Friday, 24 July 2026
Hard News Team

ผบ.ตร.ผนึกกำลัง 20 กระทรวง พร้อมรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน สื่อมวลชน กต.ตร.เปิดรณรงค์ “ร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” สร้างการรับรู้ร่วมกัน

วันที่  5 ก.ค.66 เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.   พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ  ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พลเอก ธิติชัย  เทียนทอง   เสนาธิการทหาร พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง  ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้แทนกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วย เครือข่ายภาคเอกชนทั้งบริษัทน้ำมัน  ห้างสรรพสินค้า และ สื่อมวลชน  และ กต.ตร. และสถานีตำรวจทั่วประเทศ ร่วมเปิดการรณรงค์ “ผนึกกำลังร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 ตร.

สืบเนื่องจาก คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ “คดีออนไลน์” เป็นอาชญากรรมที่ส่งผลสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ และความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างมาก  แม้ว่า ตร.จะพัฒนาระบบแจ้งความออนไลน์ หรือร่วมผลักดัน พระราชกำหนด มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566  มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.66 แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน เพียงแค่ทำให้คดีลดน้อยลง

ผบ.ตร.เห็นว่า การที่จะป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ได้ดีที่สุดนั้น คือการสร้างความรู้    การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกงของคนร้ายบนโลกออนไลน์  จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งคณะทำงานสร้างภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีกิจกรรมโครงการณรงค์ต่างๆ ซึ่งทำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด รวมถึงโครงการรณรงค์ในวันนี้ 

“ผนึกกำลังร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” มีส่วนราชการร่วมดำเนินการ หน่วยงานระดับกระทรวง จำนวน 20 กระทรวง  ประกอบด้วย   สำนักนายกรัฐมนตรี   กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม และ กระทรวงสาธารณสุข

หน่วยงานระดับกรม จำนวน 9 กรม  ประกอบด้วย กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการ
ขนส่งทางบก กรมศุลกากร กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการค้าภายใน กรมธุรกิจพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมสรรพากร

หน่วยงานอิสระ จำนวน 4 หน่วย  ประกอบด้วย สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สำนักงานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และสมาคมธนาคารไทย

กองทุนจำนวน 2 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนสื่อสร้างสรรค์และปลอดภัย และ สำนักงาน
กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ห้างสรรพสินค้า จำนวน 4 แห่ง  ประกอบด้วย ห้างเซ็นทรัลพลาซ่า ห้างสรรพสินค้าแมคโคร ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส  และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ค้าน้ำมัน จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท เชลล์(แห่งประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสโซ่(แห่งประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 

นอกจากนี้ยังมี รัฐวิสาหกิจ จำนวน 4 แห่ง สื่อมวลชน จำนวน 11 แห่ง คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจระดับ กองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจ ทั่วประเทศ ร่วมรณรงค์โครงการโดยมีมาตรการสำคัญดังนี้ 

1) ร่วมกับทุกภาคส่วนและ กต.ตร.ในการสร้างการรับรู้ ต้านภัยออนไลน์ โดยใช้ข้อความที่เป็นสาระเดียวกันทุกหน่วยงานเป็น“ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” เพื่อสื่อสารข้อความดังกล่าวไปยังบุคคลากรในหน่วยงาน ประชาชนที่มาติดต่อราชการ หรือลูกค้าที่มาใช้บริการหรือซื้อสินค้า 

2) ร่วมกับภาคการศึกษา อบรมให้ความรู้ภัยโกงทางไซเบอร์ พัฒนาหลักสูตรการเตือนภัยไซเบอร์ให้เหมาะสมกลุ่มเป้าหมายและอายุ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนต้านภัยไซเบอร์สำหรับเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษาในสถานบันการศึกษา

3)ร่วมกับภาคสื่อมวลชน นำเสนอข่าวเกี่ยวกับภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะรายละเอียดขั้นตอนการโกง เพื่อเป็นแนวทางการป้องกัน รวมทั้งสนับสนุนการเผยแพร่ข้อความ ข่าว รูป ป้ายประชาสัมพันธ์ เนื้อหาเกี่ยวกับเตือนภัยออนไลน์ระหว่างออกอากาศของช่องสื่อ

4) ร่วมกับภาครัฐ ผลิตแอพไซเบอร์วัคซีน 

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์  ยังสั่งการให้ทุกกองบัญชาการระดมกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2566 โดยเฉพาะบัญชีม้า ซิมม้า ที่เป็นต้นตอสาเหตุ ฝากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อเปิดบัญชีม้า ซิมม้า หากถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดจะมีโทษ 
ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ใดเป็นธุระจัดหา โฆษณา ซื้อหรือขายบัญชีจะมีจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,0000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนมีข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดบัญชีม้า ซิมม้า สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที 

นอกจากนั้น  เพื่อให้การขับเคลื่อนและกำหนดแนวทางการบังคับใช้ พ.ร.ก. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการขับเคลื่อนการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  ซึ่ง ผบ.ตร. เป็นประธานอนุกรรมการ  ได้มีการประชุมหารือร่วมกับธนาคาร สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม เพื่อร่วมกำหนดมาตรการที่สำคัญ ได้แก่   กำหนดเหตุอันควรสงสัยว่ามีหรืออาจจะมีการกระทำความผิด ของสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อระงับการทำธุรกรรม และส่งต่อข้อมูลกันเป็นระบบ ช่องทางติดต่อประสานงาน ทั้ง 21 ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และ ตร.

พร้อมสั่งย้ำทุกภาคส่วน ให้ความสำคัญกับการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ให้เกิดความยั่งยืน โดยเฉพาะการเพิ่ม ครูไซเบอร์ ให้เข้าถึงส่วนราชการ ภาคเอกชน สถานประกอบการ ร้านค้า ชุมชนต่าง เพื่อเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้ความรู้ประชาชน “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” พร้อมแนะนำให้ทำข้อสอบวัคซีน และบอกต่อคนอื่นๆ ให้ทำข้อสอบ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันต้านภัยโกง 

ผบ.ตร.กล่าวว่า  “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการรับแจ้งความออนไลน์ ผ่านศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ www.thaipoliceonline.com  หมายเลขโทรศัพท์ 081-866-3000 หรือโทรศัพท์สายด่วน 1441 นับ

ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 – 30 มิถุนายน 2566 พบว่ามีสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์ จำนวน  287,122 คดี เฉลี่ยวันละกว่า 800 คดี รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 40,000 ล้านบาท  มีสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์มากที่สุดยังเป็นคดีเดิมๆ 5 อันดับ ได้แก่  อันดับ 1)  คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 2) คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ   3) คดีหลอกลวงให้กู้เงิน 4) หลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และ 5) คดีข่มขู่ทางทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (คอลเซ็นเตอร์) 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการรณรงค์ประชาสัมพันธ์  แถลงข่าวเพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบ  ในหลายวิธี  หลายช่องทาง  เพื่อให้ประชาชนได้มีภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์  แต่ปรากฏว่ายังมีประชาชนตกเป็นเหยื่อของคนร้ายอยู่เป็นจำนวนมาก  จึงพิจารณาแล้วว่าภัยอาชญกรรมไซเบอร์เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันดำเนินการ   จึงได้เชิญหน่วยงานต่างๆ  ทั้งภาครัฐ  เอกสาร สื่อมวลชน  และ คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ทำพิธีเปิดการรณรงค์ “ผนึกกำลังร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมกันรณรงค์โดยใช้ข้อความที่เป็นสาระสำคัญ เดียวกันคือ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง”

และขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนได้ทำแบบทดสอบ  วัคซีนไซเบอร์ จำนวน 40 ข้อ   ซึ่งได้รวบรวมมาจากกลโกงของคนร้ายและสิ่งที่ประชาชนควรรู้  เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความรู้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์อีกทางหนึ่ง และขอให้บอกต่อเพื่อทำแบบทดสอบเพื่อให้มีความรู้เป็นภูมิคุ้มกันภัยกันทุกคน และเพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบใหม่ เชื่อว่าไซเบอร์วัคซีนนี้  ถือเป็นวัคซีนที่ดี เมื่อได้รับภูมิแม้เพียงครั้งเดียว ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันได้ต่อเนื่องตลอดไป  ถ้าคนไทยทุกคนได้รับวัคซีนนี้อย่างทั่วถึง  จะเป็นการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ได้มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลมากที่สุด ทั้งนี้สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้ผ่านทาง www.เตือนภัยออนไลน์.com  Facebook https://www.facebook.com/เตือนภัยออนไลน์  หมายเลขโทรศัพท์ 081-866-3000 หรือโทรสายด่วน 1441 “

ตำรวจไซเบอร์เผยกลโกงขบวนการซื้อขายบัญชีม้า-ซิมม้าในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เร่งตามจับกุมทั้งขบวนการ ล่าสุดจับกุมบัญชีม้าตัดวงจรหลอกลวงออนไลน์

พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ตำรวจไซเบอร์ สั่งการให้ตำรวจไซเบอร์ทุกกองบังคับการ เร่งติดตามจับกุมคนร้ายคดีอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท  ซึ่งจากการสืบสวนพบว่าคดีออนไลน์ต่าง ๆ มักมีการใช้บัญชีม้า ซิมม้า ในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน ดังนั้น จึงได้สั่งการให้ตำรวจไซเบอร์เร่งกวาดล้างจับกุมบัญชีม้า ซิมม้า เพื่อตัดวงจรการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

ล่าสุด พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 และ พ.ต.อ.อภิรักษ์ จำปาศรี ผกก.1 บก.สอท.3 สั่งการจับกุมผู้ต้องหาบัญชีม้าในพื้นที่ จ.ขอนแก่น หลังสืบทราบว่ามีขบวนการซื้อขายบัญชีธนาคารผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ โดยพบว่าขบวนการดังกล่าวจะมีมิจฉาชีพใช้บัญชีทวิตเตอร์ ชื่อ “ขายบัญชี” จำหน่ายบัญชีธนาคาร พร้อมซิมโทรศัพท์มือถือแบบลงทะเบียนแล้ว หากมีผู้สนใจมิจฉาชีพก็จะให้แอดไลน์ ชื่อ “timeout” เพื่อแชทพูดคุยขายบัญชีธนาคาร พร้อมบัตรกดเงินสด (ATM) และซิมโทรศัพท์มือถือพร้อมใช้งาน ในราคา 5,000 บาท จากนั้นหากผู้สนใจตกลงซื้อ มิจฉาชีพกลุ่มนี้ก็จะให้โทรศัพท์ติดต่อกับผู้ร่วมขบวนการอีกคนใช้ชื่อว่า “นัท”ซึ่งเป็นคนประสานหาคนเปิดบัญชีม้า และซิมม้าพร้อมใช้ เพื่อนำมาจำหน่ายต่ออีกทอดเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สอท.3 นำโดย พ.ต.ท.ประภาส ถ้ำเหม รอง ผกก.1 บก.สอท.3 และร.ต.อ.วิชัย จำปา รอง สว.กก.1 บก.สอท.3 สืบสวนและวางแผนจับกุม โดยติดต่อซื้อบัญชีธนาคาร บัตรกด เงินสด และซิมโทรศัพท์มือถือพร้อมใช้งาน จากแก๊งดังกล่าว และมีการนัดหมายส่งมอบที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่หมู่ 2 ต.ท่ากระเสริม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น พบ น.ส.ศิริรัตน์ ฯ นำสินค้ามาให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวและจับกุม

จากการสอบสวนเบื้องต้น น.ส.ศิริรัตน์ ฯ ให้การว่า ได้รับค่าจ้างเปิดบัญชีครั้งละ 700 บาท ส่วนซิม โทรศัพท์มือถือได้ไปซื้อจากร้านสะดวกซื้อและลงทะเบียนเป็นชื่อตนพร้อมใช้งาน ซึ่งทำมาแล้ว 5 ครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อหา “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด” ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 มาตรา 9 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พ.ต.อ.อภิรักษ์ ฯ เปิดเผยว่า การจับกุมกวาดล้างซิมม้า บัญชีม้า ถือเป็นการตัดวงจรการหลอกลวงออนไลน์ เพราะเป็นฐานรากต้นตอของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ตำรวจไซเบอร์จะติดตามจับกุมทั้งขบวนการมาดำเนินคดีอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เตือนพี่น้องประชาชนหากบัญชีธนาคาร หรือซิมโทรศัพท์มือถือที่ท่านให้หรือขายให้บุคคลอื่น ถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิด ท่านอาจจะถูกดำเนินคดีในฐานะเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด และหากรับจ้างเปิดบัญชีม้า หรือซิมม้าจำนวนมาก จะต้องรับโทษเพิ่มขึ้นตามจำนวนบัญชีธนาคารและซิมโทรศัพท์มือถือที่ได้ให้บุคคลอื่นนำไปใช้ในการกระทำความผิด

ทั้งนี้ หากประชาชนเคยหลงเชื่อขายซิมโทรศัพท์มือถือ หรือบัญชีธนาคาร ให้กับบุคคลอื่น ขอให้รีบไปติดต่อกับค่ายโทรศัพท์มือถือหรือธนาคารของตน เพื่อขอยกเลิกหมายเลขโทรศัพท์หรือปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวโดยเร็ว และหากพบเห็นการประกาศรับซื้อซิมโทรศัพท์มือถือหรือบัญชีธนาคาร แจ้งได้ที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์1144 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามเพิ่มเติม : พ.ต.ท.ประภาส ถ้ำเหม รอง ผกก.1 บก.สอท.3 โทร. 08 1699 1119
*********************************************
ขอบคุณที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

'สมศักดิ์ เจียม' เผยเหตุ 'จตุพร' พลาด!! หลังฟันธงผิดเรื่อง 'สุชาติ' เป็นปธ.สภาฯ

(5 ก.ค. 66) นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ปัจจุบันลี้ภัยที่ประเทศฝรั่งเศส โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า

ทำไมคนจึงเชื่อว่าจตุพร ‘ผิด’ เรื่องสุชาติเป็นประธานรัฐสภา? ผมแปลกใจที่คนเชื่อว่าจตุพรทาย ‘ผิด’

ครับ ในแง่ที่คนที่ออกมากลายเป็นวันนอร์ ก็อาจจะเรียกว่า ‘ผิด’ แต่การ ‘ผิด’ นี้ เกิดจากการที่ทักษิณเปลี่ยนใจ ไม่เอาสุชาติในนาทีสุดท้าย และต้องโทรศัพท์ไปปลอบใจสุชาติ

นี่คือหลักฐานว่าสุชาติยอม ‘เปลี่ยนใจ’ นาทีสุดท้าย โพสต์ของลูกชาย https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_7744705 และ https://www.youtube.com/watch?v=ty-1l-J1iS8

นี่เป็นข้อมูลที่ว่าทักษิณโทรศัพท์ติดต่อผู้คนให้ยอมเปลี่ยนแผน https://www.facebook.com/insidethailand/videos/6469081976464422/ 

"พูดกันตรงๆ พรรคประชาชาติเป็นสาขาของพรรคเพื่อไทยนั่นแหละ"

".....ในพรรคก้าวไกลรู้ว่า พิธาไม่ได้หรอกตำแหน่งนายกฯ..."

