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ ซัด ‘แอนนี่ บรู๊ค’ ตีหน้าเศร้าเล่าความลำบาก ทั้งที่ในอดีตเคยทำชีวิต ‘ผู้ชายคนหนึ่ง’ พังในพริบตา

(13 พ.ค. 66) จากกรณีที่ ‘แอนนี่ บรู๊ค’ ได้ไปออกรายการโต๊ะหนูแหม่ม กับพิธีกร ‘หนูแหม่ม สุริวิภา’ โดยเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ เป็นการแชร์ประสบการณ์ชีวิต ความเป็นซิงเกิลมัม หรือแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องมีความแข็งแกร่ง และทำงานหนัก เพื่อหาเงินเลี้ยงลูก พร้อมบอกเล่าถึงความลำบากว่า กว่าจะมีวันนี้ ต้องกินน้ำก๊อกสู้ชีวิตต่างแดน และขายเกมส์ลูกเก็บ เพื่อเงินไว้ให้ลูกได้เรียน

แต่ทว่า เมื่อสัมภาษณ์นี้ถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่าเกิดกระแสตีกลับ โดยมีชาวเน็ตจำนวนมาก ออกมาคอมเมนท์ไปในทิศทางเดียวกันว่า “การกระทำของแอนนี่ บรู๊ค ในอดีตได้ทำลายชีวิตผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังมีอนาคตสดใส กลับต้องพังทลายลงในพริบตา”

สิ่งที่ชาวเน็ตได้ออกมาคอมเมนท์นั้น ต้องย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ซึ่งในขณะนั้น แอนนี่ บรู๊ค ได้เกิดตั้งท้องและให้กำเนิดลูกชาย ซึ่งก็คือ น้องฑีฆายุ โดยแอนนี่ ได้อ้างว่า ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์’ เป็นพ่อของเด็ก

พลันที่ แอนนี่ บรู๊ค ออกมาให้ข่าวถึงคนที่เป็นพ่อของเด็ก ทำให้อนาคตของฟิล์ม ซึ่งเป็นดารานักร้องมากความสามารถและกำลังโด่งดังสุดขีด ต้องดับวูบลงทันที

แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่แฟนคลับและคนที่เห็นใจฟิล์มยังจดจำได้ดี เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก ที่ผู้ชายคนหนึ่งต้องมาเผชิญชะตากรรมและไม่ได้รับความเป็นธรรม ด้วยเหตุว่า แอนนี่ บรู๊ค ไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความจริงว่า ฟิล์มเป็นพ่อของเด็กจริงหรือไม่ แต่กลับปล่อยให้สังคมคาใจ

ขณะเดียวกัน ยังได้เรียกร้องและรับค่าเลี้ยงดูลูกมานานหลายปี ถึงแม้ตัวฟิล์มเองจะมั่นใจว่าตนเองไม่ใช่พ่อของเด็ก แต่ก็ยินดีส่งเสียเลี้ยงดู ท่ามกลางชะตาชีวิตที่ยากลำบาก เพราะงานในวงการบันเทิงหดหายไปอย่างมากก็ตาม

แต่สุดท้าย ความจริงก็ปรากฏ เมื่อ แอนนี่ บรู๊ค ออกมาสารภาพเองว่า ฟิล์ม ไม่ใช่พ่อของน้องฑีฆายุ แต่ก็ปล่อยให้เวลาเนิ่นนานมาจนลูกชายอายุ 7-8 ขวบ

แน่นอนว่า เมื่อแอนนี่ บรู๊ค ยอมเปิดเผยความจริง เรื่องนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนคลับของฟิล์มอย่างมาก ถึงขั้นออกมาเรียกร้องความยุติธรรมผ่านทางโซเชียลมีเดีย ด้วยการติดแฮชแท็ก #ขอความเป็นธรรมให้ฟิล์มรัฐภูมิ พร้อมกับแนะนำให้ฟิล์ม ฟ้องเรียกร้องค่าเลี้ยงดูคืน จนกลายเป็นกระแสโด่งดังเมื่อราว 5 ปีก่อน

แต่อย่างไรก็ตาม กลับเป็นตัว ฟิล์ม รัฐภูมิเอง ที่เป็นคนออกมายุติเรื่องนี้  และวอนแฟนคลับให้หยุดรื้อฟื้นถึงเรื่องเก่าที่เกิดขึ้น เพราะไม่อยากให้ส่งผลกระทบต่อน้องฑีฆายุ ส่วนค่าเลี้ยงดูนั้นไม่ขอเรียกร้องคืน เนื่องจากตนเองก็มีส่วนทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเช่นกัน

ทั้งนี้ หากใครที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด จะเห็นว่า ฟิล์ม รัฐภูมิ ออกมาปฏิเสธตั้งแต่วันแรก เพราะมั่นใจในตัวเองว่าไม่ใช่พ่อของเด็กแน่นอน พร้อมกับขอตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความชัดเจน แต่ก็ถูกแอนนี่ บรู๊ค ปฏิเสธ เมื่อเป็นเช่นนั้น ฟิล์ม ซึ่งมีความเป็นลูกผู้ชายมากพอ จึงยินดีส่งเสียค่าเลี้ยงดูตลอดมา และพยายามไม่ให้เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลกระทบกับเด็ก แต่สุดท้ายความจริงก็คือความจริง.....

และแม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลร้ายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง หน้าที่การงาน และความทุกข์ใจของคนรอบข้าง แต่ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นลูกผู้ชายของคนที่ชื่อ ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์’ ได้เป็นอย่างดี...

เปิดตัวขุนพล ‘พรรคใหญ่’ ชิงชัยเก้าอี้ ส.ส. บุรีรัมย์ ใครได้หมายเลขไหน? อย่าจำผิด!!

สำหรับ 10 เขตของจังหวัดบุรีรัมย์ ตามการแบ่งเขตของ กกต. มีดังนี้ 

>>เขต 1 อ.เมืองบุรีรัมย์ (เฉพาะต.ในเมือง ต.บ้านบัว ต.พระครู ต.ถลุงเหล็ก ต.หนองตาด ต.บ้านยาง ต.บัวทอง ต.ชุมเห็ด ต.กลันทา ต.กระสัง ต.สะแกโพรง และต.ลุมปุ๊ก) อ.บ้านด่าน (เฉพาะต.ปราสาท และต.บ้านด่าน)
>>เขต 2 อ.เมืองบุรีรัมย์ ( เฉพาะต.หลักเขต ต.สวายจีก ต.เสม็ด ต.สองห้อง ต.สะแกซำ ต.เมืองฝาง และต.อิสาณ) อ.พลับพลาชัย (เฉพาะต.สําโรง ต.สะเดา และต.จันดุม)
อ.ชํานิ อ.ประโคนชัย (เฉพาะต.ไพศาล)
>>เขต 3 อ.กระสัง อ.ห้วยราช อ.พลับพลาชัย (เฉพาะต.โคกขมิ้น และต.ป่าชัน)
>>เขต 4 อ.สตึก อ.แคนดง อ.บ้านด่าน (เฉพาะต.โนนขวาง และต.วังเหนือ)
>>เขต 5 อ.นาโพธิ์ อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ อ.พุทไธสง อ.คูเมือง (ยกเว้นต.พรสําราญ)
>>เขต 6 อ.ลําปลายมาศ อ.คูเมือง (เฉพาะต.พรสําราญ) อ.หนองหงส์ (เฉพาะต.ไทยสามัคคี ต.สระทอง และต.เสาเดียว)
>>เขต 7 อ.ปะคำ (เฉพาะต.ไทยเจริญ ต.หนองบัว และต.โคกมะม่วง) อ.โนนสุวรรณ อ.หนองกี่ อ.หนองหงส์ (เฉพาะต.หนองชัยศรี ต.ห้วยหิน ต.เมืองฝ้าย และต.สระแก้ว)
>>เขต 8 อ.นางรอง อ.เฉลิมพระเกียรติ (เฉพาะต.เจริญสุข และต.ถาวร) อ.ปะคำ (เฉพาะต.ปะคำ และต.หูทำนบ) อ.โนนดินแดง (เฉพาะต.โนนดินแดง)
>>เขต 9 อ.โนนดินแดง (ยกเว้นต.โนนดินแดง) อ.ละหานทราย อ.บ้านกรวด (เฉพาะต.บ้านกรวด ต.ปราสาท ต.บึงเจริญ ต.จันทบเพชร และต.หนองไม้งาม) อ.เฉลิมพระเกียรติ (เฉพาะต.ยายแย้มวัฒนา ต.อีสาณเขต และต.ตาเป๊ก)
>>เขต 10 อ.ประโคนชัย (ยกเว้นต.ไพศาล) อ.บ้านกรวด (เฉพาะต.เขาดินเหนือ ต.โนนเจริญ ต.หินลาด และต.สายตะกู)

รู้จัก ‘Hope Cooke’ สตรีอเมริกัน ผู้ยอมสละสัญชาติ เพื่อเป็นพระราชินี (องค์สุดท้าย) แห่ง ‘ราชอาณาจักรสิกขิม’

หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับคำว่า ‘ราชอาณาจักรสิกขิม’ ผมจึงขอเล่าถึง ‘ราชอาณาจักรสิกขิม’ ให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ได้ทราบเป็นสังเขปก่อนครับ

‘ราชอาณาจักรสิกขิม’ ก็คือ ‘รัฐสิกขิม’ ของสาธารณรัฐอินเดียในปัจจุบัน โดยรัฐสิกขิมเป็นรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย มีพื้นที่ติดต่อกับทิเบต ประเทศภูฏาน ประเทศเนปาล และรัฐเบงกอลตะวันตก

รัฐสิกขิมเป็นรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุดของอินเดีย และมีพื้นที่น้อยที่สุดเป็นอันดับสอง พื้นที่ของรัฐนี้ประมาณ 35% อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคางเชนดองซา อันเป็นแหล่งมรดกโลก อีกทั้ง ‘ราชอาณาจักรสิกขิม’ เป็นประเทศที่สูญเสียเอกราชให้กับอินเดียด้วยลัทธิประชาธิปไตย

ราชอาณาจักรสิกขิม ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 17 และปกครองโดยกษัตริย์นักบวชชาวพุทธซึ่งเรียกว่า ‘โชเกล (Chogyal)’ ราชอาณาจักรสิกขิมเป็นราชอาณาจักรที่ปกครองยาวนานมาเป็นเวลา 333 ปี ปกครองโดย ‘โชเกล’ ซึ่งได้รับการสถาปนาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2185 (ค.ศ 1642) ราชอาณาจักรสิกขิมกลายเป็นเป็นรัฐในอารักขาของจักรวรรดิบริติชตั้งแต่ปี พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2433 (ค.ศ. 1890) ภายใต้สนธิสัญญา Tumlong สิกขิมกลายเป็นรัฐมหาราชาหนึ่งภายใต้บริติชอินเดียจนถึงปี พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) และเป็นรัฐในอารักขาของประเทศอินเดียตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 (ค.ศ.1950) จนถึงปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) (โดยในปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) เกิดการจลาจล ฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยมได้เข้ายึดพื้นที่บริเวณหน้าพระราชวังของช็อกยัลเพื่อต่อต้านระบอบกษัตริย์สิขขิม)

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) อินเดียได้ส่งกองกำลังเข้ายึดครองกรุงกังต็อก นครหลวงของราชอาราจักรสิกขิมเพื่อปราบปรามการจลาจล และตามด้วยการจัดทำประชามติในเรื่องเกี่ยวกับการปกครองและสถาบันพระมหากษัตริย์ของสิกขิมในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ซึ่งปรากฏผลคะแนนให้ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ และเข้าร่วมเป็นรัฐที่ 22 ของสาธารณรัฐอินเดีย วันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1975 สิกขิมได้เข้าเป็นรัฐสมาชิกของสาธารณรัฐอินเดีย โดยรัฐสิกขิมเป็นรัฐมีอัตราการรู้หนังสือสูงที่สุดในบรรดารัฐหิมาลัย

ในส่วนของสตรีที่เราจะพูดถึงในวันนี้ เธอมีชื่อว่า ‘Hope Cooke’ เกิดวันที่  24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) ที่นครซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา บิดาของเธอ คือ John J. Cooke อเมริกันเชื้อสายไอริช ประกอบอาชีพเป็นครูการบิน ส่วนมารดาของเธอคือ Hope Noyes เป็นนักบินหญิง

Hope Cooke ถูกเลี้ยงดูและนับถือศาสนาคริสต์นิกาย Episcopal ด้วย Hope Noyes มารดาของเธอเสียชีวิตเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) ขณะมีอายุได้ 25 ปี จากเหตุเครื่องบินตก Hope Cooke และพี่สาวต่างบิดาถูกส่งไปให้คุณตา คุณยาย เลี้ยงดู ตาของเธอเป็นประธานบริษัท J. H. Winchester & Co ซึ่งเป็นนายหน้าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ แต่พอเมื่อคุณตา คุณยายของเธอเสียชีวิต เธอก็ถูกส่งไปอยู่ในการปกครองของคุณป้าและลุงเขย คือ Selden Chapin อดีตเอกอัครรัฐทูตสหรัฐประจำอิหร่านและเปรู ซึ่งทำให้เธอจบการศึกษาระดับไฮสคูลในอิหร่าน