'บิ๊กป้อม' แจงภาพหลุด!! ไม่ได้หลับ แค่ก้มมองพื้น ยัน!! ทำหน้าที่ ส.ส.ตามวาระการประชุมปกติ

(5 ก.ค. 66) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธตอบว่าการเสนอชื่อโหวตนายกรัฐมนตรีจะมีชื่อตนหรือไม่ 

เมื่อถามถึงกระแสโซเชียลเผยแพร่ภาพพลเอกประวิตร ระหว่างการประชุมสภา พล.อ.ประวิตร ส่ายหน้า ก่อนระบุว่า “โถ ใครจะไปหลับเล่า ใครจะไปหลับ ผมก็นั่งของผมมาอย่างนั้นมาตลอด ไม่เคยหลับหรอก” ก่อนเดินขึ้นรถเดินทางกลับทันที

ด้าน พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษก ประจำรองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธภาพที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นั่งหลับในขณะประชุมสภาผู้แทนราษฏร เมื่อวาน (4ก.ค.66) โดยกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง ภาพขณะนั้นเป็นภาพที่ท่านกำลังก้มมองดูพื้นและเงยหน้าขึ้น พร้อมยืนยันว่า ท่านได้ทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวาระการประชุม ด้วยดีเหมือนสมาชิกท่านอื่นๆ

‘แอนนี่ บรู๊ค’ อัปเดตชีวิตแม่ค้าออนไลน์ หลังปัญหาธุรกิจรุมเร้า พ้อ!! “เพราะลูกชาย ถึงทำให้อดทนได้ขนาดนี้”

(5 ก.ค. 66) ‘แอนนี่ บรู๊ค’ นักแสดงหญิง ที่ยังทำธุรกิจทางด้านออนไลน์ด้วยนั้น ได้โพสต์ข้อความอัปเดตเรื่องราวชีวิต บนเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า

“ความไว้เนื้อเชื่อใจในการทำมาค้าขายเป็นสิ่งสำคัญ ปีที่แล้วตั้งแต่ต้นปีหนักหนามาก เป็นคนมีปัญหาแล้วไม่ค่อยพูด ชอบจัดการปัญหาคนเดียวเงียบๆ

ปีที่แล้วทั้ง supplier ทั้งบริษัทฟูฟิวส์เมนท์ (โกดังแพ็คของ) และคนใกล้ตัว ต่างเรียงหน้ากันเข้ามาสร้างปัญหาในธุรกิจ อาจจะเพราะด้วยเราไม่รู้เรื่องจึงโดนหนักหน่อย โชคดีที่เป็นคนที่ไม่ดื้อ เมื่อรู้ว่าไม่ไหวก็คือพอ และสะสางแก้ปัญหาทั้งหมด ไม่ให้ใครมาว่าเราได้ทีหลัง โลกออนไลน์มันรวดเร็วถ้าเราทำเสียลูกค้า ทุกอย่างก็จะไม่เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ต่อไปเขาก็ซื้อแค่ครั้งเดียว

ปีนี้ ตั้งแต่ต้นปีใช้ตัวเองเป็นต้นทุน ดูแลรักษารูปร่างหน้าตา จึงมีงานต่องาน ตั้งใจทำงานให้กับเจ้าของแบรนด์ทุกแบรนด์ 

ฟื้นฟูจิตใจอยู่นาน ผิดหวังเล็กน้อยกับผู้คน แต่ไม่คิดล้มเลิก ยังคงขายของเป็นปกติแต่ในแพลตฟอร์มอื่น เพียงแค่ไม่ได้ Live สดเท่านั้น ขอบคุณที่ยังติดตามถามไถ่นะคะ ไม่ได้หายไปไหน วันไหนฟ้าสดใส เราก็คงจะได้หัวเราะเอิ๊กอ๊าก หน้า Live สดกันอีกที จะว่าไปเวลา set up หน้า Live สดคนเดียวนี่คือเหนื่อยมาก ติดตั้งเองคนเดียวและเก็บคนเดียวทุกอย่างเลยปังเวอร์ เก่งกว่าแม่ก็แค่ซุปเปอร์แมนละหล่ะ”

ภายหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้คนเข้าไปให้กำลังใจจำนวนมาก ขณะที่ ทนายเจมส์ ก็ได้เข้าไปคอมเมนต์ด้วยว่า “สุดยอดครับ” ซึ่งแอนนี่ก็ได้ตอบว่า “เพราะ ดช.ฑี นั่นล่ะค่ะ ถึงทำให้อดทนได้ขนาดนี้”

‘หวัง อี้’ แนะ ‘ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้’ รู้จักรากเหง้าตัวเอง

หวังอี้ ผู้รับผิดชอบนโยบายต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เรียกร้องให้เกิดความสามัคคีกันระหว่าง จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยระบุว่า “ชาวตะวันตกไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างชาวจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ได้ และไม่ว่าเราจะย้อมผมทองแค่ไหน ทำจมูกโด่งแค่ไหน เราก็ไม่สามารถเป็นชาวตะวันตกได้ เราควรรู้ว่ารากเหง้าเราอยู่ที่ไหน”

‘สทนช.’ คาด ‘เอลนีโญ’ ส่งผลกระทบทำไทยแล้งนาน 2 ปี ห่วงภาคกลางต้นทุนน้ำเหลืออยู่เพียงร้อยละ​ 17​ เท่านั้น

เมื่อวานนี้ (4 ก.ค. 66) นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและการรับมือกับภาวะภัยแล้ง-น้ำท่วม โดยวิเคราะห์ว่า ปีนี้ ไทยต้องเผชิญกับภัยแล้งและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ สิ่งที่เป็นกังงวลคือเรื่องของภัยแล้ง เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันปริมาณฝนตกทั่วประเทศเฉลี่ยต่ำกว่าค่าปกติ คือ ร้อยละ 25 โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างลงมาลุ่มเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร ไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่กลุ่มฝนจะไปตกทางภาคใต้และลุ่มแม่น้ำมูลของภาคอีสาน การบริหารจัดการน้ำจึงต้องประหยัดและทำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ พร้อมจัดหาแหล่งน้ำสำรองให้ได้มากที่สุด

ปัจจุบันแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศมีน้ำอยู่ร้อยละ 29 หรือ 1 หมื่น 5 พันกว่าล้านลูกบาศก์เมตร จัดสรรปล่อยน้ำให้ประชาชนใช้ไปแล้วร้อยละ 10 หรือประมาณ 6 พันกว่าล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งสิ่งที่ศุนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ เป็นกังวล คือการทำเกษตร เพราะหากประชาชนยังเพาะปลูกต่อเนื่อง โอกาสภัยแล้งมีโอกาสจะกระทบไปถึงปีหน้า

นอกจากบริหารจัดการการใช้น้ำแล้ว ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ยังประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรธณี เพื่อวางแนวทางร่วมกัน คือ การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง ปรับแผนขุดเจาะน้ำบาดาลในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งพบว่าปัจจุบันมีแหล่งน้ำบาดาลสำรองสำหรับใช้อุปโภคบริโภค 200 แห่ง แหล่งน้ำบาดาลเพื่อทำเกษตรขนาดใหญ่ 200 แห่ง และยังมีแหล่งน้ำบาดาลที่ยังใช้งานไม่ได้จะต้องซ่อมแซมปรับปรุงอีก 1 พันกว่าแห่ง

ส่วนพื้นที่รับน้ำแก้มลิง มีทุ่งบางระกำและทุ่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ที่ปัจจุบันยังจัดสรรน้ำให้ประชาชนในการเพาะปลูกอยู่เพื่อพร่องน้ำไว้รับมือกับน้ำหลากน้ำท่วมหากฝนตก คาดว่าการทำเกษตรของประชาชนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม

ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติเน้นย้ำว่าผลกระทบจากเอลนีโญ่จะส่งผลให้เกิดภัยแล้งไปอีก 2 ปี ทุกหน่วยงานจึงต้องมีความพร้อมรับมือบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน จะพยายามไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด หากพื้นที่ไหนเช่นนอกเขตชลประทาน น้ำอุปโภคบริโภคไม่เพียงพอก็จะจัดหาน้ำเข้่ไปช่วย ทั้งนี้มีความกังวลในพื้นที่ภาคกลางมากสุด โดยเฉพาะลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท้ายเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิตติ์ แควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เนื่องจากมีการใช้น้ำอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรในปริมาณมาก โดยปัจจุบันภาคกลางเหลือน้ำต้นทุนอยู่เพียงร้อยละ 17 เท่านั้น

‘พลายประตูผา’ ช้างไทยอีกเชือกในศรีลังกา สภาพผอม-อิดโรย หลังถูกพาตัวออกนอกวัด เพื่อเลี่ยงไม่ให้เจอทีม จนท.ไทย

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 66 เหล่าคนรักช้างเป็นห่วง หลังมีข่าวพบ ‘พลายประตูผา’ 1 ใน 3 ช้างไทยในศรีลังกา ถูกพาตัวไปนอกพื้นที่วัด เพื่อเลี่ยงไม่ให้เจอกับคณะทีมงานไทย ก่อนจะมีภาพพ่อพลายแพร่ออกมาว่อนเน็ต ว่าสภาพผอมอิดโรยชรามากแล้ว

‘พลายประตูผา’ เป็นช้างไทยมีอายุประมาณ 49 ปี ที่ทางการไทยส่งไปเป็นทูตสันถวไมตรี ตั้งแต่ พ.ศ.2522 จนถึงปัจจุบันนี้รวมเวลา 44 ปี ที่พลายประตูผาอยู่ที่ประเทศศรีลังกา

ซึ่งตามข้อมูลพลายประตูผา อยู่ที่วัด Sri Dalada Maligawa เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา แต่เมื่อมีข่าวว่าจะมีคณะของไทยเข้าเยี่ยม ทางวัดได้พาพลายประตูผาย้ายไปที่อื่น อ้างว่าช้างกำลังตกมัน ไม่ให้เข้าเยี่ยม

ด้าน ดร.ชญาน์นันท์ อัศวธรรมานนท์ อาจารย์ประจำสาขาพระพุทธศาสนา-วิทยาลัยสงฆ์ ชาวไทยที่อยู่ศรีลังกา ได้ออกตามหาพลายประตูผาจนพบ พร้อมวอนให้ช่วยพาพลายประตูผากลับไทยด้วย

โดย ดร.ชญาน์นันท์ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ข้อความส่วนหนึ่งว่า…

“ให้พลายประตูผาได้รับเพียงการเยี่ยมเยียนก็ยังดี เพื่อช่วยคลายโซ่ที่มัด 3 ขาจนเป็นแผล มีรอยแผลยับเยินและรีบใช้ยาดี รวมถึงทีมสัตวแพทย์ช่วยกันรักษานะคะ… กล้าหาญเพื่อพลายประตูผาอีก 1 เชือกที่กำลังรอคอยคนไทยนะคะ เอาใจช่วยพ่อพลายประตูผา ให้ได้รับการดูแลให้ดีกว่า หรือจะให้ดีที่สุด ให้พ่อพลายได้กลับไทยสู่บ้านเกิดด้วยนะคะ”

‘ไอซ์ ปรีชญา’ โพสต์ภาพชูสองนิ้ว บอกตัวเองสู้ไปด้วยกัน หลัง ‘วูบหมดสติ’ จนถูกหามส่งโรงพยาบาลเข้าห้องไอซียู

(5 ก.ค. 66) หลังจากที่ทำตกใจกันถ้วนหน้าเมื่อมีข่าวว่า ‘ไอซ์ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร’ วูบหมดสติ จนต้องนำตัวหามส่งโรงพยาบาล พร้อมกับเข้า ICU เป็นการด่วน พร้อมใส่เครื่องช่วยหายใจ