Hope Cooke จัดว่า เป็นสตรีชั้นสูง (Celebrity) ของสังคมอเมริกัน ในปี พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) Cooke ได้เข้าศึกษาภาควิชาเอเชียศึกษาของวิทยาลัย Sarah Lawrence และเช่าห้องร่วมกับนักแสดงสาว Jane Alexander ซึ่งเรียนวิทยาลัยเดียวกัน

ในขณะเป็นนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งด้วยการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ เธอได้เดินทางไปอินเดียในช่วงฤดูร้อน และได้พบกับ สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgyal แห่งสิกขิมวัย 36 ชันษา ซึ่งเคยเสกสมรสแล้ว (ในขณะนั้นยังทรงเป็นมกุฎราชกุมารแห่งสิกขิม) ที่ภัตคารของโรงแรมวินดาเมียร์ เมืองดาร์จิลิงของอินเดีย (ขณะนั้น Cooke อายุเพียง 19 ปี)

ทั้งสองรักใคร่ชอบพอกันด้วยเห็นว่า มีชีวิตวัยเด็กที่โดดเดี่ยวคล้ายคลึงกัน ในปี พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) มีการประกาศการหมั้น แต่พิธีอภิเษกสมรสถูกเลื่อนไปกว่าหนึ่งปี เพราะโหราจารย์ทั้งในสิกขิมและอินเดียต่างเตือนว่า ปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) นั้นเป็นปีไม่มงคลสำหรับการสมรส

ต่อมาในวันที่ 20 มีนาคม พศ. 2506 (ค.ศ. 1963) มกุฎราชกุมาร Palden Thondup Namgyal ได้อภิเษกสมรสกับ Hope Cooke ด้วยราชพิธีมงคลสมรสแบบศาสนาพุทธนิกายมหายาน โดยมีพระลามะ 14 รูป และผู้ที่มาร่วมราชพิธีดังกล่าวมีทั้งราชนิกุลของอินเดีย นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของทั้งอินเดียและสิกขิม และเอกอัครรัฐทูตสหรัฐอเมริกาประจำอินเดีย

โดย Cooke ยอมสละสัญชาติอเมริกันตามกฎหมายของสิกขิม เพื่อไม่ให้ชาวสิกขิมเห็นว่า เธอยังเป็น ‘คนอเมริกัน’ ในประเทศแถบเทือกเขาหิมาลัย แม้ว่ามกุฎราชกุมารจะนับถือศาสนาพุทธ แต่ Hope Cooke ก็ไม่ได้เปลี่ยนศาสนาจากคริสต์เป็นพุทธอย่างเป็นทางการ แม้ว่าในช่วงยังเยาว์ เธอเคยปฏิบัติพิธีแบบพุทธศาสนาก็ตาม สื่อต่างชาติตีพิมพ์เรื่องราวที่ดูราวกับเทพนิยายของทั้งสอง ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระโอรส 1 พระองค์ และพระธิดา 1 พระองค์

ในช่วงนั้นทั้งชาวอเมริกันและชาวโลกแทบไม่มีใครที่รู้จักราชอาณาจักรเล็ก ๆ อย่างสิกขิมเลย เมื่อมีการตีพิมพ์ลงข่าวเรื่องราวของการอภิเษกเสกสมรส พวกเขาก็เชื่อว่า ประเทศนี้เล็ก ๆ น่ารัก เป็นมิตร ผู้คนเคร่งศาสนา และสงบสุข แต่ความตึงเครียดเกิดขึ้นเมื่ออินเดียพยายามขยายลัทธิสาธารณรัฐนิยมไปยังประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียง และความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งในจีนและทิเบตก็ส่งผลกระทบต่อราชอาณาจักรสิกขิมด้วย

สมเด็จพระราชาธิบดี Tashi Namgyal ซึ่งทรงเป็นโชเกล (Chogyal) พระองค์ที่ 11 แห่งราชอาณาจักรสิกขิม ซึ่งครองราชย์มายาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) ได้ลงนามในสนธิสัญญากับอินเดียตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 (ค.ศ. 1950) โดยให้สาธารณรัฐอินเดียมีอำนาจเหนืออธิปไตยของราชอาราจักรสิกขิม ส่งผลให้อินเดียเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของสิกขิมบ่อยครั้ง เพื่อจะได้หาโอกาสผนวกเอาราชอาณาจักรสิกขิมเข้าเป็นรัฐหนึ่งของอินเดีย ด้วยอินเดียหวาดกลัวจีนคอมมิวนิสต์ที่อาจจะใช้สิกขิมและภูฏานเป็นด่านหน้าในการโจมตีอินเดีย

สมเด็จพระราชาธิบดี Tashi Namgyal ทรงประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ แม้ว่าสิกขิมจะเป็นราชอาณาจักรเล็ก ๆ โดดเดี่ยว ทรัพยากรน้อย แต่ชาวสิกขิมกลับมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเพื่อนบ้านอย่าง เนปาล และภูฏาน อัตราการรู้หนังสือและรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรของราชอาณาจักรสิกขิมมีสูงกว่า อินเดีย (ช่วงที่เริ่มต้นการพัฒนา) เนปาล และภูฏาน แต่อำนาจทางการทหารนั้นมีน้อยกว่าอินเดียมากจนไม่อาจเทียบได้

วันที่ 2 ธันวาคม พศ. 2506 (ค.ศ. 1963) สมเด็จพระราชาธิบดี Tashi Namgyal สวรรคต มกุฎราชกุมารได้ครองราชย์เป็น สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya โชเกลพระองค์ที่ 12 แห่งสิกขิม และ Hope Cooke ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินี Hope (Queen Hope) พิธีราชาภิเษกของพระองค์ในปี พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965) ได้รับความสนใจจากสังคมโลกไม่น้อย ด้วยสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya เมื่อคราวยังเป็นเจ้าชายมกุฏราชกุมารเคยทรงเป็นตัวแทนเจรจาความสัมพันธ์สิกขิมและอินเดียในคราวที่อินเดียได้รับเอกราช

แต่เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ทรงราชย์สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่คือ บรรดาฝักฝ่ายทางการเมืองในสิกขิม โดยอินเดียให้การสนับสนุนพรรคคองเกรสแห่งชาติสิกขิม (Sikkim National Congress) อันเป็นพรรคการเมืองที่นิยมอินเดีย และปรารถนาให้อินเดียผนวกสิกขิมอย่างเบ็ดเสร็จ มีการให้ร้าย-โจมตีสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ว่า ทรงไร้ความสามารถ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่เป็นที่เคารพของประชาชน และไม่มีประสิทธิภาพในการทรงงาน

ขบวนการต่อต้านพระมหากษัตริย์ดำเนินการโดยนักการเมืองมืออาชีพจากพรรคคองเกรสที่อินเดียสนับสนุน จากนั้นก็ขยายกลุ่มไปสู่ข้าราชการชาวเนปาลที่เข้ามาทำงานในประเทศ ได้เดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) ซึ่งเป็นการเดินขบวนครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กว่า 300 ปีของราชอาณาจักรสิกขิม โดยมองว่า การปกครองขององค์โชเกลไม่เป็นประชาธิปไตย จึงต้องการให้ ‘อินเดียเข้ามาชี้นำประชาธิปไตยในประเทศ’

ความล้มเหลวของสถาบันพระมหากษัตริย์สิกขิมเกิดจากอำนาจและมนต์ขลังความเป็นพระมหากษัตริย์ในพระพุทธศาสนาเสื่อมลงตามกาลเวลา การขาดปฏิสัมพันธ์กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ การเรียกร้องประชาธิปไตยเกิดขึ้นหลังจากที่อำนาจการปกครองอยู่ในมือขององค์โชเกลเป็นเวลานาน แต่พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนหรือแม้กระทั่ง สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ที่ทรงมีแนวคิดสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ทรงปฏิรูปการเมืองให้เป็นไปในแนวทางประชาธิปไตยเลย แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ฝ่ายการเมืองนั้นก็ขึ้นอยู่กับองค์โชเกล พอมาถึงปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) ระบอบเดิมจึงสั่นคลอน

จากความตึงเครียดทางการเมืองส่งผลถึงความตึงเครียดในครอบครัวด้วย สมเด็จพระราชินี Hope ซึ่งทรงมีความรักอันหวานชื่นกับ สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya กลับต้องเกิดความระหองระแหง ด้วยสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ทรงหลบลี้พระมเหสีไปคบหากับสตรีชาวเบลเยียมที่มีสามีแล้ว

ส่วนสมเด็จพระราชินี Hpoe ก็ทรงแก้แค้นด้วยการไปคบหากับเพื่อนชายชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) ในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองวุ่นวายนี้ สมเด็จพระราชินี Hope ทรงละทิ้งพระสวามี และเสด็จไปนครนิวยอร์กพร้อม พระโอรส พระธิดา ทรงปล่อยให้ สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ต้องทรงรับมือกับสภาวะความวุ่นวายในสิกขิม

Hope ได้เล่าให้สัมภาษณ์ในเวลาหลายปีต่อมาว่า "ฉันทูลพระองค์แล้วว่า ฉันเกลียดหล่อน ฉันทนไม่ได้"

การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) ฝ่ายพรรคการเมืองนิยมอินเดียได้รับเสียงข้างมาก และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ทรงเดินหมากทางการเมืองผิดพลาด พระองค์ทรงกีดกั้นรังเกียจรัฐบาลนี้ และทรงปฏิเสธรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พรรคนี้ร่าง

สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ทรงต่อต้านแต่ก็ไร้ซึ่งพลัง พระองค์ไม่สามารถเอาชนะในช่วงที่การเมืองถูกครอบงำโดยพรรคคองเกรสแห่งชาติสิกขิม พระองค์จึงทรงต้องยอมรับรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ราชอาราจักรสิกขิมกลายเป็นรัฐหนึ่งของอินเดีย และรัฐบาลจึงเสนอให้มีการจัดให้มีการลงประชามติเพื่อยกเลิกระบอบพระมหากษัตริย์ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่ามีปัญหาในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) แต่ก็ไม่ได้มีการจัดการลงประชามติดังกล่าวขึ้น เพราะสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ไม่ทรงยอม โดยพระองค์ทรงเรียกร้องให้เป็นการลงประชามติที่อิสระและยุติธรรม ไม่ใช่ภายใต้การครอบงำของพรรคคองเกรสแห่งชาติสิกขิม

ในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) กลุ่มฝูงชนที่รัฐบาลพรรคคองเกรสแห่งชาติสิกขิมซึ่งรัฐบาลอินเดียสนับสนุนได้บุกเข้าพระราชวังเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้นายกรัฐมนตรี Indira Gandhi แห่งอินเดียส่งกองทัพเข้ายึดครองราชอาณาจักรสิกขิม อินเดียจึงจัดประชามติเพื่อยกเลิกระบอบพระมหากษัตริย์ในปีเดียวกันและผลคือให้ยกเลิกระบอบพระมหากษัตริย์และราชอาณาจักรสิกขิม จากนั้นก็ผนวกสิกขิมเข้ากับอินเดียในเวลาเดียวกัน ด้วยคะแนนกว่า 97% เห็นชอบให้เป็นรัฐของอินเดีย (มีรายงานว่า ผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนในครั้งนั้นกลับเป็นชาวอินเดียที่เข้ามาอาศัยในสิกขิม แต่ชาวสิกขิมพื้นถิ่นไม่ได้รับสิทธิในการลงคะแนนเลย)

สมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ทรงประณามการลงคะแนนประชามติครั้งนี้ว่า “ผิดกฎหมายและไม่เป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ” อดีตสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ทรงถูกเนรเทศ และสุดท้ายทรงหย่ากับอดีตพระราชินี Hope ในปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) และในปี พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) อดีตสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya ก็สวรรคตในนครนิวยอร์ก ด้วยโรคมะเร็ง สิริพระชนมายุ 58 พรรษา