ซึ่งสาเหตุการวูบหมดสติครั้งนี้ก็น่าจะมาจากความเครียด สาเหตุเพราะมีหลายปัญหาที่รุมเร้า ไล่มาตั้งแต่คดีไซยาไนด์ที่กรมโรงงานจะฟ้องร้อง จนเป็นเหตุให้งานต่างๆถูกยกเลิก หรือเลื่อนออกไปไม่มีกำหนดจนกว่าจะเคลียร์คดีจบ ซึ่งส่งผลต่อรายได้ค่าใช้จ่ายที่สะเทือนเต็มๆ ประกอบกับแฟนหนุ่ม ‘สเตฟาน’ ก็มีปัญหากัน ทำให้ภาวะซึมเศร้ากำเริบหนัก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ และเอาแต่ร้องไห้ จนเกิดอาการวูบหมดสติในที่สุด

ล่าสุดดูเหมือนเจ้าตัวพ้นขีดอันตรายแล้ว โดยได้อัปเดตไอจีสตอรี่ชู 2 นิ้ว พร้อมข้อความว่า “ไอซ์เราจะสู้ไปด้วยกันนะไอซ์”

งานนี้แฟนๆได้แต่แคปภาพหน้าจอไปโพสต์ให้กำลังใจผ่านสื่อโซเชียล พร้อมกับขอให้เจ้าตัวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้ด้วย

‘เวสป้า’ ถูกค่ายดังฟ้อง 12 ล้าน หลังร้องเพลงที่ตัวเองแต่ง ลั่น!! ขอสู้เต็มที่ เหลือแค่เอาชีวิตไปเท่านั้นถึงจะหยุดร้องได้

เมื่อวานนี้ (4 ก.ค. 66) เวสป้า อิทธิพล เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา นักแต่งเพลงชื่อดัง ร้องเข้ามาที่เพจโหนกระแส หลังถูกค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ฟ้องคดีละเมิดลิขสิทธิ์ จากการร้องเพลงที่ตนเองแต่งตามงานต่างๆ โดยเจ้าตัวมองว่าเรื่องนี้ไม่เป็นธรรมกับตนและกับนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลง ที่ไม่สามารถร้องเพลงที่ตัวเองแต่งได้

เจ้าตัวบอกว่า ถูกฟ้องเรียกเงิน 12 ล้าน ซึ่งเท่าที่ตามเจอพบว่าถูกฟ้องไว้ 3 คดี แต่คาดว่าน่าจะมีอีกหลายสิบคดี ในหลากหลายพื้นที่ ตามแต่ว่าไปเล่นที่ไหน ซึ่งเวสป้าลั่นวาจาว่า ตนจะไม่หยุดร้องเพลงของตัวเอง มีแค่เอาชีวิตของตนไปเท่านั้นถึงจะหยุดได้ ยืนยันว่าจะสู้เต็มที่ หากตนแพ้คดี ตนยินดีจะจ่ายค่าเสียหายเต็มจำนวน

ที่ผ่านมา นักแต่งเพลงมากมาย ไม่เคยได้รับเงินส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะถูกนำไปแสดงสด หรือส่วนแบ่งจากสตรีมมิงใดๆ ไม่เคยได้ส่วนแบ่งจากสิทธิ์เหล่านี้ นักแต่งเพลงจำนวนมากต้องเดือดร้อน ยากจน ไม่มีเงิน หลายคนตายไปแบบไม่มีเงินซื้อโลงศพด้วยซ้ำ ตนยืนยันว่าการออกมาสู้ครั้งนี้ หวังให้เป็นคดีประวัติศาสตร์ เพื่ออาชีพนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลง

สำหรับ เวสป้า เป็นเจ้าของเพลงสุดฮิต และเขียนเพลงดังเอาไว้มากมาย อาทิ 100เหตุผล, เป็นชู้ไม่รู้ตัว, ไม่อาจเปลี่ยนใจ, โลกทั้งใบให้นายคนเดียว, เจ็บแปลบ ฯลฯ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top