อดีตสมเด็จพระราชินี Hope กลับมาเป็น Hope Cooke เช่นเดิม เธอเลี้ยงดูโอรสธิดาที่เมืองแมนฮัตตัน แต่ก็ไม่ได้รับสัญชาติอเมริกันคืน ด้วยเพราะทำการละสัญชาติไปแล้ว เธอจึงเป็นชาวสิกขิม Hope Cooke ได้รับเงินค่าเลี้ยงดูโอรสธิดาจากอดีตสมเด็จพระราชาธิบดี Palden Thondup Namgya และได้รับมรดกจาก ปู่ ย่า ตา ยาย ของเธอเอง จึงสามารถเช่าอพาร์ตเมนต์ที่ย่าน Yorkville ในนครนิวยอร์ก และเริ่มสร้างตัวด้วยตนเอง ในฐานะที่เคยศึกษาด้านประวัติศาสตร์ เธอเริ่มศึกษาเอกสารเก่าของชาวดัตช์ จากคำเทศนาในโบสถ์เก่า ๆ และบทความหนังสือพิมพ์เก่า ๆ เกี่ยวกับเมืองนิวยอร์ก และได้เป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคมของนครนิวยอร์ก รวมทั้งได้เขียนคอลัมน์ประจำสัปดาห์ในเรื่อง ‘Undiscovered Manhattan’ ลงในหนังสือพิมพ์ New York Daily News จากนั้นเธอได้เขียนหนังสือที่ได้รับรางวัล คืออัตชีวประวัติของเธอในช่วงที่อยู่สิกขิมในชื่อ Sikkim, Time Change: An Autobiography (1981)

Hope Cooke แต่งงานใหม่ในปี พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) กับ Mike Wallace นักประวัติศาสตร์และศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ดีเด่นจากวิทยาลัยกระบวนการยุติธรรมทางอาญา John Jay (John JayCollege of Criminal Justice)

แต่ต่อมาก็หย่ากัน บุตรชายของ Hope คือ เจ้าชาย Palden เป็นนายธนาคารและที่ปรึกษาการเงินในนครนิวยอร์ก ปัจจุบัน Hope Cooke อาศัยอยู่ในเมือง Brooklyn ทำงานเป็นนักเขียน นักประวัติศาสตร์ และอาจารย์สอนในวิทยาลัย และมีงานเขียนมากมายเกี่ยวกับทิเบตวิทยา ปัจจุบันอายุ 80 ปี

เธอเคยถูกสัมภาษณ์จากนักข่าวในช่วงที่เอกราชของสิกขิมสิ้นสุดลงว่า "คุณยังคิดถึงราชอาณาจักรแห่งเทพนิยายนั้นอยู่หรือไม่" เธอตอบว่า "ถ้าฉันมีความเป็นตัวของตัวเองในช่วงชีวิตตอนแต่งงาน ฉันก็คงไม่สูญเสียราชอาณาจักรเอเชียแห่งนี้ไป"

Hope ได้สาบานว่า จะไม่กลับไปเหยียบสิกขิมอีก “ไม่ ไม่” เธอกล่าวด้วยเสียงเบาลง “มันเจ็บปวดเกินไป (ที่จะกลับไปสิกขิมอีก)”

มีผู้คนในสังคมไทยมากมายที่สนใจและห่วงใยในเรื่องราวแบบนี้ ซึ่งเกิดในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะ ประเทศแถบเทือกเขาหิมาลัย ความล่มสลายของราชอาณาจักรต่าง ๆ นั้น เกิดจากความห่างเหิน ความไม่เข้าใจ การขาดปฏิสัมพันธ์ ความมุ่งมั่น ความอดทน ความเสียสละ ตลอดจนความรักระหว่างสถาบันฯ กับประชาชน ฯลฯ

ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดและจะไม่มีวันเกิดในบ้านเมืองของเรา อย่าได้สนแรงยุ เรื่องราวที่เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นเพื่อค่อยป่วน การรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยสติที่หนักแน่นมั่นคง ไตร่ตรองเหตุและผลในความจริงที่เป็นและเห็นอยู่ ไม่ใช่ด้วยลมปาก หรือคำพูด ความจริงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีวันตายและปรากฏอยู่ตลอดไป ขอยืนยันว่า ชาติบ้านเมืองจะอยู่รอดด้วยความมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย เจริญก้าวหน้าอย่างสงบสุข ก็ด้วยเราท่านคนไทยทุกคน ดั่งเช่นที่เป็นมาร่วมพันปี และจะเป็นไปเช่นนี้ตลอดไป

ตำรวจไซเบอร์รวบยูทูบเบอร์สายดาร์ค “ก็แค่ลม NU” คลังแสงออนไลน์ ส่งขายทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ (12 พ.ค.66) ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) 
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์  วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์  คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.อำนาจ  ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผบก.สอท.4 ได้สั่งการให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมห้วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้างและอาวุธสงคราม

สืบเนื่องจากตำรวจไซเบอร์ได้มีการตรวจสอบการกระทำความผิดตามสื่อสังคมออนไลน์พบช่องยูทูบ “ก็แค่ลม NU” ปรากฏคลิปวิดีโอสาธิตการใช้อาวุธปืนยาวอัดลมซึ่งใช้กระสุนเหล็กและกระสุนตะกั่วหัวจีบเป็นลูกกระสุน โดยมีผู้ติดตามกว่า 1 แสน 8 หมื่นคน โดยแต่ละคลิปมีผู้รับชมร่วม 2 ล้านครั้ง จึงได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้น บ้านในพื้นที่บ้านด้าย อ.แม่สาย จ.เชียงราย เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.4 จึงได้นำกำลังเข้าตรวจค้น โดยมี นายกฤษกร เป็นผู้นำตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบอาวุธปืนยาวอัดลมไทยประดิษฐ์ จำนวน 13 กระบอก ปืนยาวลูกกรด ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนยาวลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก ปืนพกสั้นขนาด 9 มม. 1 กระบอก จึงได้จับกุม นายกฤษกร อายุ 43 ปี ได้ที่บ้านหลังดังกล่าวใน ต.บ้านด้าย อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในความผิดฐาน “ทำ ประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะ สั่ง นำเข้า มี หรือจำหน่ายซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องอาวุธปืนสำหรับการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”

พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผบก.สอท.4 ยังกล่าวอีกว่าบ้านหลังดังกล่าวยังถูกดัดแปลงต่อเติมให้เป็นโรงงานสำหรับผลิตอาวุธปืนยาวอัดลมขนาดใหญ่ พันท้ายลำกล้องอาวุธปืนกระบอกลม กระบอกเก็บเสียงจำนวนมาก พร้อมเพียงแค่รอการนำมาประกอบเป็นอาวุธปืน อีกทั้งยังพบอุปกรณ์ในการผลิต เครื่องอัดลูกตะกั่วฝาจีบ เครื่องกลึงเหล็ก เครื่องพ่นสีพาวเดอร์โพส ตู้อบสี และอุปกรณ์อื่นๆ อีกจำนวนมากหลายรายการ

ด้านผู้ต้องหารับว่า ตนเป็นเจ้าของช่องยูทูบ ช่อง “ก็แค่ลม NU” ผลิตอาวุธปืนยาวอัดลมโดยทำเป็นอาชีพหลักยาวนานกว่า 3 ปี โดยนำมาจำหน่ายราคากระบอกละ 5,500 ถึง 8,000 บาท ส่งขายให้กับลูกค้าหลายจังหวัดทั่วประเทศ ตกเดือนละกว่า 40 กระบอก รวมเป็นรายได้กว่า 3 แสนบาทต่อเดือน

5 ผู้สมัครฯ เขต 3 ปทุมฯ ถกเดือด!! ปมก๊วนอิทธิพล ปทุมฯ ครองจังหวัด งัดนโยบายพรรคประชัน!! ผ่านเวทีดีเบต THE STATES TIMES

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.66 THE STATES TIMES จัดเวทีดีเบต 'ถลกข่าว ถลกปัญหา' จับตาโค้งสุดท้ายนโยบายแก้ไขปัญหาพื้นที่เขต 3 ปทุมธานี ณ พื้นที่เขต 3 จังหวัดปทุมธานี ตลาดจัมโบ้ องค์การบริหารส่วนตำบล คลอง 3 ซึ่งมีผู้สมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่ทั้งหมด 10 พรรคการเมือง  

สำหรับการดีเบตครั้งนี้ ได้ผู้สมัคร ส.ส. มาร่วมดีเบตทั้งหมด 5 พรรค ได้แก่ นายสุทัศน์ พรหมมาศ เบอร์ 3 พรรคไทยภักดี, ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล เบอร์ 4 พรรคพลังประชารัฐ, นายชัยพร จันทนา เบอร์ 5 พรรครวมไทยสร้างชาติ, นายนภัทร โภคาสัมฤทธิ์ เบอร์ 8 พรรคประชาธิปัตย์, นายโชคชนะ ทวีกุล เบอร์ 10 พรรคพลังปวงชนไทย ดำเนินรายการโดยนายสถาพร บุญนาจเสวี

เกี่ยวกับประเด็นเรื่องกลุ่มอิทธิพลในท้องที่ นายสุทัศน์ พรหมมาศ เบอร์ 3 พรรคไทยภักดี กล่าวว่า "ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปทุมฯ หรือพื้นที่ไหน ก็ล้วนมีกลุ่มอิทธิพล กลุ่มคนพวกนี้จะมาทำลายประเทศชาติ ซึ่งตนมั่นใจว่าพื้นที่ปทุมธานีมีการทุจริต ชาวบ้านที่ถูกอิทธิพลไม่กล้าพูดความจริง เพราะกลัว ถ้าพ่อแม่พี่น้องปลดล็อกความกลัวและกล้าพูด บ้านเมืองเราจะดีขึ้น ขณะนี้ยังมีผู้มีอิทธิพลจากต่างชาติเริ่มทยอยเข้ามาในประเทศไทย ถ้าพรรคไทยภักดีได้เข้าไปเป็นรัฐบาล ตนจะเข้าไปปราบโกงและจับคนพวกนี้ให้หมดไปจากประเทศไทย”

ด้าน ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล เบอร์ 4 พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ”จริงๆ แล้วบ้านเรามีความโกงอยู่ในตัวเอง เพราะว่าคนที่เป็นการเมืองท้องถิ่น มีการเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองระดับประเทศ มีการเอื้อผลประโยชน์ให้กับคนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นอสม., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน การโกงจึงมีมาตลอด ดังนั้นนักการเมืองทุกคนควรมีหลักธรรมาภิบาล ดังนั้นพรรคยืนยันว่าจะไม่ร่วมงานกับคนโกงแน่นอน"

นายชัยพร จันทนา เบอร์ 5 พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า "ตนอยู่วงการตุลาการมา 30 กว่าปี เป็นเรื่องที่น่าตกใจเป็นอย่างมากที่ปทุมธานีไม่เหมือนเดิมแล้ว เมื่อก่อนเป็นเมืองธรรมมะไปเมืองธรรมมะ แต่ตอนนี้การเมืองท้องถิ่นกลับมีแต่กลุ่มอิทธิพล แค่เรื่องการทำงานก็จะเห็นได้ว่ามีการนำลูกท่านหลานเธอ เด็กฝาก มาทำงาน เราจึงควรมีหลักธรรมาภิบาลถึงจะทำให้ปทุมธานีพัฒนาไปข้างหน้าได้"

นายนภัทร โภคาสัมฤทธิ์ เบอร์ 8 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า "จุดยืนของตนต้องการทำงานอย่างสุจริต ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองมีนโยบายเรื่องความสุจริตอยู่แล้ว ระยะเวลาที่ผ่านมา 4 ปี ตนมองว่ามันเป็นการดูถูกประชาชน สำหรับคนที่ซื้อเสียงในพื้นที่เขาต้องใช้เงินหลายสิบล้าน พี่น้องประชาชนอย่าดูถูกตัวเองด้วยการรับเงินจากคนโกง เพื่อปทุมธานี"

นายโชคชนะ ทวีกุล เบอร์ 10 พรรคพลังปวงชนไทย กล่าวว่า "สำหรับตนไม่มีอะไรมาก เพราะตนเห็นว่าการเมืองปทุมธานีมีสิ่งไม่ดีเข้ามา ตนต้องแก้ไข ปัญหาทุจริตการโกง ให้สิ้นซากไปจากปทุมธานี  ยังไงเราทุกคนต้องช่วยกันกำจัดกลุ่มอิทธิพลและคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากประเทศไทย"

‘ชัยวุฒิ’ ถก 'อ.ปวิน' แลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นต่างทางการเมือง ชี้!! การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไป อาจนำปัญหามาสู่ประเทศได้

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 66 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้มาร่วมให้สัมภาษณ์และพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง และความคิดเห็นทางการเมือง ในรายการ ‘Pavin Channel’ ของรองศาสตราจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการ นักเขียน นักรัฐศาสตร์และอดีตนักการทูตชาวไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต

โดยนายชัยวุฒิได้กล่าวว่า ตนนั้น มีความดีใจเป็นอย่างมาก ที่ได้มาคุยกับอาจารย์ปวิน อีกทั้งตนนั้นมีความรักและเคารพอาจารย์ปวินเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาจารย์นั้นเป็นคนเก่ง เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ และคิดว่าตนและอาจารย์ปวินคงทำงานร่วมกันได้ แม้ว่าทั้ง 2 คน จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน อยู่คนละฝ่าย แต่ตนเชื่อว่า ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คือ อยากให้บ้านเมืองของพวกเรามีความเจริญก้าวหน้า อยากให้คนไทยมีชีวิตที่ดี อยากเห็นประเทศไทยเป็นบ้านที่น่าอยู่ของทุกคน 

แต่เนื่องจากทุกวันนี้การทำการเมืองนั้นมีความยากลำบากมากขึ้น ตนได้ไปร่วมดีเบต ได้ไปพูดคุยมาหลายเวที ก็มองเห็นถึงความขัดแย้งที่มีค่อนข้างเยอะ เพราะมีคนที่เห็นต่างกันหลายกลุ่ม หลายฝ่าย มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งตนคิดว่า ความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน มันมีความรุนแรงมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่บางพรรคมีนโยบายบางอย่างออกมา เป็นนโยบายที่จะเปลี่ยนประเทศ เปลี่ยนนั่น เปลี่ยนนี่ ทำให้ตนคิดว่า มันยังไกลเกินไปสำหรับตอนนี้ และอาจส่งผลให้มีความวุ่นวายทางการเมืองเหมือนที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งตนคิดว่าอาจารย์ปวินก็คงจะเคยเห็นมาก่อนแล้ว การที่ประเทศต่างๆ มีปัญหา และมีความวุ่นวาย ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รวดเร็วและรุนแรงจนเกินไป

“ผมคิดว่า สิ่งนี้คือเรื่องสำคัญ พรรคพลังประชารัฐจึงมีนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้ง นี่ไม่ใช่วาทกรรมนะครับ สิ่งนี้เป็นความคิดของลุงป้อมจริงๆ ที่อยากจะประสานให้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย มาพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน เราสามารคิดต่างกันได้ครับ แต่เราต้องรักและสามัคคีกัน เราต้องจับมือและเดินไปด้วยกันกับ พรรคพลังประชารัฐ เบอร์ 37 ขอฝากด้วยครับ”

โดยหลังจากนั้น ทางอาจารย์ปวินได้ออกมาตอบกลับคลิปดังกล่าวว่า “ต้องขอขอบคุณคุณชัยวุฒิมากเลยนะครับ ที่มาเป็นแขกให้กับช่อง ‘Pavin Channel’ ผมก็ขอถือคตินี้เช่นกันครับ ว่า ผมให้พื้นที่กับคนต่างด้วย เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ได้มีโอกาสเชิญน้องบอส มีนชัยนันท์ มาร่วมในรายการ วันนี้จึงถือโอกาสเชิญคุณชัยวุฒิ หรือ ‘พี่โอ๋’ มาหาเสียงในช่องนี้ด้วย มาฟังมุมมองในด้านการเมืองของพี่โอ๋ และสิ่งที่พี่โอ๋อยากเห็นในการเมืองไทย ใครก็ตามที่อยากจะเลือกพี่โอ๋ เชิญตามสบาย โหวตกันได้เต็มที่เลยนะครับ”

13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ‘เสธ.แดง - พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล’ ถูกลอบยิงขณะกำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้เมื่อ 13 ปีก่อน ‘เสธ.แดง - พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล’ ถูกลอบยิงขณะกำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ท่ามกลางการชุมนุมทางการเมืองที่ตึงเครียด และเสียชีวิต 4 วันต่อมา จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิง

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง เป็นชาวอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2494 จบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11, โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22 และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 63  และจบปริญญาเอกสาขาบริหารรัฐกิจจาก UNIVERSITY OF NORTHERN PHILIPPINES

เสธ.แดง เข้ารับราชการครั้งแรกในกองพันทหารราบที่ 4 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ในยศร้อยตรี และได้ทำงานเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าช่วงปี พ.ศ.2529 ก่อนได้เลื่อนยศเป็นพันเอกพิเศษ เมื่อปี พ.ศ.2536  และได้เลื่อนยศเป็นพลตรี เมื่อปี พ.ศ.2541 และได้เป็นผู้ชำนาญการกองบัญชาการทหารสูงสุด และกลายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกในปีถัดมา

เสธ.แดง เริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปก็มาจากคดีความรื้อบาร์เบียร์ของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เมื่อ เสธ.แดง ได้กล่าวหา นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่งว่าใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อช่วยเหลือนายชูวิทย์ ทำให้ นายตำรวจคนดังกล่าว ออกมาฟ้องเรียกค่าเสียหาย

ต่อมาในปี พ.ศ. 2553 ในการชุมนุมใหญ่ของ นปช.( เสื้อแดง) เพื่อขับไล่ ‘รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ และเกิดเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้ง ขณะที่ หลายเหตุการณ์มีชื่อของเสธ.แดง เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

กระทั่งมาถึงวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 หลังจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมพื้นที่ชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่แยกราชประสงค์ โดยการตัดน้ำ ตัดไฟฟ้า งดบริการขนส่งสาธารณะ และห้ามผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่โดยเด็ดขาด 

ต่อมาเวลาประมาณ 19.20 น. ในขณะที่ เสธ.แดง กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศบริเวณแยกศาลาแดง ได้มีสไนเปอร์ลอบยิงจากระยะไกล เป็นผลให้ เสธ.แดง ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกยิงจากมุมสูงเข้าที่ศีรษะท้ายทอยด้านขวาและทะลุท้ายทอยด้านซ้าย กลุ่มคนเสื้อแดงได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว หลังจากนั้นทางญาติจึงตัดสินใจย้ายไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลในกลางดึกของวันเดียวกัน อาการของ เสธ.แดง อยู่ในสภาพทรงตัวมาตลอด จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยภาวะไตวายเฉียบพลัน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ด้วยวัย 59 ปี

‘ก้อง อรรฆรัตน์’ อึ้ง!! ถาม กกต.เบอร์ผู้สมัครมีครบหมด แต่ทำไมเบอร์ 13 ของตัวเองกลับหายอยู่เบอร์เดียว?!!

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 66 นายอรรฆรัตน์ นิติพน หรือ ‘ก้อง’ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตประเวศ-สะพานสูง เบอร์ 13 พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์คลิปผ่านติ๊กต็อกส่วนตัว ชื่อ ‘kongmushroom’ โดยได้ระบุว่า…

“เรียนประชาชนคนไทย และ กกต.ครับ มีเรื่องหน้าพิศวงเกิดขึ้นที่ซอยอ่อนนุชครับ เรื่องมีอยู่ว่า มีเบอร์ของผู้สมัคร ส.ส.หมายเลข 11, หมายเลข 12 และ หมายเลข 14 คำถามคือ หมายเลข 13 หายไปไหนครับ? เหตุการณ์พิศวงนี้เกิดขึ้นที่ LPN อ่อนนุชครับ”

‘ชพก.’ งัดหมัดเด็ด ชู ทลายทุนผูกขาด สร้างประเทศแห่งโอกาส  ช่วยคนตัวเล็กลืมตาอ้าปาก พาคนไทยหลุดพ้นความจน

(12 พ.ค. 66) พรรคชาติพัฒนากล้า จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้ง ในหัวข้อ ‘ร่วมสร้างประเทศแห่งโอกาส สู้ทุนผูกขาด เศรษฐกิจต้องเรา’ ณ โรงแรมรามาการ์เดนส์ ถนนวิภาวดีรังสิต โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยประชาชนและผู้สนับสนุนพรรคทยอยเดินทางเข้าร่วมงานจนแน่นห้องคอนเวนชั่น พร้อมถือป้ายสนับสนุนผู้สมัครในเขตต่าง ๆ และป้ายข้อความสนับสนุน นายกรณ์ จาติกวณิช ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค

โดยเวลา 18.00 น.ได้ live สดผ่านทางเพจของ พรรคชาติพัฒนากล้า โดยทีมขุนพลขึ้นเวทีช่วงแรกได้แก่ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นายวรวุฒิ อุ่นใน รองหัวหน้าพรรค นายรวรนัยน์ วาณิชกะ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค

จากนั้น เป็นเวทีของตัวแทนผู้สมัครขึ้นมากล่าวความในใจ ได้แก่ นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม ผู้สมัคร เบอร์ 9 เขตบางซื่อ ดุสิต (เฉพาะแขวง ถ.นครไชยศรี) อดีตสื่อมวลชนสายการเมือง  มากว่า 10 ปี เรียนรู้กฎหมายหลายฉบับ ไม่ได้เป็นลูกคนร่ำรวย แต่พรรคชาติพัฒนากล้าให้โอกาสเข้ามาทำงานการเมือง และพร้อมเป็นกระบอกเสียงให้คนเมือง เพื่อนำปัญหาของพี่น้องประชาชนเข้าการแก้ไข ขอเลือกจากนโยบาย อย่าเลือกด้วยความกลัว

นายบุญสืบ จันทร์แจ่มศรี ผู้สมัคร เบอร์ 3 เขตลาดพร้าว เขตบึงกุ่ม (นวมินทร์ นวลจันทร์) กล่าวว่า เป็นนักการเมือง เพราะมีความเชื่อในการบริหารงานบริษัทระดับโลก มาช่วยผู้ประกอบการคนตัวเล็ก การหากินปัจจุบันลำบาก เพราะขาดโอกาส ปัญหาคือ มันมีนายทุนผูกขาด ครอบงำพรรคการเมือง ถ้าเลือกพรรคชาติพัฒนาเราจะสร้างโอกาสให้ท่าน กฎหมายหลายฉบับกีดกันคนทำมาหากิน มีลักษณะทำนาบนหลังคน มีสินบนนำจับ ผมจะสู้เพื่อพี่น้องประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และจะเข้าไปแก้ไข พ.ร.บ.สรรพสามิต กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กฎหมายอาหารและยา ถ้าตนได้เป็น ส.ส.จะเข้าไปทำทันที เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

นายนที ศิริธรรมวัฒน์ ผู้สมัคร เบอร์ 11 เขตพญาไท ดินแดง เจ้าของโครงการ ‘กล้าปลดหนี้’ ที่สามารถช่วยปลดหนี้ให้ผู้ประกอบการคนตัวเล็กได้หลายราย ชูทุบทุนผูกขาด เพื่อเปิดโอกาสให้คนตัวเล็ก ลืมตาอ้าปากได้ พร้อมนำเสนอนโยบายหาเงินเข้าประเทศ 5.5 ล้านล้านบาท และขอให้เลือกชาติพัฒนากล้าทั้งประเทศ คนไทยไม่มีจน

นางสาววิเวียน จุลมนต์ ผู้สมัครเบอร์ 10 เขตจตุจักร หลักสี่ ซึ่งเป็นผู้สมัครมาเป็นจิตอาสาทางออนไลน์ และตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.เพราะทนเห็นความไม่เป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้น โดยมีอุดมการณ์เดียวกับพรรคคือ กล้าชนทุนผูกขาด และจากการลงพื้นที่ ประชาชนส่วนใหญ่ ต้องการให้พรรคชาติพัฒนากล้าเข้าไปทำงานแก้ปัญหาด้านพลังงาน และลดค่าครองชีพให้พวกเขา วันที่ 14 พฤษภาคม อย่าลังเล กาเบอร์ 14 พวกเราพร้อมทำงาน

นายธาม สมุทรานนท์ ผู้สมัครเบอร์ 8 เขต บางกะปิ วังทองหลาง เป็นผู้สมัครที่อายุน้อยที่สุดในพรรค ลงพื้นที่ท่ามกลางแรงกดดัน แต่ด้วยอุดมการณ์การเมืองที่ตรงกันกับพรรคชาติพัฒนากล้า และผู้ใหญ่ในพรรคทั้งนายกรณ์ และนายอรรถวิชช์ รับฟังตน ซึ่งมีปมในใจ ที่ตนทิ้งไม่ได้ สมัยที่ตนเป็นเด็ก คุณทวดล้มในบ้านแล้วเสียชีวิต นั่นคือแรงบันดาลใจให้คิดโครงการอารยสถาปัตย์ ซึ่งนายกรณ์และนายอรรถวิชช์เห็นด้วย และนำมาเป็นนโยบายของพรรค โดยจะทำบ้านที่ปลอดภัยให้ผู้สูงอายุหลังละ 50,000 บาท ทั่วประเทศ เป้าหมาย 1 ล้านหลัง ถึงเวลาที่เราจะต้องยึดประเทศจากทุนผูกขาด จากความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในสังคม ตนจะสู้สุดหัวใจ สู้ถวายหัว เพื่อพรรคชาติพัฒนากล้า

เวลาเปลี่ยน เมืองไทยเปลี่ยน: สะพานมิตรภาพ ไทย - กัมพูชา

สะพานมิตรภาพ ไทย - กัมพูชา บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท เป็นการเปิดเส้นทางเชื่อมต่อแห่งใหม่ เชื่อมสระแก้วสู่กัมพูชา แก้ปัญหาจราจรหน้าด่านโรงเกลือ พร้อมขยายด่านผ่านแดน ศูนย์เปลี่ยนถ่าย และตรวจสินค้ารองรับการค้าระหว่างประเทศในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top